ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 2 เนตรสวรรค์
“เมื่อครู่นี้มันบ้าอะไรกัน?”
จางอวิ๋นมีสีหน้ามึนงง
จู่ๆ ก็ถูกดูดเข้าไปในมิติสีขาวโพลน พอคว้าลูกแก้วแสงได้ลูกหนึ่งก็ถูกดีดออกมาดื้อๆ?
หรือว่าเมื่อกี้เขาแค่ฝันกลางวันไปเอง?
“พิธีรับศิษย์ เริ่มได้!”
ในตอนนั้นเอง เสียงประกาศเริ่มพิธีรับศิษย์ภายในลานประลองก็ดังสนั่นขึ้น
“คนแรก เซี่ยตง!”
เด็กหนุ่มสวมชุดคลุมสีเขียวเดินออกมาจากฝูงชนด้วยท่าทีประหม่า
“หืม นั่นอะไรน่ะ?”
จางอวิ๋นไม่ได้สนใจในทีแรก แต่เมื่อเขากวาดสายตามองผ่านๆ ดวงตาของเขาก็ต้องเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง
วินาทีที่เขามองไปที่เด็กหนุ่มชุดเขียวเบื้องล่าง ข้อมูลมหาศาลก็ระเบิดขึ้นในครรลองสายตาของเขา ราวกับน้ำป่าไหลหลาก!
【เซี่ยตง】
พรสวรรค์: ปานกลาง (ครอบครองรากวิญญาณระดับกลาง)
ระดับพลัง: กลั่นลมปราณ ขั้น 1
เคล็ดวิชาที่ฝึกฝน: เคล็ดจิตรวมวิญญาณ (ระดับต่ำ)
ทักษะต่อสู้: หมัดรวบรวมปราณ
ข้อบกพร่อง: หนึ่ง, ปราณในร่างไม่บริสุทธิ์ มีสิ่งเจือปนมากเกินไป สอง, การรวบรวมปราณไว้ที่แขนขวาเป็นเวลานานทำให้แขนขวาสะสมสิ่งสกปรกจนเส้นลมปราณบวมเป่ง สาม…
คำแนะนำในการชี้แนะ: สลายปราณทั้งร่างแล้วเริ่มฝึกใหม่ มอบเคล็ดวิชา ‘รวมปราณ’ ระดับสูงให้ฝึกฝน จากนั้นใช้ปราณขัดเกลาแขนขวาเป็นเวลาสามเดือน เพื่อรักษาเส้นลมปราณที่บวมเป่ง…
……
จางอวิ๋นขยี้ตาแรงๆ แต่ข้อมูลชุดนั้นก็ยังคงลอยเด่นท้าทายสายตา
เขาไม่รอช้า รีบหันขวับไปมองเด็กหนุ่มคนอื่นๆ ในลานประลองทันที
【หนิงเฉียง】
พรสวรรค์: ปานกลาง
ระดับพลัง: กลั่นลมปราณ ขั้น 1 (ไม่เสถียร)
เคล็ดวิชาที่ฝึกฝน: เคล็ดจิตรวมวิญญาณ (ฉบับไม่สมบูรณ์)
ทักษะต่อสู้: ฝ่ามือรวมวิญญาณ
ข้อบกพร่อง: หนึ่ง, การควบแน่นวังวนปราณในร่างเบาบางเกินไป ปราณลอยตัว ไม่มั่นคง สอง, เคล็ดวิชาที่ฝึกฝนมีช่องโหว่มากเกินไป ทำให้เกิดรูกรั่วขนาดเล็กจำนวนมากในวังวนปราณ หากไม่ซ่อมแซม ปราณจะรั่วไหลออกไปเรื่อยๆ สาม…
คำแนะนำในการชี้แนะ: เปลี่ยนไปฝึกเคล็ดวิชาที่เหมาะสม และควบแน่นวังวนปราณใหม่…
……
【หวงหลาน】
พรสวรรค์: ปานกลาง
……
หลังจากกวาดตามองไปหลายคน ตราบใดที่เขาจดจ่อสายตา ข้อมูลเชิงลึกของเป้าหมายก็จะเด้งขึ้นมาทันที
“นี่มัน…”
จางอวิ๋นยืนตะลึงงัน ราวกับถูกสายฟ้าฟาด
แต่ไม่นานเขาก็ฉุกคิดขึ้นได้ เดี๋ยวนะ เมื่อกี้ตอนที่คว้าลูกแก้วแสงนั่นมา เสียงลึกลับบอกว่าข้าได้รับ ‘เนตรสวรรค์’ หรือว่าจะหมายถึงสิ่งนี้?
เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวได้ จางอวิ๋นก็แทบจะกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดี
สูตรโกง!
นี่มันสูตรโกงระดับพระเจ้าชัดๆ!!
แค่มองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่งถึงข้อมูลและจุดอ่อนของศัตรู เอาไว้ใช้คัดเลือกศิษย์นี่มันโกงยิ่งกว่าโกง!
เสียงนั่นบอกว่า ‘จะเปิดใช้งานอีกครั้งหลังจากรับศิษย์’ หมายความว่าถ้าข้ารับศิษย์สำเร็จ ข้าจะกลับเข้าไปในมิติสีขาวนั่นได้อีกรอบงั้นเหรอ?
จางอวิ๋นเริ่มวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว
เมื่อครู่เขาแค่คว้าลูกแก้วแสงมาหนึ่งลูก ก็ได้ความสามารถระดับ ‘เนตรสวรรค์’ มาครอง หากเดาไม่ผิด ลูกแก้วแสงนับล้านที่ลอยอยู่ในที่แห่งนั้น แต่ละลูกอาจจะบรรจุความสามารถระดับเทพเอาไว้
ถ้าเข้าไปกวาดมาอีกสักลูก ไม่แน่ว่าเขาอาจจะได้พลังที่พลิกฟ้าพลิกดินยิ่งกว่านี้!
ยิ่งคิด เลือดในกายก็ยิ่งสูบฉีดพลุ่งพล่าน
รับศิษย์! ต้องรีบหาศิษย์มาทดสอบระบบเดี๋ยวนี้!!
ดวงตาของเขาวาวโรจน์ กวาดมองไปทั่วกลุ่มเด็กหนุ่มสาวในลานประลองดุจนักล่ามองหาเหยื่อ
ไม่นานนัก… สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับเป้าหมาย
【หวงหย่ง】
พรสวรรค์: ปานกลางค่อนข้างดี (รากวิญญาณธาตุไฟระดับกลาง)
……
เด็กหนุ่มสวมชุดคลุมสีเหลืองดึงดูดความสนใจของจางอวิ๋นทันที
รากวิญญาณเฉพาะธาตุ!
ของแบบนี้ใช่ว่าจะหาได้ตามท้องตลาด ตราบใดที่มอบเคล็ดวิชาเฉพาะธาตุให้ฝึกฝน ในอนาคตเจ้านี่มีโอกาสสูงที่จะทะลวงสู่ระดับจินตานได้สบายๆ
เจ้านี่แหละ เป้าหมายชั้นดี!
จางอวิ๋นลูบคางพลางคำนวณในใจ
“เซี่ยตง รากวิญญาณระดับกลาง!”
ในขณะที่เขากำลังวางแผน ผลการตรวจสอบรากวิญญาณของเด็กหนุ่มคนแรกก็ประกาศออกมา ตรงกับที่เนตรสวรรค์ของเขาเห็นทุกกระเบียดนิ้ว
“เซี่ยตงคนนี้ ยอดเขาลำดับที่ห้าต้องการตัว!”
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเอ่ยประกาศสิทธิ์เสียงดัง
ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างพากันเงียบกริบ เป็นอันรู้กัน
การที่ผู้อาวุโสสักคนเอ่ยปากรับศิษย์ก่อน ถ้าไม่ใช่เพราะถูกใจหน้างาน ก็แปลว่ามีการตกลงจองตัวกันไว้แล้ว
โดยปกติในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้อาวุโสคนอื่นจะไม่เสียมารยาทเข้าไปแย่งชิง
ถือเป็นกฎเหล็กที่รู้กันในพิธีรับศิษย์
ตราบใดที่ไม่ใช่อัจฉริยะระดับ ‘รากวิญญาณระดับสูง’ ขึ้นไป สำหรับศิษย์ใหม่ที่มีเพียงรากวิญญาณระดับกลาง ใครเอ่ยปากก่อนก็ได้สิทธิ์นั้นไป
แม้ร่างเดิมของจางอวิ๋นจะไม่เคยรับศิษย์ แต่ความทรงจำในหัวก็ย้ำเตือนกฎข้อนี้ดี
เขาล็อกเป้าหมายไว้แล้ว ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแย่งชิงกับใคร
เหล่าเด็กหนุ่มสาวทยอยเดินขึ้นไปบนเวทีเพื่อทดสอบกับ ‘เสาวัดรากวิญญาณ’
เพียงแค่ใช้มือสัมผัสเสาศิลา มันก็จะเปล่งแสงแสดงระดับรากวิญญาณของคนคนนั้นออกมาทันที
“คนต่อไป หวงหย่ง!”
หลังจากผ่านไปสิบกว่าคน ในที่สุดก็ถึงคิวของเพชรเม็ดงามที่จางอวิ๋นหมายตา
“หวงหย่ง รากวิญญาณระดับกลาง!”
ผลการตรวจสอบไม่ทำให้จางอวิ๋นแปลกใจแม้แต่น้อย
รากวิญญาณเฉพาะธาตุนั้น หากยังไม่ได้รับการกระตุ้น จะไม่มีทางตรวจสอบพบได้ด้วยวิธีพื้นๆ แบบนี้
จางอวิ๋นรีบชิงเอ่ยขึ้นทันที “หวงหย่งคนนี้ ยอดเขาลำดับที่เก้าต้องการตัว!”
สำนักหลิงเซียนมีทั้งหมด 19 ยอดเขา นอกจากยอดเขาหลักของเจ้าสำนักแล้ว ยอดเขาที่เหลือถูกตั้งชื่อตามลำดับที่ 1 ถึง 18 ซึ่งแต่ละยอดเขาก็จะมีผู้อาวุโสประจำยอดเขาดูแล
และยอดเขาลำดับที่ 9 ก็คืออาณาเขตของเขา
พูดจบ เขาก็มองลงไปด้านล่างด้วยแววตาคาดหวัง
“หวงหย่งคนนี้ ยอดเขาลำดับที่สิบของข้าก็ต้องการเช่นกัน!”
ทว่าเสียงที่ดังแทรกขึ้นมาข้างๆ ทำให้รอยยิ้มของเขาแข็งค้างกลางอากาศ
เมิ่งจงปรายตามองเขาด้วยสายตาเหยียดหยามราวกับมองมดปลวก “แค่ระดับสร้างรากฐาน ไม่คู่ควรจะรับศิษย์หรอก!”
จางอวิ๋นขมวดคิ้วฉับ หันขวับไปมองผู้อาวุโสคนอื่นๆ
แต่เหล่าผู้อาวุโสรอบข้างต่างวางตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ยืนดูอยู่เฉยๆ เห็นได้ชัดว่าพวกเขายอมรับการกระทำอันต่ำช้าของเมิ่งจง หรือจะพูดให้ถูกก็คือ…
ในสายตาของพวกเขา จางอวิ๋นที่มีพลังแค่ระดับสร้างรากฐาน ไม่มีค่าพอที่จะให้พวกเขารักษากฎด้วยซ้ำ!
ความหนาวเหน็บเกาะกุมหัวใจของจางอวิ๋น
เมิ่งจงหัวเราะร่าอย่างได้ใจ ก่อนจะหันไปพูดกับเด็กหนุ่มชุดเหลืองด้านล่าง
“หวงหย่ง ข้าคือผู้อาวุโสสิบแห่งสำนักหลิงเซียน ตอนนี้ทั้งข้าและผู้อาวุโสเก้าผู้มีพลังระดับ ‘สร้างรากฐาน’ ท่านนี้ ต่างสนใจในตัวเจ้า เจ้าอยากจะกราบใครเป็นอาจารย์?”
คำว่า ‘สร้างรากฐาน’ นั้น เขาจงใจกระแทกเสียงเน้นย้ำเพื่อฉีกหน้าจางอวิ๋นโดยเฉพาะ
เด็กหนุ่มชุดเหลืองได้ยินดังนั้น ก็ตอบสวนกลับทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว “ข้าขอกราบผู้อาวุโสสิบเป็นอาจารย์ขอรับ!”
“ดี! ต่อไปนี้เจ้าคือศิษย์ของข้า เมิ่งจง!”
เมิ่งจงหัวเราะเสียงดังลั่น พลางส่งสายตาเย้ยหยันของผู้ชนะมาทางจางอวิ๋น
ใบหน้าของจางอวิ๋นดำทะมึนลงทันตา
“ผู้อาวุโสเก้าคนนี้อยู่แค่ระดับสร้างรากฐานจริงๆ ด้วย ตอนแรกที่ได้ยินข้าก็นึกว่าเป็นแค่ข่าวลือ ไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องจริง!”
“ดูท่าข่าวลือพวกนั้นจะไม่ผิดเพี้ยน ที่ว่าผู้อาวุโสเก้าธาตุไฟเข้าแทรกจนระดับพลังถดถอย กลายเป็นคนพิการไปแล้ว!”
“โชคดีที่ได้ยินมาก่อน ไม่งั้นขืนหลงไปเป็นศิษย์ผู้อาวุโสเก้า อนาคตคงดับวูบ หมดอนาคตแน่!”
……
คำพูดของเมิ่งจงจุดชนวนเสียงซุบซิบในหมู่เด็กหนุ่มสาว สายตาที่พวกเขามองมาที่จางอวิ๋นเต็มไปด้วยความรังเกียจขยะแขยง ราวกับเห็นตัวกาลกิณี
จางอวิ๋นคิ้วขมวดเป็นปม
สถานการณ์เลวร้ายแบบนี้ คิดจะรับศิษย์คงยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา!
การตรวจสอบยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางบรรยากาศที่น่าอึดอัด
หลังจากผ่านไปอีกหลายสิบคน
“เนี่ยจื้อ รากวิญญาณระดับต่ำ!”
เสาวัดรากวิญญาณปรากฏผลลัพธ์ที่ไม่ใช่ระดับกลางเป็นครั้งแรก
เด็กหนุ่มชุดขาวที่ยืนอยู่หน้าเสา หน้าซีดเผือดลงทันทีจนไร้สีเลือด
คนอื่นๆ ล้วนมีรากวิญญาณระดับกลาง แต่เขากลับมีแค่ระดับต่ำ ความหมายของมันชัดเจนยิ่งกว่าแสงตะวัน
และเป็นไปตามคาด เหล่าผู้อาวุโสบนแท่นสูงต่างพากันหลับตาลงอย่างเมินเฉย
รากวิญญาณระดับกลางต่อให้พื้นฐานแย่ หากได้รับการฟูมฟักก็ยังมีหวังจะไปถึงระดับสร้างรากฐานได้ แต่รากวิญญาณระดับต่ำนั้น… อนาคตมืดมนยิ่งนัก
ศิษย์ประเภทนี้ โดยทั่วไปไม่มีผู้อาวุโสคนไหนชายตามองด้วยซ้ำ
“เนี่ยจื้อคนนี้ ยอดเขาลำดับที่เก้าของข้าเอา!”
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังผ่าความเงียบขึ้นมา
ทุกคนชะงักกึก
ก่อนจะตั้งสติได้และหันขวับไปมองจางอวิ๋นเป็นตาเดียว
“จางอวิ๋น ของแบบนี้เจ้าก็จะเอาเหรอ?”
เมิ่งจงถามด้วยความประหลาดใจปนสมเพช
จางอวิ๋นไม่สนใจอีกฝ่าย สายตาจดจ้องไปที่ข้อมูล
【เนี่ยจื้อ】
พรสวรรค์: ปานกลาง, รากวิญญาณธาตุน้ำระดับต่ำ
……
ทักษะต่อสู้: เคล็ดดาบวิญญาณ
ข้อบกพร่อง: หนึ่ง, ยังไม่กระตุ้นรากวิญญาณธาตุน้ำ สอง, ฝึกฝนเพลงดาบด้วยมือขวา แต่แท้จริงแล้วพลังแฝงในมือซ้ายนั้นเหนือกว่ามือขวามากนัก สาม…
คำแนะนำในการชี้แนะ: ให้ทานโอสถวิญญาณธาตุน้ำระดับกลางขึ้นไปเพื่อกระตุ้นรากวิญญาณ; ให้เปลี่ยนมาใช้มือซ้ายฝึกเพลงดาบ ความแข็งแกร่งจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด!
……
นี่คือเพชรในตมที่เนตรสวรรค์ค้นพบ แม้จะเป็นรากวิญญาณระดับต่ำ แต่การมีธาตุเฉพาะตัวก็ยังคุ้มค่าที่จะลองเจียระไนดูสักตั้ง
เขาจึงเอ่ยปากถามทันที “เนี่ยจื้อ เจ้ายินดีจะกราบข้าเป็นอาจารย์หรือไม่?”
“ข้า…”
เด็กหนุ่มชุดขาว เนี่ยจื้อ อ้าปากค้าง ทำอะไรไม่ถูก
เขารู้จักจางอวิ๋น ผู้อาวุโสตัวตลกที่ฝึกวิชาจนธาตุไฟเข้าแทรกและระดับพลังถดถอย ก่อนหน้านี้เขาก็คิดเหมือนคนอื่นๆ ว่าจะไม่มีวันฝากตัวเป็นศิษย์คนนี้เด็ดขาด แต่สถานการณ์ตอนนี้… เขาไม่มีทางเลือก
“เนี่ยจื้อ ยอดเขาลำดับที่สิบของข้าก็ยินดีรับเจ้า!”
ในขณะที่เขากำลังลังเล เสียงของมารร้ายก็ดังแทรกขึ้นมาอีกครั้ง!
ดวงตาของเนี่ยจื้อเป็นประกายวาวโรจน์ เขาหันไปโค้งคำนับให้เมิ่งจงบนแท่นสูงอย่างนอบน้อมโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“ศิษย์ยินดีกราบเข้ายอดเขาลำดับที่สิบขอรับ!”
“เมิ่งจง!!”
ต่อให้พยายามจะเมินเฉยแค่ไหน เส้นความอดทนของจางอวิ๋นก็ขาดผึง
เมิ่งจงทำท่าทางยั่วยวนกวนประสาทแบบ ‘ข้าก็แค่ไม่อยากให้เจ้ารับศิษย์ได้ แล้วจะทำไม?’ แล้วหัวเราะเยาะ “ทำไม? การตัดสินใจของศิษย์ เจ้ามีปัญหาหรือไง?”
จางอวิ๋นได้ยินดังนั้น แม้ในใจจะเดือดดาลดั่งภูเขาไฟปะทุ แต่เขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ข่มกลั้นอารมณ์แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ไม่มีปัญหา ก็แค่ศิษย์รากวิญญาณระดับต่ำคนหนึ่ง เจ้าชอบแย่งของเหลือเดนนัก ก็เอาไปเถอะ!”
เมื่อเห็นเขาคืนสู่ความสงบได้เร็วขนาดนี้ เมิ่งจงก็ขมวดคิ้วด้วยความขัดใจ
เขาจงใจยั่วยุ เพราะอยากให้จางอวิ๋นโกรธจนสติแตกอาละวาดออกมา เขาจะได้ถือโอกาสสั่งสอนมันสักยก ไม่นึกเลยว่าไอ้ขยะนี่จะอดทนได้ขนาดนี้!
จางอวิ๋นใบหน้าเรียบเฉย แต่ในใจกัดฟันกรอด
ตั้งแต่ทะลุมิติมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกโกรธจัดจนอยากจะฆ่าคน
ไอ้คนถ่อยนี่มันได้คืบจะเอาศอก!
แต่เขายังไม่เสียสติ ตอนนี้เขาอยู่แค่ระดับสร้างรากฐาน ขืนระเบิดอารมณ์ออกไปก็มีแต่จะโดนยำตีนตายเปล่า
แต่ความแค้นนี้เขาจดลงบัญชีหนังหมาไว้แล้ว!
รอให้ข้ากู้พลังคืนมาได้เมื่อไหร่ คนแรกที่จะโดนทุบจนแหลกคามือก็คือแก… เมิ่งจง!
“คนต่อไป สวีหมิง!”
“สวีหมิง? ใช่สวีหมิงคนที่ไปล่วงเกินตระกูลหลินแห่งเมืองหนานอวิ๋นหรือเปล่า?”
“เชี่ย! เป็นมันจริงๆ ด้วย! ห่อตัวด้วยผ้าคลุมสีดำมิดชิดขนาดนั้น เลยดูไม่ออกเลย!”
“ไม่ใช่ว่าเจ้านี่โดนตระกูลหลินทำลายวรยุทธ์จนพิการไปแล้วเหรอ? ทำไมยังกล้าเสนอหน้ามาเข้าร่วมพิธีรับศิษย์ของสำนักหลิงเซียนได้อีกล่ะ?”
……
ทันใดนั้น ก็เกิดความโกลาหลอื้ออึงขึ้นในลานประลอง
เมื่อมองลงไป…
จะเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนโดดเดี่ยวหน้าเสาวัดรากวิญญาณ ร่างกายห่อหุ้มด้วยชุดคลุมสีดำ เผยให้เห็นเพียงใบหน้าที่ซีดขาวไร้สีเลือดราวกับคนตาย
【สวีหมิง】
พรสวรรค์: ระดับศักดิ์สิทธิ์ ; กายาศักดิ์สิทธิ์มังกรโลหิต (พิการชั่วคราว); รากวิญญาณคู่ระดับศักดิ์สิทธิ์ —— รากวิญญาณมังกร (รากที่หลงเหลือ), รากวิญญาณมังกรทองโลหิตกลายพันธุ์ (ยังไม่ถูกกระตุ้น)
ระดับพลัง: กลั่นลมปราณ ขั้น 1 (เดิมทีอยู่ขั้น 5 ร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัสจนระดับตกลงมา)
เคล็ดวิชาที่ฝึกฝน: เคล็ดวิชาเมฆาคล้อย
ทักษะต่อสู้: ฝ่ามือเสี่ยวเหยี่ยน, ย่างก้าวเมฆาคล้อย…
ข้อบกพร่อง: หนึ่ง, รากวิญญาณมังกรทองโลหิตกลายพันธุ์ยังไม่ถูกกระตุ้น สอง, รากวิญญาณมังกรที่ถูกกระตุ้นแล้วโดนกำลังภายนอกช่วงชิงไปอย่างโหดเหี้ยม เหลือเพียงเศษรากที่หลงเหลือ กายาศักดิ์สิทธิ์มังกรโลหิตอยู่ในสภาวะพิการชั่วคราว…
คำแนะนำในการชี้แนะ: ใช้เลือดมังกรทองช่วยกระตุ้นรากวิญญาณมังกรทองโลหิตกลายพันธุ์ เพื่อฟื้นฟูกายาศักดิ์สิทธิ์มังกรโลหิต… หมายเหตุ: สามารถใช้วัตถุธาตุทองแทรกซึมเข้าสู่เลือดเนื้อเพื่อกระตุ้นรากวิญญาณมังกรทองโลหิตกลายพันธุ์เป็นการชั่วคราวได้ ซึ่งจะช่วยให้กายาศักดิ์สิทธิ์ฟื้นคืนสภาพเพื่อใช้ในการบำเพ็ญเพียร แต่จำเป็นต้องเติมวัตถุธาตุทองทุกๆ หนึ่งเดือน…
……
“กายาศักดิ์สิทธิ์มังกรโลหิต? รากวิญญาณคู่ระดับศักดิ์สิทธิ์??”
จางอวิ๋นจ้องมองข้อมูลของเด็กหนุ่มด้วยความตกตะลึงจนตาแทบถลน
ปีศาจอัจฉริยะสัตว์ประหลาดแบบนี้โผล่มาจากไหน? เมื่อกี้เขาพลาดไม่เห็นได้ยังไง!
“พิการชั่วคราว, ถูกช่วงชิง, ยังไม่ถูกกระตุ้น…”
แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลจากเนตรสวรรค์ ประกอบกับเสียงวิจารณ์รอบข้างและใบหน้าซีดเซียวของเด็กหนุ่มด้านล่าง จางอวิ๋นก็เริ่มตระหนักถึงความจริงบางอย่าง
“สวีหมิง รากวิญญาณระดับศักดิ์สิทธิ์… ไม่สมบูรณ์!”
บนเสาวัดรากวิญญาณ ผลการตรวจสอบปรากฏขึ้นเด่นหรา
“ระดับศักดิ์สิทธิ์?”
เมื่อเห็นคำสองคำนี้ ท่านเจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสบนแท่นสูงต่างแสดงสีหน้าประหลาดใจระคนตื่นเต้น
ระดับรากวิญญาณแบ่งออกเป็น ต่ำ, กลาง, สูง, สุดยอด, ศักดิ์สิทธิ์… รากวิญญาณระดับศักดิ์สิทธิ์นั้น ต่อให้พลิกแผ่นดินหาทั่วทวีปวิถีเซียนก็ยังยากที่จะพบเจอ!
“น่าเสียดาย… น่าเสียดายจริงๆ!”
แต่เมื่อเห็นคำว่า ‘ไม่สมบูรณ์’ ต่อท้าย พวกเขาก็ส่ายหน้าด้วยความผิดหวังอย่างรุนแรง
พวกเขาได้ยินเสียงวิจารณ์ในลานประลองแล้ว เด็กหนุ่มที่ชื่อสวีหมิงคนนี้… กลายเป็นคนพิการไปแล้ว!
หน้าเสาวัดรากวิญญาณ สวีหมิงเฝ้ามองสีหน้าของเหล่าผู้อาวุโสตลอดเวลา เมื่อเห็นพวกเขาส่ายหน้า หัวใจของเขาก็ร่วงหล่นลงสู่ตาตุ่ม ใบหน้าซีดเผือดยิ่งกว่ากระดาษ
เขากัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ก่อนจะก้มโค้งคำนับเก้าสิบองศาอย่างสุดตัว แล้วตะโกนก้องด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและวิงวอน
“ขอเหล่าผู้อาวุโสโปรดรับข้าเข้าสำนักด้วยเถิด ขอเพียงสามารถฝึกตนได้ ข้ายินดีจ่ายทุกสิ่งเป็นค่าตอบแทน!! แม้แต่ชีวิตข้าก็ยอม!!”
เหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักหลิงเซียนเห็นดังนั้น ต่างพากันเมินเฉยอย่างไร้เยื่อใย
คนพิการที่หมดอนาคตไปแล้ว… พวกเขาไม่มีความสนใจที่จะรับขยะมาเป็นภาระหรอก!
เมิ่งจงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาบาดลึกถึงกระดูก
“การฝึกตนไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะทำได้ รากวิญญาณที่ไม่สมบูรณ์ของเจ้าไม่มีคุณสมบัติในการบำเพ็ญเพียรอีกต่อไป สำนักหลิงเซียนของเราไม่ใช่สถานสงเคราะห์คนพิการ เป็นไปไม่ได้ที่จะรับเจ้า อย่ามายืนเกะกะขวางทาง มาทางไหน ก็ไสหัวกลับไปทางนั้นซะ!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ร่างของสวีหมิงก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง
ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วพลันหมดแรง แข้งขาอ่อนยวบ ร่างที่โค้งอยู่ถึงกับทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างน่าเวทนา
“พรูดดด ขนาดจะยืนยังยืนไม่ไหว สมกับที่เป็นคนพิการจริงๆ!”
“จุ๊ๆ ข้ายังจำท่าทางอัจฉริยะที่แสนจะโอหังของสวีหมิงเมื่อไม่กี่ปีก่อนได้ดี ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะตกต่ำถึงเพียงนี้ ช่างเป็นดั่งคำกล่าว สามสิบปีธาราไหลไปบูรพา สามสิบปีธาราไหลกลับประจิมจริงๆ!”
……
เสียงวิจารณ์ที่ทิ่มแทงและนิ้วที่ชี้หน้าด่าทอจากเหล่าเด็กหนุ่มสาวรอบข้าง ทำให้ใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วของสวีหมิงยิ่งซีดขาวลงไปอีก
เขาเงยหน้ามองเหล่าผู้อาวุโสบนแท่นสูงที่ทำเมินใส่เขา…
ความสิ้นหวังอันมืดมิดถาโถมเข้ากัดกินจิตใจจนไม่เหลือชิ้นดี
ก่อนจะมาที่สำนักหลิงเซียน เขาได้ลากสังขารไปขอฝากตัวกับสำนักเซียนหลายแห่ง แต่ก็ถูกปฏิเสธมาโดยตลอด สำนักหลิงเซียนคือฟางเส้นสุดท้ายของเขา… แต่ก็ยังถูกตัดขาดอย่างโหดร้าย
เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้า รู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบกลายเป็นสีเทาหม่นหมอง
พ่อแม่ถูกสังหารโหด รากวิญญาณถูกช่วงชิง…
หนี้เลือดนี้… จะไม่มีวันได้ชำระคืนเลยงั้นหรือ?
ความสิ้นหวังและความไร้พลังอันมหาศาลกัดกินไปทั่วร่าง ทำให้เขารู้สึกโงนเงนเจียนจะล้มพับไปทั้งอย่างนั้น
“สวีหมิง เจ้าเต็มใจจะเข้าร่วมยอดเขาลำดับที่เก้าของข้าหรือไม่?”
ในวินาทีที่เขากำลังจะดำดิ่งสู่ความมืดมิด เสียงเรียบๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
ราวดั่งมือสวรรค์ที่ยื่นลงมาจากฟากฟ้า ฉุดรั้งร่างของเขาขึ้นมาจากขุมนรกอเวจี!