ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 317 ฝูงค้างคาวกลางนภายามราตรี
“เขาทำได้ยังไงกัน?”
ซูเตี๋ย, เจ้าสำนักหลิงเซียน และคนอื่นๆ ต่างหันมาสบตากันด้วยความงุนงง
เจ้าเมืองกู่โม่, ขวงหลง รองเจ้าตำหนักเทพสังหาร แล้วยังมีจอมมารเฒ่าอีกคน ซึ่งดูจากรูปการณ์แล้วน่าจะเป็นจอมมารเฒ่าอันคังผู้เลื่องชื่อ…
สามยอดฝีมือระดับเหลียนซวีผนึกกำลังกัน แถมยังวางค่ายกลตัดฟ้าแยกดินปิดล้อมหนทางรอดไว้อีก สถานการณ์สิ้นหวังแบบนี้… มันหนีรอดออกมาได้ยังไงวะเนี่ย?
“คุณ… คุณหนูขอรับ คนผู้นี้…”
ซูอี้หย่วนอ้าปากค้าง พูดตะกุกตะกักจนลิ้นแทบพันกัน
กับจางอวิ๋น คนที่คุณหนูของพวกเขาเชิญมาช่วยเป็นกรณีพิเศษ เดิมทีเขาไม่ได้ให้ราคานัก เพราะดูจากระดับพลังบำเพ็ญแล้วก็แค่ระดับหยวนอิง
หากเทียบกันแล้ว เจ้าสำนักหลิงเซียนที่เป็นระดับแปลงเทพยังดูพึ่งพาได้มากกว่าเยอะ!
แต่ทว่าตอนนี้…
บุรุษผู้นั้นกลับกล้าตะโกนด่าทอประจานเจ้าเมืองกู่โม่กลางเมืองเยี่ยงนี้เนี่ยนะ!
ไม่ว่าเรื่องที่พูดจะเป็นเท็จจริงประการใด แต่แค่ความกล้าบ้าบิ่นระดับเทียมฟ้านี้ ก็ทำเอาเขาตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่นแล้ว
ประโยคนั้นเพียงประโยคเดียว มันเท่ากับประกาศเปิดศึกแตกหักกับเมืองกู่โม่แบบไม่เผาผีกันเลยทีเดียว!
บ้าคลั่ง!
นี่คือความรู้สึกเดียวที่เขามีต่อจางอวิ๋นในยามนี้
เหล่าหัวหน้าหอของหอจี๋กวงที่ยืนอยู่ตรงนั้นต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทำตัวไม่ถูก
นักฆ่าอันดับสิบเก้าของหอพวกเขา… ตกลงแล้วเป็นสัตว์ประหลาดมาจากขุมนรกขุมไหนกันแน่? แล้วหอจี๋กวงไปสรรหาปีศาจแบบนี้มาร่วมหอได้ยังไงตั้งแต่เมื่อไหร่?
พวกเขาไม่ใช่เพิ่งเคยมาเยือนดินแดนจงอวี้เป็นครั้งแรก และทุกครั้งที่มาก็ล้วนระมัดระวังตัวแจ ย่องเบาราวกับแมวขโมยด้วยความหวาดระแวง
แต่ดูจางอวิ๋นสิ เพิ่งมาถึงได้ไม่ทันไร ก็ก่อเรื่องใหญ่สะเทือนเลื่อนลั่นขนาดนี้ซะแล้ว!
นี่มันเมืองกู่โม่นะโว้ย เมืองมหาอำนาจที่แม้แต่ในดินแดนจงอวี้ก็ไม่มีใครกล้ามองข้าม!!
“เลิกสนใจหมอนั่นเถอะ!”
ซูเตี๋ยส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
ต่อให้อยากสนใจ ตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี!
สถานการณ์ของจางอวิ๋นตอนนี้เป็นตายร้ายดียังไงนางก็สุดจะรู้ แต่จะรอดชีวิตออกไปจากเมืองกู่โม่ได้หรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับวาสนาของเจ้าตัวแล้ว
ถ้าเกิดตายขึ้นมาจริงๆ เดี๋ยวแม่จะแล่เนื้อปลาทำเมนูวิญญาณรสเลิศ ไปเซ่นไหว้ให้ที่หลุมศพก็แล้วกัน!
ซูเตี๋ยบ่นพึมพำในใจ ทันใดนั้นเสียงของเจ้าหอใหญ่หอจี๋กวงก็ดังขึ้นข้างหู
“มาแล้ว!”
แววตาของซูเตี๋ยเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจังทันที
มองไปที่ถนนไม่ไกลนัก รถม้าคันใหญ่หรูหราคันหนึ่งกำลังแล่นมุ่งหน้าออกจากประตูเมืองกู่โม่ที่อยู่ตรงสุดถนน
“เตรียมลงมือ!”
ซูเตี๋ยสั่งเสียงเข้ม
เจ้าสำนักหลิงเซียน, ซูอี้หย่วน และคนอื่นๆ พยักหน้ารับคำ เตรียมพร้อมปฏิบัติการ
…
ณ น่านฟ้ายามราตรีอีกด้านหนึ่ง ฝูงค้างคาวกลุ่มใหญ่กำลังบินว่อนอยู่ท่ามกลางความมืด
นี่คือสัตว์วิญญาณระดับต่ำที่พบเห็นได้ทั่วไปในแดนโกลาหล เรียกว่า ‘ค้างคาวราตรี’ ซึ่งมักจะออกมาบินหากินเป็นฝูงในยามค่ำคืน
ในขณะนี้ ภายในร่างกายของค้างคาวราตรีตัวหนึ่งในฝูง มีจี้ห้อยคอรูปทรงหอเก๋งขนาดจิ๋วฝังตัวอยู่อย่างแนบเนียน
มันคือ… หอสมบัติเซียน!
จางอวิ๋นนอนแผ่หรากางแขนกางขาอยู่บนพรมขนนุ่มในห้องหนึ่งภายในหอ ลืมตาโพลงมองภาพเหตุการณ์ภายนอกผ่านการแชร์วิสัยทัศน์
เมื่อเห็นฝูงชนที่แตกตื่นวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่นบนถนนเมืองกู่โม่เบื้องล่าง เขาก็ยกยิ้มมุมปากอย่างสะใจ
กล้าวางกับดักสังหารข้า พวกเจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างเป็นสุข!
“ไม่มีปัญหาใช่ไหม?”
จางอวิ๋นเหลือบตามองไปข้างๆ
‘เอ้อจื่อ’ ผู้ครอบครองกายาวิญญาณค้างคาว ยืนสงบนิ่งสำรวมอยู่ข้างกาย เมื่อได้ยินคำถามก็รีบพยักหน้าตอบ “คุณชายโปรดวางใจ!”
จางอวิ๋นพยักหน้าเบาๆ
ก่อนหน้านี้ตอนที่หนีตายออกมาจากค่ายกล บังเอิญไปจ๊ะเอ๋เข้ากับฝูงค้างคาวราตรีฝูงนี้พอดี
กายาวิญญาณค้างคาวของเอ้อจื่อมีความสามารถในการควบคุมสัตว์ประเภทค้างคาวโดยธรรมชาติ เขาจึงสั่งให้เอ้อจื่อเข้าควบคุมฝูงค้างคาวนี้ไว้ชั่วคราว แล้วย่อส่วนหอสมบัติเซียนให้เหลือขนาดเท่าจี้ห้อยคอ ฝังเข้าไปในร่างของค้างคาวราตรีตัวหนึ่ง
ด้วยความสามารถระดับสูงของเอ้อจื่อ ทำให้ค้างคาวตัวนั้นยังคงมีชีวิตอยู่และบินต่อไปได้ตามปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จากนั้นเขาก็สั่งให้ยกเลิกการควบคุมทั้งฝูง เหลือไว้เพียงการควบคุมค้างคาวตัวที่ฝังหอสมบัติเซียนอยู่ตัวเดียว ให้บินเนียนผสมโรงไปกับฝูงเพื่อนๆ ของมัน
ถึงจะควบคุมทั้งฝูงได้ แต่ก็เสี่ยงที่จะทำให้ยอดฝีมือของเมืองกู่โม่จับสังเกตความผิดปกติได้ เพราะฝูงค้างคาวราตรีที่หากินในเมืองกู่โม่ อาจจะมีเส้นทางการบินประจำถิ่น การควบคุมแค่ตัวเดียวให้บินตามน้ำไปจึงปลอดภัยกว่ามาก
“มีจิตสัมผัสกวาดมา!”
ทันใดนั้น จางอวิ๋นสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังจิตวิญญาณอันทรงพลังที่กวาดผ่านมาสำรวจน่านฟ้า เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วรีบเก็บซ่อนกลิ่นอายและสายตาทันที
เอ้อจื่อเองก็รีบหดหัวเก็บกลิ่นอายจนมิดชิดเช่นกัน
คลื่นพลังจิตนั้นกวาดผ่านฝูงค้างคาวราตรีไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนเจ้าของพลังจะไม่ได้ใส่ใจพวกสัตว์ชั้นต่ำเหล่านี้มากนัก เพียงแค่กวาดผ่านๆ แล้วก็มุ่งหน้าไปทางอื่น
จางอวิ๋นพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“คุณชาย ไม่ควบคุมพวกมันให้บินออกนอกเมืองไปเลยหรือขอรับ?”
เอ้อจื่อเอ่ยถามด้วยความสงสัย
แม้จะไม่รู้ว่าจางอวิ๋นไปก่อวีรกรรมอะไรมา แต่ดูจากสถานการณ์อันตึงเครียดแล้ว เจ้านายของเขาคงกำลังโดนไล่ล่าอยู่อย่างแน่นอน
แต่ฝูงค้างคาวราตรีกลุ่มนี้ ไม่ได้บินมุ่งหน้าออกนอกเมือง กลับบินวนเวียนลึกเข้าไปในน่านฟ้าเหนือเมืองแทน
“แค่ตามฝูงค้างคาวไปเรื่อยๆ คอยส่งภาพมาให้ข้าดูก็พอ!”
จางอวิ๋นโบกมือปฏิเสธ
“รับทราบขอรับคุณชาย!”
เอ้อจื่อพยักหน้ารับคำบัญชา
จางอวิ๋นไม่พูดอะไรต่อ นอนแผ่หลาอยู่สักพักก็ลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิเพื่อปรับลมปราณฟื้นฟูสภาพร่างกาย
การต่อสู้เสี่ยงตายเมื่อครู่นี้ ผลาญพลังไปไม่น้อยเลยทีเดียว
“ขาดทุนยับเยิน!”
เมื่อตรวจสอบปริมาณ ‘พลังเซียนเหี่ยวเฉา’ ในร่าง จางอวิ๋นก็รู้สึกปวดใจจี๊ดขึ้นมาทันที
เมื่อกี้เพื่อที่จะกดดันขวงหลงและจอมมารเฒ่าอันคังอย่างต่อเนื่อง เขาจำต้องใช้พลังเซียนเหี่ยวเฉาโจมตีไปแบบไม่ยั้งมือ ชุดหนึ่งก็ปาเข้าไปสิบกว่าเส้น บางทีก็ซัดตูมเดียวไปยี่สิบกว่าเส้น เพราะถ้าใช้น้อยเกินไป พลังทำลายมันจะไม่พอระคายผิวพวกระดับเหลียนซวีหนังเหนียวพวกนั้น
สรุปยอดรวมๆ แล้ว เขาผลาญไปเกือบสองร้อยเส้น!
นับตั้งแต่ได้รับพลังเซียนเหี่ยวเฉามา นี่เป็นครั้งที่ถลุงเยอะที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องศพ!
คลังศพในสต็อกของเขาเทหมดหน้าตักไปแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ศพนักฝึกสัตว์ระดับหยวนอิงที่เป็นลูกน้องของกู้ชวนกับประธานเหลียนอยู่ศพเดียว ซึ่งมันแทบไม่มีค่าอะไรเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่เสียไป
“ถ้าศพจอมมารเฒ่าอันคังไม่โดนชำระล้างไปก็คงดี!”
จางอวิ๋นถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเสียดายสุดซึ้ง
พลังชำระล้างของโอสถศักดิ์สิทธิ์มันรุนแรงเกินไป เขาควบคุมไม่ได้จริงๆ ไม่งั้นถ้าได้ศพจอมมารเฒ่าอันคังมาสักร่าง…
นั่นมันเทียบเท่ากับระดับเหลียนซวีสิบคนเลยนะโว้ย!
แค่คิดก็น้ำตาจะไหลพราก
วันหลังถ้าต้องเจอพวกมารระดับบิ๊กๆ แบบนี้อีก เวลาใช้พลังชำระล้างต้องหาทางยั้งมือหน่อย อย่างน้อยต้องเหลือซากไว้ให้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์บ้าง
“ต้องหาทางเติมสต็อกหน่อยแล้ว!”
จางอวิ๋นลูบคางอย่างใช้ความคิด
เขามองผ่านสายตาของเอ้อจื่อที่แชร์ภาพมาจากค้างคาวราตรี กวาดสายตามองฝูงชนที่กำลังแตกตื่นอยู่บนถนนเมืองกู่โม่เบื้องล่าง
ในฝูงชนนั้นมีระดับแปลงเทพปะปนอยู่ไม่น้อย ถ้ามีโอกาส… ก็อาจจะต้อง ‘เก็บ’ มาสักหน่อยเพื่อชดเชยส่วนที่เสียไป
คิดได้ดังนั้น จางอวิ๋นก็ส่งกระแสจิตดึงตัว ‘ฉิงเฟิง’ ที่อยู่ในอีกห้องของหอสมบัติเซียนข้ามมิติมาหา
เขาเอ่ยเสียงเรียบเย็นชา “หิ้วมันขึ้นมา!”
เอ้อจื่อรู้หน้าที่ คว้าคอเสื้อฉิงเฟิงหิ้วตัวลอยขึ้นมาทันทีราวกับหิ้วลูกไก่
“ทะ… ท่านเจ้าสำนัก… ทะ… ท่านจะทำอะไรข้าหรือขอรับ?”
ฉิงเฟิงทำหน้าเหลอหลา งงเป็นไก่ตาแตก ตัวสั่นงันงก
“ทำอะไร?”
จางอวิ๋นหรี่ตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาอำมหิต “ก่อนหน้านี้ที่ข้าให้เจ้าช่วยทำนายดวง เจ้าบอกว่าไปงานเลี้ยงนั่นจะได้ ‘โชคดีเล็กน้อย’ ไม่ใช่เรอะ? แล้วทำไมพอข้าไปถึง กลับโดนสามยอดฝีมือระดับเหลียนซวีดักทุบหัวเกือบตายห่ะ?”
ตอนนี้เขามีเครื่องตรวจจับอันตรายรุ่นมนุษย์อยู่ในมือ เวลาจะไปที่ไหนเสี่ยงๆ เขามักจะอัดพลังใส่ฉิงเฟิงให้ช่วยสัมผัสดูดวงชะตาให้ก่อนเสมอ
ก่อนไปงานเลี้ยงส่วนตัวนั่น ก็ให้ฉิงเฟิงลองของดูแล้ว ผลออกมาคือ ‘โชคดีเล็กน้อย’
นั่นเป็นเหตุผลหลักที่เขาตัดสินใจไปแบบไม่ลังเล
เพราะพรสวรรค์ ‘แสวงโชคเลี่ยงภัย’ ของฉิงเฟิง ไม่เคยพลาดมาก่อน!
แต่ทว่าความจริงที่เจอ...
“สะ… สามระดับเหลียนซวีดักทุบหัว??”
ได้ยินแบบนั้น ฉิงเฟิงก็ตาถลนแทบหลุดจากเบ้า
แต่พอสัมผัสได้ถึงรังสีสังหารจากสายตาอันเย็นชาของจางอวิ๋น เขาก็สะดุ้งโหยง รีบละล่ำละลักแก้ตัวเสียงหลง “ท่านเจ้าสำนัก เป็นไปไม่ได้นะขอรับ! เมื่อครู่ข้าสัมผัสผ่านพลังงานของท่าน มันขึ้นว่าโชคดีเล็กน้อยจริงๆ แล้วดูสิ… ท่านก็รอดกลับมาได้ไม่ใช่หรือขอรับ?”
“เจ้าคิดว่าข้ารอดออกมาได้ง่ายๆ หรือไง?”
จางอวิ๋นยิ้มเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก
“ท่านเจ้าสำนัก ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น!”
ฉิงเฟิงรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน เหงื่อกาฬแตกพลั่ก “คือ… ท่านลองตรวจสอบดูหรือยังขอรับ ว่าการไปครั้งนี้ท่านได้รับอะไรกลับมาบ้าง?”
“ยังไม่ได้ตรวจ?”
จางอวิ๋นชะงักไปนิดนึง ก่อนจะล้วงเอาแหวนมิติออกมาสองสามวง
นี่เป็นแหวนของจอมมารเฒ่าอันคัง
จริงสิ… ก่อนหน้านี้จอมมารเฒ่าอันคังเหมือนจะประมูล ‘โอสถมารสวรรค์’ ได้ไปนี่หว่า
เดี๋ยวนะ… เจ้าเมืองกู่โม่บอกว่าเป็นเพื่อนเก่ากับจอมมารเฒ่าอันคัง งั้นที่ประมูลไป…
พอฉุกคิดได้ จางอวิ๋นก็รีบส่งจิตเข้าไปสำรวจในแหวนมิติทันที
“เชี่ยยย!!”
วินาทีที่เห็นของข้างใน ดวงตาของเขาก็ลุกวาวเจิดจ้าขึ้นมาทันที พร้อมกับอุทานออกมาอย่างลืมตัว