ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 23 ศัตรูคู่อาฆาต
ภายในป่าทึบอันเงียบงัน
“ศิษย์พี่… ท่านอาจารย์คงไม่เป็นอะไรใช่ไหมขอรับ?”
อู๋เสี่ยวพั่งหันกลับไปมองเบื้องหลัง ใบหน้าอวบอูมฉายแวววิตกกังวลอย่างปิดไม่มิด
สวีหมิงเงียบกริบ
แม้จะตระหนักดีว่าท่านอาจารย์จางอวิ๋นนั้นแข็งแกร่งเพียงใด แต่คู่ต่อสู้คราวนี้คือยอดฝีมือระดับจินตานถึงสามคน โดยเฉพาะชายชุดดำร่างสูงที่ปรากฏตัวเป็นคนสุดท้าย กลิ่นอายที่แผ่ออกมานั้นกดดันเสียยิ่งกว่าจินตานทั่วไปหลายเท่าตัว
หนึ่งต่อสาม…
ดวงตาของสวีหมิงหม่นแสงลงด้วยความกังวล
สองมือกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ฟันขบกัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือด ความเจ็บใจแล่นพล่านในอก... เจ็บใจที่ตนเองช่างไร้พลัง!
“เจ้าหนูสกปรกสองตัว… คิดจะหนีไปไหนพ้น?”
ฉับพลัน! สุรเสียงเย้ยหยันดังแว่วมาจากยอดไม้เหนือศีรษะ
สวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งหน้าถอดสี รีบแหงนหน้าขึ้นมอง
บนกิ่งไม้ใหญ่ขนาบข้างซ้ายขวา ปรากฏร่างชายชุดดำสองคนยืนกอดอกทอดสายตาลงมา แววตาของพวกมันฉายแววหยอกล้อราวกับราชสีห์ที่กำลังจ้องมองลูกแกะ
“เจ้าอ้วน หนี!”
สวีหมิงคำรามลั่น
“หนี? ต่อหน้าคุณชายผู้นี้ พวกเจ้ายังเพ้อฝันว่าจะรอดไปได้อีกหรือ?”
เสียงหัวเราะเยาะดังก้อง ชายชุดดำทั้งสองทิ้งตัวลงจากยอดไม้พร้อมกัน รัศมีดาบวูบวาบฟาดฟันลงมาราวกับอสนีบาต
สวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งกระโจนหลบฉากไปคนละทิศละทาง
ตู้ม!
คลื่นพลังกระแทกจากการปะทะระเบิดฝุ่นตลบฟุ้ง แม้จะหลบพ้นรัศมีดาบ แต่แรงอัดอากาศยังซัดจนทั้งคู่เซถลาถอยร่นไปหลายก้าว
“เสียงนี้…”
สวีหมิงปักหลักยืนหยัด สายตาจับจ้องไปยังชายชุดดำเจ้าของเสียงหัวเราะ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะความกลัว… แต่เป็นความเกลียดชังที่สลักลึกถึงกระดูกดำ!
“หลินซื่อ! เจ้าคือหลินซื่อ!!”
“โฮ่… ขนาดอยู่ในสภาพนี้ยังจำคุณชายผู้นี้ได้อีกรึ?”
ชายชุดดำชะงักไปเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มเหยียดหยาม ก่อนจะกระชากฮู้ดคลุมศีรษะออก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มวัยเยาว์ที่คุ้นตา
“เป็นเจ้าจริงๆ!!”
ทันทีที่เห็นใบหน้านั้น ดวงตาของสวีหมิงแทบจะลุกเป็นไฟ เส้นเลือดปูดโปนด้วยโทสะถึงขีดสุด
“ศิษย์พี่…”
อู๋เสี่ยวพั่งที่อยู่ไม่ไกลถึงกับตะลึงงัน ตั้งแต่รู้จักกันมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นศิษย์พี่ผู้เงียบขรึมแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดรุนแรงถึงเพียงนี้
“นายน้อย…”
ชายชุดดำอีกคนเห็นผู้เป็นนายเผยโฉมหน้า สีหน้าพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ช่างเถอะ!”
หลินซื่อโบกมืออย่างไม่ยี่หระ กวาดสายตามองสวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งด้วยความสมเพชราวกับมองมดปลวก
“คนตายย่อมพูดไม่ได้ ข่าวไม่มีทางหลุดรอด… เจ้าไปจัดการเชือดเจ้าอ้วนตัวเหม็นนั่นซะ ส่วนเจ้าสวะนี่…”
เขาจ้องเขม็งไปยังสวีหมิง เลียริมฝีปากอำมหิต
“คุณชายผู้นี้จะขอลงมือทำให้มันพิการซ้ำสองด้วยตัวเอง!!”
“ขอรับ นายน้อย!”
ชายชุดดำผู้ติดตามรับคำสั่ง สาทะยานร่างกระชับดาบพุ่งเข้าใส่อู๋เสี่ยวพั่งทันที
อู๋เสี่ยวพั่งหน้าซีดเผือด รีบเรียกดาบออกมาจากแหวนมิติยกขึ้นตั้งรับพัลวัน
เคร้ง!
โลหะปะทะโลหะ ประกายไฟสาดกระเซ็น คลื่นพลังระเบิดออกผลักร่างอ้วนกลมของอู๋เสี่ยวพั่งกระเด็นถอยหลังไปไกล
“ระดับสร้างรากฐาน?”
หลังจากไถลไปกับพื้นกว่าสิบก้าว อู๋เสี่ยวพั่งเงยหน้ามองคู่ต่อสู้ด้วยความประหลาดใจ
ก่อนหน้านี้ศัตรูล้วนเป็นระดับจินตาน เขาจึงนึกว่าพวกมันจะตึงมือจนสู้ไม่ได้ แต่เจ้าหมอนี่…
ฟุ่บ!
ไม่รอให้ตั้งตัว ชายชุดดำพุ่งดาบเข้ามาหมายสังหารอีกครั้ง
“แค่ระดับสร้างรากฐาน… ข้าพอสู้ได้!”
แววตาของอู๋เสี่ยวพั่งเปลี่ยนจากความหวาดกลัวเป็นความมุ่งมั่น กัดฟันแน่นแล้วเงื้อดาบพุ่งสวนเข้าไปปะทะอย่างไม่คิดชีวิต
…
อีกด้านหนึ่งของการต่อสู้
“เจ้าสวะ… ไม่คิดว่าจะได้เจอกับคุณชายผู้นี้อีกละสิ?”
หลินซื่อแสยะยิ้มเย็น “ข้าเคยบอกแล้วว่าเจ้าหนีไม่พ้น ครั้งก่อนพ่อแม่เจ้าเอาตัวเข้าแลกเพื่อถ่วงเวลาให้เจ้าหนีไปได้เหมือนหมาจนตรอก แต่ครั้งนี้… จะไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆ ทั้งสิ้น!!”
“ไอ้ชาติชั่ว!!”
คำว่า ‘พ่อแม่’ เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่ราดรดลงบนกองไฟ สวีหมิงคำรามลั่น ชักกระบี่พุ่งเข้าฟันใส่อีกฝ่ายอย่างบ้าคลั่ง
เคร้ง!
หลินซื่อยกดาบขึ้นรับอย่างง่ายดาย ลมปราณสายหนึ่งถูกอัดแน่นลงในคมดาบก่อนจะตวัดสวนกลับ
ร่างของสวีหมิงปลิวว่อนราวกับว่าวสายป่านขาด
ตุบ!
กระบี่หลุดจากมือร่วงลงพื้น สวีหมิงรู้สึกชาหนึบที่ฝ่ามือ ม่านตาหดเกร็งเมื่อประเมินพลังของอีกฝ่าย “ระดับสร้างรากฐาน?”
“ที่คุณชายผู้นี้สร้างรากฐานได้รวดเร็วปานนี้ ก็ต้องขอบคุณเจ้าสวะอย่างเจ้าจริงๆ…”
หลินซื่อหัวเราะในลำคอ “หากมิใช่เพราะได้รากวิญญาณมังกรจากตัวเจ้าไป ข้าคงต้องเสียเวลาบำเพ็ญเพียรอีกนานกว่าจะมาถึงจุดนี้!”
“เจ้าสมควรตาย!!”
ความแค้นระเบิดออก สวีหมิงอ้าปากคำรามก้องฟ้า
โฮก——!!
เก้าลักษณ์มังกรทอง ลักษณ์ที่หนึ่ง… เสียงคำรามมังกรทอง!
สิ้นเสียงคำราม แรงกดดันแห่งราชันย์มังกรอันมหาศาลระเบิดออกจากร่างของสวีหมิง ม้วนตลบไปทั่วบริเวณ
หลินซื่อที่ยืนรับแรงกดดันนั้นตรงๆ ถึงกับตัวสั่นสะท้าน ลมปราณในร่างติดขัดไหลเวียนไม่สะดวกขึ้นมาเฉียบพลัน
เขาเบิกตากว้างมองสวีหมิงด้วยความตกตะลึง
“ข่าวที่ตระกูลได้รับมาเป็นเรื่องจริงสินะ… เจ้าสวะอย่างเจ้าดันปลุกสายเลือดมังกรที่ซ่อนเร้นขึ้นมาได้ หมายความว่าในตัวเจ้ายังมี รากวิญญาณมังกร อีกเส้นงั้นรึ?”
สิ้นคำถาม แววตาตกตะลึงก็แปรเปลี่ยนเป็นความโลภโมโทสันอย่างบ้าคลั่ง
“แค่รากวิญญาณมังกรเส้นเดียวก็ทำให้ข้าก้าวหน้าได้ขนาดนี้ หากได้เส้นที่สองจากเจ้ามาอีก... ระดับจินตานคงอยู่แค่เอื้อม! เจ้าสวะ… ส่งรากวิญญาณมังกรเส้นที่สองของเจ้ามาให้ข้าซะดีๆ!!”
หลินซื่อพุ่งฝ่าคลื่นเสียงคำรามมังกรเข้าใส่สวีหมิงราวกับสัตว์ร้ายที่หิวกระหาย
สวีหมิงสีหน้าเคร่งเครียด เท้าเริ่มขยับก้าวเดินตามเคล็ดวิชา… ย่างก้าวเมฆาคล้อย
“หึ! ไม้ตายเดิมๆ”
เมื่อเห็นท่าเท้าของอีกฝ่าย หลินซื่อก็แสยะยิ้มเย้ยหยัน สายตาจับจ้องจังหวะการวางเท้าของสวีหมิงเขม็ง
หนึ่งก้าว… สองก้าว…
‘จังหวะนี้แหละ!’
พอถึงก้าวที่สาม หลินซื่อแทงดาบสวนออกไปข้างหน้าอย่างแม่นยำ เล็งไปยังจุดบอดของวิชาที่เขารู้ดีที่สุด!
ขวับ!
คมดาบวาดผ่านอากาศ… ทว่าสิ่งที่สัมผัสได้กลับมีเพียงความว่างเปล่า
หลินซื่อชะงักกึก
สวีหมิงที่ควรจะวางเท้าลงมาในตำแหน่งนั้น กลับกลายเป็นว่าก้าวนั้นเป็นเพียง ‘ภาพลวง’ เท้ายังไม่ทันแตะพื้น ร่างกายกลับเปลี่ยนทิศทางกะทันหันราวกับภูตพราย!
“แก…”
หลินซื่อเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตระหนก
สวีหมิงฉวยโอกาสทองเพียงเสี้ยววินาที ตวัดกระบี่ฟันสวนออกไปเต็มแรง
เคร้ง!
หลินซื่อรีบยกดาบขึ้นขวางรับอย่างทุลักทุเล แต่ด้วยท่วงท่าที่เสียหลักและไม่ได้รวบรวมพลังป้องกัน จึงถูกแรงกระแทกจากกระบี่ซัดจนเซถลาถอยหลังไป เปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่
สวีหมิงไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ ก้าวเท้าที่สี่รุกไล่ตามติด กระบี่ในมือตวัดซ้ำอย่างต่อเนื่อง
หลินซื่อทำได้เพียงปัดป้องอย่างฉุกละหุก แต่ด้วยสัญชาตญาณ หางตาของเขายังคงจับจ้องไปที่เท้าของสวีหมิง
เมื่อเห็นสวีหมิงเริ่มก้าวเท้าที่ห้า เขาก็ไม่ลังเลที่จะฟันดาบสวนกลับไปตาม ‘จุดอ่อน’ ที่ตนจำได้แม่นยำ
ฟุ่บ!
ทว่า… ดาบนี้ก็ยังคงฟันถูกแต่อากาศธาตุอีกครั้ง!
สวีหมิงที่ควรจะลงน้ำหนักที่ก้าวที่ห้า กลับกลายเป็นก้าวลวงอีกครา
“เป็นไปได้ยังไง!?”
หลินซื่อกรีดร้องในใจแทบเสียสติ
วิชาย่างก้าวเมฆาคล้อยชุดนี้ เขาเคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วน ลงทุนจ้างยอดฝีมือระดับหยวนอิงมาวิเคราะห์จนทะลุปรุโปร่ง และเพราะจุดอ่อนเหล่านี้แหละ ที่ทำให้เขาเคยบดขยี้สวีหมิงและชิงรากวิญญาณมาได้ในอดีต
แต่นี่มันยังเป็นท่าเท้าเดิมชัดๆ… ทำไมจุดอ่อนพวกนั้นถึงหายไปหมด!?
หรือว่าสวีหมิงรู้ตัวแล้ว?
เป็นไปไม่ได้! เขาจ้างระดับหยวนอิงเชียวนะ! แค่ระดับจินตานทั่วไปยังมองไม่ออกด้วยซ้ำว่าวิชานี้มีช่องโหว่ตรงไหน แล้วไอ้สวะนี่จะไปแก้ได้ยังไง!?
ท่านอาจารย์พูดถูกจริงๆ!
ในขณะที่หลินซื่อกำลังสับสน สวีหมิงกลับรู้สึกโล่งใจ
หากไม่ได้ท่านอาจารย์จางอวิ๋นช่วยชี้แนะและปรับปรุงย่างก้าวเมฆาคล้อยให้ใหม่ ป่านนี้ตอนก้าวที่สาม เขาคงถูกดาบของหลินซื่อแทงทะลุร่างไปแล้ว
ส่วนตอนนี้…
ดาบของหลินซื่อที่ฟันวืดเพราะหลงกล ทำให้ลำตัวกว่าครึ่งเปิดโล่งไร้การป้องกันโดยสิ้นเชิง
โอกาสเช่นนี้… มีหรือสวีหมิงจะปล่อยผ่าน?
ฉัวะ!
ปราณกระบี่ระเบิดออก คมศาสตราวาดผ่านเนื้อหนังด้วยความเร็วปานสายฟ้า
“อ๊ากกกก!!”
เสียงร้องโหยหวนดังลั่นป่า เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมผืนดิน พร้อมกับแขนข้างหนึ่งที่ลอยละลิ่วขึ้นฟ้า
ตุบ!
ดาบในมือหลินซื่อร่วงหล่น เขาใช้มือซ้ายกุมบาดแผลที่แขนขวาซึ่งถูกตัดขาดสะบั้น ร่างกายบิดเร่าด้วยความเจ็บปวดทรมาน
“ไอ้สวะ! แก… แกกล้าตัดแขนคุณชายผู้นี้…”
ฉัวะ!
ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ สวีหมิงที่มีสีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งฟันกระบี่ซ้ำอีกครั้ง ส่งร่างของหลินซื่อล้มกลิ้งไปกับพื้น
รอยแผลลึกปรากฏขึ้นกลางอก เลือดทะลักไม่หยุด
หลินซื่อมองสวีหมิงที่ย่างสามขุมเข้ามาพร้อมจิตสังหารอันเข้มข้น สีหน้าเย่อหยิ่งแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวสุดขีด ตะโกนลั่นเสียงหลง
“ไอ้ส… สวีหมิง! แกฆ่าข้าไม่ได้นะ! ข้าคือคุณชายตระกูลหลินแห่งเมืองหนานอวิ๋น! ถ้าแกฆ่าข้า ไม่ใช่แค่แก… แต่ทุกคนรอบตัวแกจะต้องถูกตระกูลหลินตามล้างแค้นจนหมดสิ้นโคตรเหง้า!!”
ปลายกระบี่ที่กำลังจะแทงซ้ำชะงักกึก
ตระกูลหลินแห่งเมืองหนานอวิ๋น...
ชื่อของตระกูลมหาอำนาจที่เป็นดั่งยักษ์ใหญ่ค้ำฟ้าทำให้สวีหมิงเกิดความลังเลวูบหนึ่ง
ถ้าเป็นแค่ตัวเขาคนเดียว เขาคงไม่ลังเลที่จะแลกชีวิต... แต่ตอนนี้เขามีอาจารย์ มีศิษย์น้อง…
“ศิษย์พี่ ระวัง!!”
เสียงตะโกนของอู๋เสี่ยวพั่งดึงสติเขากลับมา
สวีหมิงหน้าเปลี่ยนสี รีบเอี้ยวตัวหลบฉากตามสัญชาตญาณ
ในจังหวะนั้นเอง ชายชุดดำอีกคนก็พุ่งสวนเข้ามา ฉวยโอกาสคว้าร่างของหลินซื่อที่นอนจมกองเลือดแล้วทะยานหนีหายเข้าไปในป่าลึก
“อย่าหนีนะ!!”
สวีหมิงคำรามด้วยความเจ็บใจ ขยับเท้าเตรียมจะไล่ตาม
แต่เพียงก้าวแรก ความเจ็บปวดรุนแรงก็แล่นพล่านมาจากไหล่ซ้ายจนเขาทรุดฮวบ
บาดแผลเดิมฉีกขาดรุนแรงจากการฝืนใช้พลัง เลือดไหลทะลักจนเสื้อชุ่มโชก
ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย… การต่อสู้เมื่อครู่ เขาฝืนยืนหยัดได้ด้วยแรงแค้นล้วนๆ แต่บัดนี้ร่างกายทนแบกรับไม่ไหวอีกต่อไป
“ศิษย์พี่!”
เสียงสุดท้ายที่ได้ยินคือเสียงร้องตกใจของอู๋เสี่ยวพั่ง ก่อนที่สติสัมปชัญญะของสวีหมิงจะดับวูบลงสู่ความมืดมิด