ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 286 เจ้ามันใช้ของสิ้นเปลืองเกินไปแล้ว!
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 286 เจ้ามันใช้ของสิ้นเปลืองเกินไปแล้ว!
“เจ้ามันใช้ของสิ้นเปลืองเกินไปแล้ว!”
จู่ๆ ซูเตี๋ยที่นั่งเอนกายอยู่ข้างๆ ก็โพล่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงขัดใจ
จางอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อยพลางกะพริบตาปริบๆ ด้วยความฉงน
ในสายตาของเขา กู้ชวนก็เป็นเพียงเศษวิญญาณสวะที่ไร้ค่าตัวหนึ่ง ไม่เห็นจะมีมูลค่าตรงไหนที่ต้องอาลัยอาวรณ์
“เจ้าจะฆ่ามันให้วิญญาณแตกสลายสูญสิ้นไปข้าก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่เหตุใดต้องบีบร่างอสูรปูนั่นทิ้งเสียเปล่าๆ ด้วย?”
ซูเตี๋ยจ้องมองเศษกระดองปูที่แตกกระจายบนพื้นด้วยสายตาเสียดายสุดขีด “นั่นมันปูวิญญาณดำเขียวระดับสูงเชียวนะ! หากนำมาปรุงเป็นอาหารวิญญาณ รสชาติของมันย่อมเป็นเลิศและช่วยเสริมพลังปราณได้มหาศาลแท้ๆ!”
จางอวิ๋นถึงกับหลุดขำออกมาเบาๆ ในลำคอ สำหรับเขาแล้ว อสูรระดับสร้างรากฐานตัวเดียวไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยแม้แต่น้อย
ทว่าพอนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเย้าแหย่สาวงามตรงหน้า “แม่นางซูคนงาม หากเจ้าปรารถนาจะทำอาหารวิญญาณล่ะก็ ในยามนี้ป่าด้านนอกมีวัตถุดิบชั้นเลิศนอนรอให้เจ้าไปเก็บเกี่ยวเพียบเลยนะ…”
ซูเตี๋ยได้ยินดังนั้นก็ทิ้งตัวลงนอนบนเก้าอี้เอนในทันที นางหลับตาพริ้มพลางเอ่ยขึ้นลอยๆ “ข้ากำลังบาดเจ็บอยู่ ในยามนี้ขยับเขยื้อนกายแทบไม่ไหว จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปทำอาหารกัน!”
“……”
จางอวิ๋นได้แต่ยักไหล่อย่างจนใจในท่าทีเอาแต่ใจของนาง
เขาหันกลับมาจัดการธุระตรงหน้าต่อ โดยทำการดึงร่างของสองยอดฝีมือระดับแปลงเทพจากเมืองจี๋จื้อที่เพิ่งจับกุมมาได้ ออกมาจากที่คุมขัง พร้อมกับนำตัว 【อู่จื่อ】 และ 【ลิ่วจื่อ】 ที่ถูกจับดองไว้ในหอสมบัติเซียนมานานออกมาด้วย
“อู่จื่อ? ลิ่วจื่อ?”
ทันทีที่เห็นร่างของสหายร่วมเมืองจี๋จื้อปรากฏขึ้น ชายหนุ่มชุดดำและมนุษย์ค้างคาวก็เบิกตากว้างด้วยความตระหนก
“พวกเจ้าเป็นพวกเดียวกันจริงๆ ด้วยสินะ!”
จางอวิ๋นเอ่ยน้ำเสียงเย็นเยียบ
ชายหนุ่มชุดดำและมนุษย์ค้างคาวที่ได้สติกลับมา ต่างพากันปิดปากเงียบสนิท
สิ่งที่พวกมันหวั่นเกรงเป็นความจริง ซานจื่อ และอวี้ชาง คงต้องพ่ายแพ้และจบสิ้นชีวิตด้วยน้ำมือของไอ้สัตว์ประหลาดคนนี้ไปแล้วเป็นแน่
ทว่าเมื่อกวาดตามองอู่จื่อและลิ่วจื่อที่ยืนนิ่งเฉยอยู่ตรงหน้า พวกมันก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
แม้รูปร่างหน้าตาและกลิ่นอายพลังจะดูเหมือนเดิมทุกประการ แต่อู่จื่อและลิ่วจื่อในยามนี้กลับให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง… ราวกับเป็นเพียงซากศพที่ไร้ซึ้งดวงวิญญาณ
จางอวิ๋นเอ่ยถาม “สองคนนี้คืออู่จื่อและลิ่วจื่อ ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าคือลำดับที่เท่าไหร่กัน?”
ทั้งสองยังคงนิ่งเงียบไร้คำตอบ
จางอวิ๋นขี้เกียจจะเสวนาให้เสียเวลา เขากดฝ่ามือลงบนศีรษะของทั้งคู่ในทันที พร้อมกับรีดเค้นพลังใช้ออกด้วยวิชา 【เคล็ดสะกดวิญญาณ】
ร่างของชายหนุ่มชุดดำและมนุษย์ค้างคาวสั่นสะท้านอย่างรุนแรง พวกมันสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจลึกลับที่รุกล้ำเข้าไปบดขยี้ดวงวิญญาณอย่างป่าเถื่อน ใบหน้าฉายแววหวาดกลัวถึงขีดสุด ยังไม่ทันจะได้ดิ้นรนขัดขืน…
“อ๊าก!” “อ๊าก!”
แรงกดดันวิญญาณมหาศาลถาโถมลงมาประดุจขุนเขานับหมื่นลูกบดทับดวงวิญญาณจนเริ่มปริแตกทีละนิ้ว
“อีจื่อ! ข้าคืออีจื่อ!!”
“เอ้อจื่อ! ข้าคือเอ้อจื่อ!!”
ความเจ็บปวดรวดร้าวจากการที่วิญญาณกำลังจะแตกดับ ทำให้ทั้งสองกรีดร้องสุดเสียง รีบพ่นคำสารภาพออกมาด้วยความสยดสยอง
“อีจื่อ? เอ้อจื่อ?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วสูงพลางผ่อนแรงกดดันวิญญาณลงชั่วคราว “หนึ่ง สอง ห้า หก… ในเมื่อพวกเจ้าเรียกขานลำดับตามตัวเลข เช่นนั้นตรงกลางก็คงต้องมี ซานจื่อ และ ซื่อจื่อ ด้วยสินะ?”
ยอดฝีมือทั้งสองพยักหน้าหงึกหงักอย่างจำนน
“พวกมันก็เดินทางมาที่แดนใต้ด้วยอย่างนั้นรึ?”
เมื่อได้รับคำถามนี้ ทั้งสองก็เงยหน้าขึ้นมองจางอวิ๋นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความฉงนสงสัย
“มองหน้าข้าหาอะไร?”
จางอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่น
อีจื่อผู้เป็นชายหนุ่มชุดดำละล่ำละลักบอก “ก็ซานจื่อถูกเจ้าปลิดชีพไปแล้วมิใช่หรือ?”
“ถูกข้าฆ่าอย่างนั้นรึ?”
จางอวิ๋นชะงักไปครู่หนึ่ง
คนจากเมืองจี๋จื้อนอกจากอวี้ชางแล้ว ก็มีเพียงอู่จื่อกับลิ่วจื่อที่บุกมาหาเรื่องเถากู่หลานจนถูกอู๋ไห่ไห่ตบจนดับสูญ… แล้วเขาไปลงมือฆ่าซานจื่อตอนไหนกัน?
เดี๋ยวนะ!
ชายชุดดำที่ติดตามอวี้ชางมาในคราวนั้น!
เมื่อคิดได้ดังนั้น จางอวิ๋นก็หันขวับไปมองซูเตี๋ยเพื่อยืนยันความจริง
“ในตอนนั้นข้าเชือดไอ้สวะที่บังอาจเรียกตัวเองว่าซานจื่อแห่งเมืองจี๋จื้อไปคนหนึ่งจริงๆ นั่นแหละ”
ซูเตี๋ยเอ่ยน้ำเสียงเรียบเฉยราวกำลังพูดถึงดินฟ้าอากาศ
อีจื่อและเอ้อจื่อได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าปลาบปลื้มปนหวาดหวั่น
จางอวิ๋นรีบถามขึ้นด้วยความร้อนรน “แล้วศพของซานจื่ออยู่ที่เจ้าหรือไม่?”
“จะมาอยู่ที่ข้าได้อย่างไรเล่า!”
“อ้าว แล้วในยามนี้มันอยู่ที่ใด?”
ซูเตี๋ยกลอกตามองบนอีกครั้ง “ในยามนั้นฆ่ามันทิ้งที่แดนลับเซียน ก็ต้องทิ้งซากศพของมันไว้ที่นั่นสิยะ!”
“เชี่ยเอ๊ย! เจ้ามันใช้ของสิ้นเปลืองเกินไปแล้ว!!”
จางอวิ๋นเบิกตาโต ตะโกนลั่นออกมาด้วยความเสียดายสุดซึ้ง
“???”
ซูเตี๋ยถึงกับแสดงสีหน้ามึนตึบ
แค่ซากศพคนตายเพียงศพเดียว มิใช่เนื้อสัตว์อสูรซะหน่อย เหตุใดถึงต้องมาโวยวายว่าสิ้นเปลืองขนาดนี้?
“จดจำไว้ให้มั่น ต่อไปหากเจ้าพบเจอศพของผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพ เจ้าต้องเก็บกวาดกลับมาให้หมดสิ้น!”
จางอวิ๋นตีสีหน้าจริงจังขึงขัง “หากเจ้าไม่อยากได้ ก็จงมอบให้ข้า! ข้ายินดีจะนำวัตถุดิบทำอาหารระดับสูงไปแลกเปลี่ยนกับเจ้าอย่างเท่าเทียม!”
เมื่อเห็นท่าทางเอาจริงเอาจังของเขา ซูเตี๋ยถึงกับมุมปากกระตุกวูบ นางเผลอขยับเก้าอี้ถอยห่างจากจางอวิ๋นไปเล็กน้อยตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว
คลั่งไคล้ซากศพขนาดนี้… อย่าบอกนะว่าหมอนี่มีรสนิยมวิปริตชอบสะสมศพคนตาย?
ทว่าเพียงครู่เดียว
พอนึกถึงอวี้ชาง เจ้าหอฝูเซียน และบรรดาเจ้าเกาะเชียนไห่นับสิบคนที่จางอวิ๋นอัญเชิญออกมาใช้งาน... ซูเตี๋ยก็ตระหนักถึงความจริงได้ทันที แววตาของนางฉายประกายความเข้าใจแจ้ง
จางอวิ๋นเมื่อเห็นว่านางคาดเดาเจตนาได้แล้วก็หาได้ใส่ใจไม่
เรื่องที่เขาจำเป็นต้องใช้ซากศพในการอัญเชิญเทพทวงวิญญาณ เขาไม่คิดจะปกปิดอยู่แล้ว
ต่อให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับ ก็หามีผู้ใดขัดขวางหรือป้องกันได้ ตราบใดที่มีซากศพยอดฝีมืออยู่ในครอบครอง พรสวรรค์ 【แท่นอัญเชิญ】 ของเขาก็เปรียบเสมือนสูตรโกงที่ไร้เทียมทาน!
“ซานจื่อตกตายไปแล้ว เช่นนั้นแล้ว ซื่อจื่อ เล่า?”
จางอวิ๋นหันกลับมาเค้นความจริงจากอีจื่อและเอ้อจื่อต่อ
“เรื่องของซื่อจื่อ พวกเราเองก็สุดรู้…”
ทั้งสองส่ายหน้าอย่างอับจนหนทาง “ซื่อจื่อผู้นั้นชอบทำตัวลึกลับสันโดษ ทันทีที่มาถึงแดนใต้เขาก็แยกตัวออกไปจากกลุ่มทันที!”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้น พลางถามต่อ “เป้าหมายที่พวกเจ้าดั้นด้นมาถึงแดนใต้ คือตัวข้าอย่างนั้นรึ?”
ทั้งสองลังเลอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะพยักหน้ายอมรับ “พวกเราได้รับบัญชาจากท่านเจ้าเมือง ให้ตามหา 【ผู้ครองกายาสูงสุด】 ที่สามารถเปิด 【ประตูแห่งพันธนาการ】 ได้ในดินแดนภาคใต้!”
จางอวิ๋นพยักหน้าอย่างเข้าใจในเหตุผล
คำว่า ผู้ครองกายาสูงสุด เขาเข้าใจความหมายลึกซึ้งตั้งแต่คราที่ได้สนทนากับท่านเซียนขูแล้ว
ผู้บำเพ็ญเพียรที่สามารถทลายขีดจำกัดเปิด ประตูแห่งพันธนาการ เพื่อดึงพลังงานมหาศาลมาใช้ในระหว่างการทะลวงด่านใหญ่ได้ นั่นแหละคือตัวตนที่แท้จริงของผู้ครองกายาสูงสุด
เขาถามต่อเสียงเรียบ “พวกเจ้าตามหาผู้ครองกายาสูงสุดไปเพื่อสิ่งใด?”
ยอดฝีมือทั้งสองพร้อมใจกันส่ายหน้า
จางอวิ๋นจ้องเขม็งด้วยสายตากดดัน
ทั้งสองรีบละล่ำละลักบอก “พวกเราไม่ทราบจริงๆ! การตามล่าหาตัวผู้ครองกายาสูงสุดคือเป้าหมายสูงสุดของ 【เมืองจี๋จื้อ】 มาโดยตลอด ส่วนความลับเบื้องหลังนั้น มีเพียงท่านเจ้าเมืองผู้เดียวเท่านั้นที่ล่วงรู้!”
ดูจากท่าทีขลาดกลัวแล้วไม่น่าจะกล้าโป้ปด จางอวิ๋นจึงนิ่งเงียบเพื่อครุ่นคิด
อันที่จริงเขาก็พอจะคาดเดาความนัยได้บ้าง
ขนาดท่านเซียนขูที่เป็นถึงระดับเซียนยังให้การยกย่องกายาสูงสุดถึงเพียงนี้ เมืองจี๋จื้อที่พยายามตามหาอย่างพลิกแผ่นดิน ย่อมต้องมีแผนการบางอย่างที่ใหญ่หลวง และคงไม่ใช่เรื่องดีสำหรับตัวเขาเป็นแน่!
“จงเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองจี๋จื้อมาให้ข้าฟังอย่างละเอียด!”
จางอวิ๋นสั่งการเสียงเฉียบ
ทั้งสองพยักหน้ารับคำ แล้วเริ่มถ่ายทอดรายละเอียดข้อมูลทั้งหมดออกมา
จากคำบอกเล่าของพวกมัน จางอวิ๋นจึงได้เริ่มเข้าใจถึงโครงสร้างอันสลับซับซ้อนของเมืองจี๋จื้อเสียที
นามของ เมืองจี๋จื้อ มีที่มาจากชื่อเมืองโบราณอันรุ่งเรืองในดินแดนภาคกลาง ขุมกำลังนี้ก่อตั้งขึ้นจากการผนึกกำลังของหลายขั้วอำนาจในเมืองนั้น
แม้ภายนอกจะดูเป็นสำนักเดียวกัน แต่ภายในกลับมีการแบ่งแยกเป็นหลายฝักหลายฝ่าย แย่งชิงอำนาจบารมีกันอย่างวุ่นวาย
ทว่าผู้ที่ถือครองอำนาจสูงสุดในเมืองจี๋จื้อมาอย่างยาวนาน คือ ‘ตระกูลเจ้าเมือง’
สายเลือดตระกูลเจ้าเมือง คือขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ซื่อจื่อ ที่ทั้งสองเอ่ยว่าชอบทำตัวสันโดษ ก็มาจากสายเลือดหลักของตระกูลเจ้าเมืองนี่เอง
ภายใต้การนำของตระกูลเจ้าเมือง ยังมีอีก 4 สายหลักที่ทรงอิทธิพล
อันได้แก่ สายโลหิตชีวี, สายค้างคาว, สายหุนหยวน, และสายวิญญาณบรรพกาล
แต่ละสายวิชาล้วนมีเคล็ดลับวิชาไม้ตายก้นหีบที่ร้ายกาจเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
ข้อนี้จางอวิ๋นประจักษ์แก่สายตาแล้ว
อีจื่อคือผู้ครองกายาวิญญาณโลหิตชีวี, เอ้อจื่อคือผู้ครองกายาวิญญาณค้างคาว, ส่วนอู่จื่อและลิ่วจื่อคือกายาวิญญาณบรรพกาล ซึ่งตรงตามโครงสร้างที่ได้รับฟังมาไม่มีผิดเพี้ยน
เหลือเพียงสายหุนหยวน และสายตรงจากตระกูลเจ้าเมืองที่เขายังไม่เคยเผชิญหน้า
ทว่าเพียงแค่ได้รับฟังคำบอกเล่า เขาก็สัมผัสได้ถึงความน่ากริ่งเกรงของขุมกำลังระดับสูง จากแดนกลางได้อย่างชัดเจน
เพราะอีจื่อและเอ้อจื่อที่เป็นถึงระดับ แปลงเทพ เป็นเพียง ‘คนรุ่นใหม่’ ที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ของเมืองจี๋จื้อเท่านั้น แถมยังมิใช่กลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดเสียด้วยซ้ำ
หากเป็นระดับอาวุโสเฒ่าของพวกมัน พลังอำนาจจะมหาศาลเพียงใดกัน…
ฟู่!
จางอวิ๋นสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความปั่นป่วนในใจ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับรู้ข้อมูลเชิงลึกของมหาอำนาจจากดินแดนภาคกลาง
พอนึกทบทวนดูแล้ว… ภูมิหลังของท่านเจ้าสำนักหลิงเซียนของพวกเขานั้น ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!
“ผู้อาวุโสเก้า! ท่านเจ้าสำนักฟื้นคืนสติแล้วขอรับ!”
ทันใดนั้น เสียงเรียกขานอย่างเร่งร้อนของศิษย์สำนักหลิงเซียนก็ดังแว่วมาจากภายนอกลานกว้าง
…