ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 314 จับตัวแกได้แล้ว!
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงระเบิดกัมปนาทดังเลื่อนลั่นอย่างต่อเนื่อง กึกก้องสะท้านไปทั่วอาณาบริเวณของค่ายกลตัดฟ้าแยกดิน
เมื่อกวาดสายตามองไปยังกัวเช่อที่กำลังตรึงกำลังและดึงความสนใจของเจ้าเมืองกู่โม่เอาไว้ แล้วหันไปมองจางอวิ๋นที่กำลังบัญชาการยอดฝีมือสามสิบชีวิตรุมสกรัมขวงหลงกับจอมมารเฒ่าอันคังอยู่อีกด้าน สาวงามชุดขาว นักพรตหงต๋า และเหล่าตัวตนระดับเหลียนซวีคนอื่นๆ ต่างก็พากันตกตะลึงจนเสียกิริยา
สถานการณ์ในยามนี้… ดูจะผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็นอย่างยิ่ง!
นี่มิใช่กับดักมรณภาพที่เจ้าเมืองกู่โม่ ขวงหลง และจอมมารเฒ่าอันคังร่วมกันวางแผนเพื่อฝังกลบจางอวิ๋นหรอกหรือ?
เหตุใดภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า กลับกลายเป็นว่ายอดฝีมือทั้งสามท่านนั้นกำลังถูกกดหัวโจมตีอยู่ฝ่ายเดียวเล่า?
ทางด้านเจ้าเมืองกู่โม่และพรรคพวกอีกสองคน ในเวลานี้ต่างก็รู้สึกอัดอั้นตันใจจนแทบกระอักออกมาเป็นโลหิต
ด้วยระดับตบะบารมีของพวกเขาทั้งสาม การจะปลิดชีพจางอวิ๋นเพียงคนเดียวนั้น ควรจะเป็นเรื่องง่ายดายประดุจการพลิกฝ่ามือเท่านั้น
ใครจะคาดคิดว่าสถานการณ์จะบานปลายจนน่าอัปยศถึงเพียงนี้
โดยเฉพาะเจ้าเมืองกู่โม่ที่อารมณ์ขุ่นมัวถึงขีดสุด
การลงมือลอบสังหารจางอวิ๋นในครั้งนี้ นับเป็นแผนการที่เขาเป็นผู้รังสรรค์ขึ้นมาทั้งหมด
ถามว่าเหตุใดเขาจึงต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจถึงเพียงนี้?
ก็เพราะไอ้ตัวตนระดับเหลียนซวีไร้หัวนอนปลายเท้าที่ไหนก็ไม่รู้ ดันบังอาจมาลูบคมและวางกลอุบายหลอกใช้เขาต่อหน้าธารกำนัล มีหรือที่คนอย่างเขาจะยอมลดราวาศอกให้!
คิดจะยืมดาบของเขาไปบั่นคอขวงหลงอย่างนั้นหรือ? ช่างขบขันสิ้นดี!
แท้จริงแล้ว เขามีพันธสัญญาความร่วมมือกับตำหนักเทพสังหารมาเนิ่นนานแล้ว
ในเมื่อจางอวิ๋นปรารถนาจะยืมมือเขาฆ่าขวงหลง เช่นนั้นเขาก็จะให้ขวงหลงเป็นผู้สับร่างจางอวิ๋นให้แหลกละเอียดเสียเอง
ส่วนจอมมารเฒ่าอันคังนั้น คือสหายเก่าแก่ที่คบหากันมาหลายร้อยปี ก่อนที่งานชุมนุมผู้ถูกตามล่าจะเริ่มขึ้น อีกฝ่ายก็ได้ส่งสารมาหาเขาเพื่อขอความช่วยเหลือบางประการ มิได้ตั้งใจจะมาร่วมงานชุมนุมตั้งแต่แรก ทว่ากลับมีตราประทับมารปรากฏขึ้นกลางคัน จึงทำให้อีกฝ่ายตัดสินใจกระโดดเข้ามาร่วมวงด้วย
ทันทีที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยของตราประทับมาร จอมมารเฒ่าอันคังก็รีบส่งสัญญาณบอกเขา พร้อมกับสันนิษฐานว่าผู้ที่นำตราประทับมารออกมาประมูลนั้น น่าจะเป็นเจ้าคนบัดซบที่พวกเขากำลังตามล่าตัวอยู่พอดี
เมื่อล่วงรู้ความลับนี้ เจ้าเมืองกู่โม่จึงจัดแจงปั้นฉากงานเลี้ยงส่วนตัวนี้ขึ้นมาทันที
ตามแผนที่วางไว้ การกำจัดจางอวิ๋นเป็นเพียงผลพลอยได้เล็กน้อยเท่านั้น เป้าหมายหลักคือการเจรจาผลประโยชน์กับกัวเช่อและตัวตนระดับเหลียนซวีท่านอื่นๆ แต่ทว่า…
เมื่อจ้องมองกัวเช่อที่ยืนหยัดอยู่ตรงหน้า แววตาของเจ้าเมืองกู่โม่ก็มืดครึ้มลงทันที
หากถามว่าในบรรดาตัวตนระดับเหลียนซวีทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ ใครคือผู้ที่รับมือได้ยากเย็นที่สุด คำตอบย่อมเป็นไอ้คนผู้นี้อย่างมิต้องสงสัย!
แม้ชื่อของอีกฝ่ายจะมิได้ปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ถูกตามล่าของทวีป แต่ในดินแดนโกลาหลแห่งนี้ กัวเช่อนับเป็นหนึ่งในยอดฝีมือระดับเหลียนซวีชั้นแนวหน้าที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง
หากต้องประลองยุทธ์กันแบบแลกด้วยชีวิต แม้เจ้าเมืองกู่โม่จะมั่นใจว่าสามารถสังหารอีกฝ่ายได้ แต่ตัวเขาเองก็คงต้องประสบกับความบอบช้ำอย่างหนักจนมิอาจรักษาสภาพเดิมไว้ได้
เพียงเพื่อแลกกับชีวิตของเด็กน้อยอย่างจางอวิ๋น มันมิคุ้มค่าพอที่เขาจะยอมเสียสละถึงเพียงนั้น!
“กัวเช่อ เจ้าจะแกว่งเท้าหาเสี้ยนเพื่อรนหาที่ตายไปทำไมกัน?”
เจ้าเมืองกัวโม่ข่มโทสะพลางเอ่ยปาก “หากเจ้ายอมหยุดมือเสียแต่ตอนนี้ ข้าจะยอมทำเป็นมองไม่เห็น และจะไม่ถือสาเอาความเรื่องที่เจ้าสอดมือเข้ามาแส่ในเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของเจ้า!”
กัวเช่อมิได้ปริปากตอบโต้แม้แต่คำเดียว ทว่าท่วงท่าที่ยังคงพลิกหน้าคัมภีร์สีดำในมือต่อไปอย่างสุขุมนั้น คือการประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจนที่สุด
“ในเมื่อรนหาที่ตายนัก เจ้าก็เตรียมตัวรับผลของการเป็นศัตรูกับเมืองกู่โม่ไว้ได้เลย!”
เจ้าเมืองกู่โม่เห็นดังนั้นก็โกรธจัดจนใบหน้าบิดเบี้ยว พลางตวาดลั่นใส่ยอดฝีมืออีกสองคน “แล้วพวกแกสองคนจะมัวเล่นขายของกันอยู่อีกนานไหม?! จงงัดพลังทั้งหมดออกมาเด็ดหัวมันเดี๋ยวนี้!!”
เมื่อสิ้นคำสั่ง ขวงหลงและจอมมารเฒ่าอันคังต่างก็ขมวดคิ้วด้วยความขุ่นเคือง
พวกเขารู้สึกไม่พอใจนักกับน้ำเสียงโอหังประดุจการออกคำสั่งทาสของเจ้าเมืองกู่โม่
ทว่าสิ่งที่น่ารำคาญใจยิ่งกว่า ก็คือไอ้เด็กเปรตจางอวิ๋นผู้นี้! มันคอยบินโฉบไปมาเพื่อหาจังหวะลอบโจมตีทีละเล็กทีละน้อย น่ารำคาญราวกับแมลงวันที่คอยตามตื้อไม่ยอมห่าง!
แม้เหล่าร่างอัญเชิญทั้งสามสิบคนที่จางอวิ๋นเรียกออกมาจะมีพลังพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่มันก็ยังเป็นเพียงระดับแปลงเทพเท่านั้น การจะบดขยี้พวกมันให้แหลกราญมิใช่เรื่องที่เกินกำลังเลย
ทว่าความยุ่งยากมันอยู่ตรงที่ เมื่อพวกเขาเตรียมจะลงมือสังหารพวกมัน จางอวิ๋นก็จะโผล่มาขัดจังหวะทันที พร้อมกับสาดพลังดัชนีและกรงเล็บที่อัดแน่นไปด้วยพลังเหี่ยวเฉาเข้าใส่ จนพวกเขาต้องยอมทิ้งจังหวะสังหารเพื่อหันมาตั้งรับ
ด้วยเหตุที่พลังเหี่ยวเฉาที่แฝงมากับการโจมตีของจางอวิ๋นนั้นวิปริตเกินไป เพียงแค่สัมผัสโดนผิวหนังเพียงเบาบาง ก็สามารถทำให้ร่างกายเหี่ยวเฉาลงในชั่วพริบตา พลังที่สามารถกลืนกินพลังชีวิตอันน่าหวาดกลัวนี้ ต่อให้เป็นปราณแท้จริงระดับเหลียนซวีก็ยากจะต้านทานได้
อำนาจของพลังเหี่ยวเฉานี้เอง ที่ทำให้ยอดฝีมือทั้งสองต้องสู้แบบพะวักพะวน มิกล้าจู่โจมอย่างเต็มกำลัง
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาคนภายนอก จึงดูราวกับว่าพวกเขากำลังถูกไล่ต้อนอยู่ฝ่ายเดียว!
ทางฝั่งของจางอวิ๋นเอง ในยามนี้เขาก็กำลังเพ่งสมาธิเพื่อมองหาจุดอ่อนเพื่อสวนกลับเช่นกัน
แม้เลือดนักสู้ในกายจะเดือดพล่านขึ้นทุกขณะเมื่อได้เผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่ง ทว่าเมื่อขาดเจ้าเมืองกู่โม่ไปคนหนึ่ง ความตื่นเต้นที่สูบฉีดอยู่ในกายก็ลดทอนลงไปเล็กน้อย
ประกอบกับช่องว่างของระดับพลังที่ห่างชั้นกันเกินไป การปะทะกับขวงหลงและจอมมารเฒ่าอันคังซึ่งๆ หน้าในเวลานี้ อย่างมากก็ทำได้เพียงยื้อเวลาให้สูสีเท่านั้น มิอาจสยบพวกมันลงได้โดยง่าย
พลังอย่างพลังอูและปราณคืนกำไรนั้น แทบจะมิอาจสร้างความระคายเคืองให้กับยอดฝีมือระดับเหลียนซวีทั้งสองได้เลย
ไพ่ตายเพียงอย่างเดียวที่เขามีในยามนี้ คือ พลังเซียนเหี่ยวเฉา
อย่างไรก็ตาม ขวงหลงและจอมมารเฒ่าอันคังเองก็มีข้อได้เปรียบที่เหนือล้ำกว่าเขา นั่นคือ อาณาเขต อันเป็นอำนาจเฉพาะตัวของระดับเหลียนซวี
การเสริมพลังด้านอื่นของอาณาเขตนั้นมิใช่ปัญหาใหญ่ ทว่าการเสริมประสาทสัมผัส ให้เฉียบคมถึงขีดสุดเนี่ยแหละ… ที่ทำให้เขาต้องขบคิดอย่างหนัก!
เพียงแค่เขาขยับเข้าใกล้รัศมีของทั้งสองเมื่อใด ไม่ว่าจะพุ่งไปด้วยความเร็วเพียงไหน ก็จะถูกจับสัมผัสได้ในเสี้ยววินาที
และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ขวงหลงและจอมมารเฒ่าอันคังยังสามารถแยกแยะความหนักเบาของพลังที่เขาปลดปล่อยออกมาได้อีกด้วย!
หากเขาปล่อยพลังพื้นฐานอื่นๆ ออกมา ยอดฝีมือทั้งสองก็แทบจะมิปรายตามองแม้แต่น้อย
ทว่าเมื่อใดที่เขางัดพลังเซียนเหี่ยวเฉาออกมาใช้ ขวงหลงและจอมมารเฒ่าอันคังจะตื่นตัวและตั้งรับอย่างรัดกุมทันที มิเปิดโอกาสให้เขาลอบโจมตีได้สำเร็จเลยสักครั้ง
ส่วนร่างอัญเชิญทั้งสามสิบคนที่เขาส่งออกไป ก็ทำได้เพียงสร้างความรำคาญใจให้ศัตรูเท่านั้น มิอาจเจาะทะลวงม่านพลังป้องกันจากอาณาเขตของยอดฝีมือระดับเหลียนซวีได้
หากมองเผินๆ เหมือนเขาจะกุมความได้เปรียบจากการรุมหมาหมู่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันมิได้ช่วยให้เขามีโอกาสชนะเพิ่มขึ้นเลย
ตูม! ตูม!
ในเวลาไม่นาน ร่างอัญเชิญของเขาก็เริ่มล้มตายลงทีละคน
หลานเอ๋อร์หนึ่งร่าง พร้อมกับประธานเหลียนอีกสามร่าง ถูกบดขยี้จนแหลกเป็นผุยผง
ดูท่า… ข้าจะโลภมากเกินไปเสียแล้ว!
เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า จางอวิ๋นพ่นลมหายใจออกมาแผ่วเบา ก่อนจะตวัดสายตาที่เย็นเยียบไปล็อกเป้าหมายที่จอมมารเฒ่าอันคัง
คราแรกเขาคิดจะรวบหัวรวบหางสังหารทั้งคู่พร้อมกัน แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว… การทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อเด็ดหัวพวกมันทีละตัวน่าจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า!
“ตายซะ!!”
ในระหว่างที่เขากำลังวางแผนอยู่นั้น ขวงหลงก็ฉวยโอกาสสบช่องโหว่ ตวัดคลื่นปราณกระบี่หน้าผีฟาดฟันเข้าใส่เขาอย่างดุดัน
กรงเล็บวิญญาณเหี่ยวเฉา!
จางอวิ๋นพลิกฝ่ามือแปรเปลี่ยนเป็นกรงเล็บ รีดเร้นพลังเซียนเหี่ยวเฉากว่ายี่สิบสายมารวมกัน ก่อเกิดเป็นรอยประทับกรงเล็บสีทองหม่น พุ่งทะยานแหวกอากาศเข้าปะทะกับคลื่นปราณกระบี่หน้าผีนั้นอย่างจัง
ตูมมมม!
ห้วงมิติสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นจนแทบปริแตก
เนื่องจากจางอวิ๋นต้องตั้งรับอย่างกะทันหัน ทำให้พลังงานยังมิอาจคงสภาพได้อย่างสมบูรณ์ ร่างของเขาจึงถูกแรงกระแทกมหาศาลซัดจนปลิวกระเด็นถอยหลังไปไกลหลายสิบเมตร
“ไปลงนรกเสียเถอะแก!!”
ขวงหลงมิยอมปล่อยให้โอกาสทองหลุดมือ มันระเบิดจิตสังหารอันบ้าคลั่ง ร่ายรำกระบี่อันคมกริบพุ่งทะยานไล่ล่าตามมาติดๆ หวังจะปลิดชีพจางอวิ๋นให้สิ้นซาก
รัตติกาลมาเยือน!
จางอวิ๋นตวัดกระบี่รัตติกาลคลั่งในมือ มวลเมฆแห่งความมืดมิดอันไพศาลพลันแผ่ซ่านปกคลุมพื้นที่ในชั่วอึดใจ
“เหอะ!”
ขวงหลงแค่นเสียงอย่างดูแคลน อาณาเเขตจิตสังหารของมันกวาดล้างความมืดมิดเหล่านั้นจนแตกกระจายหายไปอย่างง่ายดาย
ทว่าจางอวิ๋นก็อาศัยจังหวะชุลมุนเพียงเศษเสี้ยววินาทีนั้น พุ่งหลบฉากหนีออกจากจุดเดิมไปได้ไกลแล้ว
“เคล็ดกระบี่เทพสังหาร——สิบกระบี่ภูตสังหาร!”
แต่ขวงหลงใช้จิตสังหารล็อกเป้าหมายไว้อย่างแม่นยำ มันตวัดฟันคลื่นปราณกระบี่หน้าผีที่ซ้อนทับกันถึงสิบชั้น แหวกอากาศกวาดล้างเข้าใส่จางอวิ๋นอย่างเหี้ยมเกรียม
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ในตอนนั้นเอง เงาร่างสามสายพุ่งทะยานเข้ามาขวางกั้น ใช้ร่างกายเข้าแลกเพื่อรับคลื่นปราณกระบี่สายนั้นไว้อย่างเต็มกำลัง
คนเหล่านั้นคือบรรพชนมารทมิฬทั้งสาม!
ขวงหลงขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ เตรียมจะลงมือซ้ำ ทว่าบรรพชนมารทมิฬ หลานเอ๋อร์ และบรรพชนพันเกาะอีกหลายคน กลับพุ่งโถมเข้าใส่มันอย่างมิคิดชีวิต
สถานการณ์บีบคั้นให้มันต้องจำใจหันกระบี่ไปรับมือกับพวกมดปลวกที่น่ารำคาญเหล่านี้แทน
และเมื่อเหล่าร่างอัญเชิญหันไปรุมสกรัมขวงหลง ทางฝั่งของจอมมารเฒ่าอันคังจึงว่างเปล่าไร้คนคุ้มกันในทันที
“เคล็ดศักดิ์สิทธิ์ผนึกมาร——ฝ่ามือมารห้าแฉก!”
จอมมารเฒ่าอันคังมิยอมปล่อยให้โอกาสทองนี้หลุดลอย มันรีบซัดรอยประทับฝ่ามือมารที่อัดแน่นไปด้วยปราณมารอันชั่วร้ายเข้าใส่จางอวิ๋นทันที!
แย่แล้ว!
สีหน้าของจางอวิ๋นแปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนว่าการตอบสนองของเขาจะช้าไปก้าวหนึ่ง ในวินาทีคับขัน เขาทำได้เพียงระเบิดพลังอูสีน้ำเงินเข้มปริมาณมหาศาลออกมาเพื่อสร้างเป็นโล่คุ้มกัน
ตูมมมม!
ผลลัพธ์ปรากฏชัดโดยมิอาศัยการคาดเดา พลังอูสีน้ำเงินเข้มถูกบดขยี้จนแตกซ่านกระเจิงในพริบตา คลื่นปราณมารอันรุนแรงพุ่งทะลวงเข้ากระแทกร่างของจางอวิ๋นอย่างจัง!
พรวด!
จางอวิ๋นกระอักเลือดคำโตออกมา ร่างของเขาลอยละลิ่วปลิวกระเด็นไปตามแรงกระแทกมหาศาล
“ไอ้หนู… ถึงเวลาตายของแกแล้ว!”
จอมมารเฒ่าอันคังแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม มันพุ่งทะยานเข้าประชิดตัวจางอวิ๋นที่ยังมิทันได้ตั้งหลักอย่างรวดเร็ว พร้อมกับง้างกรงเล็บตะปบลงมาหมายจะปลิดชีพให้สิ้นในคราเดียว!
หมับ!
ทว่าในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั่นเอง ฝ่ามืออันทรงพลังข้างหนึ่ง กลับคว้าเข้าที่ข้อมือของมันได้อย่างแม่นยำและมั่นคง!
จอมมารเฒ่าอันคังถึงกับชะงักงันด้วยความตกใจ
ภาพที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของมัน คือใบหน้าของจางอวิ๋นที่มีรอยเลือดประดับมุมปาก ทว่าจู่ๆ อีกฝ่ายกลับแสยะยิ้มอย่างมีเล่ห์นัย พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่เสียดแทงไปถึงกระดูกว่า
“จับตัวได้แล้ว!”