ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 324 เมืองหยวนม่อ, ลานแดนมาร
เมืองหยวนม่อ
ในฐานะมหานครที่เคยถูกเผ่ามารยึดครองและทิ้งมรดกแห่งการบำเพ็ญเพียรเอาไว้ ที่นี่คือนครแห่งความโกลาหลในความหมายที่แท้จริง
ภายในตัวเมืองคลาคล่ำไปด้วยผู้คนร้อยพ่อพันแม่ ไร้ซึ่งขุมกำลังใดปกครองเบ็ดเสร็จ มีเพียงกลุ่มอิทธิพลน้อยใหญ่ที่แทรกซึมอยู่อย่างซับซ้อน แทบจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนขั้วอำนาจกันทุกเมื่อเชื่อวัน
การเข่นฆ่าแย่งชิงกลายเป็นเรื่องสามัญที่พบเห็นได้ดาษดื่น มิหนำซ้ำกลิ่นอายมารที่หาได้ยากยิ่งในโลกภายนอก กลับลอยคลุ้งหนาแน่นปกคลุมไปทั่วท้องนภาเหนือเมืองแห่งนี้
เพียงแค่ยืนหยัดอยู่หน้าประตูเมือง จางอวิ๋นก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมารอันเข้มข้นที่พัดกระโชกเข้ามาปะทะใบหน้า
“ท่านเจ้าสำนัก ไม่พบนิมิตพิเศษใดๆ ขอรับ!”
เสียงของ ‘ฉิงเฟิง’ ดังแว่วขึ้นที่ข้างหู
จางอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย
สำหรับฉิงเฟิง การสัมผัสไม่ได้ถึงสิ่งใดเลยหมายความว่า ไม่ดีและไม่ร้าย ซึ่งนั่นหมายความว่าสถานการณ์ต่อจากนี้อาจพลิกผันกลายเป็นดีสุดขั้วหรือเลวร้ายสุดขีดได้ทุกเมื่อ
นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยจริงๆ
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง จางอวิ๋นตัดสินใจทิ้ง ‘ราชินีนางมารทะเลทราย’ ที่เรียกออกมาจากการอัญเชิญก่อนหน้านี้ไว้ภายนอกเมือง 1 ตน เพื่อเป็นไพ่ตายสำรองยามฉุกเฉิน
จากนั้นเขาจึงก้าวเท้าเข้าสู่ตัวเมืองอย่างมั่นคง
ทันทีที่ย่างเท้าก้าวเข้าไป กลิ่นอายมารมหาศาลก็โถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์หมายจะกลืนกิน
ความหนาแน่นของไอระเหยมารในอากาศแทบจะเทียบเท่ากับพลังปราณฟ้าดิน ผู้บำเพ็ญเพียรปกติแทบจะฝึกฝนในสภาพแวดล้อมเช่นนี้มิได้เลย
มิน่าเล่าถึงไม่มีขุมกำลังใหญ่ๆ สนใจมายึดครองที่นี่
แต่สำหรับผู้บำเพ็ญมาร สถานที่แห่งนี้คือสรวงสวรรค์ชัดๆ!
จางอวิ๋นกวาดสายตามองไปตามท้องถนน ในบรรดาผู้บำเพ็ญเพียร 10 คน จะต้องมีผู้บำเพ็ญมารปะปนอยู่อย่างน้อย 1 คน!
สัดส่วนขนาดนี้ หากเป็นโลกภายนอก คงเป็นเรื่องที่จินตนาการไม่ออกเลยทีเดียว!
ติ๊ง!
ไม่ทราบว่าเป็นเพราะมีสายตาจับจ้องการมาถึงของเขา หรือเป็นเพราะคำนวณเวลาไว้แม่นยำ ป้ายหยกสื่อสารในตัวจางอวิ๋นก็ส่งเสียงดังขึ้น
ผู้ที่ติดต่อมา ย่อมเป็นป้ายหยกของท่านเจ้าสำนักหลิงเซียน
จางอวิ๋นกดรับสายทันที
“หากไม่อยากให้เจ้าสำนักของพวกแกตกตาย ก็รีบไสหัวเข้าไปในลานแดนมารซะ!”
ยังคงเป็นเสียงราบเรียบเย็นชาดุจเดิม
“ช้าก่อน!”
ครานี้จางอวิ๋นไม่รอให้อีกฝ่ายวางสาย เขารีบสวนกลับทันควัน “ข้าจะเข้าไปก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าท่านเจ้าสำนักยังมีชีวิตอยู่ หากไม่เห็นตัวเป็นๆ ข้าไม่เข้า!”
สิ้นเสียงคำขาด ปลายสายเงียบกริบไปครึ่งนาที
ก่อนที่ภาพฉายจะถูกเปิดขึ้น
จางอวิ๋นรีบเพ่งมองในทันที
ในภาพที่ปรากฏบนป้ายหยก เจ้าสำนักหลิงเซียนในชุดคลุมสีม่วงกำลังนอนแน่นิ่งอยู่ในห้องที่แสงสลัว ดูจากสภาพภายนอกไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ เพียงแต่หมดสติไปเท่านั้น
เขายังปรารถนาจะสังเกตรายละเอียดรอบๆ ให้มากกว่านี้ แต่อีกฝ่ายก็ตัดภาพฉายทิ้งดัง พรึ่บ! พร้อมกับเสียงข่มขู่ที่ตามมา “ภายใน 10 นาที หากยังไม่โผล่หัวเข้าไปในลานแดนมาร สิ่งที่รอเจ้าอยู่จะมีเพียงร่างไร้วิญญาณของเจ้าสำนักพวกแก!”
จางอวิ๋นอยากจะเอ่ยสิ่งใดต่อ แต่อีกฝ่ายชิงตัดสายไปเสียก่อน
เขาขมวดคิ้วมุ่น ปล่อยจิตสัมผัสกวาดไปรอบทิศ
แต่บนถนนที่เขาอยู่นั้นผู้คนพลุกพล่าน มีทั้งพวกที่กำลังตะลุมบอนกัน พวกที่กำลังกระทำเรื่องบัดสีในซอกตึก หรือพวกที่แอบซุ่มมองประหนึ่งสายสืบ… มีอยู่เต็มไปหมด
มองผ่านๆ เช่นนี้ ยากจะแยกแยะว่าผู้ใดเป็นคนของฝั่งศัตรู
จางอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึก ไม่มีทางเลือกอื่น จำต้องมุ่งหน้าไปที่ลานแดนมาร
เมืองหยวนม่อมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร และพื้นที่เกือบ 1 ใน 5 ของเมืองถูกปกคลุมด้วยม่านพลังมารขนาดยักษ์
พื้นที่ตรงนั้นแหละ คือ ‘ลานแดนมาร’!
แม้จะเรียกว่าลานกว้าง แต่แท้จริงแล้วภายในนั้นกินพื้นที่ครอบคลุมเขตเมืองไปหลายส่วน
ในที่สุด จางอวิ๋นและเจ้าค่ายโจรเก้าดาราก็เดินทางมาถึงทางเข้าเขตเมืองแห่งหนึ่งที่อยู่ติดกับลานแดนมาร
ติ๊ง!
“เข้าไป เดี๋ยวนี้!”
จางอวิ๋นตั้งใจจะติดต่อซูเตี๋ยสักหน่อย แต่ข้อความคำสั่งจากป้ายหยกก็เด้งเข้ามาก่อน
เขาถอนหายใจเฮือก ชัดเจนแล้วว่านับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าเมืองมา เขาถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา!
เขากวาดสายตามองผู้คนบนถนนที่เดินขวักไขว่ แล้วหันไปมองทางเข้าที่ปกคลุมด้วยไอมารเบื้องหน้า ก่อนจะพาเจ้าค่ายโจรเก้าดาราก้าวเท้าเข้าไป
วูบ!
ทันทีที่ก้าวผ่านเขตแดน จางอวิ๋นรู้สึกประหนึ่งร่างกายถูกห่อหุ้มด้วยชั้นไอมาร
เขาพยายามจะขับไล่มันออกไป แต่ไอมารเหล่านั้นกลับกดทับพลังในกายของเขาโดยตรง
ระดับหยวนอิง ขั้นสูงสุด, ขั้นสูง… ระดับจินตาน... ระดับสร้างรากฐาน… จนหลงเหลือเพียงระดับกลั่นลมปราณขั้นสูงสุด
พลังบำเพ็ญเพียรทั่วร่าง ถูกกดร่วงกราวรูดจากหยวนอิงเหลือเพียงกลั่นลมปราณ! พร้อมกันนั้นวิญญาณระดับเหลียนซวี ของเขาก็ถูกกดทับจนแทบสัมผัสไม่ได้
แรงกดดันมหาศาลทำให้เขารู้สึกเหมือนมีโซ่ตรวนนับร้อยเส้นพันธนาการร่างเอาไว้
แต่ทว่า… กลับมี 2 สิ่งที่เขารู้สึกว่าไม่โดนกดดันมากนัก
ประการแรกคือ ร่างกาย แม้จะอ่อนแรงลงเพราะขาดพลังปราณหล่อเลี้ยง แต่ความแข็งแกร่งพื้นฐานของกล้ามเนื้อและกระดูกไม่ได้หายไปไหน
ประการที่สองคือ… พลังเซียนเหี่ยวเฉา!
มือขวาของเขากำหมัดแน่น ลองกระตุ้นพลังเบาๆ เส้นสายพลังสีเทาจางๆ ก็ปรากฏขึ้นที่กลางฝ่ามือทันที
นัยน์ตาของจางอวิ๋นฉายประกายวูบหนึ่ง ภายในใจเริ่มมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน
“บ้าจริง! ใช้พลังไม่ได้เลย!”
แต่ภายนอกเขายังคงแสร้งตีหน้าตื่นตระหนก หันหลังทำท่าจะวิ่งกลับออกไป
แต่ก็ถูกม่านพลังมารดีดกลับมา
เมื่อเข้ามาในลานแดนมารแล้ว จะไม่สามารถหันหลังกลับได้ จำต้องหาทางออกผ่านจุดเคลื่อนย้ายภายในเท่านั้น
“ไอ้โง่ ตายซะเถอะ!”
ทันใดนั้นเอง เจ้าค่ายโจรเก้าดาราที่อยู่ข้างกายก็เผยธาตุแท้ออกมา มันง้างหมัดชกใส่จางอวิ๋นเต็มแรง
จางอวิ๋นสีหน้าเปลี่ยน รีบยกฝ่ามือขึ้นต้านรับ
ปัง!
อากาศระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ทั้งจางอวิ๋นและเจ้าค่ายโจรเก้าดาราต่างถูกแรงกระแทกดีดกระเด็นถอยหลังไปคนละทิศละทางกว่า 10 เมตร
จางอวิ๋นเซถลาทรงตัวลงพื้น จ้องมองอีกฝ่ายด้วยความโกรธเกรี้ยว “เจ้าอยากตายหรือไร!!”
“ถุย!”
เจ้าค่ายโจรเก้าดาราแสยะยิ้มเหยียดหยาม “อยู่ข้างนอกเจ้าอาจจะเป็นยอดฝีมือ แต่พอเข้ามาในนี้ เจ้าก็กระจอกงอกง่อยเหมือนกันนั่นแหละวะ!”
ฟุ่บ!
พูดจบมันก็พุ่งตัวเข้ามา สาดลูกเตะอันทรงพลังเข้าใส่กลางลำตัว
จางอวิ๋นสายตาเคร่งขรึม ยกขาขึ้นต้านรับทันที
เปรี้ยง!
ขาปะทะขา คลื่นกระแทกอัดอากาศจนระเบิดออกอีกครั้ง
แรงปะทะส่งร่างของทั้งคู่ลอยกระเด็นไปด้านหลัง
ครานี้จางอวิ๋นถอยไปไม่ถึง 10 เมตร แต่เจ้าค่ายโจรเก้าดารากลิ้งหลุนๆ ไปไกลกว่า 20 เมตร
“มารดาเถอะ! ร่างกายแข็งแกร่งก็ยังได้เปรียบอยู่ดีแฮะ!”
เจ้าค่ายโจรเก้าดาราสบถออกมาอย่างหัวเสีย “บิดาไม่เล่นกับเจ้าแล้วโว้ย!!”
พูดจบมันก็โกยแน่บ วิ่งหนีหายไปทันที
จางอวิ๋นรีบวิ่งไล่ตาม
แต่ภูมิประเทศในนี้ อีกฝ่ายชำนาญกว่าเขามาก มันมุดเข้าตรอกซอกซอยไม่กี่ทีก็สลัดเขาหลุดหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“ไอ้ชั่วเอ๊ย!!”
จางอวิ๋นตะโกนด่าทอด้วยความเดือดดาล
“เข้ามาถึงถิ่นลานแดนมารแล้ว ยังคิดว่าที่นี่เป็นถิ่นของแกหรือไง?”
อีกด้านหนึ่ง เจ้าค่ายโจรเก้าดาราที่สลัดหลุดมาได้เบ้ปาก “ไอ้ปัญญาอ่อน!”
ด่าเสร็จมันก็มุ่งหน้าหนีไปอีกทาง
ขณะที่วิ่งหนี มันก็สัมผัสได้ถึงสิ่งแปลกปลอมที่หัวใจ รู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย
ถ้าหนีไปได้จริงๆ ก็คงดีสิ!
หวังว่าการแสดงเมื่อครู่ ท่านผู้นั้นจะพอใจนะ!
……
ภายในตรอกแห่งหนึ่ง
จางอวิ๋นทอดสายตามองดูทางแยกหลายสายรอบกาย สีหน้าดูมึนงงประหนึ่งคนหลงทาง
แต่ภายในใจกลับใสกระจ่างดุจคันฉ่อง
ก่อนจะเข้ามา เขาได้บังคับให้เจ้าค่ายโจรเก้าดาราวาดแผนที่คร่าวๆ ให้ดูแล้ว โดยเฉพาะเส้นทางบริเวณทางเข้าจุดนี้ เขาจำได้แม่นยำทุกซอกทุกมุม
ที่ต้องเล่นละครตบตา ก็เผื่อว่าจะล่อให้ศัตรูเผยตัวออกมา
แต่เมื่อเห็นว่ารอบๆ ตรอกยังคงเงียบกริบ ไร้วี่แววผู้คน จางอวิ๋นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เมื่ออยู่ที่นี่ วิญญาณถูกกดทับจนใช้จิตสัมผัสไม่ได้ เขาต้องพึ่งพาเพียงสายตามองดูรอบๆ เท่านั้น
เขาหยิบป้ายหยกสื่อสารออกมา ติดต่อหาอีกฝ่าย
และครานี้… อีกฝ่ายยอมรับสาย