ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 298: แดนโกลาหล
“งานชุมนุมผู้ถูกตามล่า?”
จางอวิ๋นทวนคำด้วยความฉงน คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
ซูเตี๋ยพยักหน้าพลางไขข้อข้องใจ “มันคืองานเลี้ยงลับเฉพาะที่มีความเป็นส่วนตัวสูงที่สุดในทวีป… ว่ากันว่าเจ้าภาพผู้จัดงาน คือตัวตนระดับตำนานที่มีรายชื่อติด ’10 อันดับแรก’ ของบัญชีดำระดับทวีปเชียวนะ!”
“10 อันดับแรก!?”
จางอวิ๋นถึงกับสะท้านเฮือก นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตระหนก
ต้องตระหนักก่อนว่า… แม้แต่ ‘สามจอมมารแห่งแดนใต้’ ที่ว่าแน่เสียจนผู้คนหวาดผวา ยังติดเพียงอันดับปลายแถวที่ 90 กว่าๆ ในบัญชีระดับทวีปเท่านั้น
แต่นี่คือ… 10 อันดับแรก! ระดับความอันตรายมันคนละมิติกันเลย!
“นั่นเป็นเพียงข่าวลือ…”
ซูเตี๋ยกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงนัยยะ “แต่สิ่งที่ยืนยันได้คือ ทุกครั้งที่งานชุมนุมนี้เปิดฉากขึ้น เหล่าอาชญากรและผู้ถูกตามล่าจากทั่วทุกสารทิศจะหลั่งไหลมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง เพราะในงานเลี้ยงนี้… กฎเกณฑ์ทางโลกจะถูกเพิกเฉย พวกเขาสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันได้อย่างอิสระเสรี!”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วสูง เข้าใจความนัยของนางได้ในทันที
งานเลี้ยงนี้… เห็นชัดว่าเป็นแหล่งฟอกขาว ‘ของร้อน’ และตลาดมืดขนาดมหึมาดีๆ นี่เอง
“มิหนำซ้ำ ในงานชุมนุมมักจะมีสมบัติล้ำค่าและของแปลกประหลาดหายากหลุดออกมาอยู่บ่อยครั้ง ด้วยเหตุนี้จึงดึงดูดผู้บำเพ็ญเพียรจากขุมกำลังต่างๆ ให้ยอมเสี่ยงตายปลอมตัวเข้าไปร่วมงาน… ไม่เว้นแม้แต่คนของ ‘สมาพันธ์แห่งแสง’ เองก็ยังแอบแฝงตัวเข้าไปด้วย!”
“สมาพันธ์แห่งแสงเนี่ยนะ?”
จางอวิ๋นอุทานเสียงหลง ราวกับไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
ซูเตี๋ยปรายตามองเขาด้วยสายตาเย็นชา “เจ้าอย่าได้คิดว่าสมาพันธ์แห่งแสงจะมีแต่ความขาวสะอาดสมชื่อ… โลกนี้ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ หลายๆ เรื่องพวกเขาก็รู้เห็นเป็นใจและแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันทั้งนั้น”
“สรรพสิ่งดำรงอยู่ย่อมมีเหตุผล… หากโลกนี้ไร้ซึ่งผู้ถูกตามล่า ไร้ซึ่งผู้บำเพ็ญมาร แล้วเจ้าคิดว่าองค์กรพิทักษ์ความยุติธรรมอย่างสมาพันธ์แห่งแสง ยังจะมีความจำเป็นต้องดำรงอยู่อีกงั้นรึ?”
วาจานี้เปรียบดั่งค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางใจ จางอวิ๋นสูดหายใจเข้าลึก พลางหันไปจ้องหน้าซูเตี๋ยเขม็ง
“แม่นางซู… อย่าบอกนะว่าเจ้าก็คิดจะแฝงตัวเข้าไปในงานชุมนุมนี้ด้วย?”
“ถูกต้อง!”
ซูเตี๋ยพยักหน้ารับอย่างไม่ลังเล “อีกไม่ถึงครึ่งเดือนงานก็จะเริ่มแล้ว คำนวณเวลาดูพวกเราน่าจะไปถึงแดนโกลาหลได้ทันเวลาพอดี… แต่จงจำไว้ ระหว่างที่งานยังไม่จบ ห้ามพวกเจ้าลงมือบุ่มบ่ามเด็ดขาด”
“ถึงแม้เรื่องตัวตนของเจ้าภาพจะเป็นแค่ข่าวลือ… แต่คนโง่ที่กล้าไปป่วนในงานชุมนุม จุดจบล้วนน่าอนาถจนไม่อาจจินตนาการได้!”
ซูเตี๋ยย้ำเสียงเข้ม แววตาฉายรอยเตือนภัยลึกล้ำ “เท่าที่ข้ารู้มา… ใครที่บังอาจก่อเรื่อง ไม่เคยมีใครรอดชีวิตเดินออกจากแดนโกลาหลได้สักคน!”
สีหน้าของจางอวิ๋นเคร่งขรึมขึ้นทันตา
“อีกอย่าง… ในงานมีของดีเยอะแยะ พวกเราถือโอกาสไปเดินชมเปิดหูเปิดตาหน่อยก็ไม่เสียหาย!”
จางอวิ๋นพยักหน้าเห็นด้วย
งานชุมนุมผู้ถูกตามล่า…
นึกไม่ถึงเลยว่าในทวีปวิถีเซียนอันกว้างใหญ่ จะมีงานเลี้ยงชุมนุมเหล่ามารที่น่าตื่นตาตื่นใจพรรค์นี้ซ่อนอยู่
ส่วนเรื่องสมบัติ… เขาไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก
เพราะเพิ่งจะได้ลาภลอยก้อนโตจากคลังสมบัติหนานจางมาสดๆ ร้อนๆ ตอนนี้เขาจึงนึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะมีสิ่งล้ำค่าใดมาสั่นคลอนจิตใจเขาได้อีก
ทว่าในขณะที่กำลังคิดเพลินๆ อยู่นั้น…
【ศิษย์ของท่าน ‘อวี๋สุ่ยเอ๋อร์’ บรรลุระดับจินตาน (แก่นทองคำ) ขั้นสูงสุด ได้รับพลังบำเพ็ญเพียรคืนกำไร 100 เท่า!】
จู่ๆ พลังงานบริสุทธิ์สายหนึ่งก็ปะทุขึ้นจากส่วนลึกของจุดตันเถียนราวกับเขื่อนแตก! จางอวิ๋นเลิกคิ้วด้วยความตื่นตระหนก รีบโคจร ‘เคล็ดวิชากายาสูงสุด’ เพื่อหลอมรวมพลังมหาศาลนั้นทันที
ตู้มมม!
ชั่วพริบตา กลิ่นอายพลังอันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดตูมออกมาจากร่างของเขา ส่งคลื่นกระแทกแผ่ซ่านไปทั่วหลังหมีมิติ!
“หืม?”
ทุกสายตาหันขวับมามองเขาเป็นตาเดียว
“อ๊ะ… ขออภัยๆ”
จางอวิ๋นรีบยกมือขอโทษขอโพยด้วยรอยยิ้มแหยๆ “พอดีเมื่อครู่เกิด ‘พุทธิปัญญา’ รู้แจ้งกะทันหัน… ก็เลยเผลอทะลวงระดับย่อยไปนิดหน่อยน่ะ!”
“ทะลวงระดับ!?”
ทุกคนทำหน้าเหวอ รับประทานจุดกันไปตามๆ กัน
นี่เอ็งแค่นั่งสัตว์อสูรชมวิว เอ็งก็บรรลุสัจธรรมได้แล้วเรอะ!?
โดยเฉพาะซูเตี๋ย นางเพิ่งจะสนทนากับจางอวิ๋นจบไปหยกๆ หันมาอีกที… หมอนี่เลื่อนระดับเฉยเลย?
หรือว่า… คำพูดอันคมคายของข้าเมื่อครู่ จะไปสะกิดต่อมรู้แจ้งของหมอนี่เข้า?
ซูเตี๋ยอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ
วาจาของข้า… ศักดิ์สิทธิ์ขนาดนี้เชียว?
ส่วนเจ้าหอจี๋กวงและเจ้าหอสองต่างก็จ้องมองจางอวิ๋นด้วยสายตาลึกซึ้ง แฝงความหวาดหวั่นระคนสงสัย
ความเร็วในการเติบโตของไอ้เด็กนี่… มันสัตว์ประหลาดชัดๆ!
ในความทรงจำของพวกเขา เมื่อปีก่อนจางอวิ๋นยังเป็นแค่นักฆ่าหมายเลข 19 ที่ดูธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่ผ่านไปแค่ปีเดียว… เขากลับก้าวกระโดดขึ้นมาทัดเทียมกับยอดคนระดับแนวหน้า!
ความลับ!
บนตัวจางอวิ๋นต้องมีความลับระดับสวรรค์ซ่อนอยู่แน่นอน!!
ดวงตาภายใต้หน้ากากทองคำของเจ้าหอจี๋กวงฉายประกายวาบวับ
แม้แต่คงซิงเจี้ยนที่ยืนควบคุมสัตว์อสูรอยู่ด้านหน้าสุด ยังอดไม่ได้ที่จะหันกลับมาหรี่ตามองจางอวิ๋นด้วยความสนใจใคร่รู้
จางอวิ๋นทำเป็นทองไม่รู้ร้อน เมินเฉยต่อสายตาของชาวบ้านร้านตลาด
เขาตรวจสอบพลังในร่างที่พุ่งพรวดขึ้นมาเป็น ‘ระดับหยวนอิงขั้นสูงสุด ระดับสอง’ แล้วก็ได้แต่ยิ้มกริ่มในใจ
เมื่อส่งจิตเข้าไปสำรวจในหอรวมปราณภายใน ‘มหาโลกปรมาจารย์เซียน’ เขาก็ไม่แปลกใจที่อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ทะลวงระดับได้รวดเร็วปานนี้
เพราะก่อนหน้านี้วิญญาณของนางได้รับการยกระดับจนถึงจินตานขั้นสูงสุดด้วยผลจาก ‘เจดีย์ประทานพร’ ไปแล้ว ยามนี้ได้มาฝึกฝนในค่ายกลรวมวิญญาณพันเท่า การที่ระดับพลังกายเนื้อจะไล่ตามระดับจิตวิญญาณทัน จึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด
“สงสัยต้องหาเวลาช่วยเจ้าอ้วนกับยัยหนูนี่สร้างทารกวิญญาณ สักหน่อยแล้ว…”
จางอวิ๋นลูบคางครุ่นคิด
ทั้งคู่ก้าวมาถึงจุดสูงสุดของระดับจินตานแล้ว…
ด้วยทรัพยากรล้นเหลือที่มีอยู่ในมือตอนนี้ ต่อให้ต้องยัดยากรอกปาก เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถดันทั้งสองคนให้ทะลวงสู่ระดับหยวนอิงได้สบายๆ!
ส่วนอวี่เว่ยและโจวข่าน ตอนนี้ยังคงแช่ตัวอยู่ใน ‘สระโลหิตหมื่นอสูร’ คนหนึ่งขัดเกลาวิญญาณ อีกคนหล่อหลอมกายา การจะทะลวงระดับคงต้องใช้เวลาบ่มเพาะอีกสักระยะ
ที่น่าปวดหัวคือเจ้าตัวเล็ก… อู๋ไห่ไห่
ตั้งแต่มันดูดกลืน ‘ทะเลพลังอู’ จนเกลี้ยงแล้วหลับปุ๋ยไป จนป่านนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น ถ้าไม่ติดว่าสัมผัสได้ว่าพลังงานในตัวมันยังเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เขาคงนึกว่ามัน ‘ไหลตาย’ ไปแล้ว!
จางอวิ๋นส่ายหัวเบาๆ อย่างระอาใจ
สายตาเหลือบไปมอง ‘แปลงปลูกพรสวรรค์’
เมล็ดพันธุ์พรสวรรค์ของอู๋เสี่ยวพั่งและอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ยังคงถูกฝังอยู่ในดิน
ของอู๋เสี่ยวพั่งใกล้จะสุกงอมเต็มที น่าจะอีกแค่เดือนเดียว… แต่ของอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ยังต้องรออีกตั้งสี่เดือนกว่า
“ให้ตายสิ… ระบบบ้านี่มันไม่มีปุ๋ยเร่งโตขายหรือไงนะ?”
จางอวิ๋นบ่นอุบในใจ
เขารอคอยพรสวรรค์ที่สองนี้มานานจนรากแทบจะงอกติดเก้าอี้แล้ว!
การรอคอยนี่มันช่างทรมานจิตใจเสียจริง… ไม่รู้ว่าถ้าโลกปรมาจารย์ฯ อัปเกรดครั้งหน้า แปลงปลูกพรสวรรค์จะมีฟังก์ชันเร่งเวลาเพิ่มมาให้ไหม
จางอวิ๋นดึงสติกลับสู่โลกความจริง
เขามองดูซูเตี๋ยและคนอื่นๆ ที่เริ่มกลับไปหลับตาพักผ่อน จึงตัดสินใจนั่งขัดสมาธิและหลับตาลงเพื่อปรับสมดุลพลังลมปราณบ้าง
และแล้ว… เวลาสิบสองวันก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับดีดนิ้ว
“ทุกท่าน... ถึงแล้วครับ!”
จู่ๆ เสียงนุ่มทุ้มของคงซิงเจี้ยนก็ดังขึ้นปลุกภวังค์
ทุกคนบนหลังหมีลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมกัน
รอบกายยังคงเป็นอุโมงค์มิติสีเงินยวงที่หมุนวน… ทว่าเบื้องหน้าของพวกเขา กลับปรากฏ ‘วังวนสีดำ’ ขนาดมหึมาที่ดูคล้ายหลุมดำกลางห้วงอวกาศ!
“ผ่านเข้าไปข้างใน… ก็จะเป็นเขตแดนโกลาหลครับ!”
คงซิงเจี้ยนกล่าวจบ พลางหันไปมองซูเตี๋ย
ซูเตี๋ยไม่รอช้า โยนแหวนมิติวงหนึ่งให้อีกฝ่ายทันที
คงซิงเจี้ยนรับไปตรวจสอบด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ เมื่อเห็นว่าจำนวนครบถ้วนถูกต้อง เขาก็ยกมือขวาทาบอกแล้วโค้งคำนับอย่างสุภาพราวมหาดเล็ก
“ขอบคุณที่ไว้วางใจใช้บริการหอห้วงมิติครับ… ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเดินทางในครั้งต่อไป~!”
โฮก——!!
สิ้นเสียงคำราม หมีมิติยักษ์ก็สะบัดหลังอย่างแรงจนเกิดคลื่นกระแทก
ร่างของจางอวิ๋นและคณะลอยละลิ่วเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ และยังไม่ทันได้ตั้งตัว… คงซิงเจี้ยนและหมีมิติก็หายวับไปราวกับเทเลพอร์ต ทิ้งลูกค้าไว้กลางทางอย่างไม่ไยดี!
วินาทีต่อมา แรงดูดมหาศาลจากหลุมดำเบื้องหน้าก็ถาโถมเข้ามาใส่พวกเขาราวกับพายุคลั่ง
“กางม่านพลังคุ้มกาย… แล้วปล่อยตัวไปตามแรงดูดเลย!”
ซูเตี๋ยตะโกนสั่งแข่งกับเสียงลม
จางอวิ๋นและคนอื่นๆ รีบพยักหน้า เร่งพลังปราณสร้างเกราะแสงป้องกัน แล้วปล่อยให้แรงดึงดูดกระชากร่างจมดิ่งเข้าไปในหลุมดำอันมืดมิด
วูบ!
ภาพเบื้องหน้ากลายเป็นสีดำสนิท ทุกคนรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนติ้วจนเวียนหัว
จากนั้นก็มีความรู้สึกเหมือนพุ่งทะลุม่านพลังบางอย่าง…
ตุ้บ!
ร่างของพวกเขาร่วงลงกระแทกพื้นดินอย่างแรง แต่ด้วยเกราะปราณคุ้มกายระดับสูง จึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแม้แต่ปลายเล็บ
ทุกคนค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ภาพที่ปรากฏแก่สายตา คือทุ่งราบอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ดูเวิ้งว้างว่างเปล่า พื้นดินแห้งแล้งแตกระแหง สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านผิวหน้า หอบเอากลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ลอยมาแตะจมูก
เสียงของซูเตี๋ยดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน:
“ที่นี่แหละ… แดนโกลาหล!”