ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 343 เตรียมตัวจากไป
ร่างของคนผู้นั้นพลันแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน
จางอวิ๋นจ้องมองบุรุษเบื้องหน้าที่ใช้เสื้อคลุมห่อหุ้มร่างกายมิดชิดด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาล “ดูท่าเมื่อครู่ข้าคงจะลงมือออมแรงเกินไปสินะ เจ้าถึงได้ฟื้นตัวลุกขึ้นมาหาเรื่องตายได้เร็วถึงเพียงนี้?”
สิ้นประโยคสั้นๆ นี้ สีหน้าของคนภายใต้เสื้อคลุมก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงทันที!
เขาไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวหนี รีบหันขวับกลับมาพร้อมกับกระชากเสื้อคลุมที่ใช้ปิดบังโฉมหน้าออกด้วยมือที่สั่นเทา แล้วทิ้งตัวลงคุกเข่าต่อหน้าจางอวิ๋นอย่างหมดท่าพลางวิงวอนเสียงระรัว “ผู้อาวุโส! โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย! ตระกูลติงของพวกข้าหาได้มีเจตนาจะเป็นศัตรูกับท่านไม่ พวกข้าล้วนถูกบีบบังคับจากเจ้าเมืองกู่โม่จริงๆ!”
จางอวิ๋นยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง ไร้ซึ่งร่องรอยของความเมตตาหรือความโกรธเกรี้ยว
คนตรงหน้านี้ ก็คือชายร่างกำยำผมขาวผู้นำกลุ่มตระกูลติง ผู้ที่เคยบังอาจมาดักทางเขา ณ เขตเจ็ดร้อยเมตรในแดนทรายมาร และเมื่อครู่ก็เพิ่งถูกกู่ถัวลากตัวมาเป็นโล่มนุษย์เล่นงานเขาอีกครา
“คนตระกูลติงของพวกเจ้านี่… หนังเหนียวและอึดทนกว่าที่ข้าประเมินไว้มากนัก”
จางอวิ๋นปรายตามองอีกฝ่ายและเหล่าผู้บำเพ็ญกายาตระกูลติงกว่าสิบคนที่นอนพะงาบอยู่บนพื้นทราย แม้สภาพจะสะบักสะบอมเจียนตาย แต่ทว่าทุกคนกลับยังคงหลงเหลือลมหายใจอยู่อย่างน่าอัศจรรย์ เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
เมื่อครู่เขาลงมือไปหาใช่เบาๆ ผู้บำเพ็ญกายาระดับแปลงเทพทั่วไปย่อมไม่มีทางรับพละกำลังมหาศาลนั้นได้ไหวแน่ แต่คนตระกูลติงกลุ่มนี้โดนเข้าไปเต็มรักกลับยังรอดตายมาได้ ถือว่ามีรากฐานที่ยอดเยี่ยมไม่เบา
“ยามนี้ข้ามีทางเลือกให้เจ้าเพียงสองทาง…”
จางอวิ๋นเอ่ยเสียงเย็นพลางชี้นิ้วไปยังซากศพของเหล่านักฆ่าแห่งตำหนักเทพสังหารที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่ “หนึ่ง… นำคนตระกูลติงของพวกเจ้ามาสวามิภักดิ์ต่อข้าแต่โดยดี หรือสอง… มีจุดจบกลายเป็นซากศพแห้งกรังเหมือนกับพวกมัน!”
ชายร่างกำยำผมขาวใบหน้าซีดสลดถึงขีดสุด เขาไม่ลังเลแม้แต่เสี้ยววินาที รีบโขกศีรษะลงกับพื้นทรายจนดังสนั่น “นายท่าน! นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ท่านคือผู้เป็นนายเหนือหัวเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลติงพวกเรา!!”
“ดี!”
จางอวิ๋นเก็บกวาดศพของพวกขวงหลงเข้าไปในศาสตรามิติพลางเอ่ยต่อ “นับจากนี้ไม่ต้องเรียกข้าว่านายท่าน... จงเรียกว่า ‘ท่านเจ้าสำนัก’ ในเมื่อสวามิภักดิ์แล้ว ต่อไปพวกเจ้าก็คือสมาชิกกลุ่มแรกของ ‘สำนักเซียนอันดับหนึ่ง’ ของข้า!”
“สำนักเซียนอันดับหนึ่ง?”
ชายร่างกำยำผมขาวพึมพำด้วยความงุนงง ชื่อสำนักที่ฟังดูยิ่งใหญ่ปานนี้ เหตุใดเขาถึงไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนในแดนโกลาหล?
“อีกไม่นานข้าจะพาพวกเจ้ากลับสำนัก ยามนี้จงเข้าไปรักษาอาการบาดเจ็บข้างในนี้ก่อนเถอะ!”
จางอวิ๋นเอ่ยทิ้งท้ายสั้นๆ ก่อนจะสะบัดมือวูบหนึ่ง
ชายร่างกำยำผมขาวหาได้กล้าขัดขืนไม่ ร่างของเขาถูกแรงดึงดูดมหาศาลดูดเข้าไปใน ‘หอสมบัติเซียน’ พร้อมกับพรรคพวกตระกูลติงที่ยังคงนอนบาดเจ็บสาหัสอยู่บนพื้นทรายทันที
ความจริงแล้ว จางอวิ๋นเริ่มมีความคิดที่จะรับคนตระกูลติงกลุ่มนี้ไว้ใช้งานตั้งแต่ครั้งแรกที่จัดการพวกมันได้ ณ เขตห้าร้อยเมตรแล้ว
ประการแรก ในฐานะผู้บำเพ็ญกายาระดับแปลงเทพ ฝีมือและพละกำลังของคนกลุ่มนี้ถือว่าโดดเด่นไม่น้อย
ประการที่สอง คนตระกูลติงกลุ่มนี้ล้วนครอบครองกายาพิเศษที่เรียกว่า ‘กายาหลักโลหิต’ ซึ่งความพิเศษเหนือชั้นของมันก็คือ… ความอึดถึกทนเกินขีดจำกัดมนุษย์!
ทว่าตอนนั้นสถานการณ์ไม่อำนวย อีกทั้งในสถานที่แห่งนั้นเขายังไม่อาจใช้วิชาสะกดจิตวิญญาณได้ จึงได้แต่ปล่อยผ่านไปก่อน ไม่นึกเลยว่าโชคชะตาจะเหวี่ยงให้กลับมาพบกันอีกรอบเช่นนี้
การลงมือเมื่อครู่ จางอวิ๋นจงใจออมแรงไว้ส่วนหนึ่งไม่ได้กะเอาให้ถึงตาย แต่แรงกระแทกระดับนั้นหากเป็นผู้บำเพ็ญกายาระดับแปลงเทพทั่วไปคงต้องแหลกสลายกลายเป็นผุยผงไปแล้ว
เขาก็แค่ต้องการทดสอบดูว่า ‘กายาหลักโลหิต’ ของพวกตระกูลติงจะก้าวข้ามขีดจำกัดได้หรือไม่
หากรอดชีวิตมาได้ ก็ถือว่ามีคุณสมบัติพอจะเก็บไว้ใช้งาน แต่หากต้องตายตกไป ก็ถือว่าสิ้นบุญเพียงเท่านี้
และคำตอบที่ได้ก็ชัดเจนยิ่งนัก หัวหน้ากลุ่มอย่างชายร่างกำยำผมขาวถึงกับสามารถลุกขึ้นมาปลอมตัวเตรียมจะหลบหนีได้ ความแข็งแกร่งนี้เหนือกว่าที่เขาประเมินไว้เสียอีก
หากในอนาคตได้รับการบ่มเพาะอย่างถูกวิธี และหาทางลบจุดอ่อนที่จุดตายของพวกมันได้ ตระกูลติงกลุ่มนี้จะกลายเป็นกำลังรบที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของสำนักเซียนอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน...
“ต้องรีบไปจากที่นี่เสียแล้ว!”
หลังจากเก็บกวาดร่องรอยการสังหารเสร็จสิ้น จางอวิ๋นก็ทอดสายตามองออกไปนอกเขตแดนทรายมารด้วยแววตาครุ่นคิด
การที่เขาสังหารกู่ถัวตัวจริงไม่ได้ ย่อมหมายความว่าอีกฝ่ายต้องหนีรอดออกไปจากลานแดนมารแล้วแน่นอน หากเป็นเพียงตัวกู่ถัวเพียงลำพังเขาย่อมหาได้เกรงกลัวไม่ แต่สิ่งที่เขากังวลคือ กู่ถัวที่ได้ประจักษ์ถึงพลังลึกลับของเขาในนี้ อาจจะหน้าด้านหน้าทนไปเชิญตัวตนที่แข็งแกร่งระดับตำนานของเมืองกู่โม่ให้ออกโรงเอง
ก่อนหน้านี้เขามั่นใจว่ายอดฝีมือผู้นั้นจะไม่เคลื่อนไหว เพราะเกรงใจอำนาจของสมาพันธ์แห่งแสง และคิดว่าลำพังแค่กู่ถัวกับพวกก็น่าจะกำจัดเขาได้โดยง่าย
แต่ยามนี้เขาได้แสดงอานุภาพสั่นสะเทือนฟ้าดินในลานแดนมารไปถึงเพียงนี้ กู่ถัวที่รู้ตัวว่าไม่อาจรับมือได้เพียงลำพัง ย่อมต้องซัดทอดเรื่องนี้ไปถึงหูยอดฝีมือลึกลับผู้นั้นแน่
ต้องรีบเร้นกายก่อนที่ภัยพิบัติระดับที่ข้าไม่อาจต้านทานจะมาเยือน!
……
ณ ทางออกแห่งหนึ่งของลานแดนมาร
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นสุนัขรับใช้ของขุมกำลังไหน... ข้าจะสับร่างเจ้าออกเป็นหมื่นๆ ชิ้นให้จงได้!!”
กู่ถัวออกแรงบีบป้ายหยกสื่อสารในมือจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง แววตาอำมหิตจ้องเขม็งไปทางแดนทรายมารราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะพุ่งร่างหายเข้าไปในอุโมงค์ทางออก
ทันทีที่เขากลับมาถึงเมืองหยวนม่อ
เมื่อเห็นสภาพความวุ่นวายโกลาหลที่เกิดขึ้นภายในเมือง ใบหน้าของกู่ถัวก็เคร่งขรึมลงจนน่ากลัว จิตสังหารแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบข้างบิดเบี้ยว
“ใครหน้าไหนกล้าลงมือสร้างความวุ่นวายอีก... ข้ารับรองว่ามันจะไม่ได้เห็นแสงตะวันของวันพรุ่งนี้!”
กู่ถัวแผดเสียงตวาดลั่น แรงกดดันมหาศาลของระดับเหลียนซวีกวาดซัดไปทั่วทั้งเมืองหยวนม่อดุจคลื่นยักษ์
เสียงตวาดที่แฝงด้วยตบะอันแรงกล้าทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนในเมืองตัวสั่นเทาด้วยความหวาดผวา หลายคนถึงกับกระอักเลือดออกมาเพราะทานทนต่อแรงกดดันไม่ไหว เมืองหยวนม่อที่เคยโกลาหลพลันเงียบสงัดลงในพริบตา
“ผู้ที่มีระดับพลังแปลงเทพขึ้นไปทุกคน... จงฟังคำสั่งข้า!”
เมื่อสถานการณ์สงบลง กู่ถัวจึงหยิบป้ายหยกสื่อสารอีกอันขึ้นมาสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “จงปล่อยเส้นด้ายหุ่นเชิดออกมาเดี๋ยวนี้… กาง ‘มหาค่ายกลหมื่นหุ่นเชิด’ ครอบคลุมทั่วทั้งเมืองหยวนม่อ!!”
สิ้นคำสั่ง ทั่วทุกมุมเมืองหยวนม่อพลันปรากฏเส้นด้ายพลังงานสีเงินจางๆ ที่ละเอียดจิ๋วจนตาเปล่าแทบมองไม่เห็นพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เส้นด้ายเหล่านั้นเริ่มถักทอเกี่ยวพันกันกลางอากาศอย่างรวดเร็วประดุจใยแมงมุมยักษ์ เพียงไม่นานก็ครอบคลุมไปทั่วทั้งน่านฟ้าของเมืองหยวนม่ออย่างสมบูรณ์!
ณ ยอดเขาลูกเล็กนอกเมืองหยวนม่อ
“นับว่าโชคยังดีที่ข้าเผ่นออกมาได้ทันเวลา!”
นักพรตหงต๋ายืนมองภาพเหตุการณ์ในเมืองอยู่ไกลๆ พลางลูบอกตัวเองด้วยความโล่งอกโล่งใจ
ทันทีที่ปลีกตัวออกมาจากสมรภูมิในแดนทรายมารได้ เขาก็ไม่รอช้า รีบพุ่งตัวออกจากเมืองหยวนม่อชนิดไม่คิดชีวิต
หากเขาตัดสินใจช้ากว่านี้เพียงอึดใจเดียว ป่านนี้คงได้กลายเป็นนกในกรงที่ถูกขังอยู่ในมหาค่ายกลหมื่นหุ่นเชิดนั่นไปแล้ว
“กู่ถัว ไอ้แก่จอมเจ้าเล่ห์นั่น… จัดการยากกว่าที่ข้าคิดไว้จริงๆ!”
นักพรตหงต๋าจ้องมองเส้นด้ายพลังงานที่วูบวาบอยู่เหนือน่านฟ้าเมืองหยวนม่อด้วยแววตาเคร่งเครียด “ถึงกับยอมใช้ ‘มหาค่ายกลหมื่นหุ่นเชิด’ เชียวรึ! สหายเต๋าจางเอ๋ยสหายเต๋าจาง… หวังว่าท่านจะยังมีโชคพอที่จะหนีรอดออกมาได้นะ ไม่อย่างนั้นการลงทุนเสี่ยงตายของข้าก่อนหน้านี้คงต้องขาดทุนป่นปี้แน่!”
……
ภายในลานแดนมาร
“อัญเชิญ!”
จางอวิ๋นสะบัดมือวูบหนึ่ง เรียกแท่นอัญเชิญบรรพชนออกมาปรากฏตรงหน้า
เขาสะบัดแขนเสื้อ โยนซากศพหุ่นเชิดที่มีใบหน้าเหมือน ‘กู่ถัว’ ทั้งสิบเอ็ดร่างที่เขาเก็บรวบรวมมาได้ก่อนหน้านี้ขึ้นไปบนแท่นพิธีทั้งหมด
วิ้ง! วิ้ง! วิ้ง!!
แสงสีทองเจิดจ้าบาดตาพุ่งวาบขึ้นสู่ท้องฟ้า เงาร่างสายหมอกกว่าร้อยสิบคนค่อยๆ เดินก้าวออกมาจากความว่างเปล่าอย่างน่าเกรงขาม
【 ชิงเล่อฉือ 】
ระดับพลัง: แปลงเทพ ขั้นสูงสุด
เคล็ดวิชาและทักษะยุทธ์: เคล็ดศักดิ์สิทธิ์ชิงเซียว, กระบี่ป่วนเมฆา…
ระยะเวลาคงอยู่: 1 วัน
【 ชิงไป๋เหมย 】
ระดับพลัง: แปลงเทพ ขั้นสูง
เคล็ดวิชาและทักษะยุทธ์: เคล็ดศักดิ์สิทธิ์ชิงเซียว, บาทาเหยียบเมฆา…
ระยะเวลาคงอยู่: 1 วัน
【 ชิงฝู 】
ระดับพลัง: แปลงเทพ ขั้นสูง
เคล็ดวิชาและทักษะยุทธ์: เคล็ดศักดิ์สิทธิ์ชิงเซียว…
…
“นี่พวกมันเป็นคนของตำหนักชิงเซียวทั้งหมดเลยรึ?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ
ดูท่ากู่ถัวจะมีความแค้นฝังรากกับตำหนักชิงเซียวจริงๆ ถึงได้ลงมือสังหารยอดฝีมือระดับแปลงเทพของตำหนักชิงเซียวไปมากมายถึงเพียงนี้ แล้วยังบังอาจนำศพของพวกเขามาแปลงโฉมทำเป็นหุ่นเชิดรับใช้ไว้อีก
“ดูเหมือนว่า… เคล็ดวิชาเนตรเซียนจะมีข้อจำกัดที่น่ารำคาญซ่อนอยู่สินะ!”
จางอวิ๋นกวาดสายตามองข้อมูลของสิ่งมีชีวิตอัญเชิญเหล่านี้แล้วถอนหายใจออกมาแผ่วเบา
ยอดฝีมือเหล่านี้แท้จริงแล้วมีพลังเพียงระดับแปลงเทพเท่านั้น แต่เหตุใดก่อนหน้านี้ในยามที่มีพลังงานของกู่ถัวควบคุมอยู่ เขาถึงกลับมองไม่เห็นข้อมูลใดๆ เลยแม้แต่น้อย
สำหรับสิ่งมีชีวิตที่เดิมทีเขาควรจะมองเห็นข้อมูลได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่หากบนตัวคนผู้นั้นมีพลังงานที่เหนือกว่าระดับของเขาขึ้นไปหนึ่งระดับขั้นใหญ่แฝงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพลังควบคุมหุ่นเชิดหรือพลังคุ้มครองใดๆ มันจะสร้างม่านพรางตาเพื่อปิดกั้นการสอดแนมของเนตรเซียนในทันที
นั่นย่อมหมายความว่า… ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นเพียงผู้บำเพ็ญระดับสร้างรากฐาน แต่หากมีพลังระดับเหลียนซวีคอยคุ้มครองอยู่ เขาก็จะไม่อาจมองเห็นข้อมูลเบื้องลึกได้เลย
“น่ารำคาญชะมัดยาด!”
จางอวิ๋นยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ ด้วยความหงุดหงิดใจ
ในอดีตเขาหาได้ใส่ใจกับข้อจำกัดที่ว่า ‘ห้ามมองข้ามระดับขั้นใหญ่’ นี้เท่าใดนัก แต่ยิ่งเขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เขาก็เริ่มรู้สึกว่าข้อจำกัดนี้มันกวนใจเขาเข้าให้แล้ว
ก็เพราะในยามนี้ ศัตรูที่เขามักจะเผชิญหน้าด้วย… ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกข้ามรุ่นที่เก่งกาจกว่าเขาทั้งสิ้น!
“เนตรเซียนเป็นเพียงขั้นที่สองของ ‘เนตรสวรรค์แห่งปรมาจารย์’ หากข้าสามารถอัปเกรดมันเข้าสู่ขั้นที่สาม… ข้อจำกัดที่น่ารำคาญนี้จะมลายหายไปหรือไม่นะ?”
จางอวิ๋นลูบคางพลางขบคิดอย่างหนัก
ทว่าไม่นานเขาก็ส่ายหน้าปัดความคิดนั้นทิ้งไป
เงื่อนไขการอัปเกรดเนตรสวรรค์ยังคงเป็นปริศนาที่มืดแปดด้าน หากเทียบกันแล้ว การรีบหาทางทะลวงระดับเข้าสู่ ‘ระดับแปลงเทพ’ ย่อมดูมีความหวังและจับต้องได้มากกว่า!
เนื่องจากจิตวิญญาณของเขาในยามนี้ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปไกลแสนไกลแล้ว การจะเลื่อนระดับจากระดับหยวนอิงไปสู่ระดับแปลงเทพจึงหาได้มีคอขวดหรืออุปสรรคใดๆ ขวางกั้น สิ่งเดียวที่เขาขาดแคลนในยามนี้ก็คือ… การถมพลังงานปราณให้เต็มเปี่ยมเพียงพอต่อการทะลวงระดับหยวนอิงขั้นสูงสุดเท่านั้น!
“ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากที่นี่… ข้าจะเริ่มทะลวงระดับในทันที!”
เมื่อตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่ เขาก็สะบัดมือเก็บสิ่งมีชีวิตอัญเชิญทั้งหมดกลับคืนไป
สายตาของเขาจับจ้องไปตามสัมผัสที่แผ่ออกไป ล็อคเป้าหมายไปยังทิศทางหนึ่งภายในลานแดนมารอย่างรวดเร็ว
ก่อนจะจากลาที่แห่งนี้ไป… ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เขาต้องจัดการให้เรียบร้อยเสียก่อน!
……