ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 352 กู่ถัวมาเยือน
ตู้ม!
ตู้ม!
บนท้องนภาอันกว้างใหญ่ ปรากฏเงามายาของ ‘ราชันย์’ ผู้ทรงอำนาจส่องแสงสีทองเจิดจรัส และเงามายาของ ‘เงือก’ ที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในสายน้ำทิพย์ ผุดขึ้นมาซ้อนทับกับนิมิตเดิมอย่างพร้อมเพรียง!
“นี่มัน…”
ผู้คนที่กำลังเร่งรุดมาจากทั่วสารทิศต่างจ้องมองภาพบนฟากฟ้าด้วยความงุนงงสงสัย
เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่?
เหตุใดจู่ๆ ถึงมีนิมิตระดับตำนานโผล่มาเพิ่มอีกถึงสองอย่าง?
ตกลงว่านี่มันมีการทะลวงด่านกันกี่รอบ หรือมีสัตว์ประหลาดตนไหนกำลังฝืนลิขิตสวรรค์กันแน่?
ไม่ใช่สิ… หรือว่าจะมีคนทะลวงด่านพร้อมกันหลายคน?
หรือจะเป็นโบราณสถานลึกลับเปิดออก ไม่ก็สมบัติวิเศษระดับสวรรค์ถือกำเนิด?
เมื่อความคิดแล่นไปถึงจุดนั้น ความโลภก็เข้าครอบงำจิตใจ พวกเขายิ่งเร่งความเร็วในการเหาะเหินเดินอากาศขึ้นไปอีกขั้น
แม้ว่านิมิตเหล่านี้จะดูเหมือนเกิดจากการทะลวงด่านของผู้มีพรสวรรค์เหนือโลก แต่การปรากฏตัวของโบราณสถานหรือสมบัติวิเศษระดับตำนาน ก็สามารถก่อให้เกิดปรากฏการณ์สะท้านฟ้าดินเช่นนี้ได้เช่นกัน
ผู้บำเพ็ญเพียรบางส่วนที่เดิมทีลังเลหรือไม่คิดจะมา ตอนนี้ต่างก็ถูกแรงดึงดูดของนิมิตชักนำให้มุ่งหน้ามารวมตัวกันอย่างคับคั่ง
...
ภายในถ้ำเล็กๆ ชั่วคราว
“มาช้าแต่มาชัวร์จริงๆ!”
จางอวิ๋นสัมผัสถึงพลังงานคืนกำไรสองสายที่ปะทุขึ้นในกายอย่างรุนแรง อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจ
เขาไม่รอช้า จัดการดูดซับมันพร้อมกับพลังงานที่ได้จากอู๋ไห่ไห่ หลอมรวมเข้าด้วยกันไปในคราวเดียว!
ตู้ม!
ระดับหยวนอิงขั้นสูงสุด… ขั้นเก้า!
เมื่อพลังขุมหนึ่งก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ กลิ่นอายพลังของเขาก็ยกระดับพุ่งทะยานขึ้นไปอีกขั้น
“อี๊ยา อี๊ยา!!”
อู๋ไห่ไห่ที่นั่งเล่นอยู่ข้างๆ เห็นอาจารย์เปล่งแสงวูบวาบ ก็ตบมือแปะๆ อย่างชอบอกชอบใจ
“เด็กน้อย?”
ทันใดนั้น เสียงชราที่เจือไปด้วยความประหลาดใจก็ดังแทรกเข้ามา
จางอวิ๋นที่กำลังดูดซับพลังอยู่สีหน้าเคร่งขรึมลงทันที แต่ไม่อาจหยุดการกระทำกลางคันได้ จึงได้แต่เงยหน้าขึ้นมอง
เห็นเพียงที่ด้านบนรูโหว่ขนาดใหญ่บนเพดานถ้ำ ซึ่งเกิดจากแรงระเบิดพลังตอนอู๋ไห่ไห่ตื่น มีชายชราสวมชุดนักพรตสีขาวลอยตัวอยู่กลางอากาศ สายตาจ้องมองลงมา
ระดับแปลงเทพขั้นสูงสุด!
เพียงกวาดตามองข้อมูลของอีกฝ่ายแวบหนึ่ง จางอวิ๋นก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วหลับตาลงเร่งหลอมรวมพลังต่อโดยไม่สนใจ
“ระดับหยวนอิงขั้นสูงสุด? ไม่สิ… กลิ่นอายนี้มันแปลกพิกล!”
เฒ่านักพรตเพ่งมองจางอวิ๋น สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบนร่างเขาแล้วเลิกคิ้วเล็กน้อย
“มิน่าล่ะถึงชักนำนิมิตเมื่อกี้ได้ แต่ดูจากสภาพเจ้าแล้ว เหมือนกำลังพยายามจะทะลวงระดับแปลงเทพสินะ…”
“ไสหัวไป!”
ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะพล่ามจบ จางอวิ๋นก็ตวาดสวนด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
เฒ่านักพรตชะงักคำพูด คิ้วขมวดเข้าหากันทันทีด้วยความไม่พอใจ
“ไอ้หนู เจ้า…”
“ไสหัวไปซะ—!!”
จางอวิ๋นตวาดขัดขึ้นอีกครั้ง เสียงก้องกังวานสะท้านจิตใจ
เฒ่านักพรตเริ่มมีน้ำโห ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยโทสะ ตะคอกกลับเสียงแข็ง
“เด็กรุ่นหลังสมัยนี้ช่างไร้มารยาทสิ้นดี! เห็นทีวันนี้ข้าคงต้องสั่งสอนเจ้าแทนผู้หลักผู้ใหญ่เสียหน่อยว่า…”
ฟุ่บ!
วาจายังไม่ทันสิ้นสุด ประกายแสงกระบี่อันคมกริบเย็นเยียบก็พุ่งทะลวงออกมาจากในถ้ำอย่างฉับพลัน!
รวดเร็ว! รุนแรง! ไร้ปรานี!
“แย่แล้ว!”
เฒ่านักพรตหน้าถอดสี สัญชาตญาณร้องเตือนถึงความตาย รีบดีดตัวหลบหนีสุดชีวิต
แต่ประกายกระบี่นั้นรวดเร็วปานสายฟ้าฟาดผ่าฟากฟ้า
ฉัวะ!
“อ๊ากกก!!”
เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมผืนฟ้า แขนข้างหนึ่งของเฒ่านักพรตถูกฟันจนขาดกระเด็นลอยละลิ่ว!
เขากรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด พลางกุมปากแผลเอาไว้แน่น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
ยอดฝีมือ!
เขามองกลับไปในถ้ำด้วยความหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ ก่อนจะไม่กล้ารั้งรอแม้แต่วินาทีเดียว รีบหันหลังบินหนีสุดชีวิต
จางอวิ๋นไม่ได้ไล่ตาม เพียงแค่เอ่ยปากสั่งคนข้างกายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ห้ามให้ใครหน้าไหนเข้ามาใกล้ในรัศมีสิบลี้! ฆ่าไม่เว้น!”
“ขอรับ!”
เสียงตอบรับอันหนักแน่นทรงพลังดังขึ้นพร้อมกันห้าเสียง!
‘ขวงหลง’ ทั้งห้าตนพุ่งทะยานออกจากถ้ำทันที กระจายตัวไปประจำการยังห้าทิศทางในรัศมีสิบลี้ โดยมีถ้ำแห่งนี้เป็นจุดศูนย์กลาง สร้างวงล้อมมรณะขึ้นมา
เมื่อนั้นจางอวิ๋นถึงวางใจ หลอมรวมพลังงานคืนกำไรต่อ
ก่อนหน้านี้ตอนรับมือกับกู่ถัว เขาเรียกขวงหลงออกมาแค่ห้าตน ยังเหลืออีกห้าตนเก็บไว้ในหอสมบัติเซียนเพื่อเป็นไพ่ตายใช้ในยามฉุกเฉิน
ตอนที่วางค่ายกลผนึกวิญญาณเมื่อครู่ เขาจึงปล่อยขวงหลงทั้งห้านี้ออกมาเฝ้าถ้ำไว้ล่วงหน้า
เดิมทีคิดว่าคงไม่มีเหตุไม่คาดฝันอะไรใหญ่นัก แต่การตื่นของอู๋ไห่ไห่ดันเล่นใหญ่สะเทือนเลื่อนลั่นปานฟ้าถล่มดินทลายซะขนาดนี้
เขารู้ดีว่าความเคลื่อนไหวเมื่อครู่ต้องดึงดูดเสือสิงห์กระทิงแรดมาไม่น้อยแน่
แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว จะหยุดก็ไม่ได้ มีแต่ต้องเดินหน้าต่อเท่านั้น!
ตอนนี้เขาเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการทะลวงด่านแล้ว มีแต่ต้องรีบทำให้สำเร็จ!
คิดได้ดังนั้น เขาก็หยิบ ‘หัวใจราชินีนางมารทะเลทราย’ ระดับแปลงเทพออกมา แล้วเริ่มดูดซับพลังงานมหาศาลจากหัวใจดวงนี้ไปพร้อมๆ กับการหลอมรวมพลังงานคืนกำไรในร่าง
กลิ่นอายพลังของเขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่ง!
...
เฒ่านักพรตที่แขนขาดหนีตายออกมาได้หลายสิบลี้ด้วยความทุลักทุเล จู่ๆ ก็ถูกคนกลุ่มหนึ่งขวางทางไว้
ไม่ใช่ใครอื่น คือกลุ่มของกู่ถัว เจ้าของฝ่ามือทมิฬนั่นเอง!
เฒ่านักพรตเห็นดังนั้นก็หน้าเปลี่ยนสี รีบจะบินอ้อมหนีไปอีกทาง
แต่กู่ถัวเพียงแค่นเสียงในลำคอ สะบัดไม้เท้าลายมังกรเบาๆ เส้นสายพลังงานจำนวนมากก็พุ่งเข้ามัดร่างเฒ่านักพรตจากระยะไกลราวกับงูยักษ์ แล้วกระชากตัวลอยละลิ่วกลับมาทิ้งลงตรงหน้า
“ตรงนั้นเกิดอะไรขึ้น?”
กู่ถัวเอ่ยถามเสียงเรียบ ทว่าแฝงแรงกดดันมหาศาล
เขาดูออกว่าแขนของเฒ่านักพรตเพิ่งถูกตัดขาดมาสดๆ ร้อนๆ บวกกับทิศทางที่อีกฝ่ายหนีมา คือทิศที่เกิดนิมิตเมื่อครู่…
เดาได้ไม่ยากว่าหนีตายมาจากที่นั่น
เฒ่านักพรตรีบตอบละล่ำละลัก ตัวสั่นงันงก
“มี… มีคนระดับหยวนอิงขั้นสูงสุดกำลังทะลวงด่านขอรับ! ข้างกายเขามีเด็กน้อยอายุไม่ถึงสามขวบ แล้วก็มียอดฝีมือคอยคุ้มกันอยู่!”
“หยวนอิงขั้นสูงสุด? เด็กน้อย? ยอดฝีมือคุ้มกัน?”
กู่ถัวเลิกคิ้วเล็กน้อย ถามต่อ ”คนคุ้มกันนั่นฝีมือระดับไหน?”
เฒ่านักพรตกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ “ข้าไม่แน่ใจ แต่แค่กระบี่เดียวก็ฟันแขนข้าขาดได้ ข้าต้านทานไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แถมข้ายังสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่รุนแรงมาก! ราวกับสัตว์ร้าย!”
“รังสีอำมหิต?”
กู่ถัวชะงักไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ แววตาเป็นประกายวาวโรจน์
“ไอ้หยวนอิงขั้นสูงสุดที่เจ้าว่า หน้าตาเป็นยังไง? ใช้พลังจำลองภาพมาให้ข้าดูเดี๋ยวนี้!”
“ด… ได้ ได้ขอรับ!”
เฒ่านักพรตพยักหน้ารัวๆ ใช้มือข้างที่เหลือรวบรวมลมปราณอย่างสั่นเทา ก่อรูปร่างเป็นภาพเสมือนจริงของชายหนุ่มรูปงามที่กำลังนั่งขัดสมาธิ
“หึหึ…”
เมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของจางอวิ๋น กู่ถัวก็แสยะยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เย็นยะเยือกจนน่าขนลุกไปถึงขั้วกระดูก
“เป็นไอ้สัตว์เดรัจฉานน้อยอย่างแกจริงๆ ด้วย!”
เฒ่านักพรตเห็นท่าไม่ดี สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่แผ่ออกมา ตัวสั่นเทิ้มรีบหันหลังจะหนี
ผัวะ!
แต่กู่ถัวตบฝ่ามือเดียวลงบนศีรษะ หัวของเฒ่านักพรตก็ระเบิดเป็นจุนราวกับแตงโมเน่า! วิญญาณที่ลอยออกมาก็ถูกบดขยี้จนดับสูญในพริบตา!
“เตรียมหุ่นเชิดศพให้พร้อม ตามข้ามา!!”
กู่ถัวตะโกนสั่งเสียงต่ำ ก้องกังวานไปทั่วบริเวณ
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรเมืองกู่โม่ด้านหลังพยักหน้ารับ เรียกหุ่นเชิดศพออกมาอยู่ข้างกาย กลิ่นอายความตายคละคลุ้ง
ทั้งคณะพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุดทันที!
...
ตูมมม——
ภายในถ้ำ จางอวิ๋นที่หลับตาอยู่ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวมาจากที่ไกลๆ หัวใจพลันดิ่งวูบ
ด้วยความแข็งแกร่งของขวงหลง ผู้บำเพ็ญเพียรที่ต่ำกว่าระดับเหลียนซวี ย่อมจัดการได้สบาย การที่เกิดเสียงดังสะท้านฟ้าขนาดนี้ แสดงว่าปะทะกับระดับเหลียนซวีเข้าแล้ว!
ระดับเหลียนซวีจะเยอะไปไหนวะเนี่ย!
เขาสบถในใจอย่างหัวเสีย
ในแคว้นแดนใต้ อย่าว่าแต่เหลียนซวีเลย แค่ระดับแปลงเทพยังหาตัวจับยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
พอมาถึงดินแดนจงอวี้ เขาถึงได้รู้ซึ้งว่าระดับเหลียนซวีที่นี่ไม่ใช่ของหายากอะไรเลย ในงานชุมนุมผู้ถูกตามล่าก็เจอไปตั้งเยอะ ในเมืองหยวนม่อก็โผล่มาอีกเพียบ
นี่เพิ่งเกิดนิมิตได้ไม่นาน ก็ดึงดูดระดับเหลียนซวีมาแล้วเหรอ...
มิน่าล่ะ ดินแดนจงอวี้ถึงได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการบำเพ็ญเพียรของทวีปวิถีเซียน แค่ในแดนโกลาหลแห่งเดียว ความแข็งแกร่งโดยรวมก็นำหน้าแคว้นแดนใต้ไปไกลโขแล้ว
และนี่เป็นเพียงแค่ ‘หน้าต่าง’ บานเล็กๆ บานหนึ่งของดินแดนจงอวี้เท่านั้น!
พอนึกถึงตรงนี้… (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ต้องแข็งแกร่งขึ้น!
ความคิดนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้นในใจเขา เผาไหม้ราวกับเปลวเพลิง
จะยืนหยัดในที่แห่งนี้ได้ ความแข็งแกร่งระดับปัจจุบันของเขายังห่างไกลคำว่า ‘พอ’ นัก!
...
สิบลี้นอกถ้ำ
“โธ่เว้ย ขวงหลง! บิดาคบหากับเจ้ามาตั้งกี่ปี เจอหน้ากันเจ้าก็จะเล่นงานข้าให้ตายเลยเรอะ?”
ชายร่างยักษ์สวมชุดคลุมยาวสีทอง เผยแผงอกกำยำล่ำสัน จ้องมอง ‘ขวงหลง’ ตรงหน้าด้วยความเดือดดาล
“ตาย!”
‘ขวงหลง’ ไม่พูดพร่ำทำเพลง ฟาดฟันคลื่นดาบสังหารใส่อย่างเดียว แววตาไร้ความรู้สึก
“บัดซบ!”
ชายชุดทองสบถลั่น ชกหมัดเดียวทำลายคลื่นดาบสังหารจนแตกกระเจิง แล้วตวาดใส่ขวงหลงอย่างเหลืออด
“ในเมื่อเจ้าอยากสู้ตาย บิดาก็จะเล่นด้วย!!”
โฮกกก!
สิ้นเสียง เงามายาหัวพยัคฆ์ทองคำก็ปรากฏขึ้นบนร่างของเขา ส่งเสียงคำรามกึกก้องพร้อมกับหมัดที่ซัดออกไป ก่อเกิดคลื่นพลังอัดอากาศรุนแรงกินระยะหลายสิบเมตร!
‘ขวงหลง’ ระเบิดรังสีอำมหิต ฟาดฟันคลื่นดาบยาวเหยียดหลายสิบเมตรเข้าปะทะเช่นกัน
ตูมมม——!!
หมัดและดาบปะทะกัน พลังงานที่ระเบิดออกทำให้ผืนดินแตกระแหงเป็นวงกว้าง ต้นไม้นับไม่ถ้วนหักโค่นล้มระเนระนาด สัตว์ป่าในป่าแถบนั้นยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง ก็ถูกแรงระเบิดบดขยี้กลายเป็นหมอกเลือด
“ดูท่าเจ้าอยากจะสู้ตายกับข้าจริงๆ สินะ!”
ชายชุดทองสีหน้าเคร่งเครียด เตรียมงัดไม้ตายออกมา
ครืนนน——!!
แต่ในวินาทีนั้นเอง ทิศทางอื่นในระยะไกลก็เกิดแรงสั่นสะเทือนมหาศาลขึ้นพร้อมกัน
“หือ?”
สิ่งที่ทำให้ชายชุดทองชะงัก คือในทิศทางนั้นก็มีรังสีอำมหิตพุ่งเสียดฟ้าเช่นกัน!
รังสีอำมหิตแบบนี้… มันเหมือนกับที่ ’ขวงหลง’ ตรงหน้าเขาระเบิดออกมาเปี๊ยบ!
พอมองดู ‘ขวงหลง’ ตรงหน้าดีๆ แม้รูปร่างหน้าตาจะเหมือนเดิม แต่แววตานั้นกลับมีเพียงความเย็นชา ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกเยี่ยงมนุษย์…
“แกเป็นใครกันแน่?”
ชายชุดทองตวาดถามเสียงเย็น
‘ขวงหลง’ ไม่ตอบคำ เงียบกริบยืนปักหลักอยู่ที่เส้นกั้นระยะสิบลี้ห่างจากถ้ำ ดั่งภูผาที่ไม่วันสั่นคลอน
ชายชุดทองหรี่ตาลง ลองซัดพลังสายหนึ่งเข้าไปในเขตด้านหลัง ‘ขวงหลง’
ฟุ่บ!
‘ขวงหลง’ ตวัดดาบฟันแสงดาบสกัดกั้นพลังนั้นจนสลายไปก่อนจะข้ามเขตแดน
ชายชุดทองเห็นดังนั้นจึงลองบินโฉบดู โดยไม่ล้ำเส้นสิบลี้ แต่บินเลียบเส้นรอบนอกไป
และก็เป็นไปตามคาด ‘ขวงหลง’ ไม่ได้โจมตีเขา
“ถูกจับทำเป็นหุ่นเชิดแล้วงั้นรึ?”
ชายชุดทองคาดเดาในใจ “หรือว่าจะโดนพวกเมืองกู่โม่เชือดไปแล้ว?”
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ก็มีกลุ่มคนบินตรงเข้ามาพอดี
“กู่ถัว เป็นตาเฒ่าอย่างแกจริงๆ ด้วย!!”
ชายชุดทองเห็นคนกลุ่มนั้นก็ตะโกนลั่นทันที
“จักรพรรดิพยัคฆ์ทอง?”
กู่ถัวเห็นอีกฝ่ายก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ
จักรพรรดิพยัคฆ์ทองถามเสียงแข็ง ”แกทำอะไรกับสหายข้า ขวงหลง?”
กู่ถัวชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็เข้าใจสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว สายตามองไปยังทิศทางที่มีรังสีอำมหิตระเบิดปะทุอยู่อีกด้าน
“มันอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย!”
เขาแค่นเสียงเย็น แล้วพากลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรเมืองกู่โม่มุ่งหน้าไปทางนั้นทันทีโดยไม่สนใจชายชุดทอง
จักรพรรดิพยัคฆ์ทองขมวดคิ้ว
แต่เมื่อเห็นว่ากู่ถัวไม่ได้เข้าไปในเขตหวงห้าม ก็เข้าใจอะไรบางอย่าง จึงติดตามไปดู
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงจุดที่เกิดการต่อสู้
ภาพที่เห็นคือ ‘ขวงหลง’ อีกคนกำลังต่อสู้กับชายชราผมขาวที่ควบคุมเตาหลอมเพลิงยักษ์อยู่!
“ขวงหลงสองคน… บัดซบ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?”
จักรพรรดิพยัคฆ์ทองเห็น ‘ขวงหลง’ คนนี้ คิ้วขมวดเป็นปม
กู่ถัวไม่ตอบ แต่หันไปพูดกับชายชราผมขาว “ผู้เฒ่าร้อยอัคคี หยุดมือก่อน!”
“เจ้าเมืองกู่? จักรพรรดิพยัคฆ์ทอง?”
ชายชราผมขาวที่ถูกเรียกว่าผู้เฒ่าร้อยอัคคีเลิกคิ้วเมื่อเห็นผู้มาใหม่ สายตามองไปที่ ‘ขวงหลง’ ตรงหน้าด้วยความสับสน
แต่ ‘ขวงหลง’ ไม่สนใจ ยังคงระดมโจมตีใส่เขาต่ออย่างบ้าคลั่ง
“ขวงหลง เจ้าบ้าไปแล้วรึ!”
ผู้เฒ่าร้อยอัคคีตะคอกด้วยความโกรธ
“นั่นไม่ใช่ขวงหลง มันถูกอัญเชิญมาด้วยวิชาพิเศษ!”
กู่ถัวเอ่ยปากเตือน
ผู้เฒ่าร้อยอัคคีชะงัก รีบเร่งพลังเตาหลอมเพลิงยักษ์กระแทก ‘ขวงหลง’ ตรงหน้าจนกระเด็นถอยไป
เมื่อ ‘ขวงหลง’ ถูกซัดกระเด็นออกไป และเห็นว่าศัตรูไม่ได้รุกล้ำเข้ามาในเขตสิบลี้ ก็หยุดโจมตีทันที ยืนนิ่งราวกับหุ่นยนต์
ผู้เฒ่าร้อยอัคคีแปลกใจ หันไปถามกู่ถัว “เจ้าเมืองกู่ ท่านบอกว่าขวงหลงนี่ถูกอัญเชิญมา?”
กู่ถัวพยักหน้า “ข้าก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นวิชาอะไร แต่ที่แน่ๆ คือ ‘ขวงหลง’ ไม่ได้มีแค่คนเดียว และตัวการก็อยู่ข้างในนั้น!”
จักรพรรดิพยัคฆ์ทองและผู้เฒ่าร้อยอัคคีมองตามสายตาเขา ไปยังจุดที่เกิดนิมิตห่างออกไปสิบลี้
“ท่านหมายความว่า คนที่อัญเชิญขวงหลงคือคนที่ก่อให้เกิดนิมิตเมื่อครู่?”
“ถูกต้อง!”
กู่ถัวกล่าวเสียงเคร่ง “ไอ้สัตว์เดรัจฉานน้อยนั่นเป็นศัตรูคู่อาฆาตของเมืองกู่โม่ ‘ท่านผู้นั้น’ มีคำสั่งลงมาเองว่าต้องจับตัวมันให้ได้!”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ท่านผู้นั้น’ ทั้งจักรพรรดิพยัคฆ์ทองและผู้เฒ่าร้อยอัคคีต่างสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
คนที่กู่ถัวเรียกว่าท่านผู้นั้น มีเพียงผู้ปกครองสูงสุดแห่งเมืองกู่โม่เท่านั้น!
ถึงขั้นที่ผู้ปกครองเมืองกู่โม่ระบุตัวว่าต้องจับให้ได้ คนที่ก่อเรื่องนิมิตนี้เป็นใครมาจากไหนกัน?
“ไอ้เดรัจฉานนั่นมีตบะแค่ระดับหยวนอิงขั้นสูงสุด แต่มันมีวิชาอัญเชิญระดับเหลียนซวีออกมาได้ ทำให้เมืองข้าเสียหายหนัก!”
กู่ถัวกล่าวเสียงต่ำ “ข้าจะไม่ปิดบังพวกท่าน ข้าต้องการให้พวกท่านช่วยเมืองเราสักแรง ขอเพียงจับไอ้เด็กนั่นได้ ข้ากู่ถัวจะติดค้างน้ำใจพวกท่านคนละครั้ง!”
จักรพรรดิพยัคฆ์ทองและผู้เฒ่าร้อยอัคคีเลิกคิ้วสูง
น้ำใจของเจ้าเมืองกู่โม่ นั่นเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง!
เพราะเบื้องหลังของอีกฝ่ายคือผู้ปกครองเมืองกู่โม่ หนึ่งในตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกใต้ดินของดินแดนจงอวี้
ถ้าไม่ใช่เพราะสถานการณ์พิเศษของแดนโกลาหล อีกฝ่ายคงมีศักยภาพพอที่จะเป็นเจ้าครองพิภพในดินแดนจงอวี้ได้เลย
“เรื่องช่วยเจ้าเมืองกู่ เสืออย่างข้ายินดีอยู่แล้ว!”
จักรพรรดิพยัคฆ์ทองฉีกยิ้มกว้าง แววตาฉายแววสนุกสนาน
ผู้เฒ่าร้อยอัคคีก็พยักหน้าเช่นกัน “เจ้าเมืองกู่ออกปากขนาดนี้ ถ้าตาเฒ่าอย่างข้าไม่ช่วย ก็คงเสียมารยาทแย่!”
“ขอบคุณทั้งสองท่าน!”
กู่ถัวยิ้ม กล่าวต่อ “ข้าขอแค่ให้พวกท่านช่วยดึงความสนใจเจ้าระดับเหลียนซวีที่มันอัญเชิญมา ข้าจะรีบเข้าไปจับตัวมันให้เร็วที่สุด!”
“เรื่องจิ๊บจ๊อย!”
จักรพรรดิพยัคฆ์ทองแสยะยิ้ม
ผู้เฒ่าร้อยอัคคีพยักหน้ารับ
“ไป!”
กู่ถัวพุ่งทะยานนำหน้าไปทันที!
ฟุ่บ!
‘ขวงหลง’ ตรงหน้าฟันคลื่นดาบสวนกลับมาทันควัน
ตูม!
จักรพรรดิพยัคฆ์ทองชกหมัดเดียวทำลายคลื่นดาบจนแตกละเอียด ตะโกนบอก “เจ้าเมืองกู่ พวกท่านเข้าไปเลย เจ้านี่ข้าจัดการเอง!”
โฮกกก——!!
สิ้นเสียงคำรามพยัคฆ์ ตราประทับหมัดรูปหัวเสือขนาดยักษ์ก็ซัดกระแทก ‘ขวงหลง’ จนปลิว
กู่ถัวและคณะผู้บำเพ็ญเพียรเมืองกู่โม่ พร้อมด้วยผู้เฒ่าร้อยอัคคีรีบพุ่งผ่านเขตสิบลี้ มุ่งหน้าเข้าสู่ถ้ำตรงใจกลางอย่างรวดเร็ว
‘ขวงหลง’ จากทิศทางอื่นรีบพุ่งเข้ามาสกัดกั้น
ขวงหลงคนแรกที่มาถึงฟันคลื่นดาบยาวหลายสิบเมตรใส่
ตูม!
ยังไม่ทันที่คลื่นดาบจะถึงตัว ก็ถูกเตาหลอมยักษ์ที่มีเปลวไฟสีแดงลุกโชนพุ่งเข้าชนจนแตกกระจาย!
ผู้เฒ่าร้อยอัคคีตะโกนลั่น “เจ้าเมืองกู่ ไม่ต้องสนขวงหลงตัวปลอมพวกนี้ พุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว!”
กู่ถัวพยักหน้า เร่งความเร็วขึ้นอีกจนร่างกลายเป็นเส้นแสง
เหล่าขวงหลงที่พุ่งเข้ามาขัดขวาง ล้วนถูกผู้เฒ่าร้อยอัคคีบังคับเตาหลอมเพลิงกระแทกจนกระเด็นไปคนละทิศละทาง เปิดทางสะดวกให้กู่ถัว
ในที่สุด ทั้งกลุ่มก็มาถึงเหนือน่านฟ้าของถ้ำเล็กๆ นั้น
มองลอดผ่านรูโหว่ด้านบนลงไป เห็นจางอวิ๋นกำลังนั่งขัดสมาธิ ดูดซับพลังงานจากหัวใจราชินีนางมารทะเลทราย อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการทะลวงด่านพอดิบพอดี!
“เป็นแกจริงๆ ด้วย ไอ้สัตว์เดรัจฉาน! กล้ามาทะลวงด่านในที่แบบนี้ ขวัญกล้าเทียมฟ้าจริงๆ นะ!”
กู่ถัวแค่นเสียงฮึมฮัม นัยน์ตาฉายแววอำมหิตถึงขีดสุด
“คราวนี้ แกไม่รอดแน่!!”
พูดจบก็สะบัดไม้เท้าลายมังกรอย่างแรง เส้นสายพลังงานอันคมกริบนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นกลางอากาศ ราวกับฝูงธนูแห่งความตายที่พุ่งถล่มลงใส่จางอวิ๋นเบื้องล่างอย่างบ้าคลั่ง!