ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 80 เมืองหลานไห, เกาะหนานเป่า
ทวีปวิถีเซียน, แดนกลาง
ณ เมืองโบราณอันมืดมิดที่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่งกาลเวลา
“แดนใต้…! ที่แดนใต้มีคนเปิดประตูแห่งพันธนาการ!!”
เสียงชราภาพที่เจือไปด้วยความตื่นเต้นระคนตกตะลึงดังกึกก้องกังวาน สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทุกซอกมุมของเมือง
“ท่านบรรพชน?”
เงาร่างจำนวนไม่น้อยที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงามืด ต่างแตกตื่นพุ่งทะยานออกมาจากที่พำนักด้วยความตระหนก
เสียงชราภาพดังขึ้นอีกครั้ง ทรงอำนาจดุจราชโองการ
“ไป! ส่งคนลงไปที่แดนใต้เดี๋ยวนี้… ตามหาคนที่เปิดประตูแห่งพันธนาการ แล้วพาตัวมันมาพบข้าให้จงได้…!”
“รับทราบขอรับท่านบรรพชน!”
เงาร่างเหล่านั้นต่างมีสีหน้าเคร่งขรึม กุมศีรษะขานรับโดยพร้อมเพรียง เสียงดังก้องสะท้อนไปทั่วเมืองโบราณ
เมื่อเสียงชราภาพเงียบหายไป บรรยากาศกดดันค่อยๆ จางลง เสียงขรึมต่ำเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นสั่งการ
“เจ้าหก พวกเจ้าลงไปแดนใต้สักเที่ยว ภารกิจนี้สำคัญยิ่ง… ต้องตามหาคนที่ท่านบรรพชนพูดถึงให้เจอ”
“ขอรับ!”
ชายหนุ่มชุดดำหกคนปรากฏตัวขึ้นจากเงามืดราวกับภูตพราย รับคำสั่งสั้นๆ ก่อนจะเลือนหายไปในความมืดมิดที่ทอดตัวยาวออกสู่โลกภายนอก
แดนใต้, แคว้นหนานซิง
ลึกลงไปใต้ท้องทะเลที่มืดมิดและหนาวเหน็บ
ภายในถ้ำขนาดมหึมาที่ถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรบรรจง มีโต๊ะยาวตัวหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางโถง
วูบ! วูบ! วูบ!!
ห้วงมิติรอบด้านบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ร่างเงาเลือนรางปรากฏขึ้นทีละร่างที่สองฝั่งของโต๊ะยาว ราวกับภูตผีที่ถูกอัญเชิญมาจากต่างมิติ
“เมื่อครู่ที่แดนใต้… มีคนเปิดประตูแห่งพันธนาการ!” ที่หัวโต๊ะ ร่างเงาสง่าผ่าเผยสวมหน้ากากสีดำขลิบทองเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่น่าเกรงขาม
สิ้นเสียง บรรดาร่างเงาในที่ประชุมต่างไหววูบ ลมหายใจสะดุดด้วยความตกใจ
“คนที่เปิดมัน… อยู่ในเขตรับผิดชอบของข้า!” ที่เก้าอี้ตัวที่สามฝั่งขวา ร่างเงาในชุดคลุมขาวสวมหน้ากากเรียบเกลี้ยงเอ่ยแทรกขึ้น
ทุกสายตาตวัดขวับจับจ้องไปที่เขาเป็นตาเดียว
ร่างหน้ากากดำทองที่หัวโต๊ะชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ “เล่าข้อมูลของคนผู้นี้มา!”
ร่างหน้ากากขาวพยักหน้า เริ่มร่ายยาว “คนผู้นี้คือผู้อาวุโสเก้าแห่งสำนักหลิงเซียน อายุเพียงสามสิบต้นๆ บรรลุระดับจินตานเมื่อสามเดือนก่อน จากการตรวจสอบพบว่าเจ้าเด็กนี่มีศักยภาพการเติบโตถึงระดับเจ็ด เหมาะแก่การเป็นเครื่องสังเวยชั้นยอด”
“ข้าจึงวางแผนจัดการให้จินตานของมันแตกสลาย ระดับพลังร่วงหล่นเหลือเพียงสร้างรากฐาน กะว่ารอจังหวะที่มันสิ้นหวังค่อยไปจับตัวมา…”
เขาเว้นจังหวะ น้ำเสียงเจือความงุนงง
“แต่นึกไม่ถึงว่าหลังจากระดับพลังตก มันกลับรับศิษย์รากวิญญาณมังกร พลังฝีมือไม่รู้ทำไมถึงไม่ลดลง กลับยิ่งกล้าแกร่งขึ้น แถมยังรับศิษย์อัจฉริยะเพิ่มมาอีกสองคน… และเมื่อครู่นี้มันเพิ่งจะควบแน่นจินตานใหม่ จนไปกระตุ้นเปิดประตูแห่งพันธนาการเข้า!”
ฟังจบ ทั้งห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ บรรยากาศหนักอึ้งราวกับมีหินผาทับอก
“เจ้าเด็กนี่มีวาสนาปาฏิหาริย์?” ร่างหน้ากากดำทองที่หัวโต๊ะเอ่ยทำลายความเงียบ
“ข้าน้อยไม่แน่ใจ!” ร่างหน้ากากขาวส่ายหัว “ท่านผู้นำจะให้จัดการคนผู้นี้อย่างไรดี?”
ร่างหน้ากากดำทองนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยเรียบๆ
“ไม่ว่าจะเจอวาสนาอะไรมา ในเมื่อสามารถกระตุ้นประตูแห่งพันธนาการได้ ก็นับว่าหาได้ยากยิ่ง หากดึงมาเป็นพวกได้จะเป็นคมดาบชั้นดี ลองส่งคนไปเกลี้ยกล่อมดู หากไม่สำเร็จ… ก็จับตัวมาทำเป็นเครื่องสังเวยซะ!”
“รับทราบท่านผู้นำ!” ร่างหน้ากากขาวรับคำอย่างหนักแน่น
ร่างหน้ากากดำทองกล่าวต่อ “อีกเรื่อง แดนลับเซียนกำลังจะเปิด พวกเจ้าเตรียมตัวให้พร้อม เวลาผ่านไปเนิ่นนานปานนี้… ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว!”
“รับทราบท่านผู้นำ!”
สิ้นคำสั่ง ร่างเงาทุกตนต่างสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น นัยน์ตาภายใต้หน้ากากฉายแววอำมหิต ขานรับเสียงดังฟังชัด
แสงสว่างวาบขึ้น เมื่อเห็นร่างหน้ากากดำทองเลือนหายไป ร่างอื่นๆ ก็ทยอยหายไปเช่นกัน
ชั่วพริบตา ถ้ำยักษ์ก็กลับสู่ความเงียบงัน เหลือเพียงโต๊ะยาวที่ว่างเปล่าราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ห้าวันต่อมา…
กว๊ากกกก!!
เช้าตรู่ เสียงนกกระเรียนร้องก้องกังวานไปทั่วยอดเขาลำดับเก้า ปลุกทุกชีวิตให้ตื่นจากภวังค์
จางอวินที่กำลังปรับลมปราณอยู่ในถ้ำลืมตาขึ้น นัยน์ตาสงบนิ่ง เขาลุกขึ้นปัดฝุ่นแล้วเดินออกไปด้านนอก
ภาพที่เห็นคือนกกระเรียนขนสีขาวหิมะตัวหนึ่ง ความยาวลำตัวกว่าสองเมตร บินโฉบลงมาจอดบนลานหน้าถ้ำอย่างสง่างาม
พอเห็นเขาเดินออกมา มันก็กระพือปีกทักทายอย่างแสนรู้ สายตาเร่งเร้าชัดเจนว่าเจ้าสำนักส่งมารับ
จางอวินเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาหันไปเรียกศิษย์ทั้งสาม แล้วพาพวกเขากระโดดขึ้นหลังนกกระเรียนขาว
สัตว์อสูรชนิดนี้เรียกว่า ‘กระเรียนวิญญาณขาว’ แผ่นหลังกว้างขวางปูด้วยขนหนานุ่ม นั่งได้ทีละห้าถึงแปดคนสบายๆ เมื่อจางอวินกับศิษย์ทั้งสามขึ้นไปนั่ง ก็ยังเหลือที่ว่างอีกมาก ไม่ได้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด
กว๊ากกก!
กระเรียนวิญญาณขาวกางปีกกว้างตีปีกสร้างลมหมุน พาร่างทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าออกจากสำนักหลิงเซียนทันที
สวีหมิงกับศิษย์น้องมองดูทิวทัศน์เบื้องล่างด้วยความตื่นตาตื่นใจ อูเสี่ยวพั่งถามขึ้นด้วยความสงสัย “ท่านอาจารย์ นี่ไม่ใช่ตัวที่ท่านเจ้าสำนักขี่ประจำหรือขอรับ?”
“ไม่ใช่หรอก นี่เป็นแค่หนึ่งในฝูงที่ท่านเลี้ยงไว้!” จางอวินส่ายหน้ายิ้มๆ
กระเรียนวิญญาณขาวเป็นสัตว์อสูรระดับสร้างรากฐาน ว่ากันว่าเจ้าสำนักหลิงเซียนบังเอิญไปสยบมาได้ไม่กี่ตัวในสมัยหนุ่ม เลี้ยงดูฟูมฟักมาหลายสิบปี จนตอนนี้ขยายพันธุ์ออกลูกหลานมาเกือบสามสิบตัวแล้ว
ปกติแล้วเฉพาะงานใหญ่ระดับแคว้นอย่างการไปร่วมงานประลองระหว่างสำนักเท่านั้น ที่เจ้าสำนักจะยอมงัดเอาฝูงกระเรียนลูกรักพวกนี้ออกมาใช้งาน
กว๊าก กว๊าก!!
ได้ยินจางอวินพูดพาดพิง เจ้ากระเรียนขาวใต้ร่างก็ส่งเสียงร้องประท้วงทันที คอสะบัดไปมา
อะไรคือไม่ใช่พาหนะประจำตัว? ถึงข้าจะยังไม่เคยให้เจ้าสำนักขี่ แต่ข้าก็เป็นตัวเต็งเบอร์หนึ่งนะโว้ย!
จางอวินหลุดขำออกมา กระเรียนพวกนี้เจ้าสำนักเลี้ยงมาดีจริงๆ แสนรู้ชะมัด
“ข้าแค่เปรียบเปรยน่า… วันหน้าเจ้าต้องได้เป็นพาหนะคู่ใจท่านเจ้าสำนักแน่!”
จางอวินตบแผงคอมันเบาๆ พลางหัวเราะ เจ้ากระเรียนขาวถึงดูพอใจ ส่งเสียงร้องตอบรับแล้วเร่งความเร็วพาพวกเขาบินฝ่าสายลมออกจากสำนัก
สวีหมิงทั้งสามมองตาแป๋วด้วยความทึ่ง สวีหมิงกับอูเสี่ยวพั่งแอบก้มมองในอกเสื้อตัวเอง เห็นเจ้าลูกหมีสองตัวกำลังนอนหลับปุ๋ย น้ำลายยืด ส่งเสียงครืดคราดอย่างสบายอารมณ์ ก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่
กว่าไอ้ลูกหมีจอมขี้เกียจพวกนี้จะฉลาดแสนรู้ได้แบบนกกระเรียนนี้… ต้องรอถึงชาติหน้าหรือเปล่านะ?
ไม่นาน กระเรียนวิญญาณขาวก็พาพวกเขามาถึงจุดนัดพบนอกเขตอาคมสำนักหลิงเซียน พร้อมกับกระเรียนตัวอื่นๆ ที่บินมาจากทิศทางต่างๆ บรรทุกผู้อาวุโสและศิษย์แต่ละยอดเขามาสมทบ
เจ้าสำนักหลิงเซียนนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่บนกระเรียนวิญญาณขาวตัวใหญ่พิเศษที่ดูน่าเกรงขาม รออยู่ก่อนแล้ว
เมื่อสัมผัสได้ว่าทุกคนมาครบ ก็ลืมตาขึ้นออกคำสั่งเสียงดัง
“ออกเดินทาง!”
กว๊ากก กว๊ากก กว๊ากก!!
สิ้นเสียงประมุข กระเรียนเกือบยี่สิบตัวก็ส่งเสียงร้องประสานกันดังกึกก้อง พากันกางปีกบินทะยานมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง ก่อเกิดเป็นขบวนทัพอากาศที่น่าเกรงขาม
ด้วยความเร็วเต็มพิกัด ความเร็วในการเหาะของพวกมันแทบไม่ด้อยไปกว่าผู้ฝึกตนระดับจินตานเลยทีเดียว
“งานประลองใหญ่ครั้งนี้จัดขึ้นที่เมืองหลานไห ในภาคกลางของแคว้นหนานอวิน ด้วยความเร็วของกระเรียนวิญญาณขาว พวกเราน่าจะใช้เวลาราวห้าวันถึงจะไปถึง หลังจากนั้นจะไม่มีเวลาให้พักผ่อนมากนัก ระหว่างนี้พวกเจ้าจงใช้เวลาปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้พร้อมที่สุด!”
เมื่อฝูงกระเรียนบินทรงตัวได้ที่แล้ว เสียงลมปราณของเจ้าสำนักหลิงเซียนก็ดังเข้าหูทุกคน
เหล่าศิษย์พยักหน้ารับคำ แล้วรีบนั่งลงทำสมาธิบนหลังกระเรียน
จางอวินให้พวกสวีหมิงนั่งลงด้านหลัง ส่วนตัวเองยืนกอดอกต้านลมอยู่ด้านหน้า ชายเสื้อคลุมสะบัดพริ้ว
เขาแอบชำเลืองมองไปยังกระเรียนอีกตัวที่เมิ่งจงนั่งอยู่ ในหัวเริ่มวางแผนเงียบๆ ว่าระหว่างงานประลองจะหาจังหวะเด็ดหัวมันอย่างไรไม่ให้เป็นที่สงสัย!
แตกต่างจากภาคใต้ของแคว้นหนานอวินที่เต็มไปด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อนและป่าดิบชื้น ภาคกลางของแคว้นส่วนใหญ่เป็นท้องทะเลสีครามกว้างใหญ่ไพศาล ผืนแผ่นดินมีเพียงไม่ถึงสามส่วน
ในจำนวนนี้มีน่านน้ำที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุด นามว่า ‘ทะเลหลานไห’ เมืองหลานไหก็ตั้งตระหง่านอยู่ริมชายฝั่งของทะเลแห่งนี้เอง
เนื่องจากงานประลองใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น เมืองหลานไหในตอนนี้จึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศ
เมื่อขบวนของสำนักหลิงเซียนบินโฉบอยู่เหนือเมือง มองลงไปเห็นตรอกซอกซอยแน่นขนัดไปด้วยฝูงชนที่ดูยุบยับยิ่งกว่าฝูงมดแตกรัง
โชคดีที่พวกเขาในฐานะสำนักใหญ่ ไม่ต้องไปเบียดเสียดแย่งชิงที่พักในเมือง
“คารวะท่านเจ้าสำนักหลิงเซียนและผู้อาวุโสทุกท่าน!” นักพรตวัยกลางคนผู้หนึ่งเหยียบกระบี่บินทะยานขึ้นมาต้อนรับแต่ไกล
“ข้าเป็นผู้ดูแลจากสำนักหนานไห รับหน้าที่ดูแลต้อนรับ… เชิญทุกท่านทางนี้!” พูดจบเขาก็นำทางมุ่งหน้าสู่ทะเลหลานไหนอกตัวเมือง
ขบวนกระเรียนสำนักหลิงเซียนบินตามไป บินฝ่าคลื่นลมมาได้สิบกว่าลี้ ก็มาถึงเกาะขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเล
รอบเกาะมีงูยักษ์ใต้ทะเลลำตัวสีดำสนิท ความยาวกว่ายี่สิบเมตร ว่ายวนเวียนผุดโผล่ขึ้นมาหลายตัว ดวงตาทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดคู่ยักษ์สีเหลืองอำพัน จ้องเขม็งขึ้นมายังกลุ่มคนสำนักหลิงเซียนบนหลังนกกระเรียน
ถูกจ้องด้วยสายตาอสรพิษเช่นนี้ ศิษย์สำนักหลิงเซียนหลายคนหน้าซีดเผือด ตัวสั่นขวัญงก สัตว์อสูรไซส์ยักษ์แห่งท้องทะเลแบบนี้หาดูยากในพื้นที่ภูเขา พวกเขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
แถมกลิ่นอายของงูยักษ์พวกนี้ยังอยู่ในระดับจินตาน หากโดนโจมตีขึ้นมา… แค่คิดหลายคนก็อดหดคอด้วยความหวาดเสียวไม่ได้
ผิดกับพวกผู้อาวุโสที่สีหน้าเรียบเฉย บางคนถึงกับแอบเบ้ปาก
งูทะเลพวกนี้เป็นแค่งูทะเลระดับจินตานพันธุ์พื้นๆ ที่มีดีแค่ตัวใหญ่ไว้ขู่ขวัญเด็ก แต่พลังต่อสู้จัดว่า ‘กาก’ มาก หากสู้กันจริง ระดับจินตานคนไหนก็เชือดนิ่ม เพราะเกล็ดและเนื้อตัวมันนิ่มมาก การป้องกันเปราะบางราวกับกระดาษ แค่ใช้กระบี่บินอัดปราณเข้าไปนิดเดียวก็เจาะทะลุได้สบายๆ
ในบรรดาสัตว์อสูรระดับจินตาน เจ้างูพวกนี้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่อ่อนแอที่สุด ไม่อย่างนั้นสำนักหนานไหคงไม่มีปัญญาจับมาฝึกเป็นยามเฝ้าเกาะได้หรอก
แต่ถึงจะบอกว่าอ่อนแอ การจะฝึกสัตว์ระดับจินตานให้เชื่องมาเฝ้าเกาะได้ ก็ถือว่าเป็นการโชว์ศักยภาพของสำนักหนานไหได้ดีทีเดียว!
“สหายเต๋าสำนักหลิงเซียน ต้องขออภัยจริงๆ ช่วงนี้งานยุ่งมาก คนในสำนักไม่พอ ข้าเลยต้องมารอรับพวกท่านที่นี่…!” เสียงหัวเราะร่าดังมาจากในเกาะ
ชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานในชุดคลุมสีน้ำเงินลายคลื่น เหาะขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม
เจ้าสำนักหลิงเซียนเอ่ยตอบตามมารยาท “ผู้อาวุโสใหญ่หนานไหมาต้อนรับด้วยตัวเอง ก็ถือว่าให้เกียรติพวกเรามากแล้ว เป็นพวกเราต่างหากที่มารบกวน!”
“ไม่รบกวนเลย!” ชายชุดน้ำเงินหรือผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักหนานไหโบกมือยิ้มแย้ม ก่อนจะผายมือเชื้อเชิญ “ท่านเจ้าสำนักหลิงเซียนและสหายเต๋าทุกท่าน เชิญทางนี้…!”
ว่าแล้วก็เหาะนำเข้าไปในเกาะ ขบวนสำนักหลิงเซียนบินร่อนลงตามไปติดๆ
“เกาะนี้ชื่อว่าเกาะหนานเป่า เป็นเกาะที่สำนักเราทุ่มทุนสร้าง ด้านในมีถนนหนานเป่าซึ่งเป็นแดนสวรรค์ของนักล่าสมบัติ ในถนนสายนี้ทุกวันจะมีของล้ำค่าหายากจากท้องทะเลถูกขุดค้นพบ…”
ระหว่างบินลง ผู้อาวุโสใหญ่หนานไหก็ชี้ไปที่ถนนสายใหญ่ที่คึกคักไปด้วยฝูงคนด้านล่าง พลางแนะนำด้วยน้ำเสียงเชิญชวนแบบพ่อค้า
“เมื่อไม่กี่ปีก่อน ถึงขนาดมีคนตาดีขุดเจอสมุนไพรวิญญาณระดับสุดยอดอายุร้อยปี มูลค่านับล้านหินวิญญาณเลยทีเดียว!”
“สมุนไพรวิญญาณระดับสุดยอดอายุร้อยปี!?” ได้ยินคำนี้ คนของสำนักหลิงเซียนหูผึ่งกันเป็นแถว
จางอวินเองก็เลิกคิ้วสูง สมุนไพรระดับสุดยอดอายุร้อยปี… นี่มันเกรดสูงกว่าพวกสมุนไพรระดับสูงอายุร้อยปีที่เขามีอยู่เสียอีก!
“หากสหายเต๋าท่านไหนสนใจ ลองไปเดินเล่นเสี่ยงโชคดูได้นะ!” ผู้อาวุโสใหญ่หนานไหเห็นทุกคนตาลุกวาวก็ยิ้มกริ่ม “ไม่แน่ว่าหากดวงดี อาจจะขุดเจอสมุนไพรระดับสุดยอดเข้าสักต้น… เปลี่ยนชีวิตได้เลยนะ!”
ได้ยินแบบนั้น หลายคนเริ่มหายใจถี่รัว หัวใจเต้นแรงด้วยความโลภ แม้แต่ผู้อาวุโสบางคนยังเก็บอาการไม่อยู่
เกาะหนานเป่า… ถนนหนานเป่า… ชื่อเสียงแหล่งละลายทรัพย์พวกนี้พวกเขาเคยได้ยินมาบ้าง แต่หลายคนเพิ่งเคยมาเหยียบเป็นครั้งแรก พอมาถึงที่ใครบ้างจะไมอยากลองของ!
ผู้อาวุโสใหญ่หนานไหเห็นปฏิกิริยาก็ไม่พูดอะไรต่อ เพียงแค่ยิ้มมุมปากแล้วพาพวกเขาบินตรงไปยังโซนที่พักเรือนรับรอง
ไม่รู้ว่าจงใจหรือบังเอิญ ตอนที่ขบวนสำนักหลิงเซียนมาถึงเรือนรับรอง ก็ปะเข้ากับขบวนของ ‘สำนักหนานซาน’ ที่ดูเหมือนจะเพิ่งมาถึงเช่นกัน
ศัตรูเจอหน้า ไฟแค้นก็ลุกโชน!
“สำนักหลิงเซียน!!”
คนของสำนักหนานซานกัดฟันกรอด จ้องมองเขม็ง โดยเฉพาะเมื่อเห็นจางอวิน งานแลกเปลี่ยนคราวก่อนพวกเขาเสียผู้อาวุโสไปตั้งหลายคน แม้จะไม่มีหลักฐานคาหนังคาเขา แต่สัญชาตญาณบอกว่าต้องเป็นฝีมือจางอวินแน่ๆ!
จางอวินปรายตามอง เห็นเจ้าสำนักหนานซานจ้องมา ก็ฉีกยิ้มกว้าง ยิงฟันขาวสะอาดให้ทีหนึ่งอย่างยียวน
“ฮึ่ม!” เจ้าสำนักหนานซานคำรามเสียงเย็นในลำคอ แต่ไม่อยากมีเรื่องตรงนี้ สะบัดแขนเสื้อสั่งลูกน้อง “ไป!” แล้วพาคนของตัวเองเดินหนีไปอีกทาง
เจ้าสำนักหลิงเซียนไม่ได้ใส่ใจ แต่แอบชำเลืองมองผู้อาวุโสใหญ่หนานไหด้วยสายตามีความหมาย ฝ่ายหลังเห็นสองสำนักไม่ตีกัน แววตาฉายรอยผิดหวังแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบปั้นหน้ายิ้มแย้มกลบเกลื่อน
“ท่านเจ้าสำนักหลิงเซียน สหายเต๋าทุกท่าน ด้านหน้ามีเรือนพักบรรยากาศดีว่างอยู่หลายหลัง เชิญเลือกพักได้ตามอัธยาศัยเลย!” พูดจบก็รีบขอตัวจากไป
“ไปเถอะ!” เจ้าสำนักหลิงเซียนมองส่งอีกฝ่ายจนลับตา แล้วหันมาบอกคนในสำนัก “พยายามเกาะกลุ่มกันไว้ แถวนี้แหละ ผู้อาวุโสแต่ละคนพาลูกศิษย์ตัวเองเลือกห้องพักกันไป”
มาถึงเรือนพักกลุ่มหนึ่งที่ยังว่างอยู่ เจ้าสำนักหลิงเซียนก็สั่งการก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำเอาทุกคนชะงัก
“อีกอย่าง อยู่บนเกาะพยายามอย่าออกไปเดินเพ่นพ่าน… สำนักหนานไหหน้าด้าน!”
“เอ่อ…” ท่อนแรกกำลังจะพยักหน้ากันอยู่ดีๆ พอเจอท่อนหลังเข้าไป ทุกคนถึงกับเหวอ
หน้าด้าน? หมายความว่าไง?
“สรุปง่ายๆ คือ…” เจ้าสำนักหลิงเซียนปรายตามองไปทางถนนสายสมบัติ “ถ้าไม่อยากโดนหลอกจนหมดตัว ก็พยายามอย่าออกไปเดินเพ่นพ่าน!”
พูดจบ เขาก็เดินเข้าห้องพักของตัวเองไป ปิดประตูเสียงดัง ปัง! ทิ้งให้เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ตรงนั้น