ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 62 กลับสำนัก
กลางเวหา บนกระบี่เหินเวหาที่พุ่งทะยานผ่านม่านเมฆ
“แคว้นหนานซิง… เกาะเชียนไห่…”
เมื่อได้สดับรับฟังเรื่องราวอันขมขื่นจากปากของอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ จางอวิ๋นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาวออกมาด้วยความเวทนา
เขากับซูเตี๋ยคาดการณ์ได้ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน อวี๋สุ่ยเอ๋อร์มาจากทะเลหนานจี๋แห่งแคว้นหนานซิง ส่วนชายหนุ่มชุดดำและชายหนุ่มชุดหรูที่ทุ่มเงินประมูลนางไปก่อนหน้านี้ ก็คือศิษย์ระดับหัวกะทิของ ‘เกาะเชียนไห่’
จุดประสงค์ที่พวกมันดั้นด้นมาไกลถึงที่นี่ ก็เพื่อนำตัวนางกลับไปรับโทษทัณฑ์
ต้นตอของโศกนาฏกรรมทั้งหมด ต้องย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน
ทะเลหนานจี๋คือมหรรณพที่กว้างใหญ่ไพศาลที่สุดในแคว้นหนานซิง และ ‘เกาะเชียนไห่’ ซึ่งเป็นขุมกำลังเจ้าถิ่นผู้ครองความเป็นใหญ่ในน่านน้ำแถบนั้น ก็ตั้งตระหง่านอยู่เหนือทะเลแห่งนี้ เผ่าเงือกของอวี๋สุ่ยเอ๋อร์เป็นเพียงเผ่าเล็กๆ ที่มีประชากรไม่กี่ร้อยตน อาศัยอยู่อย่างสงบสุขใต้ทะเลลึกกว่าพันเมตร แทบจะไม่เคยขึ้นมาสัมผัสความวุ่นวายบนโลกเบื้องบน
แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อปีก่อน ขณะที่อวี๋สุ่ยเอ๋อร์กับเพื่อนวัยเด็กแอบหนีออกจากเผ่ามาเที่ยวเล่นตามประสา ก็บังเอิญไปพบกับนักพรตมนุษย์ผู้หนึ่งที่ถูกสัตว์อสูรทะเลไล่ล่าจนบาดเจ็บสาหัส นอนเกยตื้นหายใจรวยรินอยู่บนหาดทรายร้าง
ด้วยความไร้เดียงสาและไม่ค่อยได้พบเจอเผ่าพันธุ์มนุษย์ ประกอบกับความอยากรู้อยากเห็น อวี๋สุ่ยเอ๋อร์และเพื่อนๆ จึงเข้าไปดูอาการ เมื่อพบว่าอีกฝ่ายยังเหลือลมหายใจ ด้วยจิตใจที่เมตตาจึงแอบพาเขากลับมารักษาตัวที่เผ่า
พอนักพรตผู้นั้นฟื้นคืนสติ ก็แสดงท่าทีซาบซึ้งในบุญคุณจนน้ำตาแทบไหล ไม่เพียงเล่าเรื่องราววิจิตรพิสดารบนโลกมนุษย์ให้พวกนางฟัง แต่ยังมอบสิ่งของแปลกตาจากโลกภายนอกให้พวกนางเป็นของกำนัล
สิ่งเหล่านี้ทำให้อวี๋สุ่ยเอ๋อร์และเพื่อนเงือกต่างรู้สึกประทับใจและวางใจในตัวมนุษย์ผู้นี้อย่างหมดหัวใจ
ทว่า… พวกผู้ใหญ่ในเผ่ากลับไม่คิดเช่นนั้น พวกเขามองออกถึงความโลภที่ซ่อนอยู่จึงไม่ต้อนรับมนุษย์ พวกอวี๋สุ่ยเอ๋อร์จำต้องส่งเขาจากไปหลังจากที่รักษาจนหายดีแล้ว
เรื่องราวดำเนินมาถึงตรงนี้ ทุกอย่างดูเหมือนจะจบลงด้วยดี
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์และเพื่อนๆ หารู้ไม่ว่า… ความเมตตาของพวกนาง คือจุดเริ่มต้นของหายนะล้างเผ่าพันธุ์!
เมื่อสามเดือนก่อน นักพรตมนุษย์ที่พวกนางเคยช่วยชีวิตไว้ ได้นำกองทัพนักพรตยอดฝีมือจากเกาะเชียนไห่ บุกมาล้อมปราบเผ่าของพวกนางถึงก้นบึ้งมหาสมุทร!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับขุมกำลังระดับยักษ์ใหญ่อย่างเกาะเชียนไห่ ต่อให้เป็นเผ่าเงือกที่เชี่ยวชาญการรบในน้ำเพียงใดก็ยากจะต้านทาน ในช่วงวิกฤตแห่งความเป็นความตาย หัวหน้าเผ่าและเหล่าผู้อาวุโสได้สละชีพร่วมกันกางค่ายกลใหญ่เพื่อถ่วงเวลาพวกศัตรู เปิดโอกาสให้ลูกหลานในเผ่าหลบหนีไป
แต่เกาะเชียนไห่ราวกับวางแผนมาอย่างรัดกุม จึงวางกำลังดักซุ่มอยู่รอบน่านน้ำทุกทิศทาง
สุดท้ายมีเงือกเพียงส่วนน้อยที่หนีรอดไปได้ ส่วนใหญ่ถูกจับกุมพันธนาการ... อวี๋สุ่ยเอ๋อร์เองก็เป็นหนึ่งในผู้โชคร้ายเหล่านั้น
แต่สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งเสียทีเดียว ระหว่างถูกคุมตัวกลับเกาะเชียนไห่ ขบวนเดินทางถูกฝูงสัตว์อสูรทะเลบุกโจมตี ผู้อาวุโสของเกาะเชียนไห่ต้องออกไปรับมือจนเกิดแรงระเบิดรุนแรง ทำให้กรงขังเวทมนตร์แตกออก เงือกจำนวนหนึ่งฉวยโอกาสหนีไปได้ รวมถึงอวี๋สุ่ยเอ๋อร์
ทว่าหนีไปได้ไม่ไกล นางก็ถูกจับตัวได้อีกครั้ง
และคนที่จับนางได้… ไม่ใช่คนของเกาะเชียนไห่ แต่เป็นนักพรตมนุษย์สารเลวที่นางเคยช่วยชีวิตไว้! คนที่นำทัพศัตรูมาบดขยี้บ้านเกิดของนางนั่นเอง!
มันแสแสร้งบีบน้ำตา บอกกับนางว่าการพาเกาะเชียนไห่มาถล่มเผ่าไม่ใช่เจตนาของมัน มันถูกบังคับขู่เข็ญ ส่วนฝูงสัตว์อสูรทะเลที่บุกมาเมื่อครู่ ก็เป็นฝีมือของมันที่ล่อมาเพื่อจะหาโอกาสพานางหนี
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ที่อ่อนต่อโลก เห็นมันร้องห่มร้องไห้ก็เผลอใจอ่อนเชื่อคำลวงอีกครั้ง ผลปรากฏว่าทันทีที่เข้าไปซ่อนใน ‘ถุงเอกภพ’ ที่มันเตรียมไว้ ก็โดนยาสลบรมจนหมดสติ
พอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที นางก็กลายเป็นสินค้าประมูลในกรงขัง ณ เมืองหนานซางไปเสียแล้ว
ส่วนนักพรตมนุษย์ผู้ ‘กตัญญู’ ผู้นั้น… ก็หายหัวไปพร้อมกับเงินก้อนโตอย่างไร้ร่องรอย!
เมื่อมองดูอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ที่เล่าไปกัดริมฝีปากไปจนห่อเลือด ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ จางอวิ๋นก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ
ใสซื่อบริสุทธิ์จริงๆ!
นี่มันนิทานเรื่อง ‘ชาวนากับงูเห่า’ ฉบับของจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่าในตำรา!
ถ้าเดาไม่ผิด พ่อค้าจากแคว้นหนานซิงที่ซูเตี๋ยพูดถึงก่อนหน้านี้ น่าจะเป็นไอ้นักพรตเนรคุณที่อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ช่วยชีวิตไว้นั่นแหละ มันคงลักลอบพาอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาปล่อยประมูลที่หอสมบัติสาขาหนานซางเพื่อเพิ่มราคา
ก็ไม่น่าแปลกใจ…
เงือกที่มีรากวิญญาณระดับสุดยอด ราคาประมูลพุ่งไปถึงแสนสองแสนหินวิญญาณ เงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้ เพียงพอที่จะทำให้คนสารเลวคนหนึ่งยอมขายวิญญาณให้ปีศาจได้
แต่หลังจากฟังจบ จางอวิ๋นก็ยังมีข้อสงสัยตะขิดตะขวงใจ
ตามที่อวี๋สุ่ยเอ๋อร์เล่า พ่อค้าสารเลวนั่นไม่ใช่คนของเกาะเชียนไห่ เช่นนั้นตอนที่มันพาอวี๋สุ่ยเอ๋อร์มาประมูลที่แคว้นหนานอวิ๋น มันก็น่าจะทำแบบลับๆ ล่อๆ ปิดบังร่องรอย แล้วคนของเกาะเชียนไห่รู้ข่าวได้ยังไง?
เพราะไอ้พ่อค้าคนนั้นถ้ายังรักตัวกลัวตาย มันคงไม่กล้าคาบข่าวไปบอกเกาะเชียนไห่แน่ๆ ว่า “ข้าขโมยสินค้าของพวกท่านมาขายที่นี่นะ”
แถมการเดินทางจากแคว้นหนานซิงมาที่นี่ก็ต้องใช้เวลาแรมเดือน การที่ศิษย์ชุดดำและชุดหรูจากเกาะเชียนไห่โผล่มาที่นี่ได้ทันเวลา แสดงว่าทางนั้นต้องรู้ข่าวล่วงหน้านานพอสมควร ก่อนงานประมูลจะเริ่มเสียอีก
หรือว่า… ในเกาะเชียนไห่จะมีหนอนบ่อนไส้ที่สมรู้ร่วมคิดกับพ่อค้านั่น?
จางอวิ๋นสะบัดหัวไล่ความคิดยุ่งเหยิง
ช่างหัวมันเถอะว่าจะมีใครสมรู้ร่วมคิด สิ่งที่แน่ชัดในตอนนี้คือ ความปรารถนาสูงสุดของลูกศิษย์คนที่สามของเขา คือการช่วยพี่น้องร่วมเผ่าออกมาจากนรกบนดินที่ชื่อว่าเกาะเชียนไห่
เกาะเชียนไห่…
พอนึกถึงบันทึกประจำวันในถ้ำสวรรค์ใต้ดินที่ป่าหนานเฟิง จางอวิ๋นก็นวดขมับเบาๆ
ชะตาลิขิตบนโลกนี้ บางทีมันก็ช่างบังเอิญเสียเหลือเกิน!
ดูท่าในอนาคต เขาคงหนีไม่พ้นต้องไปวัดฝีมือกับยอดฝีมือจากเกาะเชียนไห่สักตั้งแล้ว!
“สุ่ยเอ๋อร์ เรื่องราวความแค้นของเจ้า อาจารย์รับรู้แล้ว… แต่ข้าต้องพูดตามตรง ด้วยความแข็งแกร่งของอาจารย์ในตอนนี้ ยังไม่อาจต่อกรกับขุมพลังระดับเกาะเชียนไห่ได้ แต่…”
จางอวิ๋นสูดหายใจลึก นัยน์ตาฉายแววเด็ดเดี่ยว มองหน้าอวี๋สุ่ยเอ๋อร์แล้วกางนิ้วมือออกห้านิ้ว
“อาจารย์ให้สัญญา… ขอเวลาอาจารย์ห้าปี! ภายในห้าปี อาจารย์จะไปที่เกาะเชียนไห่เพื่อทวงคืนคนในเผ่าของเจ้ากลับมา แต่ถ้าอาจารย์ไปช้าจนคนของเจ้าเป็นอะไรไป…”
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก ดุจน้ำแข็งพันปี
“อาจารย์จะบดขยี้เกาะเชียนไห่ให้ราบเป็นหน้ากลอง ส่งพวกมันทุกคนลงนรกไปชดใช้กรรม เป็นเพื่อนคนของเจ้าเอง!”
ประโยคเรียบง่ายที่กล่าวออกมาด้วยพลังเสียงหนักแน่นดุจขุนเขา ทำให้อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ถึงกับตะลึงงัน ร่างกายสั่นเทา
แม้นางจะเอ่ยปากขอร้องให้จางอวิ๋นช่วย แต่ลึกๆ แล้วนางไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะนางรู้ซึ้งดีว่าเกาะเชียนไห่นั้นยิ่งใหญ่เพียงใด
นั่นคือขุมกำลังระดับยักษ์ใหญ่ที่ปกครองน่านน้ำทั้งแถบ
แต่ตอนนี้… มนุษย์ผู้นี้กลับกล้าให้คำมั่นสัญญาที่ท้าทายสวรรค์เช่นนี้?
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์รู้สึกเหมือนมีกระแสน้ำอุ่นไหลผ่านหัวใจที่แห้งผาก นางเม้มปากแน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจางอวิ๋นด้วยแววตาจริงจังเป็นครั้งแรก แล้วพยักหน้าอย่างแรง
“ท่านอาจารย์… ข้าเชื่อท่าน!”
【ท่านได้รับการยอมรับจากศิษย์ ‘อวี๋สุ่ยเอ๋อร์’ การรับศิษย์เสร็จสมบูรณ์!】
เสียงแจ้งเตือนอันไพเราะจากระบบดังขึ้นข้างหู จางอวิ๋นลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
กว่าจะรับศิษย์ได้สักคน ไม่ง่ายเลยแฮะ!
ห้าปีถล่มเกาะเชียนไห่…
ยอมรับว่าตอนพูดออกไป เลือดลมมันสูบฉีดจนปากไวไปหน่อย แต่คิดดูแล้วก็ไม่เห็นเป็นไร เขาเป็นถึงชายผู้ครอบครองระบบสุดโกง หากให้เวลาตั้งห้าปียังโค่นสำนักระดับนั้นไม่ได้ ก็อย่าอยู่ให้เสียชาติเกิดเลย!
…
สองวันต่อมา
จางอวิ๋นเดินทางผ่านอุโมงค์ลับใต้ดินกลับมาถึงสำนักหลิงเซียนเพียงลำพัง
เขาเดินออกจากถ้ำที่พักเป็นสิ่งแรก เพื่อสร้างหลักฐานที่อยู่
สำหรับคนในสำนักหลิงเซียนที่คอยจับตาดูยอดเขาลำดับเก้า เขาเพิ่งจะออกจากฌานที่เก็บตัวมานาน
หลังจากออกจากถ้ำ จางอวิ๋นก็ตรงดิ่งออกจากสำนักทันที
การกระทำนี้ดึงดูดความสนใจของผู้คนไม่น้อย
จางอวิ๋นไม่สนใจสายตาเหล่านั้น เขาออกจากสำนักไปได้ไม่ไกล แค่เดินวนเวียนชมทิวทัศน์อยู่แถวนั้นสักพัก จากนั้นก็ทำทีเป็นเดินเข้าไปในหมู่บ้านชาวบ้านแห่งหนึ่ง แล้วพาเด็กสาวคนหนึ่งเดินกลับมาที่สำนักอย่างเปิดเผย พร้อมประกาศปาวๆ ว่านี่คือศิษย์คนที่สามที่เขาถูกชะตา!
เล่นเอาคนที่แอบจับตามองอยู่ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
ศิษย์สองคนแรกของจางอวิ๋น สวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่ง ตอนนี้คนทั้งสำนักหลิงเซียนต่างรู้ดีว่าไม่ธรรมดา มาตรฐานการรับศิษย์ของผู้อาวุโสเก้าน่าจะสูงลิบลิ่วเทียมฟ้า
แต่ไหงจู่ๆ ถึงไปหิ้วสาวชาวบ้านธรรมดาๆ จากหมู่บ้านหน้าสำนักมาเป็นศิษย์คนที่สามเฉยเลย? นี่มันลูกเล่นอะไรของเขา?
หลายคนเกาหัวแกรกๆ เดาทางไม่ถูก
จางอวิ๋นไม่สนว่าใครจะเข้าใจหรือไม่ คนที่เขาพามาจากหมู่บ้าน แท้จริงแล้วคืออวี๋สุ่ยเอ๋อร์ที่เขาเอาไปฝากไว้ล่วงหน้าก่อนจะเข้าสำนัก
ทำแบบนี้ก็เพื่อสร้างประวัติที่มาที่ไปให้มันดูสมเหตุสมผล ไม่ให้น่าสงสัยเกินไปเท่านั้น
ณ ถ้ำที่พัก ยอดเขาลำดับเก้า
“ชินหรือยัง?”
จางอวิ๋นเอ่ยถามอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ที่สวมชุดกระโปรงยาวคลุมข้อเท้า ปกปิดช่วงล่างที่หางปลาถูกสวมทับด้วยรองเท้าปักลายคู่หนึ่งเพื่อพรางตา
“ยังไม่ค่อยชินเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์… มันรู้สึกหนักๆ แต่ถ้าฝึกอีกหน่อยก็น่าจะไหว!” อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ตอบขณะพยายามก้าวเดินเตาะแตะ
นางฝึกเดินมาหนึ่งวันเต็มๆ ตอนนี้พอจะเลียนแบบท่าทางการเดินของมนุษย์ได้แล้ว เพียงแต่ยังดูเก้งก้างคล้ายเป็ดอยู่บ้าง
“ค่อยๆ ฝึกไป ไม่ต้องรีบ...”
จางอวิ๋นกล่าวด้วยรอยยิ้ม “มาเถอะ อาจารย์จะช่วยเจ้าซ่อมแซมแก่นวิญญาณภายในให้ก่อน!”
“ท่านอาจารย์ ท่านรู้ได้ยังไงว่าแก่นวิญญาณของข้า…”
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์มองจางอวิ๋นด้วยความตกใจตาโต
“ถ้าแค่นี้ยังดูไม่ออก จะเป็นอาจารย์เจ้าได้ยังไง?”
จางอวิ๋นหัวเราะในลำคอ “นั่งลง แล้วคายแก่นวิญญาณออกมาให้อาจารย์ดูหน่อย!”
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์พยักหน้าอย่างว่าง่าย นางขดหางปลาลงนั่งขัดสมาธิ สองมือประสานทำท่ามุทราแปลกประหลาดที่หน้าอก หลับตาลงแล้วอ้าปากขึ้น
วูบ!
ลูกแก้วกลมเกลี้ยงขนาดเท่าลูกตา เปล่งแสงสีขาวนวลลอยออกมาจากปากของนางอย่างช้าๆ
เมื่อสังเกตดูใกล้ๆ จะเห็นได้ชัดว่า บนผิวของลูกแก้วอันล้ำค่านั้นมีรอยร้าวเล็กๆ ปรากฏอยู่หลายแห่ง ราวกับเครื่องเคลือบที่ใกล้แตก
“ท่านอาจารย์… นี่เป็นผลกระทบจากคลื่นพลังระเบิดตอนที่ข้าหนีตายเจ้าค่ะ…”
ใบหน้าของอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ซีดลงเล็กน้อย เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามไรผม
ก่อนหน้านี้ไม่ขยับก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอกระตุ้นแก่นวิญญาณเพื่อคายออกมา อาการบาดเจ็บภายในที่เรื้อรังก็กำเริบขึ้นมาทันที
‘ใช้ปราณวิญญาณสมานรอยร้าวบนแก่นวิญญาณ จากนั้นให้กินเห็ดหลินจือคริสตัลเพื่อชดเชยพลังธาตุน้ำที่สูญเสียไป จะสามารถรักษาให้หายขาดได้’
ข้อมูลวิธีรักษาจากเนตรสวรรค์ปรากฏขึ้นชัดเจน จางอวิ๋นจึงกล่าวว่า “ทำตัวตามสบาย อาจารย์จะช่วยรักษาแก่นวิญญาณให้เจ้าเดี๋ยวนี้!”
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์พยักหน้า หลับตาลงผ่อนคลายจิตใจ
จางอวิ๋นเริ่มเดินลมปราณ วางมือเหนือแก่นวิญญาณ แล้วค่อยๆ ส่งถ่ายพลังปราณอันบริสุทธิ์เข้าไปสมานรอยร้าวทีละนิดอย่างใจเย็น
แสงสว่างวาบขึ้นเป็นจังหวะ รอยร้าวบนแก่นวิญญาณค่อยๆ ประสานกันอย่างน่าอัศจรรย์ เห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า
“เก็บกลับไปได้!”
เมื่อเห็นว่าแก่นวิญญาณกลับมาสมบูรณ์ไร้ตำหนิแล้ว จางอวิ๋นก็สั่งทันที
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์รีบสูดลมหายใจ อ้าปากกลืนแก่นวิญญาณกลับคืนสู่จุดตันเถียน
จางอวิ๋นไม่รอช้า หยิบสมุนไพรล้ำค่าที่มีลักษณะใสเหมือนแก้วออกมาทันควัน “กลืน ‘เห็ดหลินจือคริสตัล’ นี่ลงไปเสีย!”
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์รับมาแล้วกลืนลงท้องไปทันทีโดยไม่ลังเล
เห็ดหลินจือคริสตัลต่างจากสมุนไพรทั่วไป ทันทีที่กลืนลงไป มันละลายกลายเป็นของเหลวเย็นฉ่ำ ไหลซึมไปทั่วร่างราวกับกระแสน้ำทิพย์ ดูดซึมได้ง่ายดายยิ่งนัก
เพียงครู่เดียว ร่างกายของอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ก็เริ่มดูดซับพลังยา ผิวกายเปล่งประกายแสงสีฟ้าครามระยิบระยับดุจผิวน้ำต้องแสงจันทร์
‘ความคืบหน้าการซ่อมแซมแก่นวิญญาณ——5%…30%…55%’
ตัวเลขความคืบหน้าเด้งขึ้นมาในสายตาของจางอวิ๋น เพียงไม่กี่วินาทีก็พุ่งแตะ 100% เต็ม!
กลิ่นอายพลังบนตัวอวี๋สุ่ยเอ๋อร์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับเขื่อนแตก
จากระดับกลั่นลมปราณขั้นห้า… ทะยานขึ้นสู่ระดับกลั่นลมปราณขั้นสิบ... ขั้นสูงสุดในพริบตา!
นี่ไม่ใช่การเลื่อนระดับจากการฝึกฝน แต่เป็นการฟื้นฟูตบะเดิมที่สูญเสียไปให้กลับคืนมา
【ศิษย์ของท่าน ‘อวี๋สุ่ยเอ๋อร์’ ได้รับการฟื้นฟูตบะจากระดับกลั่นลมปราณขั้นห้าสู่ระดับกลั่นลมปราณขั้นสูงสุด ท่านได้รับผลตอบแทนคืนกำไรตบะร้อยเท่า!】
แม้จะเป็นการฟื้นฟู แต่ระบบสุดป๋าก็ยังนับเป็นผลงาน!
จางอวิ๋นรีบนั่งขัดสมาธิเพื่อหลอมรวมพลังที่ไหลบ่าเข้ามาในร่างทันที
พลังที่ได้รับคืนมาครั้งนี้ไม่ได้มากมายมหาศาลนัก หรือพูดให้ถูกคือ ร่างกายของเขาในตอนนี้ต้องการพลังงานมหาศาลขึ้นเรื่อยๆ ราวกับหลุมดำ พลังที่ได้มาครั้งนี้แม้จะหลอมรวมจนหมด ก็ยังไม่พอให้ทะลวงผ่านขั้นย่อยระดับเดียว
ระดับพลังของเขายังคงค้างอยู่ที่ระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุด (ขั้นแปด)
แต่เขาสัมผัสได้ว่ามันมาถึงจุดพีคของขั้นนี้แล้ว… ขอแค่มีพลังอีกสักหน่อย เขาน่าจะทะลวงคอขวดนี้ได้!
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านอาจารย์!”
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ลืมตาขึ้น ใบหน้าที่เคยซีดเซียวกลับมามีเลือดฝาดแดงระเรื่อ แววตาเป็นประกายเต็มไปด้วยความปิติยินดี
แก่นวิญญาณของนางหายดีแล้ว! พลังตบะทั้งหมดก็กลับคืนมาแล้ว!
ตลอดสามเดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่ถูกจับ แก่นวิญญาณที่เสียหายทำให้นางอ่อนแอและหวาดกลัว นางใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดระแวง กลัวว่าจะถูกจับกินหรือถูกทำร้ายได้ทุกเมื่อ
ตอนนี้พลังกลับมาแล้ว… ความรู้สึกปลอดภัยที่หายไปนานก็หวนคืนมา
นางมองจางอวิ๋นด้วยความซาบซึ้งใจอย่างที่สุด
หากก่อนหน้านี้ยังมีความระแวงหลงเหลืออยู่บ้าง ตอนนี้… ความไว้ใจที่นางมีให้จางอวิ๋นคือร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม!
“หายดีก็ดีแล้ว…”
จางอวิ๋นยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่อกเสื้อ จึงหันไปบอกอวี๋สุ่ยเอ๋อร์
“สุ่ยเอ๋อร์ เตรียมตัวให้พร้อม ทำความรู้จักกับศิษย์พี่ทั้งสองของเจ้าหน่อยนะ!”
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วพยักหน้า “เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์!”
“ไม่ต้องกดดัน ศิษย์พี่ทั้งสองของเจ้าไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ออกจะติงต๊องด้วยซ้ำ!”
จางอวิ๋นรู้ว่านางยังมีปมในใจกับมนุษย์ จึงพูดติดตลกปลอบโยน ก่อนจะหยิบ ‘หินส่งเสียง’ ออกมาจากอกเสื้อ กรอกเสียงลงไป
“หมิงเอ๋อร์… พาเจ้าอ้วนมาหาอาจารย์ที่ถ้ำเดี๋ยวนี้!”
…