ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 270 การจากลา
“โฮก——!!”
เสียงคำรามกึกก้องดั่งมังกรสวรรค์พิโรธดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเกาะ
สวีหมิงแหงนหน้าคำรามระบายความอัดอั้นตันใจที่สั่งสมมานานปี น้ำตาลูกผู้ชายสองสายไหลรินลงมาจากหางตาอาบสองแก้มอย่างไม่อาจหักห้าม
ความแค้นของตระกูลสวี… ได้รับการชำระล้างจนหมดสิ้นแล้ว!
ก่อนหน้านี้แม้จะกวาดล้างตระกูลหลินไปแล้ว แต่ตัวการต้นเรื่องอย่างหลินเทียนต้งกลับหนีรอดไปได้ มันกลายเป็นปมเงื่อนตายที่ติดค้างกัดกินใจของสวีหมิงมาโดยตลอด
บัดนี้ ปมนั้นได้ถูกคลายออกจนสิ้นซาก!
“ท่านอาจารย์ ขอบคุณขอรับ!”
สวีหมิงหันกลับไปมองจางอวิ๋น ทรุดตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะคำนับให้อย่างจริงจังที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้จะทำได้
“ไม่ต้องขอบคุณอาจารย์หรอก”
จางอวิ๋นโบกมือ ยิ้มกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “อานุภาพกรงเล็บมังกรทองของเจ้าไม่เลวเลย แม้แต่อาจารย์ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันแหลมคม อาจารย์มีวิชากรงเล็บอยู่ชุดหนึ่ง เจ้าหาเวลาฝึกฝนดู มันจะช่วยดึงประสิทธิภาพของกรงเล็บมังกรทองคู่นี้ออกมาได้ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น!”
พูดจบก็สะบัดมือส่งม้วนคัมภีร์สีทองอร่ามลอยไปตรงหน้าศิษย์รัก
“ขอบคุณท่านอาจ…”
สวีหมิงรับมาด้วยมือที่สั่นเทา เอ่ยปากจะขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ
แต่ยังพูดไม่ทันจบประโยค จางอวิ๋นก็ถลึงตาใส่แสร้งทำเป็นดุ “ยังจะขอบคุณอีก? เป็นศิษย์อาจารย์ห้ามขี้เกรงใจ!”
“ท่านอาจารย์ ศิษย์จะฝึกมันให้สำเร็จขอรับ!”
สวีหมิงรีบเปลี่ยนคำพูด สีหน้ามุ่งมั่น
จางอวิ๋นยื่นมือไปลูบหัวเขาอย่างเอ็นดู “ตอนนี้ล้างแค้นเสร็จสิ้นแล้ว อย่ามัวแต่เคร่งเครียดนักเลย หาเวลาผ่อนคลายจิตใจบ้าง นอกจากบำเพ็ญเพียรแล้ว การพักผ่อนให้เหมาะสมก็สำคัญนะ!”
ได้ยินคำนี้ สวีหมิงเม้มริมฝีปากแน่น แววตามีความลังเลพาดผ่าน
“ท่านอาจารย์ ศิษย์มีเรื่องอยากจะขอร้องขอรับ!”
จางอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลิกคิ้วยิ้ม “มีอะไรก็ว่ามา ต่อหน้าอาจารย์ไม่ต้องมีพิธีรีตอง!”
สวีหมิงสูดหายใจลึกรวบรวมความกล้า กัดฟันพูดโพล่งออกมา
“ท่านอาจารย์ ศิษย์อยากออกไปฝึกฝนหาประสบการณ์ภายนอกเพียงลำพังขอรับ!”
พูดจบเขาก็ก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตา ราวกับเด็กที่ทำความผิดร้ายแรง
“เจ้าจะก้มหน้าทำไม?”
จางอวิ๋นเห็นท่าทางนั้นแล้วก็หลุดขำ “อยากออกไปท่องยุทธภพหาประสบการณ์เพื่อขัดเกลาตนเองเป็นเรื่องดี ไม่เห็นต้องทำท่าเหมือนทำผิดกฎสำนักเลย!”
“ท่านอาจารย์ ท่าน… ท่านไม่โกรธหรือขอรับ?”
สวีหมิงเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมอาจารย์ต้องโกรธด้วย?”
จางอวิ๋นหัวเราะร่า “การออกไปหาประสบการณ์ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย อาจารย์นี่สิภาวนาอยากให้พวกเจ้ารีบๆ ออกไปผจญภัยกางปีกบินกันจะแย่! หรือเจ้าคิดว่าเพิ่งจะล้างแค้นเสร็จก็มาขอแยกตัวออกไป มันดูเนรคุณ ไม่เหมาะไม่ควร?”
สวีหมิงเม้มปากแน่น เขาคิดแบบนั้นจริงๆ
เพิ่งล้างแค้นเสร็จปุ๊บก็ขอออกไปผจญภัยคนเดียวปั๊บ มันดูเหมือนเขาแค่หลอกใช้อาจารย์เพื่อยืมมือล้างแค้น พอเสร็จสมอารมณ์หมายก็จะชิ่งหนี…
จางอวิ๋นเอ่ยขึ้นทันที ราวกับอ่านใจได้ “หมิงเอ๋อร์ เจ้ารู้ไหมว่าข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดในตัวเจ้าคืออะไร?”
สวีหมิงชะงัก
“ความลังเล คิดหน้าพะวงหลัง!”
จางอวิ๋นเอ่ยเสียงเรียบจริงจัง “จะทำอะไรแต่ละที เจ้าชอบคิดนั่นคิดนี่เยอะเกินไป จำตอนไอ้หนูหลินซื่อได้ไหม?”
สวีหมิงพยักหน้า ในฐานะศัตรูคู่อาฆาต แม้มันจะตายด้วยน้ำมือเขาไปแล้ว แต่เขายังจำเหตุการณ์นั้นได้แม่นยำ
“ตอนนั้นมันขู่ว่าตระกูลหลินจะแก้แค้นประโยคเดียว ก็ทำให้เจ้าพะวงหน้าพะวงหลัง ไม่กล้าลงมือฆ่ามันทันที เจ้าลองคิดดูสิ ถ้าตอนนั้นเจ้าปล่อยมันไปจริงๆ ตระกูลหลินจะไม่ตามมาล้างแค้นงั้นรึ?”
ได้ยินดังนั้น สวีหมิงนิ่งเงียบ ทบทวนความผิดพลาดในอดีต
“ตั้งแต่อาจารย์รับเจ้าเป็นศิษย์ ไม่เคยพูดจารุนแรงกับเจ้า แต่ตอนนี้ต้องขอด่าสักคำ…”
จางอวิ๋นหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะสบถออกมาเสียงดัง
“ช่างหัวมารดามันสิวะ! จะคิดเยอะไปทำซากอะไร อยากทำอะไรก็ทำ! ไม่ต้องไปสนหรอกว่าทำเรื่องนี้แล้วจะมีผลกระทบอะไร เรื่องนั้นจะมีผลกระทบอะไร… ทุกสิ่ง จงทำตามใจปรารถนา!”
ตามใจปรารถนา!
คำนี้กระแทกใจสวีหมิงอย่างจัง จนวิญญาณสั่นสะท้าน ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ปลดล็อกโซ่ตรวนที่พันธนาการเขาไว้
เขากัดฟันเงยหน้าขึ้นสบตาจางอวิ๋น แววตาเปล่งประกายเจิดจ้า ตะโกนลั่น
“ท่านอาจารย์ ศิษย์จะออกไปผจญภัยคนเดียวขอรับ!!”
“ดี! ต้องอย่างนี้สิลูกศิษย์ข้า!”
จางอวิ๋นยิ้มพยักหน้าด้วยความพอใจ หยิบ ‘ยันต์คุ้มกันศิษย์’ ที่ได้จากการอัปเกรดระบบโลกปรมาจารย์เซียนออกมา ยื่นให้สวีหมิง
“เรื่องอื่นอาจารย์จะไม่พูดมาก เก็บสิ่งนี้ไว้กับตัวให้ดี! ยามคับขันมันจะช่วยชีวิตเจ้า!”
สวีหมิงรับยันต์คุ้มกันศิษย์มา พยักหน้าหนักแน่น
ตอนอยู่ในแดนลับเซียนที่ต้องเผชิญหน้ากับเฟิงหยวน เขาเคยรอดตายมาได้เพราะยันต์วิเศษนี้ จึงรู้ซึ้งถึงสรรพคุณอันล้ำค่าของมันดี
เขารีบเก็บมันไว้ในอกเสื้อบริเวณหัวใจทันที
“ยังมีอันนี้อีก!”
จางอวิ๋นหยิบแหวนมิติวงหนึ่งออกมาแล้วโยนให้
เมื่อส่งจิตเข้าไปตรวจสอบและเห็นกองภูเขาหินวิญญาณที่อัดแน่นอยู่ภายใน สวีหมิงตัวสั่นเทาด้วยความตื่นตะลึง “ท่านอาจารย์ นี่มัน…”
จางอวิ๋นโบกมือขัดจังหวะทันที “ไม่ต้องมาอ้ำๆ อึ้งๆ เป็นลูกศิษย์ข้าจางอวิ๋น ขาดอะไรก็ขาดได้ แต่หินวิญญาณห้ามขาดมือ! เอาไปใช้ให้เต็มที่ ถ้าไม่พอให้กลับมาเบิกที่อาจารย์ได้ตลอดเวลา!”
สวีหมิงเม้มริมฝีปากแน่น ขอบตาร้อนผ่าว พยายามกลั้นความรู้สึกตื้นตัน
“เอาล่ะ ไสหัวไปได้แล้ว!”
จางอวิ๋นไม่เปิดโอกาสให้เขาดราม่าน้ำตาแตก สะบัดมือวูบหนึ่ง ส่งตัวเขาออกจากหอสมบัติเซียน ไปโผล่ที่ชายหาดบนเกาะทันที
“เกือบลืม ให้เสี่ยวไป๋ไปกับเจ้าด้วย พาไปหาประสบการณ์ด้วยกัน!!”
ยังไม่ทันที่สวีหมิงจะได้สติ ก็ได้ยินเสียงร้องแหลมสูงเสียดฟ้า
กว๊าก!
อินทรียักษ์ขนสีขาวโพลนบินโฉบลงมาจากฟากฟ้า ร่อนลงตรงหน้า พร้อมกับส่งเสียงเจื้อยแจ้วเป็นภาษาคนด้วยเสียงเด็กผู้หญิง
“คุณชายน้อย พวกเราไปกันเถอะเจ้าค่ะ!”
“ตกลง!”
สวีหมิงตั้งสติได้ พยักหน้ารับ เขาหันกลับไปมองทางด้านในเกาะ โค้งคำนับเก้าสิบองศาด้วยความเคารพสูงสุดและเนิ่นนาน
จากนั้นจึงกระโดดขึ้นหลังเสี่ยวไป๋
“ไปเลยเสี่ยวไป๋!!”
กว๊าก——!!
สิ้นเสียงอินทรีคำรามก้อง หนึ่งคนหนึ่งอินทรีก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกม่านเมฆบินห่างออกไปจากเกาะ มุ่งสู่โลกกว้าง
จางอวิ๋นปรากฏตัวขึ้นบนยอดเขาที่สูงที่สุดของเกาะ สายตามองตามภาพนั้นจากระยะไกล อดไม่ได้ที่จะยกนิ้วขึ้นปาดขอบตาที่ชื้นขึ้นมานิดๆ ปากก็พึมพำด่าแก้เขิน
“แม่งเอ๊ย… โลกเซียนบ้านี่ทำไมทรายมันเยอะนักวะ เข้าตาข้าจนได้?”
เขาส่ายหัวแรงๆ หันหลังกลับไม่มองอีก รอจนสัมผัสได้ว่าหนึ่งคนหนึ่งอินทรีกลายเป็นจุดดำเล็กๆ หายลับไปในขอบฟ้า…
เฮ้อ!
ถึงได้ถอนหายใจเบาๆ ด้วยความอาลัยระคนยินดี แล้วกลับเข้าไปในหอสมบัติเซียน
…
และแล้ว เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปอีกห้าวัน
ยืนอยู่บนยอดเขาสูงสุดของเกาะ จางอวิ๋นกวาดสายตามองกลุ่มสิ่งปลูกสร้างที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้วถอนหายใจออกมาด้วยความภูมิใจ
ดูจากทรงนี้ อีกไม่นานสำนักเซียนอันดับหนึ่งคงจะเปิดตัวต่อโลกหล้าได้อย่างยิ่งใหญ่!
ตัวเขาเอง… ก็ถึงเวลาต้องไปสะสางธุระแล้วเหมือนกัน!
มองออกไปในที่ไกลแสนไกล จางอวิ๋นผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่
ไม่รอช้า เขาเรียกหลิวชาง อวี่จี กู่หงเหวิน และเหล่าผู้อาวุโส รวมถึงบรรดาผู้ดูแลที่เขาแต่งตั้งทั้งหมดมาประชุมที่ถ้ำสภา
“คารวะท่านเจ้าสำนัก!”
หลิวชางและคนอื่นๆ ต่างทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง แต่ยกเว้นอวี่จีกับฉิงเฟิงแล้ว คนอื่นแอบมีแววตาร้อนรนแฝงอยู่
พอก่อสร้างไปได้เยอะ ตอนนี้อันดับแต้มผลงานในสำนักก็เริ่มโชว์หราแล้ว กู่หงเหวินนำมาเป็นที่หนึ่ง หลิวชางที่สอง คนอื่นๆ ก็เกาะกลุ่มหัวตารางกันอยู่ แต่นี่มันแค่ชั่วคราว พร้อมจะโดนแซงได้ทุกเมื่อหากเผลอ
ดังนั้นตอนนี้พวกเขาไม่อยากเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว อยากรีบกลับไป ‘ปั๊มแต้ม’ ใจจะขาด
“ที่เรียกพวกเจ้ามา หลักๆ คือจะบอกว่า ข้าต้องจากไปสักพักหนึ่ง!”
จางอวิ๋นไม่มีเจตนาจะถ่วงเวลาทำมาหากินของพวกเขา จึงเข้าประเด็นทันที
“ในช่วงที่ข้าไม่อยู่ กิจการภายในสำนัก ให้ผู้อาวุโสกู่เป็นผู้รับผิดชอบดูแลชั่วคราว!”
“คุณชาย… เอ้ย เจ้าสำนัก ให้… ให้ข้ารับผิดชอบหรือขอรับ?”
กู่หงเหวินตกใจจนตาโต
ถ้าเทียบความแข็งแกร่ง อย่าว่าแต่หลิวชางเลย แม้แต่ชิงฮุ่ยอวิ๋นหรืออวี่เหอก็ยังเก่งกว่าเขาตั้งเยอะ ทำไมส้มถึงมาหล่นที่เขา?
จางอวิ๋นไม่อธิบายมากความ เพียงแค่ปรายตามองพวกหลิวชางและอวี่เหอด้วยสายตาคมกริบ
“พวกข้าน้อมรับคำสั่งเจ้าสำนัก!”
พวกหลิวชางเห็นสายตานั้นก็สะดุ้ง รีบขานรับทันทีโดยไม่กล้ามีข้อโต้แย้ง
จางอวิ๋นยิ้มบางๆ แล้วโบกมือ “ผู้อาวุโสกู่อยู่ก่อน คนอื่นแยกย้ายได้!”
พวกหลิวชางรีบแจ้นออกไปทันทีราวกับได้รับอภัยโทษ
เหลือเพียงกู่หงเหวินที่ยังยืนงงๆ มองเขาด้วยความสงสัยระคนประหม่า
“รับไป!”
จางอวิ๋นหยิบขวดหยกสองขวดโยนให้
กู่หงเหวินรีบรับไว้ด้วยสองมืออย่างทะนุถนอม มองดูของเหลวสีทองสุกสกาวภายในขวดหยกด้วยแววตาสงสัย “นี่คือ?”
“ของเหลววิญญาณสุริยันจันทรา!”
จางอวิ๋นเอ่ยเรียบๆ “สรรพคุณของมันคือ… ใช้เติมอายุขัยได้!”
“!!!”
กู่หงเหวินสะท้านเฮือก ดวงตาเบิกโพลงแทบถลน มือไม้สั่นจนเกือบทำขวดหลุดมือ
จางอวิ๋นกล่าวต่อ “นี่คือค่าจ้างล่วงหน้าสำหรับตำแหน่งรักษาการเจ้าสำนัก เจ้าอยากทำก็รับไป ถ้าไม่อยากทำ ก็คืนข้ามา!”
“เจ้าสำนัก ข้ายินดีทำขอรับ! ยินดีทำถวายหัว!!”
กู่หงเหวินรีบตะโกนตอบทันที น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความปิติ
ถ้าเป็นของอย่างอื่นเขาอาจจะเฉยๆ แต่ของเหลววิญญาณสุริยันจันทราที่เพิ่มอายุขัยได้นี่ มันสำคัญกับชีวิตเขามากเกินไป
ไม่ใช่เพื่อตัวเขาเอง แต่เพื่อลูกชายของเขา ‘กู่ฉี่’ และ ‘เติ้งอวี้เซวียน’
ก่อนหน้านี้ทันทีที่กลับมาถึง จางอวิ๋นได้ปล่อยตัวกู่ฉี่และเติ้งอวี้เซวียนที่เคยช่วยไว้จากมือมารเหี่ยวเฉาออกมา
ตอนนี้ทั้งสองคนเหลืออายุขัยเพียงไม่กี่ปี หากไม่ได้รับการเติมเต็ม คงต้องแก่ตายในเร็ววัน
กู่หงเหวินไม่อยากเป็นคนผมขาวส่งคนผมดำ นั่นคือนรกทั้งเป็นสำหรับคนเป็นพ่อ!
จางอวิ๋นเอ่ยทิ้งท้าย “ของเหลววิญญาณสุริยันจันทรานี้ข้ายังมีอยู่อีกหน่อย ถ้าเจ้าสะสมแต้มผลงานได้มากพอ และยังต้องการมัน ก็มาแลกกับข้าได้!”
“ขอบพระคุณเจ้าสำนัก! บุญคุณนี้กู่หงเหวินจารึกไว้ในกระดูกดำขอรับ!”
กู่หงเหวินสีหน้าจริงจัง คุกเข่าลงคำนับ ซาบซึ้งใจอย่างที่สุด
เขารู้ดีว่าช่องทางการแลกเปลี่ยนนี้ เปิดขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ
“ต่อจากนี้ ที่นี่ฝากเจ้าด้วย!”