ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 294: รังของจอมมารเฒ่าอันคัง
ณ น่านฟ้าเหนือเกาะหลักแห่งหมู่เกาะเชียนไห่
“แปลก... เงียบเกินไปแล้ว”
บนหลังของพยัคฆ์วิญญาณลายพาดกลอนที่เร้นกายภายใต้พลังอูอำพราง จางอวิ๋นแผ่พุ่งจิตสัมผัสครอบคลุมทั่วเกาะยักษ์ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความฉงน
ภายใต้การตรวจสอบอันละเอียดถี่ถ้วนของเนตรสวรรค์ ในยามนี้บนเกาะหลักอันกว้างใหญ่ นอกจากลูกศิษย์ระดับล่างของเกาะเชียนไห่ที่เดินยามอยู่อย่างประปรายแล้ว กลับสัมผัสไม่ได้ถึงกลิ่นอายของผู้แข็งแกร่งแม้แต่คนเดียว
อย่าว่าแต่จอมมารเฒ่าอันคังที่มีระดับพลังถึงขั้นเหลียนซวีเลย แม้แต่เงาของผู้บำเพ็ญระดับแปลงเทพสักคนเขาก็ยังหาไม่เจอ!
เจ้าสำนักหลิงเซียนที่นั่งอยู่เบื้องหลังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “ไอ้หนู เจ้าแน่ใจนะว่าสัมผัสกลิ่นอายของมันได้ที่นี่จริงๆ?”
ซูเตี๋ยเองก็มีสีหน้ากังขาเช่นกัน
สำหรับผู้บำเพ็ญระดับแปลงเทพอย่างพวกเขานั้น การกวาดจิตสัมผัสเพียงวูบเดียวก็สามารถมองทะลุปรุโปร่งได้ทุกซอกมุมของเกาะ การที่เกาะเงียบเชียบเช่นนี้มันผิดปกติวิสัยนัก
“ข้ามั่นใจ ตอนนั้นมันอยู่ที่นี่จริงๆ แต่ทว่าตอนนี้…”
จางอวิ๋นหยุดคำพูดไว้ สายตาคมกริบจ้องมองลงไปยังจุดหนึ่งเบื้องล่าง “ลงไปดูกันเถอะ เดี๋ยวก็รู้เอง!”
พูดจบเขาก็ชี้พิกัดให้กับสัตว์พาหนะ
พยัคฆ์วิญญาณลายพาดกลอนรับรู้เจตนาของนาย มันหักหัวลงและร่อนกายผ่านม่านเมฆ พาทุกคนดิ่งลงสู่เป้าหมายอย่างเงียบเชียบ
เพียงอึดใจเดียวพวกเขาก็ร่อนลงสู่ลานบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่อย่างสันโดษในส่วนลึกของเกาะ
ทันทีที่เท้าแตะพื้น สายตาของจางอวิ๋น ซูเตี๋ย และเจ้าสำนักหลิงเซียน ต่างก็จับจ้องไปที่จุดเดียวกันโดยนัดหมาย… สระน้ำขนาดเล็กกลางลานบ้าน
เมื่อครู่ที่อยู่บนท้องฟ้า ระยะทางที่ห่างไกลทำให้สัมผัสได้ไม่ชัดเจน แต่เมื่อมายืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาสัมผัสได้ทันทีถึงความผันผวนของพลังงานบางเบาที่ลอยอวลอยู่เหนือผิวน้ำ คล้ายมีม่านพลังที่มองไม่เห็นคอยปิดกั้นจิตสัมผัสไม่ให้หยั่งลึกลงไปถึงก้นบึ้ง
“ระวังตัวด้วย!”
จางอวิ๋นกล่าวเสียงขรึม แววตาจริงจัง “ต้นตอของกลิ่นอายจอมมารที่ข้าสัมผัสได้… มันมาจากข้างใต้นี้แหละ!”
บรรยากาศรอบกายตึงเครียดขึ้นทันตา เจ้าสำนักหลิงเซียนและคนอื่นๆ โคจรพลังเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน
จางอวิ๋นหันไปสั่งการศิษย์รัก “สุ่ยเอ๋อร์ ใช้วิชาจำแลงวารีลงไปสำรวจลาดเลาหน่อย!”
“เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์!”
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์รับคำหนักแน่น มือเรียวงามวาดออกกลางอากาศ ควบคุมสายน้ำรอบกายให้ควบแน่นกลายเป็นอสรพิษวารีสองตัว ก่อนจะสะบัดมือส่งพวกมันพุ่งแหวกอากาศ จมหายลงไปในสระน้ำราวกับศรธนูที่หลุดจากแหล่ง
พลังปราณในกายจางอวิ๋นเดือดพล่าน สายตาจ้องเขม็งไปที่ผิวน้ำ ไม่ยอมกะพริบตาแม้แต่วินาทีเดียว พร้อมที่จะระเบิดพลังสวนกลับทันทีหากมีสิ่งใดพุ่งขึ้นมา
ทว่า…
หนึ่งวินาที… สองวินาที… สิบวินาทีผ่านไป…
ผิวน้ำยังคงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ จากเบื้องล่าง
“ท่านอาจารย์! มีบางอย่างขวางกั้นอยู่เจ้าค่ะ!” อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ร้องบอก
“เขตอาคมรึ?”
“ใช่เจ้าค่ะ เป็นเขตอาคมที่แข็งแกร่งมาก!”
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์หลับตาลงเพื่อเชื่อมต่อประสาทสัมผัสกับอสรพิษวารี ก่อนจะเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตะลึง “อาจารย์… ใต้เขตอาคมนั้นมีหลุมดำขนาดใหญ่ ลึกจนมองไม่เห็นก้น และภายในหลุมนั้น… มีไอมารรุนแรงมหาศาลอัดแน่นอยู่!”
จางอวิ๋นและเหล่ายอดฝีมือต่างแววตาไหววูบ
“เจ้าสามารถเจาะทะลวงเขตอาคมเข้าไปได้ไหม?” จางอวิ๋นถามต่อ
เด็กสาวเผ่าเงือกส่ายหน้าดิก “ไม่ได้เจ้าค่ะ ความหนาแน่นของพลังงานที่เขตอาคมนั้นน่าสะพรึงกลัวเกินไป ข้าสัมผัสได้ว่าหากอสรพิษวารีพุ่งชน ร่างของพวกมันจะแตกสลายกลายเป็นละอองน้ำในพริบตา!”
“แล้ว… รู้สึกเหมือนถูกใครจ้องมองอยู่บ้างไหม?” จางอวิ๋นซักไซ้
ในยามนี้วิชาเคล็ดควบคุมวารีจำแลงของอวี๋สุ่ยเอ๋อร์พัฒนาจนถึงขั้นเชื่อมต่อจิตวิญญาณ สิ่งใดที่สัตว์จำแลงเห็นหรือสัมผัส นางย่อมรับรู้ได้ราวกับไปยืนอยู่ตรงนั้นด้วยตัวเอง
“ไม่เจ้าค่ะ…”
หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งนางก็ยืนยันคำเดิม “ข้าไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะสัญชาตญาณผิดเพี้ยนหรือไม่ แต่ข้ารู้สึกว่า… ข้างล่างนั่นไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลยเจ้าค่ะ!”
สามยอดฝีมือสบตากันด้วยความฉงน
ความจริงข้อนี้พวกเขาเองก็พอจะสังหรณ์ใจได้ เพราะหากศัตรูเป็นถึงระดับเหลียนซวี ต่อให้พวกเขาจะใช้วิชาพรางกายระดับสูงเพียงใด แต่เมื่อถูกกวาดด้วยจิตสัมผัสระยะประชิดขนาดนี้ อีกฝ่ายย่อมต้องรู้ตัวไปนานแล้ว
สถานการณ์เช่นนี้บ่งบอกได้เพียงอย่างเดียว…
จอมมารเฒ่าอันคังไม่ได้อยู่ที่นี่!
นี่พวกเขากำลังตั้งท่าเตรียมรบกับอากาศธาตุอยู่งั้นรึ?
“ข้าจะลงไปดูเอง!” จางอวิ๋นตัดสินใจเด็ดขาด
“ไอ้หนู… อย่าบุ่มบ่าม” เจ้าสำนักหลิงเซียนขมวดคิ้วเตือนด้วยความเป็นห่วง
“วางใจเถอะท่านเจ้าสำนัก!”
จางอวิ๋นแสยะยิ้มมั่นใจ “หากตาเฒ่านั่นซ่อนตัวอยู่จริง… ข้าจะเป็นคนส่งมันไปทัวร์นรกภูมิด้วยตัวเอง!”
สิ้นคำร่างของเขาก็พุ่งวาบ ดิ่งลงสู่สระน้ำโดยไม่รีรอ
“เฮ้! เจ้ายังติดค้างบุญคุณข้าอยู่นะ ถ้ากล้าตายก่อนจะชดใช้ล่ะก็ แม่จะตามไปขุดหลุมศพบรรพบุรุษเจ้าขึ้นมาด่าให้ดู!”
เสียงหวานปนดุของซูเตี๋ยลอยตามหลังมา ทำเอาจางอวิ๋นที่กำลังเหาะเหินเดินอากาศถึงกับเสียหลักเกือบหัวทิ่มลงน้ำ
เขาเงยหน้าขึ้นไปมองแม่นางนักฆ่าปากร้ายด้วยสายตาอ่อนใจ ก่อนจะทิ้งตัวจมลงสู่ใต้น้ำ
ในเสี้ยววินาทีที่ร่างกายสัมผัสความเย็นเยียบ มือขวาภายใต้แขนเสื้อกว้างพลันกำกล่องหยกใบหนึ่งไว้แน่น ภายในบรรจุบุปผาสามศักดิ์สิทธิ์เอาไว้
นี่คือไพ่ตายที่ทำให้เขากล้าบุกรังเสือ!
หนึ่งในนั้นคือบุปผาชำระ สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ที่อัดแน่นด้วยพลังแห่งการชำระล้างบริสุทธิ์ นอกจากจะมีสรรพคุณแก้พิษได้นับหมื่นชนิด มันยังเป็นดาวข่มที่กำราบสิ่งชั่วร้ายและไอมารได้ชะงัดนัก
ขนาดบัวราชันย์เมตตาที่เป็นเพียงสมุนไพรระดับสุดยอด ยังสามารถทำลายมารเหี่ยวเฉาจนปางตายได้ แล้วบุปผาชำระที่เป็นถึงระดับศักดิ์สิทธิ์ล่ะ? ต่อให้เป็นจอมมารระดับเหลียนซวี หากโดนเข้าไปจังๆ ก็ต้องมีกระอักเลือดกันบ้าง!
และถึงแม้แผนนี้จะล้มเหลว เขาก็ยังมีแผนสำรองขั้นที่สองเตรียมไว้
สู้ไม่ได้ ข้าก็หนีได้! ใครจะตามทัน?
เพียงไม่นานจางอวิ๋นก็ดำดิ่งลงมาถึงจุดที่อสรพิษวารีของอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ลอยตัวอยู่ พวกมันส่ายหัวไปมา ส่งสัญญาณให้เขามองลงไปเบื้องล่าง
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือม่านพลังเขตอาคมสีม่วงเข้มที่แผ่ปกคลุมปิดปากหลุมดำก้นสระเอาไว้อย่างมิดชิด
เมื่อเพ่งมองผ่านม่านพลังนั้นลงไป จะเห็นปากหลุมขนาดมหึมาราวกับปากปีศาจที่เปิดอ้า และรอบๆ ปากหลุมนั้น… ไอมารสีดำทมิฬกำลังแผ่ซ่านออกมาเป็นระลอกคลื่น
จางอวิ๋นเปิดใช้งานเนตรสวรรค์ทันที
【ค่ายกลเขตแดนวารีเนตรม่วง】
คำอธิบาย: มหาค่ายกลอำมหิตที่รังสรรค์ขึ้นจากการควบแน่นพลังงานวารีบริสุทธิ์ผสานกับพลังเนตรม่วง ภายในแบ่งออกเป็นแดนจริงและแดนลวง
แดนจริง: ปราการด่านหน้าที่มองเห็นด้วยตาเปล่า
แดนลวง: กับดักมรณะที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ หากมีผู้ใดโง่เขลาใช้กำลังทำลายแดนจริง แดนลวงจะทำงานทันที โดยการระเบิดพลังทำลายล้างที่รุนแรงกว่าตัวค่ายกลเดิมถึงสิบเท่า เพื่อบดขยี้ผู้บุกรุกให้แหลกเป็นจุณ!
…
เมื่อได้เห็นข้อมูลที่ปรากฏขึ้น เหงื่อกาฬก็ผุดซึมเต็มแผ่นหลังของจางอวิ๋น
“ค่ายกลบัดซบนี่… ช่างอำมหิตผิดมนุษย์มนา!”
หากเขาไม่มีเนตรสวรรค์ และเผลอใช้กำลังบุกเข้าไปล่ะก็… ป่านนี้คงได้กลายเป็นเศษเนื้อลอยฟ่องไปแล้ว!
จางอวิ๋นกัดฟันกรอด พยายามข่มความโกรธ
“ยังโชคดีที่มันเป็นเพียงค่ายกล...”
เขาพึมพำกับตัวเอง พลางสะบัดมือเรียกไม้เท้าด้ามหนึ่งออกมา
หากเป็นกำแพงพลังงานดิบๆ อาจจะจัดการยาก แต่ถ้าเป็นค่ายกลที่มีโครงสร้างซับซ้อน... สิ่งนี้คือกุญแจผีที่ไขได้ทุกประตู!
ไม้เท้าในมือเขาคือคทาเซียนอูของอู๋ไห่ไห่ ศาสตราเซียนที่สืบทอดมาจากบรรพชน
เขายื่นปลายคทาไปแตะเบาๆ ที่ผิวของเขตอาคมสีม่วงเข้ม
วิ้งๆ!!
เสียงพลังงานสั่นสะเทือนเบาๆ ดังขึ้น คทาเซียนอูเปล่งแสงนวลตา เชื่อมต่อกับโครงสร้างพลังงานของค่ายกลในทันที
ดวงตาของจางอวิ๋นจับจ้องไปยังความมืดเบื้องล่างเขม็ง ประสาทสัมผัสตื่นตัวถึงขีดสุด ระแวดระวังว่าจอมมารเฒ่าอันคังจะโผล่หัวออกมาเซอร์ไพรส์
ค่ายกลยังเจ้าเล่ห์ขนาดนี้ เจ้าของมันย่อมต้องเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ใครจะไปรู้ว่ามันอาจจะซ่อนตัว กลั้นหายใจรอจังหวะที่เขาเผลอเพื่อลงมือสังหาร!
เมื่อคทาส่งสัญญาณว่าการเชื่อมต่อสมบูรณ์ จางอวิ๋นก็สะบัดข้อมือวาดคทาเป็นวงกลม
ด้วยอำนาจแห่งศาสตราเซียน โค้ดลับของค่ายกลถูกถอดรหัสและควบคุมอย่างง่ายดาย เขตอาคมสีม่วงที่เคยปิดตายค่อยๆ แหวกออก เผยให้เห็นช่องว่างขนาดพอให้คนลอดผ่าน
จางอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสมาธิ แล้วพุ่งร่างผ่านช่องว่างนั้นเข้าไปด้วยความระมัดระวังเต็มพิกัด!
เนื่องจากมีเขตอาคมกั้นน้ำไว้ พื้นที่ภายในหลุมดำจึงแห้งสนิท เป็นสภาวะสุญญากาศที่ไร้ซึ่งมวลน้ำ
ทว่า… อากาศภายในกลับอัดแน่นไปด้วยไอมารที่เข้มข้นจนแทบจะจับต้องได้ กลิ่นคาวเลือดรุนแรงลอยคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน
จางอวิ๋นส่งจิตสัมผัสกวาดลงไปสำรวจเบื้องล่างทันที
ในที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งใดสามารถปิดกั้นสายตาของเขาได้อีกแล้ว
แต่เมื่อภาพเบื้องล่างปรากฏชัดในจิตสำนึก สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจระคนผิดหวัง
ก้นบึ้งของหลุมดำไม่ใช่ถ้ำธรรมดา แต่มันคือฐานบัญชาการลับขนาดมหึมา!
ภายในห้องโถงหินกว้างใหญ่ เต็มไปด้วยตู้และชั้นวางที่เรียงรายสุดลูกหูลูกตา บนชั้นวางเหล่านั้นอัดแน่นไปด้วยขวดโหลและภาชนะแก้วมากมาย ภายในบรรจุชิ้นส่วนอวัยวะและของเหลวสีประหลาด ดูราวกับห้องทดลองวิปริตของนักเล่นแร่แปรธาตุคลั่ง
และที่สำคัญที่สุด… ทั่วทั้งห้องโถงนั้นเงียบกริบ ไร้ซึ่งสัญญาณชีพของสิ่งมีชีวิตใดๆ
จอมมารเฒ่าอันคังไม่อยู่ที่นี่!
“วุ่นวายแทบตาย… ที่แท้ข้าก็กำลังตบตีกับความว่างเปล่าจริงๆ สินะ?”
มุมปากของจางอวิ๋นกระตุกยิกๆ ด้วยความหงุดหงิด
แต่ทว่า… เมื่อเขาลองพิจารณาสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างละเอียดอีกครั้ง คิ้วเข้มก็กลับมาขมวดมุ่น
เขานึกย้อนไปถึงคำบอกเล่าของอวี่จีและเหล่าเงือกสาวที่เขาช่วยออกมา พวกนางเคยกล่าวไว้ว่า…
‘ทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่ง จะมีวังวนปีศาจที่สร้างจากไอมารปรากฏขึ้น เพื่อดูดกลืนพวกเราและเผ่าพันธุ์อื่นหายไป…’
และปลายทางของวังวนปริศนานั้น…
จางอวิ๋นกวาดตามองไปรอบห้องทดลองวิปริตแห่งนี้ด้วยแววตาเย็นชา
“ไม่ต้องสงสัยเลย… มันคือที่นี่!”