ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 336 งั้นก็มอบเหตุผลให้พวกมันเข้ามากันหน่อย!
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 336 งั้นก็มอบเหตุผลให้พวกมันเข้ามากันหน่อย!
“ท่านเจ้าสำนัก!”
จางอวิ๋นเอ่ยเรียกด้วยรอยยิ้มบางเบา
เปลือกตาของเจ้าสำนักหลิงเซียนค่อยๆ ขยับเปิดขึ้นอย่างยากลำบาก แววตายังคงพร่ามัวด้วยความงุนงง แต่เพียงครู่เดียวสติสัมปชัญญะก็เริ่มกลับคืนมา เมื่อภาพตรงหน้าปรากฏเป็นใบหน้าของชายหนุ่มที่คุ้นเคย เขาก็ชะงักงันไป
“จาง… จางอวิ๋น?”
“ท่านเจ้าสำนัก จำได้ไหมขอรับว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น?”
จางอวิ๋นเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ก่อนหน้านี้?”
เจ้าสำนักหลิงเซียนนิ่งค้าง พยายามรื้อฟื้นความทรงจำอันเลือนราง แต่ทว่าความเจ็บปวดแปลบปลาบที่แล่นพล่านขึ้นมาจากแก้ม ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะยกมือขวาขึ้นมาลูบคลำโดยสัญชาตญาณ
จางอวิ๋นเห็นดังนั้นก็รีบหดมือของตนกลับเข้าไปซ่อนในแขนเสื้อด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
เจ้าสำนักหลิงเซียนไม่ได้สังเกตเห็นพิรุธเล็กน้อยนั้น เพราะในยามนี้ความสนใจทั้งหมดของเขาพุ่งตรงไปยังความเจ็บปวดที่มือขวา เมื่อยกขึ้นมาดูดวงตาก็เบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึง นิ้วชี้ของเขา… ขาดหายไป!
“นี่… ตัวข้า… นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?”
“ท่านเจ้าสำนัก ท่านโดนลักพาตัวขอรับ!”
จางอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ก่อนจะอธิบายเหตุการณ์การลักพาตัวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้ฟังอย่างกระชับ
“……”
เจ้าสำนักหลิงเซียนฟังจบก็นอนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปเป็นหิน
ลักพาตัว?
ระดับเจ้าสำนักอย่างเขาเนี่ยนะ… โดนลักพาตัว!?
ภาพความทรงจำเริ่มหลั่งไหลกลับเข้ามา ราวกับม้วนภาพที่ถูกกางออก เขาจำได้ว่าตนเองอยู่ที่หอกู่โม่ กำลังเจรจาการค้าอยู่อย่างดิบดี แต่จู่ๆ จิตวิญญาณก็เหมือนถูกเข็มพิษที่มองไม่เห็นทิ่มแทงจนวูบดับไป… แล้วก็มาตื่นเอาป่านนี้…
เมื่อเงยหน้ามองจางอวิ๋นที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆ เจ้าสำนักหลิงเซียนก็อยากจะขุดรูหนีลงไปซ่อนตัวใต้พิภพเสียเดี๋ยวนั้น
เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า ชีวิตนี้จะต้องมาตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชเยี่ยงนี้
ที่สำคัญคือ ยังถูกคนร้ายนำตัวมาใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่ผู้อาวุโสในสำนักของตัวเองอีกต่างหาก!
เป็นถึงเจ้าสำนัก แทนที่จะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรปกป้องผู้อาวุโส กลับกลายเป็นภาระให้ผู้อาวุโสต้องมาตามเช็ดตามล้าง…
เจ้าสำนักหลิงเซียนมองจางอวิ๋นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนจนยากจะอธิบาย
“ท่านเจ้าสำนัก ต่อนิ้วก่อนเถอะขอรับ!”
จางอวิ๋นไม่รอช้า หยิบชิ้นส่วนนิ้วที่ขาดซึ่งเก็บกู้มาจากลานบ้านเมื่อครู่ออกมา พร้อมกับขวดยาโอสถวิเศษ เขาบรรจงทายาลงบนบาดแผลของเจ้าสำนักหลิงเซียน นำนิ้วที่ขาดมาประกบเข้าที่เดิม แล้วพันด้วยผ้าอย่างคล่องแคล่ว
“ท่านเจ้าสำนัก นี่คือโอสถสมานกระดูกชั้นยอด พักฟื้นอีกสักพักก็น่าจะหายดีเป็นปกติแล้วขอรับ!”
เขาพันแผลไปพลางอธิบายสรรพคุณยาไปพลาง
เจ้าสำนักหลิงเซียนพยักหน้าอย่างเหม่อลอย
โอสถสมานกระดูกนี้เป็นหนึ่งในทรัพยากรล้ำค่าที่จางอวิ๋นเคยมอบให้เขาไว้ หลังจากที่เจ้าตัวไปถล่มคลังสมบัติของหอสมบัติหนานจางจนราบคาบ
เดี๋ยวนะ…
ฉับพลันนั้น เจ้าสำนักหลิงเซียนเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เขาตบมือสำรวจตามร่างกายตนเองด้วยความตื่นตระหนก และความว่างเปล่าที่สัมผัสได้ก็ทำให้ร่างของเขาสั่นสะท้าน
“จางอวิ๋น! เจ้าเห็นแหวนมิติของข้าบ้างไหม?”
จางอวิ๋นส่ายหน้าด้วยสีหน้าใสซื่อ
มุมปากของเจ้าสำนักหลิงเซียนกระตุกยิกๆ ด้วยความขมขื่นใจ
เขามองจางอวิ๋นด้วยสายตารู้สึกผิดระคนละอายใจ “จางอวิ๋น ทรัพยากรพวกนั้นข้าติดหนี้เจ้าไว้ก่อน วันหน้าข้าจะชดใช้ให้เจ้าอย่างแน่นอน!”
“ท่านเจ้าสำนัก…”
จางอวิ๋นทำท่าจะเอ่ยแย้ง แต่เจ้าสำนักหลิงเซียนรีบยกมือห้าม “ไม่ต้องพูดแล้ว! ข้าทำของหายเอง ข้าต้องรับผิดชอบ!”
“ท่านเจ้าสำนัก ฟังข้าพูดให้จบก่อนได้ไหม?”
จางอวิ๋นถอนหายใจด้วยความเอือมระอา
เจ้าสำนักหลิงเซียนมองเขาด้วยความฉงน
จางอวิ๋นกล่าวด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ “ข้าทิ้ง ‘ของขวัญ’ บางอย่างไว้บนตัวเจ้า ‘จั่วหลาง’ คนที่เอากิ่งมารเงาปีศาจไป รอพวกเราออกไปจากที่นี่เมื่อไหร่ รับรองว่าตามทวงคืนมาได้ทบต้นทบดอกแน่นอน!”
“ตามหาพวกมันได้รึ?”
ดวงตาของเจ้าสำนักหลิงเซียนเปล่งประกายความหวังขึ้นมาทันที
จางอวิ๋นพยักหน้ายืนยัน
“เยี่ยม! เยี่ยมไปเลย!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนตบเข่าฉาดด้วยความตื่นเต้น แต่ไม่นานก็รีบกระแอมไอเรียกมาดขรึมกลับคืนมา
ทันใดนั้นเขาก็ฉุกคิดขึ้นได้ “จริงสิ เรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับคนที่ลักพาตัว ‘อิ่งอิ่ง’ อย่างแน่นอน!”
“อิ่งอิ่ง?”
“บุตรสาวของเจ้าเมืองอู๋เนี่ยน... ‘เฉียนอิ่งอิ่ง’!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนอธิบายขยายความ “สมัยที่ข้ายังเป็นศิษย์สำนักโหยวหลิง ข้าเคยออกท่องยุทธภพเคียงบ่าเคียงไหล่กับ ‘เฉียนเฟิง’ เจ้าเมืองอู๋เนี่ยน เขาเป็นสหายสนิทคนหนึ่งของข้า”
จางอวิ๋นพยักหน้าเข้าใจแจ่มแจ้ง
มิน่าล่ะ เจ้าสำนักถึงยอมทุ่มเงินมหาศาลประมูลตัวหญิงสาวผู้นั้นมา ที่แท้ก็เป็นลูกสาวของสหายรักนี่เอง
“ก่อนหน้านี้ข้าทำตามข้อเรียกร้องของอีกฝ่าย ระหว่างทางที่จะไปแลกเปลี่ยนตัวประกันก็ถูกลอบโจมตี…”
น้ำเสียงของเจ้าสำนักหลิงเซียนเคร่งเครียดขึ้น “ผู้ดูแลของสมาพันธ์แห่งแสงคนที่เจ้าพูดถึง น่าจะสมคบคิดกับคนในแดนโกลาหล เรื่องคราวนี้เกรงว่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่าที่คิด!”
จางอวิ๋นพยักหน้าเห็นด้วย
เรื่องนี้ไม่ต้องเดาก็พอจะมองออก สมาพันธ์แห่งแสงคงไม่ได้เป็นคนบงการเรื่องสกปรกเช่นนี้แน่
ชายชราชุดเทาที่เป็นถึงผู้ดูแลสมาพันธ์แห่งแสง คาดว่าคงเป็นหนอนบ่อนไส้ที่ขุมกำลังเถื่อนสักแห่งส่งเข้ามาแทรกซึม
ในเมื่อสมาพันธ์แห่งแสงยังส่งสายลับเข้าไปในแดนโกลาหลได้ ไฉนพวกขุมกำลังเถื่อนจะส่งคนมาแฝงตัวในสมาพันธ์แห่งแสงบ้างไม่ได้?
แต่สิ่งที่ทำให้เขาสงสัยที่สุดคือ… ทำไมอีกฝ่ายถึงรู้ข้อมูลความสัมพันธ์ของเขาและเจ้าสำนักดีขนาดนี้?
ในเมื่อพวกเขาเพิ่งเดินทางมาจากแดนใต้ หากไม่ใช่คนที่คุ้นเคยกันดี ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรู้วิธีจับจุดอ่อนของเจ้าสำนักหลิงเซียนเพื่อมาข่มขู่เขา
คนสวมหน้ากากเขียวกับชายชราชุดเทา… ในสองคนนี้ ต้องมีสักคนที่เคยปะทะกับเขาที่แดนใต้!
หรือจะเป็น… บรรพชนมารทมิฬ?
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาและถูกปัดตกไปในทันที
ก่อนหน้านี้ตอนมองผ่านภาพนิมิต เขาใช้เคล็ดวิชาเนตรเซียนตรวจสอบคนสวมหน้ากากเขียวไม่ได้
นั่นหมายความว่าระดับพลังของอีกฝ่าย อย่างน้อยต้องเป็นระดับ ‘เหลียนซวี’
บรรพชนมารทมิฬไม่มีทางแข็งแกร่งถึงขั้นนั้นได้!
“เรื่องนี้มันมีกลิ่นตุๆ ถ้าตามตัวพวกมันเจอเมื่อไหร่ ต้องรีบลากคอมาสอบสวนให้ได้!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนเอ่ยขึ้นอย่างหมายมั่น
จางอวิ๋นพยักหน้า พลันนึกขึ้นได้จึงหยิบป้ายหยกส่งเสียงออกมา ลองส่งกระแสจิตติดต่อไปยังป้ายของเจ้าสำนัก
อีกฝ่ายนอกจากจะเหลือชุดคลุมสีม่วงไว้ให้เจ้าสำนักใส่แก้เขินแล้ว ของมีค่าอื่นๆ โดนรูดไปเกลี้ยง รวมถึงป้ายหยกสื่อสารด้วย
วูบ!
เกิดคลื่นพลังสะท้อนกลับ การส่งกระแสจิตของจางอวิ๋นถูกตัดขาดทันที
นี่ไม่ใช่การปฏิเสธการรับสาย แต่เป็นการถูกปิดกั้นสัญญาณโดยสิ้นเชิง!
การจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ แสดงว่าอีกฝ่ายต้องออกไปจากลานแดนมารแล้ว…
จางอวิ๋นถอนหายใจเบาๆ
ก็แหงล่ะ จั่วหลางเอากิ่งมารเงาปีศาจออกไปแล้ว อีกฝ่ายก็ต้องรีบออกไปรับของสิ
ติ๊ง!
ทันใดนั้น ป้ายหยกส่งเสียงในมือก็สั่นไหว
จางอวิ๋นชะงัก รีบกดรับการติดต่อ
ภาพโฮโลแกรมปรากฏขึ้นกลางอากาศ ใบหน้าอันงดงามที่ฉายแววกังวลของซูเตี๋ยฉายชัดอยู่บนนั้น
พอเห็นหน้าเขา ซูเตี๋ยก็พ่นลมหายใจออกยาวเหยียดด้วยความโล่งอก “โชคดีจริงๆ ที่เจ้ายังไม่ออกมา!”
“เกิดอะไรขึ้น?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วถาม
ซูเตี๋ยกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน “เจ้าเมืองกู่โม่กับพรรคพวกมาแล้ว! ไม่ใช่แค่มากันเอง แต่ยังขนคนจากตำหนักเทพสังหารมาด้วย รวมถึงระดับเหลียนซวีคนอื่นๆ อย่างไป๋เหม่ยเหริน และนักพรตหงต๋า… พวกมันไม่ได้เข้ามาในลานแดนมาร แต่ปิดล้อมเมืองหยวนม่อเอาไว้ทั้งเมือง!”
“ตอนนี้ทางออกของลานแดนมารทั้งหมดถูกปิดตาย ใครที่ก้าวเท้าออกไป ล้วนโดนคนของเมืองกู่โม่คุมตัวไว้หมดแล้ว!”
“โดนคุมตัวหมดเลย?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วสูง “เรื่องเกิดขึ้นนานหรือยัง?”
“ข้าเพิ่งพาคนออกไปได้ไม่นานพวกมันก็มาถึง น่าจะประมาณครึ่งชั่วยามได้แล้ว…”
ซูเตี๋ยครุ่นคิดแล้วกล่าวต่อ “มาถึงปุ๊บก็สั่งปิดล้อมลานแดนมารทันที ข้าต้องซุ่มดูสถานการณ์อยู่ข้างนอกเกือบครึ่งชั่วยาม ถึงจะหาจังหวะมุดกลับเข้ามาแจ้งข่าวเจ้าได้นี่แหละ!”
“ครึ่งชั่วยามงั้นรึ?”
จางอวิ๋นทำหน้าครุ่นคิด
ก่อนหน้านี้เขาปล่อยจั่วหลางออกไปจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ตอนที่คนสวมหน้ากากเขียวกับชายชราชุดเทาติดต่อมา แสดงว่าตอนนั้นทั้งคู่ยังอยู่ในลานแดนมาร
หากเทียบเวลาตามที่ซูเตี๋ยบอก ถ้าคนสวมหน้ากากเขียวทั้งสองออกไป ก็ต้องโดนคนของเมืองกู่โม่จับไปแล้ว
สรุปได้ว่า… อีกฝ่ายยังไม่ได้ออกจากเมืองหยวนม่อ!
“ข่าวดีนี่นา!”
พอนึกได้แบบนี้ มุมปากของจางอวิ๋นก็ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้น
เห็นเขายังยิ้มระรื่นได้ ซูเตี๋ยก็ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ทางออกโดนปิดตายหมดแล้ว อีตาบ้านี่ยังจะมายิ้มหน้าบานหาพระแสงอะไร!?
“พวกเจ้าคุยเรื่องอะไรกัน?”
เจ้าสำนักหลิงเซียนที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ถึงกับมึนตึ้บ จับต้นชนปลายไม่ถูก
เจ้าเมืองกู่โม่กับระดับเหลียนซวีแห่กันมาปิดล้อมเมืองหยวนม่อทำไม?
แล้วซูเตี๋ยยังอุตส่าห์ฝ่าวงล้อมเข้ามาแจ้งข่าวจางอวิ๋น หรือว่านางจะมาจับจางอวิ๋น?
“ท่าน… ท่านถูกช่วยออกมาแล้วเหรอ?”
ได้ยินเสียงแทรก ซูเตี๋ยถึงเพิ่งสังเกตเห็นเจ้าสำนักหลิงเซียน และร้องทักด้วยความแปลกใจ
เจ้าสำนักหลิงเซียนได้ยินเข้าถึงกับหน้ากระตุกริกๆ
เรื่องที่เขาโดนลักพาตัวนี่… รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองเลยหรือไง? ศักดิ์ศรีเจ้าสำนักป่นปี้หมดแล้ว!
เขาไม่ได้ตอบรับ แต่ถามกลับไปเพื่อเบี่ยงประเด็น “แม่นางเตี๋ย เรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่?”
“ข้าเล่าเองขอรับ!”
จางอวิ๋นเอ่ยแทรกขึ้น “ท่านเจ้าสำนัก เมื่อกี้ข้าเล่าแต่เรื่องที่ท่านโดนจับ ลืมบอกเรื่องฝั่งข้าไปเลย ก่อนหน้านี้ที่ข้าได้รับเชิญไปงานเลี้ยงส่วนตัวนั่นไง… ผลก็คือ…”
จากนั้นเขาก็เล่าเหตุการณ์ที่โดนเจ้าเมืองกู่โม่กับพวกรุมกินโต๊ะ แล้วหนีรอดออกมาได้ให้ฟังอย่างออกรส
ฟังจบปุ๊บ ต่อให้เป็นคนสุขุมลุ่มลึกอย่างเจ้าสำนักหลิงเซียน ก็ยังอ้าปากค้างจนแมลงวันบินเข้าได้
เจ้าเมืองกู่โม่, รองเจ้าตำหนักเทพสังหาร, จอมมารเฒ่าอันคัง… ระดับเหลียนซวีถึงสามคนรุมสังหารจางอวิ๋น แต่ผลลัพธ์คือจางอวิ๋นไม่เพียงหนีรอดมาได้ แต่ยังฆ่าจอมมารเฒ่าอันคังตายคาที่!? (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“ไอ้หนู! เจ้าไม่ได้กำลังโม้หลอกคนแก่ใช่ไหม?”
เจ้าสำนักหลิงเซียนไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง นี่มันเรื่องแฟนตาซีเกินไปแล้ว!
“ไม่เชื่อท่านก็ถามแม่นางซูคนสวยดูสิขอรับ…”
จางอวิ๋นยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
เจ้าสำนักหลิงเซียนหันขวับไปมองซูเตี๋ยในภาพนิมิตเพื่อขอคำยืนยัน
“อีตานี่พูดเรื่องจริง!”
ซูเตี๋ยพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง
“……”
เจ้าสำนักหลิงเซียนอ้าปากพะงาบๆ มองจางอวิ๋นราวกับกำลังมองสัตว์ประหลาดจากต่างมิติ
นั่นมันระดับเหลียนซวีเชียวนะเฮ้ย! ตัวตนระดับตำนาน!
ทำไมเขาโดนจับไปงีบหลับแป๊บเดียว ตื่นมาจางอวิ๋นมันไปตบเกรียนระดับเหลียนซวีร่วงได้แล้ว?
หรือเขากำลังฝันอยู่?
เพียะ!
เจ้าสำนักหลิงเซียนตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่ เสียงดังฟังชัด
เจ็บ… เจ็บจี๊ดเลยด้วย
เจ็บกว่าตบธรรมดาเสียอีก... เดี๋ยวนะ ตอนเพิ่งตื่นก็เหมือนจะเจ็บหน้าแบบนี้ หรือว่ามีคนแอบตบหน้าเขาตอนหลับ?
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องพวกนี้นะ…”
ซูเตี๋ยเอ่ยขัดขึ้น อดไม่ได้ที่จะมองค้อนจางอวิ๋น
พอเห็นจางอวิ๋นยังคงยิ้มแป้นอยู่ มุมปากนางก็กระตุกรัวๆ
ไอ้บ้าเอ๊ย! ข้าร้อนใจจะตายอยู่แล้ว เจ้าตัวต้นเรื่องดันมายืนยิ้มระรื่นอยู่ได้!
จางอวิ๋นหัวเราะร่า “แม่นางซูคนสวย ทำใจให้สบายเถอะ เรื่องนี้อยู่ในแผนที่ข้าคำนวณไว้แล้ว!”
ซูเตี๋ยลังเล “แล้วเจ้า…”
“ในเมื่อพวกมันไม่ยอมเข้ามา… งั้นข้าก็จะมอบ ’เหตุผล’ ให้พวกมันต้องรีบแจ้นเข้ามากันหน่อย!”
จางอวิ๋นแสยะยิ้มมุมปาก แววตาฉายประกายอำมหิตวูบหนึ่ง
“เหตุผลที่จะเข้ามา?”
ซูเตี๋ยงุนงง
จางอวิ๋นไม่อธิบายอะไรมาก หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็บอกซูเตี๋ยและเจ้าสำนักหลิงเซียนว่า “ไปกันเถอะ ไปเจอกันที่แดนทรายมาร!”
พูดจบเขาก็พาเจ้าสำนักหลิงเซียนมุ่งหน้าไปยังทิศทางของแดนทรายมารทันที
ซูเตี๋ยในภาพนิมิตแม้จะยังสับสน แต่ก็ยอมเคลื่อนที่ไปยังจุดนัดหมายเช่นกัน
...
หนึ่งชั่วยามต่อมา ณ ทางเข้าแดนทรายมาร
“จางอวิ๋น ตกลงเจ้าจะทำอะไรกันแน่?”
ซูเตี๋ยที่เดินทางมาสมทบกับทั้งสองคน พอเจอหน้าก็อดถามไม่ได้ด้วยความใคร่รู้
“สร้างความวุ่นวายนิดหน่อย!”
จางอวิ๋นยิ้มบางๆ แล้วเดินนำลึกเข้าไปในแดนทรายมารอย่างไม่เกรงกลัว
ซูเตี๋ยกับเจ้าสำนักหลิงเซียนหันมามองหน้ากัน
ไม่รู้ว่าในน้ำเต้าของหมอนี่ขายยาอะไรอยู่?
แต่ทั้งคู่ก็ยอมเดินตามหลังชายหนุ่มผู้นี้ไปอย่างเงียบๆ
ไม่นานพวกเขาก็เข้ามาถึงเขต 500 เมตร
ตู้ม!!
จางอวิ๋นประเคนเท้าถีบกำแพงทรายมารที่ขวางหน้าจนระเบิดเป็นช่องโหว่ขนาดมหึมา ทรายกระจายฟุ้งตลบไปทั่วบริเวณ
“หือ?”
เหล่าผู้คนจากขุมกำลังระดับสูงของลานแดนมารที่รวมตัวกันอยู่ในเขต 500 เมตรต่างชะงักกึก หันมามองเป็นตาเดียว
“เชี่ย! ไอ้สัตว์ประหลาดนั่นกลับมาอีกแล้ว?”
“คนขององค์กรสีรุ้งกำลังตามล่ามันอยู่แทบพลิกแผ่นดิน มันยังกล้าโผล่หัวเข้ามาอีกเรอะ?”
“รีบหลบเร็ว! หลบไป!! อย่าไปขวางทางมัน!”
...
พอเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาแต่แฝงกลิ่นอายอันตรายของจางอวิ๋นชัดๆ สีหน้าของยอดฝีมือเหล่านี้ก็เปลี่ยนไปทันที
ราวกับเจอเทพหายนะ ต่างพากันแหวกทางถอยกรูดไปคนละทิศละทางอย่างพร้อมเพรียง
ซูเตี๋ยกับเจ้าสำนักหลิงเซียนเห็นแล้วก็ต้องแปลกใจ
ตลอดทางที่เข้ามา ตั้งแต่เขต 300 เมตร ก็มีคนเข้ามาขวางทางพวกเขาอยู่เรื่อยๆ แต่พอมาถึงเขต 500 เมตร พวกผู้บำเพ็ญกายาที่ดูแข็งแกร่งกว่าพวกข้างนอกอย่างเทียบไม่ติด กลับไม่กล้าขวางทางซะงั้น?
คนพวกนี้รู้จักความน่ากลัวของจางอวิ๋นแน่ๆ
ทั้งสองอดไม่ได้ที่จะหันไปมองแผ่นหลังของจางอวิ๋นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
“ไปกันเถอะ!”
จางอวิ๋นไม่อธิบายอะไรมาก พูดจบก็เดินดุ่มๆ เข้าไปข้างในต่ออย่างมั่นคง
ซูเตี๋ยกับเจ้าสำนักรีบสาวเท้าตามไป
เพียงแค่ใช้ใบหน้าของจางอวิ๋นเป็นใบเบิกทาง ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหน ฝูงชนต่างแหวกทางให้อย่างรวดเร็วราวกับแหวกทะเล
จนกระทั่งมาถึงเขต 700 เมตร ถึงได้เจออุปสรรคที่แท้จริง
หน้ากากเทา, หน้ากากชมพู, หน้ากากทอง…
กลุ่มคน 7 คน สวมหน้ากากสีสันฉูดฉาดแต่แผ่รังสีสังหารรุนแรงยืนขวางทางอยู่
“องค์กรสีรุ้ง!!”
ซูเตี๋ยและเจ้าสำนักหลิงเซียนรูม่านตาหดเกร็ง
เจ้าสำนักหลิงเซียนในฐานะอดีตศิษย์สำนักโหยวหลิง ย่อมรู้จักกิตติศัพท์อันเลื่องลือขององค์กรนักฆ่าสีรุ้งเป็นอย่างดี
“ข้าแค่จะขอผ่านทาง พวกท่านช่วยหลีกทางหน่อยจะได้ไหม?”
จางอวิ๋นเอ่ยเสียงเรียบ ราวกับกำลังขอยืมทางเดินในตลาด
เขาไม่แปลกใจเลยที่ยังมีสมาชิกองค์กรสีรุ้งหลงเหลืออยู่
ในภาพนิมิตก่อนหน้านี้มีสมาชิกองค์กรสีรุ้งถึง 12 คน แต่เขาเพิ่งจัดการเชือดทิ้งไปแค่ 5 คนเท่านั้น
อีก 7 คนนี้ คาดว่าก่อนหน้านี้คงเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึกของแดนทรายมาร
“ส่งตัวเจ้าแดงกับพวกออกมาซะ!”
สมาชิกองค์กรสีรุ้งหน้ากากเทาที่เป็นหัวหน้าตะคอกเสียงเย็นยะเยือก จิตสังหารพวยพุ่ง
จางอวิ๋นยิ้มมุมปาก “ข้าปล่อยพวกเขาได้นะ แต่พวกท่านต้องช่วยอะไรข้าหน่อย!”
“ข้าไม่ได้มาต่อรองกับเจ้า!”
คนหน้ากากเทาคำรามเสียงเหี้ยม “ไม่ปล่อย… ก็ตาย!!”
บึ้ม!!
สิ้นเสียงคำราม มันก็กระทืบเท้าลงบนผืนทรายอย่างเกรี้ยวกราด กวาดกรงเล็บสร้างคลื่นทรายมารมหาศาล ก่อตัวเป็นกรงเล็บปีศาจทรายยักษ์ขนาดกว่าสิบเมตร พุ่งเข้าตะปบใส่จางอวิ๋นหมายจะขยี้ให้แหลกคามือ
ซูเตี๋ยและเจ้าสำนักหลิงเซียนหน้าถอดสี
ในสถานที่ที่พลังถูกกดดันเช่นนี้ มันยังสามารถรวบรวมพลังโจมตีรุนแรงขนาดนี้ได้อีกรึ? สมแล้วที่เป็นองค์กรสีรุ้ง!
แต่วินาทีถัดมา…
โพละ!
กรงเล็บทรายมารยักษ์ที่ดูน่าเกรงขาม ถูกเส้นแสงพลังเซียนเหี่ยวเฉาสีเทาทองเพียงเส้นเดียวของจางอวิ๋นพุ่งทะลวงจนแตกกระจายเป็นฝุ่นผง!
จางอวิ๋นยกมือขวาขึ้นช้าๆ รวบรวมพลังเซียนเหี่ยวเฉาจำนวนสามสิบเส้นไว้ที่ปลายนิ้วชี้ แล้วจิ้มออกไปเบาๆ ใส่สมาชิกองค์กรสีรุ้งทั้งเจ็ดที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
ดัชนีเหี่ยวเฉาตัดนภา!
เปรี้ยง!
แสงดัชนีปรากฏ ฟ้าดินพลันแปรเปลี่ยน!
ในสายตาของคนหน้ากากเทาและพรรคพวกทั้งเจ็ด โลกทั้งใบพลันมืดมิดลง รัศมีดัชนีที่แฝงด้วยเจตจำนงแห่งความตายอันไร้ที่สิ้นสุด ถาโถมเข้ามาบดขยี้จิตวิญญาณของพวกมันราวกับท้องฟ้าถล่มลงมาทับ
“แย่แล้ว!!”
สมาชิกองค์กรสีรุ้งทั้งเจ็ดหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม ระเบิดพลังแสงสีต่างๆ ออกมาจากร่าง พยายามควบคุมทรายมารรอบกายขึ้นมาสร้างเกราะต้านทานสุดชีวิต
แต่ภายใต้อานุภาพของดัชนีนี้ พลังป้องกันของพวกมันเปราะบางยิ่งกว่าเต้าหู้ เพียงแค่สัมผัสก็แตกสลายกลายเป็นจุณ
ฉึก ฉึก ฉึก!!
เสียงทะลวงร่างดังถี่ยิบ เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมผืนทราย สมาชิกองค์กรสีรุ้งทั้งเจ็ดกระอักเลือดคำโต ร่างกระเด็นไปคนละทิศละทางเหมือนว่าวสายป่านขาด
ร่วงลงไปกองกับพื้น แน่นิ่งไม่ไหวติง!
เงียบกริบ!
ทั่วทั้งบริเวณเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดทราย ‘หวีดหวิว’ บาดหู
ผู้คนที่มุงดูเหตุการณ์อยู่รอบๆ ต่างอ้าปากค้างจนขากรรไกรแทบหลุด ดวงตาแทบถลนออกมานอกเบ้า
แม้แต่ซูเตี๋ยกับเจ้าสำนักหลิงเซียนก็ไม่เว้น
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
สมาชิกองค์กรสีรุ้งระดับหัวกะทิเจ็ดคน… โดนจางอวิ๋นใช้นิ้วเดียวจิ้มร่วงหมดเนี่ยนะ?
ที่สำคัญคือดัชนีเมื่อกี้…
นี่มันในลานแดนมารและแดนทรายมารนะ ในสถานที่ที่พลังเวทย์ถูกกฎเกณฑ์กดดันอย่างหนักแบบนี้ จางอวิ๋นยังสามารถปล่อยท่าโจมตีที่รุนแรงระดับทำลายล้างขนาดนั้นออกมาได้อีกเหรอ?
พวกเขาตาฝาดไปรึเปล่า??
หลายคนขยี้ตาแล้วขยี้ตาอีก นึกว่าทรายเข้าตาจนเกิดภาพหลอน แต่ขยี้จนตาแดง ภาพสมาชิกองค์กรสีรุ้งเจ็ดคนนอนเกลื่อนพื้นเหมือนสุนัขข้างถนนก็ยังตำตาอยู่ดี
ผู้บำเพ็ญเพียรโดยรอบตัวสั่นเทิ้ม มองจางอวิ๋นด้วยสายตาหวาดกลัวสุดขีด ราวกับกำลังมองยมทูตที่เดินดินได้
ไอ้หมอนี่มันสัตว์ประหลาดหลุดมาจากขุมนรกไหนกันแน่!?
จางอวิ๋นไม่สนใจสายตาหวาดผวาของฝูงชน เขาโบกมือเบาๆ เก็บกวาดร่างสมาชิกองค์กรสีรุ้งทั้งเจ็ดเข้าไปในหอสมบัติเซียนอย่างใจเย็น
ไม่ว่าจะฆ่าให้เป็นศพ หรือรอออกไปแล้วใช้ ‘เคล็ดสะกดวิญญาณ’ ควบคุม พวกนี้ล้วนเป็นทรัพยากรกำลังรบอันล้ำค่าทั้งสิ้น จะปล่อยทิ้งไว้ก็เสียดายของ
“ไปกันเถอะ!”
พูดจบเขาก็เดินเอามือไพล่หลัง มุ่งหน้าลึกเข้าไปในแดนทรายมารต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ซูเตี๋ยกับเจ้าสำนักหลิงเซียนกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ ตั้งสติได้ก็รีบสาวเท้าเดินตามหลังชายหนุ่มผู้เป็นดั่งปริศนาผู้นั้นไป
เมื่อมาถึงเขต 800 เมตร รอบข้างก็แทบไม่เห็นผู้คนแล้ว บรรยากาศเงียบสงัดและกดดันยิ่งกว่าเดิม
“เอาตรงนี้แหละ!”
จางอวิ๋นหยุดเดิน แล้วประกาศออกมา