ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 45 เจ้านี่... แน่ใจนะว่าเป็นระดับสร้างรากฐาน?
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 45 เจ้านี่... แน่ใจนะว่าเป็นระดับสร้างรากฐาน?
เมื่อเห็นท่าทีสงบนิ่งดุจน้ำนิ่งของเขา ผู้อาวุโสสามแห่งสำนักหนานซานและคนอื่นๆ ก็ขมวดคิ้วแน่น
โดยเฉพาะเจ้าสำนักหนานซาน ที่ยามนี้ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังทางออกป่าหนานเฟิงด้วยความกังวลลึกๆ
ในเมื่อจางอวิ๋นออกมาตั้งนานแล้ว ไฉนผู้อาวุโสห้า หก และเจ็ด ถึงยังไม่ออกมาอีก?
ความรู้สึกสังหรณ์ใจอัปมงคลเริ่มก่อตัวขึ้นในอกราวกับเมฆดำทะมึน
บนหน้าจอของศิลาคริสตัล ภาพเหตุการณ์เริ่มปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
ฉากแรกเป็นภาพของพยัคฆ์วิญญาณทมิฬตัวมหึมา ถูกสวีหมิงตวัดกระบี่สังหารในดาบเดียว
เมื่อเห็นท่วงท่าอันเฉียบคมของสวีหมิงในภาพ เหล่าผู้ฝึกตนของทั้งสองสำนักต่างหรี่ตาลงเล็กน้อยด้วยความชื่นชม
ความสามารถในการต่อสู้เป็นเช่นไร คนตาถึงมองแวบเดียวก็ย่อมดูออก
กระบวนท่าของสวีหมิงแม้จะยังไม่ถึงขั้นลื่นไหลเป็นสายน้ำดุจปรมาจารย์ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเจนจัดในสนามรบ ทุกการเคลื่อนไหวไร้ซึ่งความลังเล ในบรรดาศิษย์ระดับกลั่นลมปราณด้วยกัน คนที่มีฝีมือเด็ดขาดขนาดนี้หาได้ยากยิ่ง!
เหล่าผู้อาวุโสสำนักหลิงเซียนลอบชำเลืองมองจางอวิ๋น แอบอิจฉาตาร้อนผ่าวอยู่ในใจ เจ้าหมอนี่มันโชคดีจริงๆ ที่รับได้ลูกศิษย์เพชรเม็ดงามแบบนี้!
ภาพตัดสลับไปอย่างรวดเร็ว ต่อมาเป็นการต่อสู้ระหว่างอู๋เสี่ยวพั่งกับงูเขียวหลอมปราณ
เมื่อเห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ กลัวโดนกัดจนหัวหดของอู๋เสี่ยวพั่ง ผู้คนต่างส่ายหน้าเบาๆ ด้วยความระอา ศิษย์หลายคนแววตาฉายแววดูแคลนอย่างปิดไม่มิด
เจ้าอ้วนคนนี้เทียบกับสวีหมิงแล้ว… ห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว!
แต่ทว่า… คนของสำนักหลิงเซียนกลับทำหน้าประหลาดใจ โดยเฉพาะมู่เซิ่ง
แม้อู๋เสี่ยวพั่งจะดูทุลักทุเลและน่าอนาถไปบ้าง แต่พละกำลังดิบเถื่อนที่แสดงออกมาในยามคับขันนั้น อยู่ในระดับกลั่นลมปราณขั้นสูงอย่างแน่นอน!
เกิดอะไรขึ้น?
เมื่อแปดวันก่อนที่ยอดเขาเจ้าสำนัก เจ้านี่ยังเป็นแค่ศิษย์สวะขยะเปียกที่แม้แต่ผู้ดูแลยังไม่ต้องการไม่ใช่หรือไง? ไฉนเวลาผ่านไปเพียงชั่วพริบตา ถึงมีฝีมือขนาดนี้ได้?
มู่เซิ่งตกตะลึงจนพูดไม่ออก
เหล่าผู้อาวุโสสำนักหลิงเซียนคนอื่นก็รู้ตื้นลึกหนาบางเรื่องนี้ ต่างหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความงุนงง
ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่ศิษย์สวะซึ่งผู้ดูแลเมินหน้าหนี จะมีฝีมือระดับกลั่นลมปราณขั้นสูงได้?
ภาพบนศิลายังคงตัดสลับต่อไป จนมาถึงฉากที่จางอวิ๋นลุยเดี่ยวฝูงจระเข้วิญญาณ
เมื่อเห็นจางอวิ๋นซัดหมัดเดียว เปรี้ยง! เข้าใส่ราชันย์จระเข้วิญญาณระดับสร้างรากฐานจนหัวระเบิดตายคาที่ ผู้คนในลานต่างพากันทำหน้าตื่นตระหนก
ไหนข่าวลือบอกว่าผู้อาวุโสตัวตลกคนนี้พลังตกลงไปเหลือระดับสร้างรากฐานแล้วไง?
เผชิญหน้ากับสัตว์วิญญาณระดับเดียวกัน ไม่ต้องพูดถึงการต่อสู้ยืดเยื้อแปดร้อยกระบวนท่า แต่เล่นหมัดเดียวจอดไม่ต้องแจว นี่มันไม่ง่ายดายเกินไปหน่อยรึ?
เมื่อเห็นภาพจางอวิ๋นกระโดดตูมลงไปในทะเลสาบและจัดการฝูงจระเข้จนเรียบวุธ ทุกคนก็เข้าใจแจ่มแจ้งทันทีว่าทำไมก่อนหน้านี้คะแนนของจางอวิ๋นถึงพุ่งพรวดขึ้นมาติดท็อป 3 ในช่วงต้นงานประลอง
ชัดเจนว่ามาจากการกวาดล้างสังหารหมู่ฝูงจระเข้นี้นี่เอง
ภาพตัดต่อไปอีก
สวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งปรากฏตัวในฉากบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ
ผู้คนต่างประหลาดใจจนคิ้วขมวด
แม้หัวข้องานประลองครั้งนี้จะเป็นการที่อาจารย์พาศิษย์ไปฝึกฝน แต่เพื่อล่าแต้มเอาชนะ ส่วนใหญ่แล้วอาจารย์จะเป็นคนลงมือเองเกือบทั้งหมด แต่จางอวิ๋นทั้งที่ครองอันดับหนึ่ง กลับยังมีแก่ใจเจียดเวลามาฝึกฝนลูกศิษย์แบบนี้?
3,305 คะแนน… ทำได้ยังไงกันวะ?
ยิ่งคิดทุกคนก็ยิ่งรู้สึกเหลือเชื่อและหาคำตอบไม่ได้
แต่พอเห็นจางอวิ๋นไปเจอฝูงหนูในถ้ำ แล้วฆ่าล้างบางไปชุดใหญ่ราวกับเก็บเกี่ยวข้าวสาลี ทุกคนก็ถึงบางอ้อ
เจ้านี่มันดวงดีจริงๆ ไปเจอแหล่งปั๊มเลเวลชั้นดีอย่างฝูงสัตว์วิญญาณระดับต่ำแบบนี้
เหล่าผู้อาวุโสต่างแอบอิจฉาจนตาแดงก่ำ ถ้าพวกข้าไปเจอฝูงหนูวิญญาณทมิฬแบบนี้บ้าง คะแนนคงไม่ทิ้งห่างขนาดนี้หรอก!
จางอวิ๋นไม่สนใจความคิดเพ้อเจ้อของชาวบ้าน ตอนนี้เขาเห็นภาพตัดไปตอนล่าฝูงหนูวิญญาณทมิฬแล้ว ในใจก็แอบลุ้นระทึกนิดๆ
แต่พอเห็นว่าภาพบันทึกแค่ตอนฆ่าหนู แล้วตัดจบไปโดยไม่มีฉากที่โดนดูดลงไปใน ‘ถ้ำสวรรค์ใต้ดิน’ เขาก็ลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
ดูท่ากำไลฝึกตนนี้ จะบันทึกเฉพาะตอนฆ่าสัตว์วิญญาณได้แต้มจริงๆ
“นะ… นั่นมันหมีน้ำตาลวิญญาณระดับสร้างรากฐานทั้งนั้นเลยไม่ใช่เรอะ?”
“พระเจ้าช่วย! เจ้าตัวตลก… เอ้ย! ผู้อาวุโสเก้าสำนักหลิงเซียนแข็งแกร่งขนาดนี้เชียว??”
“บ้าไปแล้ว! มันจะเก่งกาจเกินมนุษย์ไปแล้ว!!”
…
ทันใดนั้น ทั่วทั้งลานก็เกิดเสียงฮือฮาดังสนั่นหวั่นไหวราวกับตลาดแตก
เพราะภาพบนหน้าจอตัดไปที่ฉากจางอวิ๋นถือกระบี่เล่มเดียว บุกตะลุยเข้าไปกลางวงล้อมของฝูงหมีน้ำตาลนับสิบ เดินทอดน่องสบายอารมณ์ราวกับเดินชมดอกไม้ในสวนหลังบ้าน พลางไล่เชือดหมีทีละตัวสองตัว
เห็นฉากนี้เข้า ทุกคนถึงกับช็อกตาตั้ง!
หมีน้ำตาลวิญญาณระดับสร้างรากฐาน ขึ้นชื่อลือชาเรื่องหนังหนาตายยาก พลังป้องกันของมันแม้แต่ผู้ฝึกตนระดับจินตานบางคนยังต้องปวดหัวตึงมือ
แต่จางอวิ๋นกลับจัดการพวกมันราวกับหั่นเต้าหู้ กระบี่เดียวหนึ่งชีวิต... กระบี่เดียวหนึ่งวิญญาณ…
เจ้านี่… แน่ใจนะว่าเป็นระดับสร้างรากฐาน?
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่จางอวิ๋นด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
แม้แต่เจ้าสำนักหลิงเซียนยังอดประหลาดใจจนเผลออ้าปากไม่ได้
แม้เมื่อครู่จะได้ยินจางอวิ๋นบอกว่าเชือดสามผู้อาวุโสสำนักหนานซานทิ้งไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้เห็นกับตา อาจจะเป็นเพราะจางอวิ๋นใช้อุบายสกปรกหรือวางกับดักอะไรบางอย่าง แต่ภาพตรงหน้านี้… คือการปะทะกันซึ่งหน้าแบบของจริง!
และด้วยสายตาอันแหลมคมของเขา เขามองออกว่ากระบี่ที่ดูเหมือนฟันส่งๆ ไร้ทิศทางของจางอวิ๋น แท้จริงแล้วทุกดาบล้วนแทงเข้าที่จุดอ่อนตายตัวของหมีน้ำตาลวิญญาณอย่างแม่นยำราวจับวาง
นี่มันทักษะการต่อสู้ระดับไหนกัน?
เจ้าสำนักหลิงเซียนยอมรับว่าถ้าเป็นตัวเขา การฆ่าฝูงหมีพวกนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะมองหาจุดอ่อนของหมีทุกตัวท่ามกลางความชุลมุน แล้วโจมตีให้ตายในดาบเดียวแบบนี้… ยากมาก! ยากระดับนรกแตก!
ผู้ที่มองออกเช่นเดียวกัน ยังมีเจ้าสำนักหนานซาน มู่เหวินเซวียน และผู้อาวุโสใหญ่สำนักหลิงเซียน
แต่ละคนมองจางอวิ๋นด้วยแววตาตื่นตะลึงและหวาดหวั่น
หมอนี่ทำได้ยังไง?
มู่เหวินเซวียนและเจ้าสำนักหนานซานสบตากันแวบหนึ่ง สำหรับคำถามที่ว่าทำไมจางอวิ๋นถึงรอดออกมาได้ ในใจเริ่มมีคำตอบที่ชัดเจนขึ้นมาบ้างแล้ว
“เชี่ย! ราชันย์หมีน้ำตาลวิญญาณ! นั่นมันตัวบอสระดับจินตาน!!”
“แม่เจ้าโว้ย!!”
เสียงอุทานด้วยความสยดสยองดังลั่นลานประลองอีกครั้ง
ในภาพปรากฏร่างมหึมาดุจภูเขาขนาดย่อมของราชันย์หมีน้ำตาลวิญญาณ
สีหน้าของผู้คนเคร่งเครียดขึ้นทันที บรรยากาศกดดันแผ่ซ่าน
ราชันย์หมีน้ำตาลวิญญาณระดับจินตาน!
เจ้านี่ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนระดับจินตานขั้นสูงสุดมาเจอ ก็ต้องรีบใส่เกียร์หมาวิ่งหนีหางจุกตูด เพราะพลังป้องกันระดับเหล็กไหลนั้น ต่อให้เป็นจินตานขั้นสูงสุดก็เจาะไม่เข้า!
ทว่าฉากถัดมาในภาพ กลับทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้างจนกรามแทบหลุดร่วงลงพื้น
เห็นเพียงจางอวิ๋นพุ่งตัวดุจสายฟ้าสีคราม แทงกระบี่เข้าใส่ดวงตาของราชันย์หมีน้ำตาลอย่างแม่นยำรวดเร็วดุจภูตพราย แล้วจากนั้น… ร่างยักษ์ของราชันย์หมีก็ล้มตึงลงไปดิ้นพราดๆ กับพื้นราวกับตึกถล่ม
กระบี่เดียว?
จางอวิ๋นใช้แค่กระบี่เดียว… ก็ล้มราชันย์หมีระดับจินตานได้แล้ว!?
ทั้งลานเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก
สายตาทุกคู่มองจางอวิ๋นด้วยความช็อกสุดขีด ราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ
นี่มัน… แน่ใจนะว่าเป็นระดับสร้างรากฐาน??
“ท่านอาจารย์สุดยอด!”
เห็นผู้คนในลานตื่นตะลึง อู๋เสี่ยวพั่งอดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ
สวีหมิงข้างๆ ก็เผยรอยยิ้มมุมปากเช่นกัน
ตอนนั้นพวกเขาเองก็ช็อกไปนานสองนาน ตอนนี้คนอื่นๆ ในลานคงได้ลิ้มรสความรู้สึกเดียวกับพวกเขาในตอนนั้นแล้ว สมน้ำหน้า!
“ปะ… เป็นไปได้ยังไง??”
เมิ่งจงอ้าปากกว้างจนแทบจะยัดไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งฟอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ราชันย์หมีน้ำตาลระดับนี้ ต่อให้เป็นจางอวิ๋นตอนที่พลังยังไม่ตกก็ไม่น่าจะสู้ได้ แต่นี่พลังตกลงไปแล้ว กลับแทงทีเดียวร่วง?
ล้อกันเล่นหรือเปล่า!
แล้วอีกอย่าง… จางอวิ๋นออกมาได้ยังไง? ตระกูลหลินไม่ได้ลงมือหรือไง?
เขาอุตส่าห์ให้เนี่ยจื้อส่งข่าวไปบอกตระกูลหลินแล้ว โอกาสงามๆ ในงานประลองแบบนี้ ตระกูลหลินไม่มีเหตุผลที่จะไม่ลงมือ!
หรือว่ากลัวสวีหมิงจะเติบโตขึ้นมาแก้แค้น?
เมิ่งจงฉุกคิดขึ้นมาได้
ก่อนหน้านี้เขามัวแต่ตกใจเรื่องคะแนนจนลืมเรื่องนี้ไป ตอนนี้มาคิดดูก็น่าสงสัย
หรือว่าตระกูลหลินประมาท ส่งคนกระจอกมาเลยจัดการจางอวิ๋นไม่ได้?
คิดถึงตรงนี้ เมิ่งจงก็แอบก่นด่าตระกูลหลินในใจว่าโง่บัดซบ โอกาสดีขนาดนี้ปล่อยหลุดมือไป วันหน้าคงไม่มีโอกาสฆ่าแล้วมั้ง!
เมื่อมองดูจางอวิ๋นในภาพ เมิ่งจงก็เริ่มรู้สึกหวาดกลัวจับใจขึ้นมา จนต้องหดหัวหลบเข้าไปในฝูงคน พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด
ภาพฉายฉากที่จางอวิ๋นแทงกระบี่ซ้ำเข้าใส่หน้าอกของราชันย์หมีเพื่อปลิดชีพ ทุกคนในลานต่างนิ่งเงียบ
ฆ่าแล้ว!
ราชันย์หมีน้ำตาลระดับจินตาน ถูกจางอวิ๋นฆ่าตายแล้วจริงๆ!
ถึงตรงนี้ ทุกคนก็เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าทำไมคะแนนของจางอวิ๋นถึงพุ่งเอาๆ จนทะลุเพดาน
เล่นฆ่าล้างบางเป็นฝูง แถมยังมีตัวบอสระดับจินตานแบบนี้ คะแนนจะไม่พุ่งได้ยังไง?
ภาพหลังจากนั้น คือฉากที่จางอวิ๋นพาลูกศิษย์ไล่ล่าสัตว์วิญญาณในช่วงสองวันหลัง ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นมากนัก แต่พัฒนาการของสวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งที่ปรากฏในภาพ ทำให้ผู้คนต้องประหลาดใจอีกคำรบ
สองคนนี้พัฒนาเร็วเกินไปแล้ว!
ตอนแรกเจอกับสัตว์วิญญาณระดับกลั่นลมปราณยังตึงมือ แต่ตอนท้ายๆ ฆ่าระดับสร้างรากฐานได้สบายๆ โดยเฉพาะอู๋เสี่ยวพั่ง ที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคน
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือไอสีทองที่อู๋เสี่ยวพั่งปลดปล่อยออกมาในยามต่อสู้ มันดูเหมือนพลังงานที่เหนือชั้นกว่าปราณวิญญาณทั่วไป
เจ้าอ้วนหน้าตาธรรมดาๆ คนนี้ เกรงว่าจะครอบครองกายาศักดิ์สิทธิ์หรือกายาพิเศษบางอย่าง!
เจ้าสำนักหลิงเซียนอดไม่ได้ที่จะมองอู๋เสี่ยวพั่งอย่างลึกซึ้งด้วยแววตาเป็นประกาย
ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้เลยว่า ในสำนักยังมีเพชรเม็ดงามซ่อนอยู่อีกคน เดี๋ยวกลับไปต้องเรียกมาสอบถามหน่อยแล้ว!
ส่วนเหล่าผู้อาวุโสสำนักหลิงเซียน ตอนนี้ต่างพากันมองไปที่มู่เซิ่งเป็นตาเดียว
สายตาเหล่านั้นเหมือนจะถามว่า: ท่านแน่ใจนะ… ว่านี่คือศิษย์สวะที่ผู้ดูแลไม่เอา?
มู่เซิ่งเจอดวงตาหลายคู่จ้องมองกดดัน ก็ได้แต่มุมปากกระตุกยิกๆ ตัวเขาเองก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาเหมือนกัน
เจ้าอ้วนอู๋เสี่ยวพั่งที่ดูธรรมดาจนจืดจาง จะมีกายาพิเศษได้ยังไง?
พอนึกถึงตอนก่อนเริ่มงานประลอง ที่เขามั่นหน้าไปเยาะเย้ยจางอวิ๋นว่าตาต่ำ รับศิษย์ขยะมา… ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่จนหน้าชาไปหมด
“ไอ้ผู้ดูแลหลี่บัดซบ!!”
ความคับแค้นใจทั้งหมดถูกโยนไปลงที่ผู้ดูแลหลี่ ผู้ดูแลประจำยอดเขาเจ้าสำนักที่ทอดทิ้งอู๋เสี่ยวพั่งในตอนนั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะตามันถั่ว มองเพชรเป็นกรวด ก็คงไม่เกิดเรื่องน่าอายขายขี้หน้าแบบนี้ขึ้น!
ผู้ดูแลหลี่… เจ้ากล้ารับสินบน ข้ากลับไปจะลงโทษเจ้าให้สาสม!
มู่เซิ่งคาดโทษในใจอย่างดุเดือด กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ