ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 277 ต่อจากนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า!
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 277 ต่อจากนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า!
ยอดเขาเจ้าสำนักที่ไร้ซึ่งม่านพลังป้องกัน กลับมาเผชิญหน้ากับมัจจุราชร้ายในคราบฝูงสัตว์อสูรอีกครั้ง
“แย่แล้ว!”
ซูเตี๋ยสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
“ฝ่ามือยักษ์พลิกสมุทร!”
ยังไม่ทันจะได้คิดอ่านสิ่งใด บรรพชนพันเกาะที่ลอยตัวอยู่กลางเวหาก็พลิกฝ่ามือลง รวบรวมพลังปราณมหาศาลควบแน่นเป็นฝ่ามือคลื่นยักษ์ขนาดกว่าร้อยเมตร บดขยี้ลงมายังยอดเขาเจ้าสำนักราวกับแผ่นฟ้ากำลังจะถล่มลงมาทับดิน
“ไม่! ข้ายังไม่อยากตาย!!”
“หนี! หนีเร็ว!!”
“ช่วยด้วยยย!!”
……
เพียงแค่แรงกดดันจากฝ่ามือยักษ์ ก็ทำให้ทั่วทั้งยอดเขาเจ้าสำนักตกอยู่ในบรรยากาศวันโลกาวินาศ ศิษย์สำนักหลิงเซียนจำนวนมากเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง บางคนพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่กลับพบว่าร่างกายหนักอึ้งจนไม่อาจก้าวพ้นรัศมีสังหารของฝ่ามือนี้ได้เลย
“เพลิงขาวท่วมนภา!”
ในวินาทีวิกฤตที่ฝ่ามือยักษ์กำลังจะฟาดทำลายทุกสรรพสิ่ง เปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ก็พวยพุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่ง หยุดยั้งฝ่ามือยักษ์ไว้กลางอากาศห่างจากยอดเขาเจ้าสำนักเพียงไม่กี่เมตรได้อย่างหวุดหวิด
“หนนี้ติดหนี้บุญคุณ ข้าก้อนโตเลยนะ จำใส่สมองไว้ด้วย!”
เห็นเพียงซูเตี๋ยชูทัพพีเหล็กขึ้นสูง ทั่วร่างพวยพุ่งไปด้วยเปลวเพลิงสีขาวเจิดจ้า นางตะโกนลั่นใส่เจ้าสำนักหลิงเซียนด้วยน้ำเสียงดุดัน “ถ้าครั้งนี้รอดไปได้ วันหน้าเจ้าต้องชดใช้ให้ข้าด้วย!!”
สิ้นเสียงประกาศ ชุดสีแดงเพลิงบนร่างของนางก็ลุกไหม้รุนแรง นำพาเปลวเพลิงสีขาวมหาศาลม้วนตัวพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับพญาวิหคเพลิง
ตู้ม——!!
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนทั้งสำนักหลิงเซียน ฝ่ามือคลื่นยักษ์ขนาดร้อยเมตรถูกพลังเพลิงกระแทกจนแตกซ่านกลายเป็นละอองน้ำหายไปในพริบตา
ซูเตี๋ยที่มีเปลวเพลิงขาวห่อหุ้มร่าง ฉวยโอกาสนี้พุ่งทะยานออกจากยอดเขาเจ้าสำนักด้วยความเร็วสูง
ขณะที่บินหนีออกไป นางก็ไม่วายตะโกนท้าทายใส่พวกบรรพชนพันเกาะ “แน่จริงก็ตามข้ามา! ถ้าปล่อยให้ข้าหนีรอดไปได้ รอวันหน้าทะลวงระดับเมื่อไหร่ จะกลับมาเชือดพวกแกให้เรียบ!!”
ปากก็ตะโกนด่า เท้าก็ไม่หยุดวิ่ง เพียงพริบตาเดียวร่างของนางก็พุ่งออกไปไกลลิบ
ที่ใดที่นางพาดผ่าน เปลวเพลิงสีขาวก็กวาดล้างเผาผลาญสัตว์อสูรที่ขวางทางจนกลายเป็นเถ้าถ่านในทันที
กู้ชวน บรรพชนพันเกาะ และคนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น
พวกเขารู้ดีว่าซูเตี๋ยจงใจยั่วยุเพื่อล่อให้พวกเขาตามไป แต่ปัญหาก็คือ… พวกเขาไม่อาจปล่อยนางไปได้จริงๆ
การที่ใครสักคนสามารถใช้อาณาเขตในรูปแบบดั้งเดิมได้ตั้งแต่ระดับแปลงเทพ นั่นหมายความว่าการก้าวสู่ระดับ ‘เหลียนซวี’ เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น และดูจากอายุที่ยังน้อยของซูเตี๋ย อนาคตของนางอาจไปได้ไกลยิ่งกว่านั้น
หากปล่อยให้ซูเตี๋ยหนีรอดไปได้ วันข้างหน้าย่อมเป็นภัยพิบัติที่ไม่มีวันจบสิ้น!
“บรรพชนพันเกาะ พวกท่านตามไป ต้องฆ่านางให้ได้!”
กู้ชวนตัดสินใจเด็ดขาด เอ่ยปากสั่งการทันที “ที่นี่แค่พวกข้าก็พอ!”
บรรพชนพันเกาะกวาดตามองด้านล่างแวบหนึ่ง พยักหน้าให้เขา ก่อนจะพาร่างเงาชุดดำอีกสองคนไล่กวดซูเตี๋ยไปติดๆ ด้วยจิตสังหาร
เจ้าสำนักหลิงเซียนที่พิงร่างอันร่อแร่กับหินศิลาทดสอบยุทธ์ในลานกว้าง มองภาพเหตุการณ์บนท้องฟ้าแล้วก็ได้แต่ยิ้มขมขื่น
ซูเตี๋ยยอมเสี่ยงตายลงมือช่วยในนาทีวิกฤต บุญคุณนี้เขาจำใส่ใจไว้แล้ว แต่จะได้มีโอกาสชดใช้หรือไม่นั้น… เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“โฮก——!!”
กู้ชวนย่อมไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พักหายใจ สัตว์ยักษ์ที่รายล้อมยอดเขาเจ้าสำนักพุ่งเข้าบดขยี้ทันทีตามคำสั่ง
ครืนนน——!!
ภูเขาถล่มดินทลาย ยอดเขาเจ้าสำนักเริ่มแตกร้าว อาคารบ้านเรือนที่เคยวิจิตรงดงามพังทลายลงระนาว
“ไม่นะ!!”
“ช่วยด้วย! ท่านเจ้าสำนัก ช่วยพวกเราด้วยยย!!”
หอพักศิษย์แห่งหนึ่งที่มีศิษย์รวมตัวกันอยู่นับร้อยคน ถูกงูหลามยักษ์อ้าปากกว้างกลืนกินเข้าไปทั้งหลัง ในชั่วพริบตา ร่างของศิษย์เหล่านั้นก็ถูกพลังงานของสัตว์อสูรบดขยี้กลายเป็นหมอกเลือด
สัตว์อสูรที่คลุ้มคลั่งคำรามก้องฟ้า ศิษย์สำนักหลิงเซียนวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น
หลายคนพยายามจะขี่กระบี่หนี แต่เพิ่งจะลอยตัวขึ้น ก็ถูกคลื่นพลังกดดันของสัตว์อสูรกระแทกจนตัวแตกตายกลางอากาศ
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมไปทั่ว ยอดเขาเจ้าสำนักอันศักดิ์สิทธิ์ บัดนี้กลายเป็นโรงเชือดของเหล่าสัตว์ยักษ์ไปเสียแล้ว
เจ้าสำนักหลิงเซียนมองภาพโศกนาฏกรรมเหล่านั้น แววตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอาดูรและไร้หนทาง
ทันใดนั้น อินทรียักษ์สีดำตัวหนึ่งก็โฉบลงมาเหนือหัว กรงเล็บยักษ์อันแหลมคมดั่งใบมีดตะปบลงมาหมายจะขยี้เขาให้แหลกคาที่
เขาอยากจะหลบ แต่พอขยับตัว…
อั๊ก!
เลือดสดๆ ก็พุ่งทะลักออกจากปาก ล้มฟุบลงกับพื้นลุกไม่ขึ้น
ในร่างของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยพลังปราณทำลายล้างของบรรพชนพันเกาะที่อัดกระแทกเข้ามา พลังปราณทั้งหมดที่มีต้องใช้ไปกับการต้านทานมันเพื่อรักษาชีวิต หากฝืนใช้พลังแม้เพียงนิดเดียว ปราณเหล่านั้นก็จะระเบิดร่างเขาจากภายในทันที
ทำได้เพียงนอนรอความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา…
เคร้ง!
ในวินาทีที่จะถูกฉีกร่าง เงาร่างสี่สายก็พุ่งเข้ามาจากด้านข้าง สามคนใช้อาวุธเข้าต้านรับกรงเล็บยักษ์ไว้อย่างสุดกำลัง
อีกคนหนึ่งรีบเข้ามาพยุงเจ้าสำนักหลิงเซียน… คือหมิงซี!
ส่วนอีกสามคน คือหมิงฝ่าและพรรคพวกที่เพิ่งร่วมกันเปิดค่ายกลเมื่อครู่
หมิงฝ่าทั้งสามกัดฟันต้านทานอินทรียักษ์เอาไว้
“ท่านเจ้าสำนัก ไป!”
หมิงซีประคองเจ้าสำนักหลิงเซียนขึ้น แล้วรีบพาพุ่งไปยังทิศทางที่มีสัตว์อสูรหนาแน่นน้อยกว่า
แต่ทว่า… เหยี่ยวโลหิตตัวยาวกว่าสิบเมตรก็ล็อกเป้าพวกเขา ดวงตาสีแดงฉานฉายแววอำมหิต พุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วสูงปานสายฟ้า
หมิงซีสีหน้าเปลี่ยนไป
ทันใดนั้น ร่างเงาระดับจินตานหลายสายก็พุ่งเข้ามาจากด้านข้าง ร่วมมือกันต้านรับเหยี่ยวโลหิตไว้อย่างไม่คิดชีวิต
“ผู้ดูแลหมิงซี พาเจ้าสำนักหนีไป!!”
คือผู้อาวุโสใหญ่ ผู้อาวุโสสอง และเหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆ ของสำนักหลิงเซียนที่ยังเหลือรอด
หมิงซีพยักหน้าให้พวกเขาด้วยแววตาแน่วแน่ แบกร่างเจ้าสำนักหลิงเซียนขึ้นหลังแล้ววิ่งฝ่าวงล้อมออกไปสุดชีวิต
บนท้องฟ้า…
กู้ชวนมองภาพการดิ้นรนนี้ด้วยรอยยิ้มเย็นชา ปรายตามองประธานเหลียนข้างกายเป็นสัญญาณ
ประธานเหลียนรู้หน้าที่ หยิบธนูยาวคันมหึมาออกมา ง้างสายเล็งเป้าไปที่เจ้าสำนักหลิงเซียนและหมิงซี
ฟิ้ว!
ลูกธนูแหวกอากาศ พุ่งลงสู่เบื้องล่างด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงหวีดหวิว
“แย่แล้ว!!”
สัมผัสอันเฉียบคมของหมิงซีรับรู้ถึงอันตรายถึงชีวิตได้ทันที ไม่มีเวลาให้ไตร่ตรอง เขาตัดสินใจทุ่มสุดแรงเหวี่ยงร่างของเจ้าสำนักหลิงเซียนบนหลังออกไปด้านข้าง
“ท่านเจ้าสำนัก รีบหนีไป!!”
“หมิงซี!!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนตะโกนลั่น หน้าถอดสี
แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป ลูกธนูพุ่งทะลวงอากาศลงมา เจาะทะลุร่างของหมิงซีอย่างจัง
โพละ——!!
ร่างทั้งร่างของหมิงซีระเบิดออกเป็นหมอกเลือดในพริบตา!
ลูกธนูปักลงสู่พื้นดิน แรงกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดพื้นที่โดยรอบจนแหลกเป็นจุณ คลื่นพลังอัดกระแทกกระจายออกเป็นวงกว้าง
อั๊ก!
แม้จะถูกเหวี่ยงออกมาแล้ว แต่เจ้าสำนักหลิงเซียนก็ยังโดนหางเลขจากคลื่นพลังนี้กระแทกจนกระเด็น เลือดสดๆ พ่นออกมาอีกครั้ง ร่างกระแทกเข้ากับซากเสาหินในลานกว้างอย่างจัง
แคก!
เลือดอีกระลอกทะลักออกจากปาก ลมหายใจรวยริน
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งโชยมาเหนือหัว เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบกับงูหลามยักษ์ที่กำลังคลุ้มคลั่ง เลื้อยพันอยู่บนซากเสาหินเหนือศีรษะ
ดวงตาสีแดงฉานของมันจ้องมองเขา ปากกว้างที่เต็มไปด้วยเขี้ยวพิษอ้าออกเตรียมขย้ำ
เจ้าสำนักหลิงเซียนเผยรอยยิ้มเศร้าสร้อย สิ้นหวัง…
จบแล้ว!
ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว!
ในวาระสุดท้ายของชีวิต ภาพในอดีตสมัยหนุ่มผุดขึ้นมาในหัวราวกับฉากละคร…
วัยเยาว์ที่ห้าวหาญ สิบห้าปีฉายแววอัจฉริยะในสำนัก ยี่สิบห้าปีกลายเป็นผู้นำรุ่นเยาว์ที่ใครต่างจับตามอง ใครจะคิดว่าสุดท้ายกลับกลายเป็นหมากที่ถูกสำนักทิ้งขว้างอย่างไม่ไยดี…
อุตส่าห์หนีตายมาถึงแดนใต้ พาหมิงฝ่า หมิงซี หมิงหยวน พี่น้องร่วมสาบานมาสร้างสำนักหลิงเซียนด้วยกันจากความว่างเปล่า
ไม่นึกว่าสุดท้าย… ต้องมาจบชีวิตลงเช่นนี้
ตู้มมม——!!
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว!
งูหลามยักษ์ที่เมื่อครู่อ้าปากกว้างอยู่เหนือหัวเขา วินาทีนี้กลับถูกบางสิ่งพุ่งชนเข้าอย่างจังจนลำตัวบิดเบี้ยว
ร่างมหึมาของมันปลิวละลิ่วไปไกลราวกับว่าวสายป่านขาด พุ่งไปกระแทกกับยอดเขาลำดับสองที่อยู่ห่างออกไปจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่ว!
“ท่านเจ้าสำนัก ยังไหวไหมขอรับ?”
เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
เจ้าสำนักหลิงเซียนตะลึงงัน
ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง ก็พบกับแผ่นหลังที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า และใบหน้าหล่อเหลาที่คุ้นเคย
“จาง… จางอวิ๋น?”
เจ้าสำนักหลิงเซียนขยับปากเรียกชื่ออย่างยากลำบาก ราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“ขอโทษที ข้ามาช้าไปหน่อย!”
จางอวิ๋นกวาดสายตามองสำนักหลิงเซียนที่บัดนี้เต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหาย ซากปรักหักพัง และคราบเลือด
เขาสูดหายใจเข้าลึก แววตาที่เคยสงบนิ่งเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี
“ต่อจากนี้… ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศิษย์เอง!”
ประโยคเรียบง่ายเพียงประโยคเดียว กลับทำให้เจ้าสำนักหลิงเซียนรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด ราวกับภูเขาที่แบกไว้บนอกถูกยกออกไป เส้นประสาทที่ตึงเครียดมาตลอดพลันผ่อนคลายลง
ทนฝืนสังขารต่อไปไม่ไหว เปลือกตาที่หนักอึ้งปิดลง สลบไสลไปในทันที
“พักผ่อนให้สบายเถอะขอรับ!”
จางอวิ๋นกล่าวเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้น จ้องมองไปยังศัตรูบนท้องฟ้าด้วยสายตาอำมหิต
……