ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 247 เมืองตานซาน จวนตระกูลอู๋
เมืองตานซาน เมืองขนาดกลางทางตอนใต้ของแคว้นหยวนหลิว
จางอวิ๋นใช้เวลาเดินทางรอนแรมอยู่สองวันเต็ม กว่าจะพาศิษย์รักอย่างอู๋เสี่ยวพั่งมาถึงชายแดนของเมืองแห่งนี้
เมื่อทัศนียภาพของเมืองที่แสนคุ้นเคยปรากฏสู่สายตาเบื้องล่าง สีหน้าของอู๋เสี่ยวพั่งพลันฉายแววประหม่าและกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด
หลายปีก่อนเพื่อแสวงหาหนทางแห่งเซียน เขาถึงขั้นยอมหักไม่ยอมงอ แตกหักกับครอบครัวแล้วหนีออกจากบ้านมา แม้ในระหว่างนั้นบิดามารดาจะยังห่วงใย คอยส่งทรัพยากรมาจุนเจืออยู่ไม่ขาดสาย แต่หากนับเวลาจริงๆ ก็ล่วงเข้าสู่ปีที่สองแล้วที่เขาไม่ได้กลับมาพบหน้าบุพการี
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครึ่งปีก่อน ไม่ล่วงรู้ว่าเป็นเพราะโทสะที่เขาไม่ยอมกลับบ้านหรือมีเหตุอันใด พ่อแม่ที่เคยส่งทรัพยากรมาให้ตลอดจู่ๆ ก็เงียบหายไปเสียดื้อๆ
นั่นจึงเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เขาไร้ซึ่งเงินตราจะจ่ายค่าคุ้มครอง จนถูกผู้ดูแลหลี่ตราหน้าและขับไล่ออกจากสำนักอย่างอัปยศในตอนนั้น
พอกลับมาถึงถิ่นเก่าในคราวนี้ เขาจึงวางตัวไม่ถูก ความรู้สึกผิดเกาะกุมหัวใจจนไม่รู้จะเผชิญหน้ากับญาติพี่น้องอย่างไรดี
ทันใดนั้น อู๋เสี่ยวพั่งพลันสัมผัสได้ถึงฝ่ามืออันอบอุ่นที่วางลงบนไหล่เบาๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบกับรอยยิ้มให้กำลังใจของจางอวิ๋นที่ยืนอยู่ข้างกาย เขาจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความกล้าที่จมดิ่งให้กลับคืนมา
“ไปกันเถอะ พาอาจารย์ไปเยี่ยมชมบ้านของเจ้าเสียหน่อย!”
“ขอรับอาจารย์”
“เสี่ยวไป๋ เจ้ากลับเข้าไปพักผ่อนก่อนเถิด!”
จางอวิ๋นสะบัดมือวูบหนึ่ง เก็บเสี่ยวไป๋กลับเข้าไปในหอสมบัติเซียน ก่อนจะทะยานกายเหาะตามอู๋เสี่ยวพั่งมุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางเมืองตานซาน
ณ จุดหมายเบื้องหน้า คฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งตระหง่านโอ่อ่าประดับด้วยป้ายจารึกอักษรคำว่า ‘อู๋’ ตัวมหึมาแขวนเด่นหราอยู่หน้าประตูจวน
ตระกูลอู๋แห่งเมืองตานซาน นับว่าเป็นตระกูลพ่อค้าสมุนไพรระดับแนวหน้าที่ทรงอิทธิพลติดหนึ่งในสิบของเมือง ความแข็งแกร่งของรากฐานตระกูลนั้นมั่นคงยิ่ง
ผู้นำตระกูลอู๋มีบุตรชายทั้งหมดสามคน โดยบิดาของอู๋เสี่ยวพั่งเป็นบุตรคนรอง ผู้รับหน้าที่ดูแลกิจการสมุนไพรเกือบทั้งหมดของตระกูล หากอู๋เสี่ยวพั่งไม่ได้มุ่งมั่นสู่เส้นทางบำเพ็ญเซียน เขาย่อมถูกฟูมฟักให้ขึ้นเป็นผู้สืบทอดกิจการอันมั่งคั่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่าเมื่อมาถึงหน้าประตูจวน…
“หืม?”
อู๋เสี่ยวพั่งขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองประตูใหญ่ที่ปิดสนิทเงียบเชียบ
“เสี่ยวพั่ง มีสิ่งใดผิดปกติรึ?”
“ท่านอาจารย์… มันแปลกประหลาดมากขอรับ ตระกูลของข้าทำธุรกิจค้าสมุนไพร มักจะมีพ่อค้ามาติดต่อสั่งของอยู่เนืองแน่น ปกติประตูจวนจะเปิดกว้างต้อนรับแขกเหรื่อเสมอ แต่นี่กลับปิดสนิท…”
อู๋เสี่ยวพั่งกวาดตามองถนนเบื้องหน้าจวนที่เคยคึกคัก บัดนี้กลับอ้างว้างไร้ผู้คน ความเงียบงันปนวังเวงเสียดแทงใจจนคิ้วของเขาขมวดปมแน่นกว่าเดิม
ในความทรงจำของเขานั้น หน้าประตูตระกูลอู๋เปรียบเสมือนตลาดที่ไม่มีวันหลับใหล แต่สภาพที่เห็นตรงหน้านี้กลับราวกับเป็นจวนร้างที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวา…
ปัง! ปัง! ปัง!
ลางสังหรณ์ร้ายผุดขึ้นในมโนสำนึก เขาไม่รอช้า รีบสาวเท้าเข้าไปเคาะประตูอย่างเร่งร้อน
“ใคร… ใครมาเคาะประตู?”
เสียงชราภาพที่แฝงไปด้วยความหวาดหวั่นและระแวดระวังดังลอดออกมาจากภายใน
อู๋เสี่ยวพั่งรีบขานตอบทันที “ปู่เฒ่าอัน ข้าเอง… เสี่ยวพั่งกลับมาแล้ว!”
“นะ… นายน้อยเสี่ยวพั่งรึ!”
ประตูจวนถูกแง้มออกเพียงเล็กน้อย ชายชราผมขาวโพลนโผล่หน้าออกมาดูด้วยความประหม่า ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มตรงหน้าชัดเจน แววตาก็แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงระคนดีใจ
“ปู่เฒ่าอัน ไม่เจอกันเสียนาน ท่านยังแข็งแรงดีอยู่ไหมขอรับ!”
เมื่อเห็นบุคคลที่คุ้นเคยมาแต่เยาว์วัย อู๋เสี่ยวพั่งก็เผยยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้น
“นายน้อยเสี่ยวพั่ง… แย่แล้ว! ท่านกลับมาทำไมในตอนนี้!”
ชายชรายังไม่ทันได้ทักทาย สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นซีดเผือดอย่างฉับพลัน
ฮี้!!!
ทันใดนั้น เสียงกีบม้าควบตะบึงกระแทกพื้นถนนก็ดังกึกก้องมาแต่ไกล กลุ่มชายฉกรรจ์ร่างกำยำในชุดรัดกุมถือแส้ยาว ควบม้าศึกพุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูงจนฝุ่นตลบ
ชายชราสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ตะโกนลั่นด้วยความขวัญเสีย “นายน้อยเสี่ยวพั่ง! รีบเข้ามาในบ้านเร็วเข้า!!”
ขวับ!
ทว่าทุกอย่างสายเกินไปเสียแล้ว ชายฉกรรจ์ที่เป็นหัวหน้าควบม้าประชิดตัวในชั่วพริบตา มันสะบัดแส้ยาวหลายเมตรในมือหวดวูบเข้าใส่ทั้งอู๋เสี่ยวพั่งและจางอวิ๋นอย่างรุนแรง
เพียะ!
ทั้งสองคนเพียงเบี่ยงกายหลบอย่างแผ่วเบา การโจมตีที่คนธรรมดามองว่ารวดเร็วปานสายฟ้าแลบ สำหรับผู้ที่ผ่านการขัดเกลาในวิถีเซียนมาแล้ว มันช่างเชื่องช้าไม่ต่างจากภาพเงาที่เลือนลาง
แต่แม้จะหลบแส้แรกได้ แส้ของชายฉกรรจ์ที่ตามมาด้านหลังกลับหวดซ้ำเข้ามาติดๆ อย่างไม่ให้ตั้งตัว
จางอวิ๋นเห็นเช่นนั้น จึงเพียงแค่ปรายตามองไปยังม้าศึกเหล่านั้นแวบหนึ่ง
ม้าพวกนี้เป็นเพียงสัตว์อสูรระดับต่ำที่อยู่แค่ระดับกลั่นลมปราณขั้นหนึ่งหรือสองเท่านั้น เมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันและจิตสังหารอันมหาศาลที่จางอวิ๋นแผ่ออกมาเพียงเศษเสี้ยว ร่างกายของพวกมันก็สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวสุดขีด จนต้องเบรกตัวโก่งจนหัวทิ่มพื้น แล้วหมอบกราบลงกับพื้นถนนด้วยอาการสั่นเทา
และด้วยการหยุดกะทันหันอย่างไม่คาดคิด ชายฉกรรจ์ที่ประทับอยู่บนหลังม้าจึงถูกเหวี่ยงลอยละลิ่ว หน้ากระแทกพื้นถนนดังสนั่น นอนแผ่หลาหมดท่ากันเป็นแถว
“พวกแกทำบ้าอะไรกันวะ!”
ชายฉกรรจ์คนที่ควบม้าผ่านไปก่อนหน้านี้หันมาเห็นภาพอันน่าอนาถ ก็ขมวดคิ้วตวาดด่าเสียงหลง
พวกสมุนที่ตกลงมาต่างพากันลุกขึ้นด้วยสีหน้ามึนงงและเจ็บปวด พวกมันมองม้าของตนอย่างไม่เข้าใจว่าเหตุใดม้าศึกที่เคยฝึกมาอย่างดีถึงได้มีอาการเสียสติเช่นนี้
“ปู่เฒ่าอัน คนพวกนี้เป็นใครกัน?”
อู๋เสี่ยวพั่งหันไปถามชายชราด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
ชายชราละล่ำละลักด้วยความกลัว “นายน้อยเสี่ยวพั่ง… แล้วก็ท่านผู้นี้ด้วย พวกท่านรีบเข้ามาหลบข้างในก่อนเถิด เรื่องอื่นค่อยว่ากัน!!”
“คิดจะหนีงั้นรึ? คุกเข่าลงเสียดีๆ!”
ชายฉกรรจ์หัวหน้าเห็นท่าทีจะหนี ก็แค่นเสียงเย็นชา สะบัดแส้หวด ‘ขวับ’ ใส่จางอวิ๋นและอู๋เสี่ยวพั่งอีกครั้งด้วยโทสะ
ครั้งนี้จางอวิ๋นยืนนิ่งไม่ได้ขยับเขยื้อน
หมับ!
เพราะอู๋เสี่ยวพั่งก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้าอย่างมั่นคง เขาใช้เพียงมือเปล่าคว้าจับปลายแส้ของอีกฝ่ายเอาไว้ได้อย่างแม่นยำ
“หือ?”
ชายฉกรรจ์ชะงักงัน พยายามจะกระชากแส้กลับคืน ทว่าแส้ในมือกลับเปรียบเสมือนถูกคีมเหล็กกล้าคีบเอาไว้แน่น ไม่ว่าจะออกแรงดึงทึ้งอย่างไรก็ไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่กระผีกริ้น
ในทางตรงกันข้าม อู๋เสี่ยวพั่งเพียงออกแรงกระตุกวูบเดียว ลากร่างของมันจนร่วงจากหลังม้า ปลิวไปกระแทกกับกำแพงจวนตระกูลอู๋ดังสนั่นหวั่นไหว
โครม!
“ลูกพี่!!”
พวกสมุนที่เพิ่งลุกขึ้นมาเห็นฉากที่หัวหน้าของตนถูกสยบในพริบตา ก็เบิกตาโพลนด้วยความพรั่นพรึง
ยังไม่ทันที่พวกมันจะได้ขยับตัว อู๋เสี่ยวพั่งก็สะบัดมือวูบ ซัดคลื่นลมปราณอันกล้าแข็งกวาดออกไปรอบทิศทาง
ปุ้ก! ปุ้ก! ปุ้ก!!
เหล่าชายฉกรรจ์ไม่อาจหลบหลีกได้พ้น ถูกคลื่นพลังกระแทกเข้าที่หน้าอกจนกระอักเลือดสีแดงฉานปลิวว่อน ร่างแต่ละร่างกระเด็นไปตกไกลหลายวา นอนกองอยู่บนพื้นถนนไม่อาจลุกขึ้นมาแผลงฤทธิ์ได้อีก
“นี่มัน…”
ชายชราที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ข้างๆ ถึงกับตกตะลึงจนอ้าปากค้าง จ้องมองอู๋เสี่ยวพั่งด้วยสายตาที่แทบไม่เชื่อหูเชื่อตา
พวกอันธพาลเหล่านี้ ล้วนเป็นผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณขั้นสูงที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม ทว่ากลับถูกนายน้อยเสี่ยวพั่งจัดการจนหมอบราบคาบแก้วเพียงชั่วอึดใจเดียว?
เขาอดไม่ได้ที่จะขยี้ตาตัวเองซ้ำๆ เพื่อพิสูจน์ความจริง
เมื่อแน่ใจว่าบุรุษหนุ่มตรงหน้าคือนายน้อยเสี่ยวพั่งตัวจริง เขาก็ยิ่งตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
ตลอดสองปีที่ผ่านมาเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่?
ในความทรงจำของเขา นายน้อยเสี่ยวพั่งคือเด็กหนุ่มร่างท้วมที่จิตใจอ่อนไหว แม้แต่จะเชือดไก่ยังมือไม้สั่นเทา ทว่าในวันนี้กลับกลายเป็นยอดฝีมือผู้ทรงพลังไปเสียแล้วรึ?
อู๋เสี่ยวพั่งเอ่ยถามเสียงเข้ม “ปู่เฒ่าอัน บอกข้ามา… ที่บ้านเกิดเรื่องร้ายแรงอันใดขึ้นกันแน่?”
ชายชราได้สติ รีบกล่าวอย่างรวดเร็ว “นายน้อยเสี่ยวพั่ง ท่านผู้นี้ด้วย เชิญพวกท่านรีบเข้ามาในจวนก่อนเถิด คุยกันที่นี่ไม่ปลอดภัย!”
จางอวิ๋นและอู๋เสี่ยวพั่งเห็นท่าทีร้อนรนนั้น จึงรีบเดินตามเข้าไปภายในจวนทันที
ปัง!
ทันทีที่ก้าวพ้นขอบประตู ชายชราก็รีบลงกลอนปิดประตูอย่างแน่นหนา ราวกับเกรงกลัวว่าจะมีอสูรร้ายตนใดตามล่าเข้ามา
เมื่อเห็นท่าทางหวาดระแวงเกินเหตุดังกล่าว อู๋เสี่ยวพั่งก็ขมวดคิ้วแน่น เอ่ยถามเสียงต่ำ “ปู่เฒ่าอัน ตระกูลอู๋มีปัญหากับใครรึ?”
“เฮ้อ…”
ชายชราถอนหายใจยาวด้วยความกลัดกลุ้มแสนสาหัส “นายน้อยเสี่ยวพั่ง ท่านคงยังไม่รู้… เมื่อครึ่งปีก่อน พวกเราดันไปล่วงเกินตระกูลหลัวเข้าอย่างไม่ตั้งใจ”
“ตระกูลหลัวงั้นรึ?”
อู๋เสี่ยวพั่งขมวดคิ้วเครียด
ตระกูลหลัว คือขุมกำลังอันดับหนึ่งแห่งเมืองตานซาน มีรากฐานที่แข็งแกร่งและโหดเหี้ยม ผู้นำตระกูลเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตาน ซึ่งสำหรับโลกภายนอกที่ห่างไกลจากสำนักเซียนชั้นนำ ระดับจินตานถือเป็นตัวตนที่ทรงอำนาจดุจเจ้าชีวิต
อู๋เสี่ยวพั่งถามต่อ “คนเมื่อครู่คือสมุนของตระกูลหลัวใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว!” ชายชราพยักหน้าอย่างสลดใจ
“แล้วเรื่องราวมันเป็นมาอย่างไรกันแน่?” อู๋เสี่ยวพั่งซักไซ้ต่อด้วยความเป็นห่วงครอบครัว
“เสี่ยว… เสี่ยวพั่ง? นั่นเจ้าจริงๆ ใช่ไหม!”
ยังไม่ทันที่ชายชราจะได้ปริปากเล่า ทันใดนั้นก็มีเสียงอุทานด้วยความระคนดีใจของสตรีวัยกลางคนดังมาจากทางโถงด้านใน
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยบาดลึกถึงจิตวิญญาณ ร่างของอู๋เสี่ยวพั่งก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว
ดูเหมือนเสียงปะทะที่หน้าประตูจวนเมื่อครู่จะดึงดูดความสนใจของคนในบ้าน ทำให้กลุ่มคนเดินออกมาดูสถานการณ์
หนึ่งในนั้นคือสตรีวัยกลางคนในชุดกี่เพ้าสีหม่น รูปร่างของนางค่อนข้างท้วมเล็กน้อย ใบหน้าแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจจนน้ำตาคลอเบ้า
“ท่านแม่… ท่านแม่ขอรับ!”
อู๋เสี่ยวพั่งไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์ได้อีกต่อไป เขาตะโกนเรียกเสียงสั่นเครือ
ภาพแม่ลูกที่ได้กลับมาพบหน้ากันท่ามกลางวิกฤต สร้างความตื้นตันใจอย่างยิ่ง
“ตระกูลอู๋! พวกแกช่างโอหังนัก! บังอาจแตะต้องคนของตระกูลหลัวงั้นรึ! ออกมามอบหัวของพวกแกเดี๋ยวนี้!!”
ทว่ายังไม่ทันที่แม่ลูกจะได้สวมกอดกัน เสียงตวาดอันเย็นเยียบและทรงพลังสายหนึ่งก็ดังแทรกข้ามกำแพงจวนเข้ามา ทำลายบรรยากาศซาบซึ้งจนมลายสิ้น
ตูม——!!
พร้อมกันนั้น ประตูใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลอู๋ที่เพิ่งจะลงกลอนไป ก็ถูกพลังมหาศาลกระแทกจนพังพินาศกลายเป็นเศษไม้ ปลิวว่อนเปิดอ้าออกอย่างรุนแรง!
…