ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 274 ฝูงอสูรล้อมสำนัก
“สวรรค์ช่วย! เหตุใดจึงมีสัตว์อสูรขนาดยักษ์มากมายถึงเพียงนี้?”
“กลิ่นอายพวกมัน… ระดับหยวนอิง! ทั้งหมดนั่นคือสัตว์อสูรระดับหยวนอิง!!”
“นี่… นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่??”
……
ร่างมหึมาของเหล่าสัตว์อสูรบินโฉบลงมาปกคลุมน่านฟ้าเหนือสำนักหลิงเซียนทีละตัว บดบังแสงตะวันจนทั่วทั้งบริเวณมืดมิดประหนึ่งวันโลกาวินาศได้มาเยือน จิตใจของเหล่าศิษย์ในสำนักสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“ลงมือ!”
ท่ามกลางความโกลาหล เสียงตวาดเย็นชาดังก้องขึ้น
วี๊ดดด——~~~
เสียงขลุ่ยผิวอันแหลมสูงกรีดแทงโสตประสาทดังตามมา
ฉับพลันนั้น ฝูงสัตว์อสูรที่บินวนเวียนอยู่เหนือสำนักหลิงเซียนต่างเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ดวงตาแดงก่ำกระหายเลือดขึ้นมาพร้อมกัน
โฮก——!!
เสือดาวทมิฬร่างยักษ์ความยาวกว่ายี่สิบเมตรอ้าปากกว้างแผดเสียงคำรามลั่น ปลดปล่อยคลื่นพลังงานที่อัดแน่นไปด้วยปราณวิญญาณธาตุมืด พุ่งทะยานแหวกอากาศลงมา
เป้าหมายของมันคือยอดเขาลำดับห้าแห่งสำนักหลิงเซียน…
ตู้ม——!!
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว ยอดเขาทั้งลูกถูกบดขยี้จนแตกกระจายเป็นเศษหินปลิวว่อนในพริบตา!
ก๊าซซซ——!!
บรู๊ววว——!!
……
สัตว์อสูรตัวอื่นๆ ต่างพากันส่งเสียงคำรามกึกก้อง รวบรวมพลังงานเตรียมพร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่งเบื้องล่าง
ภายในยอดเขาเจ้าสำนัก ผู้คนในสำนักหลิงเซียนต่างหน้าซีดเผือด ไร้สีเลือดด้วยความสิ้นหวัง
“ฮึ่ม!”
ในจังหวะที่พลังทำลายล้างของเหล่าสัตว์อสูรกำลังจะปะทุออก เสียงแค่นในลำคอที่แผ่พุ่งด้วยแรงกดดันระดับ ‘แปลงเทพ’ ก็กวาดผ่านทั่วทั้งสำนักอันกว้างใหญ่
แรงกดดันอันมหาศาลนั้นทำให้ร่างกายของเหล่าสัตว์อสูรที่กำลังบ้าคลั่งชะงักค้างไปพร้อมกัน!
ราวกับแสงอรุณรุ่งที่สาดส่องขับไล่ความมืดมิด ร่างในชุดคลุมสีม่วงอันสง่างามยืนตระหง่านอยู่บนหลังนกกระเรียนขาว ปรากฏกายขึ้นเหนือสำนักหลิงเซียน
“ท่านเจ้าสำนัก!!”
ดวงตาที่เคยมืดมิดของคนในสำนักหลิงเซียนพลันส่องประกายแห่งความหวัง
วินาทีต่อมา เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันทรงพลังนั้น พวกเขาก็ต้องตกตะลึงจนตาค้าง
เพราะกลิ่นอายนี้แข็งแกร่งกว่าฝูงสัตว์อสูรบนท้องฟ้านั้นอย่างเทียบไม่ติด ดูเหมือนว่า…
จะเหนือล้ำกว่าระดับหยวนอิงไปแล้ว!
“จะ… เจ้าสำนัก… บรรลุระดับแปลงเทพแล้วงั้นรึ??”
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งของสำนักหลิงเซียนอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ฮือฮา!
สิ้นเสียงคำพูดนี้ เหล่าศิษย์สำนักหลิงเซียนต่างส่งเสียงอื้ออึงด้วยความตื่นเต้น แววตาของทุกคนเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงระคนปิติ
ระดับแปลงเทพ!
ท่านเจ้าสำนักถึงกับเป็นยอดฝีมือระดับแปลงเทพเชียวรึ!!
เมื่อหันกลับไปมองเหล่าสัตว์อสูรร่างยักษ์เหล่านั้น ความหวาดกลัวที่เคยกดทับจิตใจของทุกคนก็พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น
พวกเขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความศรัทธา จ้องมองแผ่นหลังของเจ้าสำนักหลิงเซียนในชุดสีม่วงบนหลังนกกระเรียนขาวอย่างมีความหวัง
มีเจ้าสำนักระดับแปลงเทพปกป้องอยู่ พวกเขายังจะต้องกลัวสิ่งใดอีก?
ทว่า… ตรงกันข้ามกับความตื่นเต้นดีใจของเหล่าศิษย์ สีหน้าของเจ้าสำนักหลิงเซียนในยามนี้กลับเคร่งเครียดถึงขีดสุด
แม้ข่าวสารที่ซูเตี๋ยส่งมาก่อนหน้านี้ จะทำให้เขาพอระวังตัวและเตรียมใจมาบ้าง
แต่สถานการณ์ตรงหน้า มันเลวร้ายเหนือความคาดหมายของเขาไปไกลลิบ
ระดับแปลงเทพถึงห้าคน!
สายตาคมกริบกวาดมองศัตรู… ชายวัยกลางคนสวมชุดหรูหราบนหลังเสือดาวทมิฬ… ร่างเงาลึกลับผู้ถือขลุ่ย…
ยังมีชายชราผมยาวสีน้ำเงินบนหลังอินทรียักษ์สีดำ… และคนในชุดคลุมดำอีกสองคนที่ปิดบังใบหน้ามิดชิด
หัวใจของเขาดิ่งวูบลง
กลิ่นอายของทั้งห้าคนนี้ ไม่มีใครต่ำกว่าระดับแปลงเทพเลยแม้แต่คนเดียว!
“เจ้าสำนักของสำนักนี้ คือเจ้าสินะ?”
ในตอนนั้นเอง ปูสีดำขนาดเท่าลูกบาสเกตบอลที่เกาะอยู่บนไหล่ของชายวัยกลางคน ซึ่งเขาไม่ได้ใส่ใจในตอนแรก ก็พลันเอ่ยภาษามนุษย์ออกมาด้วยน้ำเสียงวางก้าม
เจ้าสำนักหลิงเซียนชะงักไปครู่หนึ่ง จ้องมองไปยังปูสีดำตัวนั้นด้วยสีหน้าสงสัย “ท่านคือ?”
“เจ้าไม่คู่ควรที่จะรู้!”
กู้ชวนแค่นเสียงเย็น แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน “สำนักหลิงเซียนของพวกเจ้าซุกซ่อนผู้บำเพ็ญมาร สมคบคิดกับพวกมารชั่วช้า วันนี้พวกข้ามาที่นี่ด้วยจุดประสงค์เดียว… สังหารมาร!”
“สมคบคิดกับผู้บำเพ็ญมาร?”
เจ้าสำนักหลิงเซียนได้ยินข้อกล่าวหาฉกาจฉกรรจ์ สีหน้าก็ขรึมลง เอ่ยเสียงเย็นเยียบ “ขอท่านอย่าได้ปั้นน้ำเป็นตัว ใส่ร้ายป้ายสีในเรื่องที่ไม่มีมูลความจริง!”
“ไม่มีมูลความจริง?”
กู้ชวนตวาดกลับเสียงกร้าว “ผู้อาวุโสเก้าแห่งสำนักเจ้าใช้วัตถุมารอย่างเปิดเผย ตัวข้าเห็นกับตาตัวเอง!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนขมวดคิ้วแน่น กล่าวเสียงต่ำ “ท่านมีหลักฐานหรือไม่?”
“หลักฐาน?”
กู้ชวนหัวเราะเยาะ “คำพูดของตัวข้า นี่แหละคือหลักฐาน!”
“เริ่มปฏิบัติการสังหารมาร!!”
สิ้นคำประกาศิต ไม่รอให้เจ้าสำนักหลิงเซียนได้โต้ตอบ ก้ามปูสีดำก็ตวัดวูบสั่งการ
วี๊ดดด——~~~
เสียงขลุ่ยอันไพเราะแต่แฝงจิตสังหารดังขึ้นอีกครั้ง
เหล่าสัตว์อสูรที่เพิ่งถูกกดดันด้วยกลิ่นอายของเจ้าสำนักหลิงเซียน พลันเข้าสู่สถานะคลุ้มคลั่งบ้าเลือดพร้อมกัน ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน คำรามลั่นพุ่งเข้าใส่ภายในสำนักหลิงเซียนราวกับห่าฝน
เจ้าสำนักหลิงเซียนสีหน้าเคร่งเครียด ปราณวิญญาณในร่างพลุ่งพล่านเตรียมรับมือ
ตู้ม!
แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ ฝ่ามือยักษ์สีน้ำเงินครามขนาดมหึมาก็บดขยี้ลงมาราวกับผืนฟ้าถล่ม
เจ้าสำนักหลิงเซียนสีหน้าเปลี่ยนสี ระเบิดพลังปราณรวบรวมเป็นม่านพลังป้องกันอย่างฉุกละหุก
เปรี้ยง——!!
ฝ่ามือยักษ์ปะทะเข้ากับม่านพลัง ห้วงอากาศสั่นสะเทือนเกิดเป็นคลื่นกระแทกอันน่าตื่นตะลึง
แรงปะทะอันน่าสะพรึงกลัวซัดร่างของเจ้าสำนักหลิงเซียนจนปลิวถอยไปกลางอากาศหลายสิบเมตร ส่วนนกกระเรียนขาวที่อยู่ใต้ร่างรับแรงกระแทกไม่ไหว ร่างกายระเบิดออกทันที กลายเป็นหมอกโลหิตสาดกระจายร่วงหล่นลงจากท้องฟ้า!
“คู่ต่อสู้ของเจ้า คือข้าคนนี้!”
เสียงอันแก่ชราดังขึ้นข้างหู
เจ้าสำนักหลิงเซียนหน้าถอดสี หันขวับไปมอง ‘บรรพชนพันเกาะ’ ที่กำลังยกมือขึ้นค้างไว้บนหลังอินทรียักษ์สีดำ
“เปิดค่ายกล!”
ไม่มีเวลาจะพูดพร่ำทำเพลง เมื่อเห็นว่าเหล่าสัตว์อสูรฉวยโอกาสนี้พุ่งลงไปยังยอดเขาเจ้าสำนักด้านล่างแล้ว เจ้าสำนักหลิงเซียนจึงตะโกนสั่งการสุดเสียง
ณ ยอดเขาเจ้าสำนัก
ที่ตำแหน่งไหล่เขาทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศใต้ และทิศเหนือ… บุคคลสี่คนปรากฏกายขึ้น
ได้แก่ หมิงฝ่า, พี่น้องฝาแฝดผู้ดูแลคลังหินวิญญาณอย่างหมิงซี, ชายหนุ่มร่างกำยำ, และร่างเงาในชุดคลุมโปร่งแสง
ทั้งสี่คนประสานอินพร้อมกัน และประทับฝ่ามือลงบนผนังเขาในสี่ทิศของยอดเขาเจ้าสำนักอย่างพร้อมเพรียง
ครืนนน——
ยอดเขาเจ้าสำนักทั้งลูกเริ่มสั่นสะเทือนเลือนลั่น
“จัดการพวกมันพร้อมกับยอดเขานั่น ให้พินาศไปพร้อมกันซะ!”
กู้ชวนที่มองดูอยู่บนหลังเสือดาวทมิฬเอ่ยสั่งเสียงเย็นชาไร้ความปรานี
สัตว์อสูรระดับหยวนอิงหลายตัวระเบิดพลังงาน พุ่งตรงเข้าถล่มยอดเขาเจ้าสำนักพร้อมกันหมายจะบดขยี้ให้แหลกลาญ
วิ้งงง——!!
แต่ในชั่วพริบตานั้น คลื่นปราณวิญญาณอันน่าตกตะลึงก็ระเบิดออกมาจากภายในยอดเขาเจ้าสำนัก!
ปัง ปัง ปัง!!
สัตว์อสูรระดับหยวนอิงที่พุ่งเข้ามาปะทะ พลังคุ้มกายถูกคลื่นปราณวิญญาณนี้กระแทกจนแตกซ่าน ร่างกายอันมหึมาของพวกมันถูกแรงสะท้อนระเบิดออกจนเลือดสาดกระจาย ปลิวกระเด็นออกไปคนละทิศละทาง
ร่างไร้วิญญาณตกลงกระแทกพื้นภายในสำนักหลิงเซียน เกิดเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่หลายหลุม
เพียงแค่การสั่นสะเทือนครั้งเดียว… อสูรระดับหยวนอิงนับสิบตัวก็ถูกบดขยี้จนดับสูญ!
ภาพฉากนองเลือดนี้ ทำให้พวกกู้ชวนถึงกับตะลึงงัน
เมื่อมองไปยังยอดเขาเจ้าสำนัก ก็เห็นว่าคลื่นปราณวิญญาณอันหนาแน่นมหาศาล ถูกหมิงฝ่าและพรรคพวกทั้งสี่ชักนำออกมาจากทั้งสี่ทิศ ก่อตัวเป็นม่านแสงขนาดใหญ่ครอบคลุมปกป้องยอดเขาทั้งลูกเอาไว้
“ค่ายกลนี้…”
กลิ่นอายที่หนาแน่นผิดปกตินั้น ทำให้พวกกู้ชวนต่างเผยสีหน้าประหลาดใจ
“ดึงชีพจรวิญญาณสร้างค่ายกล!!”
บรรพชนพันเกาะฉุกคิดขึ้นได้ จ้องมองเจ้าสำนักหลิงเซียนอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วเอ่ยถามด้วยความสนใจ “ไอ้หนู เจ้าคงไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรท้องถิ่นของแคว้นหนานอวิ๋นสินะ?”
เจ้าสำนักหลิงเซียนไม่ตอบคำ ชุดคลุมสีม่วงสะบัดพลิ้วตามแรงกระเพื่อมของกลิ่นอาย ยืนหยัดเผชิญหน้าอย่างไม่เกรงกลัว
บรรพชนพันเกาะเลิกคิ้ว หันไปกล่าวเรียบๆ กับพวกกู้ชวน “โจมตีใส่ม่านแสงนั่นอย่างต่อเนื่อง ค่ายกลดึงชีพจรวิญญาณนี้ต้องใช้พลังงานมหาศาลในการคงสภาพ ลำพังแค่ชีพจรวิญญาณธรรมดาของที่นี่ ยื้อการโจมตีได้ไม่นานหรอก!”
คำพูดนั้นทำให้เจ้าสำนักหลิงเซียนสีหน้ามืดครึ้มลงทันตา
กู้ชวนหันขวับไปสั่งการผู้ถือขลุ่ยทันที “เรียกสัตว์อสูรทั้งหมดที่ควบคุมได้ในระแวกนี้มาให้หมด โจมตีพร้อมกัน!”
ผู้ถือขลุ่ยไม่รอช้า ยกขลุ่ยขึ้นเป่าทันที เสียงขลุ่ยในครานี้กังวานสดใสและทรงพลังเป็นพิเศษ ดังก้องสะท้านไปไกลถึงพันลี้
ป่าหนานเฟิงอันกว้างใหญ่เองก็ถูกครอบคลุมอยู่ในรัศมีเสียงมรณะนี้ด้วย
ภายใต้อำนาจเสียงขลุ่ย สัตว์อสูรร่างยักษ์ระดับหยวนอิงจำนวนมหาศาลที่หลับใหลอยู่ลึกเข้าไปในป่าหนานเฟิง ต่างถูกปลุกให้ตื่นและบินออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ มุ่งหน้ามายังทิศทางของสำนักหลิงเซียนราวกับฝูงแมลงเม่า
โฮก โฮก โฮก——!!
บรู๊ววว——!!
มอออ——!!
……
ในขณะเดียวกัน ทิศทางอื่นๆ ภายนอกสำนักหลิงเซียน ก็มีเสียงสัตว์อสูรคำรามใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ราวกับกองทัพอสูรยักษ์ล้อมเมือง สัตว์อสูรนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นจากทุกสารทิศ โอบล้อมบีบกระชับเข้ามายังสำนักหลิงเซียนอย่างพร้อมเพรียงจนไร้ทางหนี!