ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 200 เคล็ดวิชาดูดกลืนเหี่ยวเฉาเอกอุไร้เทียมทาน
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 200 เคล็ดวิชาดูดกลืนเหี่ยวเฉาเอกอุไร้เทียมทาน
ในขณะเดียวกัน สัมผัสอันเย็นเยียบสายหนึ่งก็พุ่งตรง
ลงมาจับจ้องที่ร่างของเขา
วินาทีนั้น จางอวิ๋นขนลุกซู่ไปทั่วสรรพางค์กาย
ความรู้สึกราวกับว่าความลับทุกอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ในร่างกาย
กำลังถูกสายตานั้นมองทะลุปรุโปร่งจนหมดเปลือก
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าเบื้องหน้ามีเตียงหยกหลัง
งามตั้งตระหง่าน บนนั้นมีชายชราสวมชุดกระสอบผู้หนึ่งกำลัง
นอนตะแคงเอกเขนกด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน
รูปลักษณ์ของเขาเหมือนกับชายชราชุดกระสอบที่
ปรากฏกายออกมาจากกิ่งไม้แห้งยามเสียบกุญแจทั้งสามดอก
ในตำหนักเซียนไม่มีผิดเพี้ยน
เพียงแต่คนตรงหน้านี้… หาใช่ภาพมายา แต่เป็นตัวตนที่
มีเลือดเนื้อและจิตวิญญาณจริงๆ!
“กายาสูงสุด?”
ชายชราชุดกระสอบกวาดตามองเขาแวบหนึ่ง คิ้ว
สีดอกเลาเลิกขึ้นเล็กน้อย “ไม่เลว… ไม่เลวเลยนี่หว่า!”
“ท่าน… ท่านคือผู้อาวุโสเซียนขู?”
จางอวิ๋นยังไม่แน่ใจนัก จึงลองลอบโคจรเคล็ดวิชาเนตร
สวรรค์เพื่อตรวจสอบดู แต่ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด…
ว่างเปล่า มองไม่เห็นค่าสถานะใดๆ แม้แต่น้อย
กลับกัน ชายชราชุดกระสอบกลับจ้องมองสวนกลับมาที่
ดวงตาของเขาด้วยความสนใจ “ดวงตาของเจ้า… ดู
ไม่ธรรมดาเลยนะนั่น!”
จางอวิ๋นเสียวสันหลังวาบ รีบเก็บสายตาทันที
ชายชราชุดกระสอบเห็นท่าทีนั้นก็แสยะยิ้มบางๆ “ไม่ต้อง
กลัวไปไอ้หนูข้าเซียนผู้นี้ก็แค่เศษเสี้ยววิญญาณที่ใกล้จะมอด
ดับเต็มที เจ้าจะเรียกข้าว่าเซียนขูตามที่คนเขาเรียกกันก็ไม่ผิด
หรอก!”
“ไม่พูดพร่ำทำเพลงล่ะนะ!”
สิ้นวาจา ชายชราชุดกระสอบก็ล้วงม้วนคัมภีร์เก่าคร่ำครึ
ออกมา แล้วโยนใส่เขาอย่างไม่ไยดี “มรดกทั้งหมดของข้าถูก
บันทึกไว้ในนี้หมดแล้ว ดวงตาพิเศษของเจ้ากับกายาสูงสุดนั่น
เหมาะสมที่จะสืบทอดมรดกของข้าพอดีเป๊ะ!”
จางอวิ๋นรับม้วนคัมภีร์มาถือไว้ ลมหายใจเริ่มติดขัดด้วย
ความตื่นเต้น
นี่มันมรดกระดับเซียนเชียวนะ!
ทว่า… พอเงยหน้ามองเจ้าของมรดกที่นั่งอยู่บนเตียง
หยก ซึ่งกำลังหาววอดๆ นิ้วก็นั่งแคะขี้มูกอย่างเมามัน สักพักก็
เปลี่ยนไปแคะขี้เท้าด้วยท่วงท่าสุดจะบรรยาย…
ด้วยสภาพซกมกไร้มาดเซียนเช่นนั้น จู่ๆ เขาก็รู้สึก
สังหรณ์ใจแปลกๆ ขึ้นมาตงิดๆ ว่าไอ้มรดกในมือนี่มันจะ
เชื่อถือได้แน่รึ?
“มองหน้าข้าหาพระแสงอันใด?”
ชายชราชุดกระสอบเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อน
จะตวาด “รีบๆ เปิดดูเนื้อหาข้างในซะ! มีอะไรไม่เข้าใจข้าจะได้
อธิบายให้ฟัง ขืนชักช้าเดี๋ยวเศษเสี้ยววิญญาณของข้าจะสลาย
ไปซะก่อน!”
“ผู้อาวุโส… ข้าขอถามสักคำถามได้ไหมขอรับ ‘กายาสูง
สุด’ คือสิ่งใดกันแน่?”
จางอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มชุดดำสองคนที่เถากู่หลานเจอ ก็
เรียกเขาว่าผู้ครองกายาสูงสุด เขาคาดเดาว่ามันน่าจะ
เกี่ยวข้องกับเคล็ดวิชากายาสูงสุดที่เขาฝึกฝน แต่ก็ยังสับสน
อยู่ดี เพราะเขาฝึกวิชานี้อย่างเงียบเชียบ ไม่น่าจะมีใครล่วงรู้
ได้นี่นา!
“เจ้าฝึกฝนกายาสูงสุดเองกับตัว แต่ดันไม่รู้จักกายาสูง
สุดเนี่ยนะ?”
ชายชราชุดกระสอบทำหน้าประหลาดใจราวกับเห็น
เรื่องตลก
จางอวิ๋นยักไหล่อย่างจนใจ “ผู้อาวุโส ร่างกายของข้า
ฝึกฝนมาจนผิดแผกจากคนทั่วไปก็จริง แต่ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าไอ้
กายาสูงสุดที่ท่านว่ามันคืออะไร…”
“ตัวประหลาดแท้ๆ!”
ชายชราชุดกระสอบวิจารณ์สั้นๆ นิ้วยังคงแคะขี้เท้า
พลางอธิบาย “กายาสูงสุดคือจุดสูงสุดรูปแบบหนึ่ง มัน
จะก่อตัวขึ้นก็ต่อเมื่อเจ้าสามารถทำลาย ‘ประตูแห่ง
พันธนาการ’ ได้ในขณะที่ทะลวงระดับพลังขอบเขตใหญ่ และ
ได้รับพลังงานบริสุทธิ์จากประตูบานนั้นมา… เจ้าตอนนี้อยู่
ระดับจินตานขั้นสูงสุด… หือ?”
พูดได้ครึ่งทาง จู่ๆ ชายชราก็ชะงักกึก เลิกแคะเท้า แล้ว
เพ่งมองจางอวิ๋นเขม็ง “นี่เจ้าฝึกฝนถึง ‘ขอบเขตสูงสุด’ ด้วยรึ?”
ขอบเขตสูงสุด?
จางอวิ๋นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจทันทีว่าอีกฝ่าย
หมายถึงระดับพลังขั้นที่สิบ ซึ่งเป็นขีดสุดที่ได้จากเคล็ดวิชากา
ยาสูงสุด
เขาพยักหน้ารับทันที
“บัดซบเอ๊ย!”
เมื่อได้รับการยืนยัน ชายชราชุดกระสอบถึงกับสบถคำโต
ออกมา มองจางอวิ๋นด้วยสายตาหวาดระแวงปนทึ่ง “เจ้า…
หรือว่าเจ้าจะเป็นลูกหลานของจักรพรรดิเซียน?”
“จักรพรรดิเซียน?”
จางอวิ๋นงุนงงหนักกว่าเดิม “ผู้อาวุโส ที่ท่านพูดถึงนี่คือ
ระดับพลังบำเพ็ญเพียรหรือชื่อคนขอรับ?”
“……”
ชายชราชุดกระสอบได้ยินคำถามซื่อๆ นั้นก็เข้าใจอะไร
บางอย่าง ถอนหายใจออกมาเบาๆ “ช่างเถอะ… บอกข้าได้ไหม
ว่าเจ้าไปได้วิธีฝึกฝนขอบเขตสูงสุดนี้มาจากไหน?”
เห็นอีกฝ่ายทำหน้าจริงจังขึงขังขนาดนั้น จางอวิ๋นก็
เลิกคิ้วสูง
ดูท่าไอ้ ‘เคล็ดวิชากายาสูงสุด’ ที่ระบบมอบให้ จะล้ำเลิศ
พิสดารยิ่งกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก!
“ผู้อาวุโส คือเมื่อกาลก่อน ผู้น้อยบังเอิญไปค้นพบใน
โบราณสถานแห่งหนึ่งน่ะขอรับ!”
จางอวิ๋นปั้นน้ำเป็นตัวตอบไปเพื่อกลบเกลื่อน
“โบราณสถาน?”
ชายชราชุดกระสอบมองเขาลึกซึ้ง พยายามจับผิดแต่ก็
ไม่พบพิรุธ ก่อนจะส่ายหน้าถอนหายใจ “ช่างเป็นไอ้หนูที่
วาสนาดีจนน่าหมั่นไส้เสียจริง!”
จางอวิ๋นอดถามไม่ได้ “ผู้อาวุโส วิชานี้มันน่าตกใจขนาด
นั้นเลยหรือขอรับ?”
“น่าตกใจ?”
ชายชราชุดกระสอบแค่นหัวเราะเสียงดัง “ยิ่งกว่าน่า
ตกใจอีกโว้ย! ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้ข้าเป็นแค่เศษวิญญาณใกล้
ตายนะ ข้าคงลงมือปล้นวิชาจากเจ้าไปนานแล้ว!!”
“……”
จางอวิ๋นลอบตกตะลึงจนเหงื่อตก
ขนาดระดับเซียนยังคิดอยากจะปล้น? เคล็ดวิชากายาสูง
สุดนี่มันวิเศษขนาดนั้นเชียว?
“เอาล่ะ เลิกคุยไร้สาระ รีบๆ ดูมรดกของข้าได้แล้ว
พลังงานข้าเหลือไม่มากแล้ว!”
ชายชราชุดกระสอบเอ่ยตัดบท
สังเกตได้ชัดเจนว่าร่างกายของเขาเริ่มโปร่งแสงและดู
จางลงกว่าเมื่อครู่ ราวกับเปลวเทียนที่กำลังจะมอดดับ
เห็นดังนั้น จางอวิ๋นจึงไม่รอช้า รีบกางม้วนคัมภีร์ออก
อ่านทันที
《เคล็ดวิชาดูดกลืนเหี่ยวเฉาเอกอุไร้เทียมทาน》
แค่เห็นบรรทัดแรกที่เป็นชื่อวิชา จางอวิ๋นก็ถึงกับ
อ้าปากค้าง ยืนตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ
ชายชราชุดกระสอบดูเหมือนจะคาดเดาปฏิกิริยาของเขา
ได้อยู่แล้ว จึงทำหน้าตายกล่าวว่า “นี่เป็นสุดยอดวิชาที่ข้า
บัญญัติขึ้นเอง เป็นไง… ชื่อฟังดูโคตรจะทรงพลังเลยใช่ไหมล่ะ
?”
“……”
หน้าผากของจางอวิ๋นเริ่มมีเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาจางๆ
ยิ่งดูยิ่งรู้สึกว่าไอ้ท่านเซียนคนนี้มันไม่น่าไว้ใจสุดๆ แต่เขาก็ยัง
ฝืนใจอ่านเนื้อหาต่อไป
‘วิถีบำเพ็ญเพียรช่างน่าเบื่อหน่ายสิ้นดี… ลองมองดูพวก
อัจฉริยะจอมปลอมเหล่านั้นสิ แต่ละคนต้องทนนั่งหลังขดหลัง
แข็งบำเพ็ญเพียรกันเป็นร้อยเป็นพันปี กว่าจะถูไถไปถึงระดับ
มหายานได้ นั่นมันไม่ใช่งานที่คนสติดีเขาทำกันชัดๆ!
วันนี้ข้าเกิดพุทธิปัญญาขึ้นมา จึงบัญญัติวิชานี้ขึ้น นาม
ว่า ‘เคล็ดวิชาดูดกลืนเหี่ยวเฉาเอกอุไร้เทียมทาน’ วิชาบ้านี่ไม่
จำเป็นต้องให้เจ้ามานั่งทนเบื่อฝึกฝนทั้งวันทั้งคืน ขอแค่เจ้า
มีร่างกายที่แข็งแกร่งถึกทน และมีดวงตาที่รู้จักสังเกตก็พอ’
‘จงออกไปตามหา… สิ่งใดก็ตามที่มีพลังเหี่ยวเฉาแฝงอยู่
ใช้วิชานี้สูบกลืนมันมาเปลี่ยนเป็นพลังเหี่ยวเฉาบริสุทธิ์ของ
ตัวเราซะ! วิชานี้แบ่งการโคจรพลังเป็นเจ็ดรอบวัฏจักร...’
‘ขอจบท้ายด้วยคติประจำใจของข้า การฝึกฝนพลัง
เหี่ยวเฉาไม่มีเคล็ดลับ มีแต่ทางลัด… จงออกไปแสวงหา
แสวงหา และแสวงหา! แล้วก็สูบกลืน สูบกลืน และสูบกลืนมัน
ให้หมดสิ้น! นั่นแหละคือแก่นแท้ขั้นสุดยอดของวิถีแห่งความ
เหี่ยวเฉา!’
อ่านม้วนคัมภีร์จนจบ ตอนเริ่มอ่านจางอวิ๋นมีเส้นเลือด
ปูดขึ้นมาหนึ่งเส้น พออ่านจบหน้าผากเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือด
ดำปูดโปนเป็นแพจนแทบจะระเบิด
มรดกเซียน… มีแค่นี้เนี่ยนะ?
“เป็นไง มีตรงไหนไม่เข้าใจรึเปล่า?”
ชายชราชุดกระสอบเอ่ยถามขึ้นหน้าตาเฉย
“……”
จางอวิ๋นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ผู้อาวุโส… วิชานี้มันใช้ได้จริง
แน่นะขอรับ?”
ชายชราชุดกระสอบปรายตามองเขาเรียบๆ แล้วเอ่ยว่า
“อย่าไปคิดอะไรให้มันซับซ้อน ข้าถามเจ้าคำหนึ่ง เจ้าคิด
ว่าการจะบรรลุเป็นเซียนนั้นยากไหม?”
จางอวิ๋นพยักหน้า
ผู้ฝึกตนทั่วทวีปวิถีเซียน ต่างใฝ่ฝันที่จะบรรลุเป็นเซียน
แต่ในบรรดาผู้ฝึกตนนับล้านล้านคน จะมีสักกี่คนที่ทำสำเร็จ?
แค่คนเดียวจะมียังยาก!
ชายชราชุดกระสอบกล่าวต่อ “การเป็นเซียนจะว่ายากก็
ยาก จะว่าง่ายมันก็ง่ายจริงๆ ข้าเคยเจอผู้ฝึกฝนพลังเหี่ยวเฉา
มานักต่อนัก พวกมันเอาแต่ย่ำต๊อกอยู่ที่ระดับมหายานหรือ
ต่ำกว่านั้นตลอดกาล เจ้าจงรู้ไว้ว่าเพราะเหตุใด?”
จางอวิ๋นส่ายหน้า ไม่เข้าใจ
“ก็เพราะพวกมันสมองทึบ ไม่รู้จักพลิกแพลงไงเล่า!”
ชายชราชุดกระสอบแค่นเสียงฮึดฮัด “พลังเหี่ยวเฉาโดย
เนื้อแท้แล้วคือพลังแห่งการกัดกินชีวิตและสรรพสิ่ง การ
จะอาศัยเพียงการนั่งหลับตาบำเพ็ญเพียรเพื่อสร้างพลังชนิดนี้
ขึ้นมาเอง? รอไปชาติหน้าตอนบ่ายๆ เถอะกว่าจะได้เป็นเซียน!”
“สำหรับผู้ฝึกวิถีเหี่ยวเฉา ขอแค่ร่างกายของเจ้ารับภาระ
ไหว นั่นก็นับว่าสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว!”
ชายชราชุดกระสอบกล่าวเสียงเรียบแต่หนักแน่น “สิ่งที่
ต้องทำ คือคิดหาวิธีเปลี่ยนพลังงานทุกอย่างที่มีโอกาส
เป็นไปได้ ให้กลายเป็นพลังเหี่ยวเฉา แล้วดูดซับมันเข้าไปซะ!”
จางอวิ๋นเลิกคิ้ว
คำพูดนี้ฟังดูบ้าบอพิลึก แต่พอลองไตร่ตรองดูดีๆ ก็
เหมือนจะมีเหตุผลรองรับ
มองหาพลังงานทุกอย่างที่เปลี่ยนเป็นพลังเหี่ยวเฉาได้
แล้วทำการเปลี่ยนสภาพเพื่อดูดซับ…
ความยากของมัน อย่างแรกคือร่างกายจะรับภาระไหว
ไหม อย่างที่สองคือจะเปลี่ยนสภาพพลังงานนั้นอย่างไร
และไอ้ ‘เคล็ดวิชาดูดกลืนเหี่ยวเฉาเอกอุไร้เทียมทาน’
ตรงหน้านี้ ก็คือ ‘กุญแจ’ ในการเปลี่ยนสภาพพลังงานนั่นเอง
ขอแค่ร่างกายถึกทนพอ…
จางอวิ๋นคิดตามแล้วสีหน้าก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง
“ดูเหมือนเจ้าจะเข้าใจแล้วสินะ!”
ชายชราชุดกระสอบยิ้มมุมปากอย่างพอใจ “เดิมทีข้ากะ
ว่าจะชี้แนะอะไรสักหน่อย แต่ในเมื่อเจ้าฝึกทั้งกายาสูงสุด
แถมยังบรรลุถึงขอบเขตสูงสุดอีก วิชาพื้นฐานพวกนั้นของข้าก็
คงไม่จำเป็นสำหรับเจ้าแล้วล่ะ”
“ตอนนี้ในตัวเจ้ามีพลังเซียนเหี่ยวเฉาสถิตอยู่แล้ว ก็
จงก้าวเดินไปบนเส้นทางนี้ต่อไปซะ!”
สิ้นเสียงสั่งเสีย ร่างของชายชราชุดกระสอบก็ค่อยๆ
เลือนราง กลายเป็นฟองอากาศสลายหายไปในความว่างเปล่า
……