ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 208 ข้าเตือนเจ้าแล้ว... ทำไมถึงไม่ฟังกันนะ?
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 208 ข้าเตือนเจ้าแล้ว... ทำไมถึงไม่ฟังกันนะ?
คนตรงหน้านี้… คือผู้อาวุโสเก้าแห่งสำนักหลิงเซียนผู้
เลื่องลือว่าเป็นขยะจริงๆ หรือ?
มู่เหวินเซวียนเบิกตากว้าง แทบไม่อยากเชื่อสายตา
ตัวเอง
ในความทรงจำและข้อมูลที่เขาได้รับมา ความแข็งแกร่ง
ของจางอวิ๋นนั้นอาจจะดูแปลกประหลาดและลึกลับอยู่บ้าง แต่
ขอบเขตพลังก็ไม่น่าจะเกินระดับจินตาน ก่อนหน้านี้ที่จางอวิ๋น
สามารถจัดการกับตระกูลหลินได้ สิ่งที่ทำให้เขาต้องระวังคือ
กองกำลังและศิษย์ที่จางอวิ๋นพามาด้วยต่างหาก
สำหรับความแข็งแกร่งส่วนตัวของจางอวิ๋น เขาไม่เคยให้
ค่าหรือมองอยู่ในสายตา
แต่ในเวลานี้… จางอวิ๋นกลับสามารถสยบหลินเทียนต้ง
ผู้ระเบิดพลังมารระดับหยวนอิงออกมาจนถึงขีดสุดได้ภายใน
กระบวนท่าเดียว?
โดยไม่สนใจมู่เหวินเซวียนที่กำลังยืนตัวแข็งทื่อด้วย
ความตกตะลึง จางอวิ๋นละสายตาไปตรวจสอบสภาพของสวี
หมิง เถากู่หลาน และเหล่าผู้อาวุโสสำนักหลิงเซียนที่นอน
หมดสติเกลื่อนกลาดอยู่ในโถงใหญ่
“สภาวะบำเพ็ญมายา?”
เขาพบว่าคนเหล่านี้ไม่ได้แค่หมดสติไปเฉยๆ แต่กำลัง
ตกอยู่ในสภาวะพิเศษบางอย่าง
สภาวะบำเพ็ญมายา — คือสภาวะการบำเพ็ญเพียร
ล้ำลึกที่เกิดจากผลของค่ายกลมายา จิตวิญญาณของผู้ฝึกตน
จะถูกดึงเข้าสู่แดนมายาเพื่อทำการฝึกฝนและขัดเกลาจิตใจ
“ค่ายกล?”
เมื่อข้อมูลจากเคล็ดวิชาเนตรเซียนปรากฏขึ้น สายตา
คมกริบของจางอวิ๋นก็กวาดมองไปรอบโถงใหญ่เพื่อหาต้นตอ
“อาจาน!”
ทันใดนั้น ร่างเล็กป้อมของอู๋ไห่ไห่ก็กระโจนเข้ามาหาเขา
พร้อมเสียงร้องเรียกที่เต็มไปด้วยความดีใจ
“ไห่ไห่”
จางอวิ๋นคลี่ยิ้มอ่อนโยน พลางยื่นมือออกไปรับตัวเจ้าหนู
จอมพลังไว้ในอ้อมแขน
“อาจาน หยก… หยกหยก…”
อู๋ไห่ไห่ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว พลางล้วงเอาวัตถุบางอย่าง
ออกมาจากอกเสื้อ มันคือจานค่ายกลเนื้อหยกขนาดเท่ากำปั้น
เขาชูมันขึ้นโชว์จางอวิ๋นราวกับเด็กน้อยอวดของเล่นชิ้นโปรด
บนจานค่ายกลหยกนั้นมีเส้นสายพลังงานค่ายกลจางๆ
แผ่กระจายออกมาเป็นวงกว้าง เชื่อมโยงไปยังร่างของสวีหมิง
เถากู่หลาน และคนอื่นๆ ที่นอนหมดสติอยู่
จางอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเพ่งสมาธิใช้เคล็ดวิชา
เนตรเซียนตรวจสอบทันที
【จานค่ายกลหยกวิญญาณ】
คำอธิบาย: จานค่ายกลชนิดพิเศษที่ใช้สำหรับบันทึกและ
กักเก็บค่ายกลทางจิตวิญญาณ
จำนวนที่บันทึกได้: (1/3)
ค่ายกลที่บันทึกในปัจจุบัน: ค่ายกลบำเพ็ญมายา
……
จางอวิ๋นเลิกคิ้วสูง รีบรับจานหยกเล็กๆ นั้นมาถือไว้ และ
พยายามจะส่งถ่ายพลังเข้าไปเพื่อปิดการทำงานของมัน
【คำเตือน: ศิษย์ของท่าน ‘สวีหมิง’ กำลังอยู่ในระหว่าง
ช่วงวิกฤตของการทะลวงระดับทางจิตวิญญาณภายในค่ายกล
หากทำการบังคับปิดค่ายกลในขณะนี้ จะทำให้จิตวิญญาณ
ของเขาได้รับผลกระทบย้อนกลับอย่างรุนแรง!】
ข้อความแจ้งเตือนสีแดงฉานจากเนตรสวรรค์เด้งขึ้น
มาขัดจังหวะทันที
มือของจางอวิ๋นชะงักค้างอยู่กลางอากาศ
“ทะลวงระดับทางจิตวิญญาณ?”
เขามองไปยังร่างของสวีหมิงที่นอนสงบนิ่งอยู่บนพื้น
แววตาฉายแววครุ่นคิด
“หัตถ์ดูดวิญญาณ!”
ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ ด้านข้างก็พลันเกิดความผันผวน
ของอากาศ ฝ่ามือโปร่งแสงขนาดใหญ่ที่รวบรวมขึ้นจากปราณ
วิญญาณอันหนาแน่น กวาดซัดเข้ามาใส่จางอวิ๋นอย่างรุนแรง
หมายจะปลิดชีพในคราเดียว
เปรี้ยง!
จางอวิ๋นเพียงแค่สะบัดมือเบาๆ โดยไม่ต้องหันไปมอง
พลังอูสีน้ำเงินเข้มก็ปะทุออกมา กระแทกฝ่ามือลอบสังหารนั้น
จนแตกกระจายกลายเป็นเศษเสี้ยวพลังงาน
เขาค่อยๆ หันกลับมา มองไปยังมู่เหวินเซวียนที่เพิ่งจะ
หลุดพ้นจากพันธนาการของพลังผนึกด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เย็นชา
“ปฏิกิริยาตอบสนองไวดีนี่!”
มู่เหวินเซวียนหรี่ตาลง แววตาอำมหิตฉายชัด มุมปาก
ยกยิ้มเย็นเยียบ: “ข้าแค่อยากจะรู้ว่า… เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ
พลังผนึกของตัวเอง เจ้าจะยังรับมันได้อยู่หรือไม่?”
ว่าแล้ว บนฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาก็ปรากฏพลังผนึก
หมุนวนขึ้นมา มันคือกลุ่มพลังงานรูปแบบเดียวกับที่พู่กันของ
จางอวิ๋นเขียนกดทับเขาไว้เมื่อครู่นี้ไม่มีผิดเพี้ยน!
จางอวิ๋นเห็นดังนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ: “ข้าขอเตือน… ทาง
ที่ดีเจ้าอย่าใช้พลังกลุ่มนั้นจะดีกว่า”
“อย่าใช้? หึ!”
มู่เหวินเซวียนแค่นหัวเราะด้วยความลำพองใจ
พลังผนึกระเบิดออกจากร่างของเขา ก่อตัวเป็นคลื่นพลัง
มหาศาล
ทว่า… ในขณะที่เขากำลังจะซัดมันใส่จางอวิ๋น ทันใดนั้น
ภายในพลังผนึกที่เขากำลังควบคุมอยู่ ก็พลันปรากฏเส้นสาย
สีเทาหม่นแทรกซึมขึ้นมา
มันคือ… พลังเหี่ยวเฉา
ฉี่… ฉี่…
พริบตาเดียว พลังสีเทานั้นก็ม้วนตัวกลับ กวาดไล่ขึ้น
มาตามแขนและลามไปทั่วร่างของเขา ผิวหนังที่เคยเต่งตึงเริ่ม
แห้งเหี่ยวลงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
“นี่… นี่มันอะไรกัน??”
มู่เหวินเซวียนตื่นตระหนกสุดขีด ดวงตาเบิกโพลงด้วย
ความหวาดกลัว
“ออกไป! ออกไปจากตัวข้าเดี๋ยวนี้!!”
เขาระเบิดลมปราณในกายอย่างบ้าคลั่งเพื่อจะปัดเป่า
พลังสีเทานี้ออกไป แต่พลังเหี่ยวเฉานั้นกลับเหมือนหนอนกิน
กระดูก มันเกาะติดแน่นกับร่างกายและกัดกร่อนแก่นชีวิตของ
เขาอย่างตะกละตะกลาม
“กายาไร้ลักษณ์นั้นยอดเยี่ยมก็จริง… แต่อยู่ที่ว่าก่อน
จะดูดซับพลังงาน...”
จางอวิ๋นเอ่ยเสียงเรียบ ราวกับอาจารย์ที่กำลังสอนสั่ง
ศิษย์โง่เขลา: “เจ้าได้ตรวจสอบดูให้ดีหรือยัง ว่าพลังงานที่
ดูดซับเข้าไปนั้น… มีอะไรแปลกปลอมปนอยู่ด้วยหรือเปล่า!”
“จะ… เจ้ารู้จักกายาไร้ลักษณ์ได้ยังไง??”
มู่เหวินเซวียนตะลึงงัน นัยน์ตาฉายแววหวาดกลัวจับใจ
เป็นครั้งแรก
กายาไร้ลักษณ์ คือหนึ่งในความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ
เขา และเป็นไพ่ตายก้นหีบที่เขาใช้พลิกสถานการณ์มานับครั้ง
ไม่ถ้วน
ก่อนหน้านี้ที่ถูกพลังผนึกของจางอวิ๋นกดทับ เขาไม่ได้
ตื่นตระหนกมากนัก ก็เพราะเขามั่นใจในความสามารถของกา
ยาไร้ลักษณ์ที่สามารถดูดซับและเปลี่ยนพลังงานของคู่ต่อสู้มา
เป็นของตนได้
แต่จางอวิ๋นกลับรู้เรื่องนี้? และรู้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้?
มองดูพลังเหี่ยวเฉาที่กำลังกัดกร่อนเลือดเนื้อของตน
ร่างกายของมู่เหวินเซวียนสั่นสะท้าน
ไอ้หมอนี่… ทันทีที่ลงมือ มันก็วางแผนซ้อนแผน แอบ
ผสมพลังเหี่ยวเฉาที่กัดกร่อนพลังชีวิตลงไปในพลังผนึกนั้น
ตั้งแต่แรกเลยงั้นรึ!!
“ข้าก็เตือนแล้ว ว่าอย่าใช้พลังกลุ่มนั้น เหตุใดจึงไม่ฟังกัน
นะ?”
จางอวิ๋นกล่าวเสียงเรียบ พลางก้าวเท้าเดินเนิบนาบเข้า
มาหา
ขณะที่กำลังจะยื่นมือคว้าตัวมู่เหวินเซวียน อีกฝ่ายก็
กัดฟันกรอด ควักเอากิ่งไม้สีดำสนิทกิ่งหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
บึ้ม!
พลังแห้งเหี่ยวอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกจากกิ่งไม้นั้น
จางอวิ๋นสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย รีบสร้างชั้นพลังอูสีน้ำเงิน
เข้มขึ้นมาขวางหน้ามือที่ยื่นออกไป
ตูม!
พลังอูสีน้ำเงินเข้มถูกกระแทกจนแตกกระจาย ร่างของ
จางอวิ๋นถูกแรงปะทะผลักให้ถอยร่นไปด้านหลังหลายก้าว
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นใบหน้ามนุษย์ที่ดูเหี่ยวย่น
ราวกับเปลือกไม้ปีศาจ ลอยเด่นอยู่กลางโถงใหญ่ ส่งกลิ่นอาย
ความตายคละคลุ้ง
“ท่านมารเหี่ยวเฉา ช่วยข้าด้วย!!”
มู่เหวินเซวียนรีบตะโกนร้องขอความช่วยเหลือเสียงหลง
ใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นเหลือบมองเขา พลังสีเทาที่วนเวียน
กัดกินผิวหนังของมู่เหวินเซวียนทำให้มันเลิกคิ้วด้วย
ความสนใจ: “พลังเหี่ยวเฉา?”
ทันใดนั้นมันก็อ้าปากกว้างสูดลมหายใจ พลังเหี่ยวเฉาที่
กำลังกัดกร่อนร่างกายของมู่เหวินเซวียนก็ถูกดูดกระชากออก
มาจากร่าง ไหลเข้าไปในปากของมันทันที
ขณะที่ใบหน้าเหี่ยวย่นกำลังจะกลืนกินพลังนั้นลง
ไปอย่างเอร็ดอร่อย
ฟุ่บ!
คลื่นรังสีกระบี่สายหนึ่งก็พาดผ่านอากาศพุ่งเข้ามาด้วย
ความเร็วแสง
ใบหน้าเหี่ยวย่นเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย รีบขยับหลบฉาก
ออกไป
“พลังเหี่ยวเฉาของข้า… ใช่สิ่งที่เจ้าจะแตะต้องได้หรือ?”
ทันทีที่หลบพ้น ข้างหูของมันก็แว่วเสียงเรียบเย็นดังขึ้น
พร้อมกับมือข้างหนึ่งที่ยื่นเข้ามาคว้าจับมันเอาไว้อย่างแม่นยำ
“สามหาว! บังอาจมาแตะต้องตัวข้า…”
ใบหน้าเหี่ยวย่นแสยะยิ้มเย็นยะเยือก บนใบหน้านั้นพลัน
แยกตัวแตกออกเป็นเถาวัลย์สีดำเล็กๆ นับไม่ถ้วน พุ่งเข้ารัด
พันมือของจางอวิ๋นที่จับมันอยู่อย่างหนาแน่น
“กลืน!”
สิ้นเสียงคำสั่งอำมหิต เถาวัลย์สีดำเล็กๆ เหล่านั้นก็
ออกแรงบีบรัด ดูดกลืนเลือดเนื้อและพลังชีวิตจากฝ่ามือของ
จางอวิ๋นโดยตรง
มู่เหวินเซวียนที่ทรุดตัวอยู่ด้านข้างเห็นดังนั้นก็
ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
ความแข็งแกร่งของจางอวิ๋นนั้นเหนือความคาดหมาย
ของเขาไปมาก ที่สำคัญคือไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้กระทั่งเรื่องกา
ยาไร้ลักษณ์ของเขา โชคดีที่มารเหี่ยวเฉามอบกิ่งไม้สีดำนี้ให้
เขาไว้ก่อนหน้านี้เพื่อเป็นหลักประกัน
“ท่านมารเหี่ยวเฉา จัดการมันเลย!”
มู่เหวินเซวียนอดไม่ได้ที่จะตะโกนเชียร์
“วางใจเถอะ เลือดเนื้อของคนผู้นี้… ข้าขอจอง!”
มารเหี่ยวเฉาหัวเราะร่าด้วยความพึงพอใจ
มันสัมผัสได้ถึงพลังเลือดลมอันหนาแน่นและบริสุทธิ์ใน
กายของจางอวิ๋น หากสามารถดูดกลืนได้ รอให้ร่างแยกนี้กลับ
ไปรวมกับร่างต้น ผนวกกับเครื่องมือที่มู่เหวินเซวียนและ
พรรคพวกนำมา ผนึกที่กักขังมันมานับพันปีก็ไม่อาจขวางกั้น
มันได้อีกต่อไป!
เถาวัลย์สีดำเลื้อยลามขึ้นไปตามแขนของจางอวิ๋นอย่าง
รวดเร็วราวกับงูพิษ
วูบ!
ทันใดนั้นเอง บนฝ่ามือของจางอวิ๋นที่ถูกพันธนาการอยู่
ก็พลันปรากฏพลังเซียนเหี่ยวเฉาสีเทาทองสว่างวาบขึ้นมา
“แย่แล้ว!”
วินาทีที่เถาวัลย์สัมผัสโดนพลังเซียนเหี่ยวเฉานี้ สีหน้า
เปื้อนยิ้มของมารเหี่ยวเฉาก็เปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกสุดขีด
ราวกับหนูที่เจอกับแมว มันรีบหดเถาวัลย์กลับทันที
“ชอบดูดนักไม่ใช่เหรอ? งั้นก็ดูดเข้าไปให้เต็มปอดเลย
เป็นไง!”
จางอวิ๋นกล่าวเสียงเหี้ยมเกรียม ใช้มือซ้ายกดล็อคลงบน
ใบหน้าเหี่ยวย่นนั้น แล้วกระแทกมันอัดลงไปบนฝ่ามือขวาที่
มีพลังเซียนเหี่ยวเฉาอัดแน่นอยู่เต็มพิกัด
“ไม่—— อ๊ากกก!!”
มารเหี่ยวเฉากรีดร้องโหยหวนด้วยความ
เจ็บปวดรวดร้าว
“พลังเซียนเหี่ยวเฉา… นี่มันพลังเซียนของเจ้านั่น! เจ้า
มีมันได้ยังไง!?”
ดวงตาของปีศาจเฒ่าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อและ
ความหวาดกลัว
แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ทั้งใบหน้านั้นก็สั่นระริกอย่าง
รุนแรง ก่อนจะถูกพลังเซียนบดขยี้และเปลี่ยนสภาพกลายเป็น
ก้อนพลังงานเหี่ยวเฉาก้อนหนึ่งในพริบตา
จางอวิ๋นสูดหายใจลึก ดูดซับก้อนพลังงานนั้นเข้าไปทันที
“ของดีนี่หว่า!”
สัมผัสได้ถึงพลังเหี่ยวเฉาเน้นๆ กว่าหลายหมื่นเส้นที่
ไหลเวียนเข้ามาในร่าง ทำให้เขาเผยสีหน้ายินดีปรีดาอย่าง
ปิดไม่มิด
“นี่มัน…”
มู่เหวินเซวียนที่นั่งมองอยู่ด้านข้างถึงกับตะลึงงันจนวิญ
ญาณแทบหลุดออกจากร่าง
ร่างแยกของมารเหี่ยวเฉา… ตัวตนระดับตำนานที่
น่าสะพรึงกลัว… ถูกจางอวิ๋นขยี้ทิ้งง่ายๆ ราวกับบี้มดปลวก
แบบนี้เลยเหรอ?
ยังไม่ทันได้คิดอะไรมาก สายตาอำมหิตของจางอวิ๋นก็
หันขวับมามองที่เขา พร้อมกับก้าวเท้าเดินย่างสามขุมเข้า
มาหา
ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้านั้นดังก้องในโสตประสาทราวกับเสียงกลอง
มรณะ
“อย่าเข้ามา! เจ้าอย่าเข้ามานะ!!”
มู่เหวินเซวียนหน้าถอดสีจนซีดเผือด ถอยหลังกรูดจน
สะดุดขาตัวเองล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้นดัง ตุบ
จางอวิ๋นง้างฝ่ามือขึ้นสูง แล้วฟาดลงไปทันที
……