ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 77 สิ้นสุดการประลอง
การประลองศิษย์ดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด
ทว่าในคู่ต่อๆ มาไม่เกิดเหตุการณ์พลิกล็อกสะท้านโลกอะไรอีก ภายใต้การควบคุมผลจับสลากของเจ้าสำนักหลิงเซียน ศิษย์ที่มีระดับพลังสูงกว่าล้วนคว้าชัยชนะไปได้ตามคาด
จะมีก็แต่คู่สุดท้ายที่เป็นการดวลกันระหว่างระดับสร้างรากฐาน ขั้นหก สองคน ซึ่งสู้กันได้อย่างดุเดือดสูสีจนหมดแรงข้าวต้มกันไปข้าง นับเป็นคู่ที่ลุ้นระทึกที่สุดในการประลองรอบนี้
เมื่อคู่นี้จบลง การประลองทั้งห้าสิบคู่ก็เป็นอันเสร็จสิ้น
ศิษย์ผู้ชนะทั้งห้าสิบคนมารวมตัวกันที่กลางลานกว้างอย่างพร้อมเพรียง
“นี่คืออันดับสุดท้ายของการประลองศิษย์ครั้งนี้ ศิษย์ที่ติดห้าสิบอันดับแรก ให้ไปรับรางวัลเป็นหินวิญญาณที่ยอดเขาเจ้าสำนักได้!”
บนแท่นสูง เจ้าสำนักหลิงเซียนสะบัดมือวูบ
ม้วนคัมภีร์ขนาดยาวคลี่กางลงมาจากฟากฟ้า รายชื่อห้าสิบคนพร้อมคะแนนปรากฏหราอย่างชัดเจนท่ามกลางสายตาของศิษย์นับพัน
สองอันดับแรกครองที่หนึ่งร่วมกันอย่างไม่ต้องสงสัย ได้แก่สวีหมิงและอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ที่คว้าไป 99 คะแนน
ตามมาติดๆ คือเหล่าศิษย์เอกของผู้อาวุโสคนอื่นๆ ซึ่งคะแนนล้วนเกิน 90 ขึ้นไป
และอู๋เสี่ยวพั่งที่ได้ 88 คะแนน ก็เบียดเข้ามาติดในอันดับที่สิบได้อย่างเฉียดฉิว
ลูกศิษย์ทั้งสามคนของยอดเขาลำดับเก้า… ติดสิบอันดับแรกทั้งหมด!
เมื่อเห็นภาพนี้ ผู้คนในสนามต่างอดไม่ได้ที่จะหันไปมองจางอวิ๋นบนแท่นสูงด้วยสายตาตื่นตะลึงระคนเลื่อมใส
ผู้อาวุโสหนึ่งคนปั้นลูกศิษย์ติดสิบอันดับแรกได้ถึงสามคน… ในประวัติศาสตร์การประลองศิษย์ของสำนักหลิงเซียน นี่คือตำนานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!
เมื่อมองไปที่เสาหินด้านข้าง ชื่อของจางอวิ๋นที่รั้งอันดับหนึ่งด้วยคะแนนเต็ม 100 คะแนน แม้แต่คนที่ไม่ชอบขี้หน้าเขา ก็จำต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่ง
สมศักดิ์ศรี!
จากวันรับศิษย์จนถึงวันนี้ ใช้เวลาไม่ถึงสองเดือน กลับปั้นลูกศิษย์ระดับปีศาจออกมาได้ถึงสามคน…
เหล่าผู้อาวุโสในที่นั้นต่างถามใจตัวเอง หากเปลี่ยนเป็นพวกเขา อย่าว่าแต่สามคนเลย แค่ปั้นให้ได้แบบนี้สักคนก็ยากรากเลือดแล้ว!
ตัวจางอวิ๋นเองไม่ได้ใส่ใจเรื่องอันดับมากนัก เพราะมันล็อกผลไปแล้ว สิ่งที่เขาคิดอยู่ตอนนี้คือเรื่องการควบแน่น ‘จินตาน’ ในขั้นตอนต่อไป
ก่อนเริ่มการประลอง สวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งเข้าไปปั๊มระดับในหอรวมปราณจนทะลวงระดับเป็นสร้างรากฐาน ขั้นแปด และ ขั้นห้า ตามลำดับ พลังงานที่ระบบคืนกำไรกลับมานั้น ทำให้จินตานในตันเถียนของเขาขยายใหญ่จนเกือบเท่ากำปั้นแล้ว
เขาสัมผัสได้ว่า อีกไม่นานก็จะถึงเวลาควบแน่นให้สมบูรณ์!
รอแค่ดูดซับพลังงานเพิ่มอีกหน่อย ผสานกับเทคนิคอีกนิด ก็เริ่มลงมือได้เลย
“งานประลองใหญ่ระหว่างสำนักประจำปีนี้ จะจัดขึ้นในอีกสิบสามวันข้างหน้าที่ใจกลางแคว้นหนานอวิ๋น จากนี้ให้พวกเจ้าพักผ่อนห้าวัน อีกห้าวันให้หลัง… ออกเดินทางได้!”
สิ้นเสียงประกาศอันทรงพลังของเจ้าสำนักหลิงเซียน การประลองศิษย์ก็ถือว่ารูดม่านปิดฉากลงอย่างเป็นทางการ
จางอวิ๋นเป่าปากโล่งอก กระโดดลงจากแท่นสูง ตรงดิ่งไปหาสามศิษย์รักกลางสนามทันที
“ท่านอาจารย์!”
ทั้งสามรีบเดินเข้ามาหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ทำได้ดีมาก!”
จางอวิ๋นชูนิ้วโป้งให้ พร้อมกล่าวชมอย่างไม่หวงคำพูด “วันนี้พวกเจ้าทำได้ยอดเยี่ยมมาก ถ้าให้ข้าให้คะแนนล่ะก็… เอาไปเต็มร้อยทุกคน!”
สวีหมิงและศิษย์น้องต่างยิ้มแก้มปริจนตาหยี
ในฐานะเด็กหนุ่มสาว ย่อมอยากได้รับคำชมจากอาจารย์ผู้เป็นที่รักเป็นธรรมดา
“นี่คือรางวัลที่อาจารย์เตรียมไว้ให้ ลองดูสิ!”
จางอวิ๋นหยิบแหวนมิติสามวงที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา แล้วยื่นให้ศิษย์แต่ละคน
ทั้งสามรับไปตรวจสอบดูด้วยความสงสัย
“นี่คือ?”
เมื่อเห็นของที่อยู่ข้างใน ดวงตาของพวกเขาก็ลุกวาวดั่งดวงดาว
“กระบี่บิน!!”
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
กระบี่บินสามเล่มที่มีสีสันแตกต่างกันลอยออกมาอยู่ตรงหน้า เปล่งประกายวูบวาบ
“กระบี่บินสามเล่มนี้อาจารย์คัดสรรมาอย่างดี ให้เหมาะกับธาตุพลังของพวกเจ้า ก่อนหน้านี้มัวแต่เร่งฝึกฝน เลยยังไม่ได้สอนวิชาขี่กระบี่เหินเวหา วันนี้แหละ… อาจารย์จะสอนให้พวกเจ้าบิน!”
จางอวิ๋นยิ้มพลางพลิกมือเรียกกระบี่บินของตัวเองออกมา สาธิตให้ดูพร้อมอธิบาย
“พวกเจ้าบรรลุระดับสร้างรากฐานกันหมดแล้ว การใช้ปราณห่อหุ้มวัตถุไม่ใช่เรื่องยาก เคล็ดลับของการขี่กระบี่อยู่ที่การผนึกปราณ ให้ถ่ายเทปราณลงไปที่ตัวกระบี่แบบนี้ แล้วก็…”
หลังจากสาธิตท่าทางการขี่กระบี่แบบง่ายๆ จบ จางอวิ๋นก็ยิ้ม
“ขั้นตอนทั้งหมดไม่ยากสำหรับพวกเจ้าหรอก ลองทำดูเองเถอะ ช่วงแรกอย่าเพิ่งบินสูง เอาแค่สักสามสี่เมตรเหนือพื้นก็พอ!”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์!”
ทั้งสามรับคำด้วยความตื่นเต้น แล้วเริ่มทดลองทันที
เมื่อเห็นจางอวิ๋นพาลูกศิษย์มาหัดบินอยู่ข้างสนาม ศิษย์ระดับสร้างรากฐานคนอื่นๆ ที่เห็นเหตุการณ์ต่างมุมปากกระตุก
พับผ่าสิ พวกเอ็งเพิ่มระดับกันไวขนาดไหนกันเนี่ย? ไวซะจนลืมเรียนวิชาบินเลยเรอะ?
ระดับสร้างรากฐาน ขั้นห้า, ขั้นแปด, หรือแม้แต่ขั้นสูงสุด… เพิ่งจะมาหัดบินเนี่ยนะ?
ส่วนเหล่าศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักพร้อมรุ่นเดียวกับสวีหมิง มองดูภาพนั้นด้วยสายตาอิจฉาริษยาจนแทบกระอักเลือด
ตอนนั้นสวีหมิงเป็นแค่คนพิการในสายตาพวกเขา เทียบกับพวกเขาไม่ได้เลยสักนิด ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านไปแค่เดือนกว่าๆ อีกฝ่ายจะกลายเป็นอันดับหนึ่งของศิษย์ทั้งสำนักไปแล้ว!
พอก้มมองดูตัวเองที่ยังต้วมเตี้ยมอยู่ระดับกลั่นลมปราณ ก็ได้แต่รู้สึกขมขื่น
คนเหมือนกันแท้ๆ… ทำไมช่องว่างมันถึงห่างกันได้ขนาดนี้?
พร้อมกันนั้น ความรู้สึกเสียดายก็ผุดขึ้นมาในใจ
ถ้าย้อนเวลากลับไปตอนงานรับศิษย์ได้ หากพวกเขาเลือกกราบกรานขอเป็นศิษย์ผู้อาวุโสเก้า ตอนนี้ถึงจะไม่เก่งเท่าสวีหมิง อย่างน้อยก็น่าจะแตะระดับสร้างรากฐานได้บ้างแล้วมั้ง?
ดูอย่างอู๋เสี่ยวพั่งสิ ขนาดดูซื่อบื้อที่สุดในกลุ่ม ยังปาเข้าไปสร้างรากฐาน ขั้นห้า แล้ว
ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดใจ
โดยเฉพาะ ‘หวางหย่ง’
ตอนงานรับศิษย์ คนแรกที่จางอวิ๋นเอ่ยปากชวน คือเขาคนนี้แหละ!
แต่ตอนนั้นเขาดันตาถั่ว เลือกไปอยู่กับผู้อาวุโสสิบเมิ่งจงแทน
ถ้าตอนนั้นเลือกผู้อาวุโสเก้า…
คิดมาถึงตรงนี้ หวางหย่งก็ชักจะเข้าใจความรู้สึกของศิษย์พี่เนี่ยจื้อที่หนีออกจากสำนักไปก่อนหน้านี้แล้ว
“ยังยืนบื้ออะไรอยู่? ยังไม่รีบตามมาอีก!!”
เสียงตวาดเย็นชาดังขึ้นข้างหู
หวางหย่งสะดุ้งโหยง เงยหน้ามองเห็นเมิ่งจงกำลังจ้องมาด้วยสายตาถมึงทึง เขารีบก้มหน้าเดินตามกลับไปทันที ไม่กล้าสบตา
เมิ่งจงเห็นท่าทีนั้นแล้วหงุดหงิดเป็นบ้า ก่อนหน้านี้เนี่ยจื้อทรยศหนีไปก็ถือเป็นความอัปยศอดสูพอแล้ว พอเห็นหวางหย่งทำท่าลังเลเหมือนอยากจะย้ายพรรคอีกคน ไฟโทสะก็ลุกโชน เขาต้องระวังตัวแจ ไม่ยอมให้เกิดเรื่องซ้ำรอยเนี่ยจื้อเด็ดขาด
สายตาตวัดไปมองจางอวิ๋นที่กำลังสอนศิษย์อยู่ไม่ไกล ใบหน้าของเมิ่งจงมืดครึ้ม แต่พอนึกอะไรบางอย่างได้ ก็แค่นหัวเราะในใจ
รอไปเถอะ เจ้ากระโดดโลดเต้นได้อีกไม่นานหรอก!
คิดพลางพาเหล่าศิษย์เดินจากไป
จางอวิ๋นสัมผัสได้ถึงสายตาของเมิ่งจง เหลือบมองแผ่นหลังอีกฝ่ายแวบหนึ่ง ในใจครุ่นคิดเงียบๆ
“งานประลองใหญ่ที่กำลังจะมาถึง เป็นโอกาสดีที่จะเก็บหัวคน!”
เมิ่งจงมีศิษย์คนหนึ่งติดห้าสิบอันดับแรก ในฐานะอาจารย์ ยังไงก็ต้องติดตามไปร่วมงานประลองด้วย ถึงตอนนั้น… ค่อยเช็กบิลมันซะ!
กำลังคิดเพลินๆ จู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงสายตาอีกคู่ที่จ้องมองมา จึงหันไปมองอีกทาง
ตรงนั้น ผู้อาวุโสสามแห่งสำนักหลิงเซียนผู้มีมาดผู้ดีกำลังยืนยิ้มละไมมองเขาอยู่
“ผู้อาวุโสเก้า สนใจแวะไปจิบชาที่ยอดเขาข้าสักหน่อยไหม?”
ตอนนี้สนามประลองตั้งอยู่ที่ตีนเขายอดลำดับที่สาม เดินขึ้นทางภูเขาด้านข้างไปก็ถึงที่พักของอีกฝ่ายแล้ว
จางอวิ๋นมองอีกฝ่ายแล้วส่ายหน้า “ขออภัยผู้อาวุโสสาม ข้ายังมีธุระต่อ คงไม่รบกวน!”
“น่าเสียดายจริงๆ!”
รอยยิ้มบนหน้าผู้อาวุโสสามยังคงเดิม “หากวันหน้าผู้อาวุโสเก้าว่างเมื่อไหร่ แวะมาได้เสมอ ชาที่ยอดเขาสาม… จะอุ่นรอเจ้าตลอดเวลา!”
พูดจบก็ไม่รั้งรอ หันหลังเดินขึ้นยอดเขาไป
มองดูแผ่นหลังนั้น จางอวิ๋นหรี่ตาลง
ผู้อาวุโสสามที่ซ่อนเขี้ยวเล็บผู้นี้ เขาเดาทางไม่ถูกจริงๆ
ที่สำคัญคือไม่แน่ใจว่าท่านเจ้าสำนักรู้เรื่องนี้หรือไม่ ถ้ารู้ก็แล้วไป แต่ถ้าไม่รู้…
จางอวิ๋นสูดหายใจลึก
กำลังชั่งใจว่าจะลองแย้มพรายเรื่องนี้ให้เจ้าสำนักรู้ดีไหม?
แต่คิดไปคิดมาก็ส่ายหน้า
ขืนเจ้าสำนักถามว่าเขารู้ได้ยังไง จะตอบลำบาก แค่ระดับสร้างรากฐานแต่มองทะลุระดับหยวนอิงได้ นี่มันน่าสงสัยเกินไป
เขาไม่อยากให้ความลับเรื่องระบบแตก!
“ต้องรีบทะลวงจินตานแล้ว!”
จางอวิ๋นคิดในใจ
พอถึงระดับจินตาน เคล็ดวิชาเนตรเซียนจะยกระดับขึ้น ถึงตอนนั้นคงมองระดับหยวนอิงได้ทะลุปรุโปร่งกว่านี้!
ดึงสติกลับมาจากความคิด จางอวิ๋นหันไปมองลูกศิษย์ทั้งสามที่ตอนนี้เริ่มทรงตัวบนกระบี่บินวนไปมาได้แล้ว จึงเอ่ยขึ้น
“มา! อาจารย์จะพาบินเล่นสักรอบ!”
สวีหมิงทั้งสามพยักหน้า
จางอวิ๋นกระโดดขึ้นกระบี่ ควบคุมให้บินพุ่งออกจากลานกว้าง
ศิษย์ทั้งสามรีบขี่กระบี่ตามหลังไป
สวีหมิงกับอู๋เสี่ยวพั่งบินตามติดได้สบาย แต่ทว่าอวี๋สุ่ยเอ๋อร์กลับค่อยๆ ทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ ในฐานะเผ่าเงือก การต้องมาลอยตัวอยู่กลางอากาศแบบนี้ นางไม่คุ้นชินเอาเสียเลย ท่าทางเก้ๆ กังๆ ไม่กล้าเร่งความเร็ว!
จางอวิ๋นสังเกตเห็น จึงกวาดตามองไปข้างหน้าแล้วชี้ไปที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
“เห็นต้นไม้ใหญ่นั่นไหม? พอถึงตรงนั้น อาจารย์จะเริ่มเร่งเครื่องแล้วนะ เราจะบินไปที่ตีนเขายอดเจ้าสำนัก ใครไปถึงคนสุดท้าย… อาจารย์มีบทลงโทษนะจะบอกให้!”
ได้ยินดังนั้น ทั้งสามหน้าตึงขึ้นมาทันที โดยเฉพาะอวี๋สุ่ยเอ๋อร์
ต้นไม้นั่นอยู่ห่างจากจางอวิ๋นแค่สิบกว่าเมตร ไม่ถึงสองวินาทีก็ถึงแล้ว
“ไปล่ะนะ!”
ยังไม่ทันได้เตรียมใจ จางอวิ๋นก็พุ่งวาบเร่งความเร็วทะยานไปข้างหน้าลิบๆ
สวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งรีบเร่งพลังตามไปติดๆ
ส่วนนาง…
ยืนสั่นอยู่บนกระบี่ มองดูทั้งสามคนที่ทิ้งห่างไปไกลลิบ นางเริ่มร้อนรน กัดฟันแน่น
เป็นไงเป็นกัน!
เท้าเล็กๆ กระทืบลงไป ปราณวารีมหาศาลทะลักออกมาห่อหุ้มกระบี่บิน ผลักดันให้พุ่งไปข้างหน้า
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์รู้สึกว่าร่างกายโคลงเคลงไปมาเหมือนจะร่วง จนหน้าซีดเผือด รีบหลับตาปี๋
แต่ผ่านไปสักพัก นางก็พบว่าตัวเองยังยืนอยู่บนกระบี่ได้สบายดี
สองเท้าที่มีปราณหุ้มยึดติดกับกระบี่แน่นหนา ความรู้สึกโคลงเคลงเมื่อกี้เป็นแค่อุปาทานจากความกลัวของนางเอง
ดูเหมือนจะไม่ตกลงไปง่ายๆ แฮะ…
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ลืมตาขึ้น คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อย มองเห็นสวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งอยู่ข้างหน้า หลังจากเร่งความเร็วเมื่อกี้ ระยะห่างดูเหมือนจะลดลงนิดหน่อย
จู่ๆ นางก็รู้สึกว่า… น่าจะแซงได้!
คิดได้ดังนั้น ปราณวารีก็ระเบิดตูม ขับเคลื่อนกระบี่ใต้เท้าให้กลายเป็นลำแสงสีน้ำเงิน พุ่งแหวกอากาศไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง!
สวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งที่อยู่ข้างหน้ายังไม่ทันรู้ตัว ก็เห็นลำแสงสีน้ำเงินวาบผ่านหน้าไป แซงหน้าพวกเขาไปไกลโข
“เฮ้ย…”
ทั้งคู่ตาค้าง
ศิษย์น้องเป็นอะไรไป? เมื่อกี้ยังตามหลังต้อยๆ ทำไมจู่ๆ ถึงซิ่งระเบิดเถิดเทิงขนาดนี้?
ไม่ทันได้คิดมาก ทั้งสองรีบเร่งความเร็วตามไป
แต่กลับพบว่า ยิ่งพวกเขาเร่ง อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ในสภาพลำแสงสีน้ำเงินก็ยิ่งเร่งตาม แถมยังเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนในสายตาพวกเขา ตอนนี้นางกำลังจะจี้ตูดอาจารย์แล้ว!
“เชี่ย!”
จางอวิ๋นที่บินนำอยู่หน้าสุด สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังน้ำที่พุ่งเข้ามา พอหันกลับไปมองเห็นลำแสงสีน้ำเงินพุ่งมาดุจลูกธนู ก็สะดุ้งโหยง รีบระเบิดพลังเร่งความเร็วหนีทันที
จากความเร็วสามส่วน เพิ่มเป็นห้าส่วน… เจ็ดส่วน…
จนสุดท้ายต้องงัดความเร็วเต็มพิกัดออกมาบินหนี ถึงจะรักษาระยะห่างไม่ให้โดนแซงได้
เมื่อร่อนลงจอดที่ตีนเขายอดเจ้าสำนัก มองดูอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ที่บินตามลงมาติดๆ แทบจะหายใจรดต้นคอ จางอวิ๋นถึงกับต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่
ยัยหนูนี่บินเก่งชะมัด!
เมื่อกี้เห็นนางบินช้า เขาแค่อยากกระตุ้นนางด้วยการแข่งนิดหน่อย นึกไม่ถึงว่าจะไปปลุกวิญญาณนักซิ่งเข้าให้…
แต่คิดดูอีกทีก็ไม่แปลก อวี๋สุ่ยเอ๋อร์อยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุด แถมมีรากวิญญาณวารีระดับสุดยอด ปราณวารีอันมหาศาลของนาง ย่อมทำให้ทำอะไรที่ต้องใช้ปราณได้ดีกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปอยู่แล้ว
“เป็นไงบ้าง?”
จางอวิ๋นหันไปถาม
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์แก้มแดงปลั่งด้วยความตื่นเต้น ตอบเสียงใส “ท่านอาจารย์ ข้าอยากลองอีก!”
จางอวิ๋นยิ้ม “งั้นเจ้าก็บินวนแถวนี้รอศิษย์พี่ทั้งสองของเจ้าไปพลางๆ ก่อนแล้วกัน!”
“เจ้าค่ะ!”
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์พยักหน้าหงึกหงัก รีบขี่กระบี่พุ่งออกไป กลายเป็นแสงสีน้ำเงินฉวัดเฉวียนไปมากลางอากาศ สนุกสนานจนลืมโลก
จางอวิ๋นส่ายหน้ายิ้มๆ
คนเราพอทำเรื่องที่ไม่ถนัดจนคล่องแล้ว มันก็มักจะเห่อแบบนี้แหละนะ!
……