สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 112 ภูตหยิน
จั่วม่อไม่ได้เข้ามาในถ้ำกระบี่เป็นครั้งแรก แต่ไม่ว่าเข้ามาครั้งใด ก็ได้แต่ทอดถอนใจ
อย่างครั่นคร้าม ผู้ใดจะคาดคิดว่าภายในถ้ำภูเขาแห่งหนึ่ง จะมีโลกอัศจรรย์อันน่าพิศวง
เช่นนี้ สถานที่พิสดารนี้แตกต่างจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง
ผูเยาเมื่อเข้ามาถึงถ้ำกระบี่ ก็ไม่แยแสสนใจจั่วม่อ ผละออกไปฟากหนึ่ง เริ่มสูบกลืน
ปราณหยินอย่างบ้าคลั่ง มองสภาพมึนเมาของผูเยา จั่วม่อรู้สึกอย่างลึกซึ้งว่าอสูรกับ
มนุษย์แตกต่างกันจริงๆ
การเข้ามาในถ้ำกระบี่สักครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย จั่วม่อตัดสินใจควบกลั่นไข่มุกหยินเสีย
หน่อย ประการแรกคือนี่เป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูง ประการที่สองคือเป็นวัตถุดิบจำเป็นสำหรับ
หลอมสร้างมุกหยินประลัยกัลป แม้ว่ายังไม่เคยทดสอบพลังอำนาจของมุกหยินประลัย
กัลป แต่จั่วม่อเชื่อมั่นในพลังอำนาจนี้มาก สิ่งของที่ยากจะหลอมสร้างถึงปานนี้ หากไม่มี
พลังร้ายกาจก็ไม่สมเหตุสมผลแล้ว!
มันเสาะพบตำแหน่งที่มีปราณหยินหนาแน่น ทั้งยังไม่ได้รับกระทบจากผูเยา เริ่มต้น
ควบกลั่นไข่มุกหยิน
นับตั้งแต่ที่ผูเยากล่าวว่ารากฐานของเวทวิชาทั้งหมดคือค่ายกล จั่วม่อก็เริ่มขบคิด
พิจารณาถึงแต่ทิศทางนี้ อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงมักจะมีความซับซ้อนมากกว่าทาง
ทฤษฎี แม้กระทั่งเวทวิชาที่เรียบง่ายที่สุดยังแฝงไว้ด้วยความเปลี่ยนแปลงสารพัน หาก
แก่นแท้ของเวทวิชาคือค่ายกลจริงๆ เช่นนั้นการค้นหารูปแบบของค่ายกลภายใต้ความ
เปลี่ยนแปลงอันซับซ้อนนานัปการนี้ นับเป็นเรื่องยากลำบากเหนือจินตนาการไปแล้ว
มันจมลงไปในโลกแห่งการพินิจพิเคราะห์อย่างรวดเร็ว สองมือแปรเปลี่ยนท่ามุทรา
อย่างไร้ระเบียบแบบแผน ไม่แน่ไม่นอน บางครั้งเชื่องช้า บางครารวดเร็ว ปราศจาก
ท่วงทำนองหรือหลักเหตุผลใด ใบหน้าของมันยังคงตายด้านไร้อารมณ์ ดวงตาสับสน
งุนงงและเลื่อนลอย ราวกับจิตวิญญาณหลงทางไปถึงไหนต่อไหน
ปราณหยินที่ควบรวมไว้รอบๆ ฝั่ามือ รวมตัวกันอย่างฉับพลัน จากนั้นกระจายออก
บางคราวก็ยุบตัวลง แต่จั่วม่อคล้ายไม่ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ สิบนิ้วของมัน
ยังคงแปรเปลี่ยนอย่างไม่หยุดยั้ง ดุจดั่งถูกมนตรากำกับไว้
ผูเยาพลันลืมตา สังเกตสภาวะของจั่วม่อ ปราณหยินที่ถาโถมเข้าไปในร่างมันดุจเสีย
สติก็หยุดชะงักในบัดดล สักครู่ค่อยพริ้มตาหลับลงอีกครั้ง ปราณหยินรอบด้านก็ถูกสูบ
เข้าไปด้วยความเร็วมากกว่าเดิม
กระบวนท่ามุทราของจั่วม่อค่อยๆ เข้ารูปเข้ารอยเป็นลำดับ ปราณหยินเร่งความเร็ว
เข้าสู่ฝั่ามือของมัน และก่อรูปเป็นไข่มุกหยินอย่างรวดเร็ว เมื่อไข่มุกหยินถูกควบกลั่นจน
เสร็จสิ้นสมบูรณ์ วิญญาณหลงทางของจั่วม่อก็กลับคืนสู่ร่าง มันยกไข่มุกหยินที่เพิ่งควบ
กลั่นสำเร็จขึ้นมาส่องดู และอดผิดหวังไม่ได้ ไข่มุกหยินเม็ดนี้ดูไม่มีสิ่งใดแตกต่างไปจากที่
เคยควบกลั่นในคราวที่แล้ว สิ่งเดียวที่พอจะต่างออกไปบ้าง คือควบกลั่นได้รวดเร็วกว่า
กาลก่อนเล็กน้อย
ความแตกต่างของช่วงเวลาที่ว่านี้สั้นมาก หากจั่วม่อไม่ได้เฝั้าคอยระวังอยู่ก่อน เกรง
ว่าคงไม่ทันสังเกตเห็นเรื่องนี้ แม้ว่านี่จะเป็นความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อย แต่ก็เป็นแรง
บันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ให้แก่จั่วม่อ มันอาจรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็เข้าใจดีว่าสำหรับมัน
การศึกษาค้นคว้าวิชาค่ายกลเป็นเรื่องยากถึงเพียงไหน อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยนี่ก็
หมายความว่าทิศทางของมันถูกต้อง ตราบเท่าที่ทิศทางไม่ผิด ต่อให้ค่อยๆ ก้าวไปอย่าง
เชื่องช้า ย่อมต้องมีความก้าวหน้าอย่างแน่นอน
แม้ว่ามันลงมือทดลองอย่างกล้าหาญ แต่ก็ทำได้แค่ปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
เป็นการปรับที่กระทั่งตัวมันเองยังไม่เข้าใจ แต่ก็ช่วยให้สามารถควบกลั่นไข่มุกหยินได้เร็ว
ขึ้นเล็กน้อย
บางทีเมื่อมันแตกฉานวิชาค่ายกลมากกว่านี้ ความสำเร็จก็คงไม่ใช่เรื่องยากเท่าใด
จั่วม่อได้แต่ปลอบใจตัวเองเช่นนี้
หลังจากนั้นมันไม่ได้ทดลองอีก แต่มุ่งเน้นไปที่การควบกลั่นไข่มุกหยินเพียงอย่าง
เดียว มันควบกลั่นรวดเดียวสามสิบเม็ด ก่อนจะหยุดมือ
สวาปามปราณหยินเข้าไปจนล้นปรี่ ผูเยาผิวพรรณผ่องใส ดูพออกพอใจเป็นอย่างยิ่ง
มันล่องลอยเข้ามาหาจั่วม่อ “ไปล่าภูตหยินกันสักตัวสองตัวเถอะ!”
มันคล้ายเด็กน้อยจอมตะกละที่อยากรับประทานเนื้อมากๆ
“เจ้าสามารถไปล่าของเจ้าเอง ไยต้องมาชวนข้า?” จั่วม่อถามอย่างมึนงงเล็กน้อย ผู
เยาพลังฝีมือสูงส่งกว่ามันมาก ไม่มีเหตุผลอันใดที่ต้องขอความช่วยเหลือจากมัน
ผูเยาเบะปาก กล่าวอย่างอับจนปัญญาอยู่บ้างว่า “หากข้าลงมือเอง ภูตหยินจะ
รสชาติย่ำแย่ยิ่ง”
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ?” จั่วม่อไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าใด
ผูเยายักไหล่ ไม่อธิบายอันใด
จั่วม่อครุ่นคิด อย่าล่วงเกินเหรินเยานี้มากเกินไปจะดีกว่า มันเข้าใจอย่างชัดเจนว่าผู
เยากระหายดวงวิญญาณมากปานใด ไปล่าภูตหยินเสีย น่าจะดีกว่าปล่อยให้ผูเยาออกไป
ไล่ฆ่าคนชิงดวงวิญญาณ
“ก็ได้ แต่เจ้าอย่าลืมระดับพลังฝีมือของข้า” จั่วม่อสะกิดเตือนผูเยา
ผูเยาตื่นเต้นมาก “เท่านั้นก็เหลือเฟือแล้ว เจ้านึกว่าสถานที่เส็งเคร็งนี้สามารถให้
กำเนิดภูตหยินที่แข็งแกร่งสักเท่าใดกัน? จุ๊จุ๊ หากเราเข้ามาก่อนที่ศิษย์พี่ของเจ้าจะเข้ามา
อาจพอมีตัวดีๆ อยู่บ้าง”
“ทำไม?” จั่วม่อถามอดถามอย่างงุนงงไม่ได้
บางทีอาจเป็นเพราะจั่วม่อยินยอมไปทำงานให้มันแต่โดยดี ผูเยาครั้งนี้จึงไม่แสดง
ความขุ่นข้องรำคาญ กลับอธิบายรายละเอียดเป็นอย่างดี “ภูตหยิน ส่วนใหญ่ถือกำเนิด
จากสถานที่ที่มีปราณหยินเข้มข้น พวกมันก่อเกิดจากปราณหยิน ค่อยๆ สั่งสมสติปัญญา
ขั้นพื้นฐาน ต่อมาเมื่อดูดซับปราณหยินในสถานที่นั้นอย่างต่อเนื่อง สติปัญญาของพวก
มันก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับ และเมื่อพวกมันมีสติปัญญา พวกมันย่อมสามารถ
บำเพ็ญเพียร มันจะบำเพ็ญเพียรกลั่นกรองปราณหยิน และปรับปรุงร่างกายของพวกมัน
ไม่หยุดยั้ง อ้อ ภูตหยินที่แข็งแกร่งบางตน ในท้ายที่สุดพวกมันสามารถบำเพ็ญเพียรจน
กลายเป็นอสูร และเมื่อเปลี่ยนจากภูตหยินเป็นอสูรหยิน เนื่องจากพวกมันมีร่างหยิน
บริสุทธิ์ตามธรรมชาติ การรับมือพวกมันจึงเป็นเรื่องยากมาก”
จั่วม่อแปลกใจไม่น้อย ‘การรับมือพวกมันจึงเป็นเรื่องยากมาก’ คำพูดถ่อมตนเช่นนี้
มิใช่จะได้ยินจากปากของผูเยาโดยง่ายดาย
ผูเยายังกล่าวสืบต่อ “อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภูตหยินถือกำเนิดจากปราณหยิน
พวกมันต้องการเวลาสักระยะหนึ่งกว่าจะก่อตัวเป็นรูปร่าง ศิษย์พี่ของเจ้าเพิ่งกวาดล้าง
ถ้ำกระบี่แห่งนี้จนสะอาดเอี่ยม เจ้าคนเสียสตินั่นมันตัวประหลาดชัดๆ มันไม่ได้ปล่อยให้
ภูตหยินเหลือรอดแม้แต่ตัวเดียว! หากมิใช่ว่าในถ้ำกระบี่นี้นอกจากปราณหยินแล้ว ยังมี
ภูตโลหิตและปราณชั่วร้ายอันล้นเหลืออยู่ด้วย เกรงว่าภูตหยินคงไม่อาจก่อตัวได้ง่ายนัก”
จากนั้นบ่นอย่างเศร้าเสียดาย “แต่เวลาก็ยังสั้นเกินไปจริงๆ คงไม่มีสินค้าที่ดีงามเกิดขึ้น
อนิจจา การมีชีวิตช่างยากลำบากเหลือเกิน!”
ผูเยาคร่ำครวญพลางทอดถอน จั่วม่อมองมันด้วยสายตาประหลาดพิลึก ในที่สุด
ตัดสินใจเตือนผูเยาว่า “ผู เจ้าไม่ใช่คน เจ้าไม่ได้มีชีวิต*”
(*人生 เหรินเซิงแปลว่าชีวิต ในที่นี้จะมีคำว่า 人 เหริน ที่แปลว่าคนอยู่ด้วย
ความหมายของของจั่วม่อคือ เจ้าไม่ใช่เหริน แต่เป็นเยา ดังนั้นไม่มีเหรินเซิง)
หนึ่งคนหนึ่งอสูร เริ่มเดินลึกเข้าไปในถ้ำกระบี่
ยิ่งลงไปลึกมากเท่าใด ปราณหยินยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น และสีหน้าผูเยาก็ยิ่งมี
ความสุขมากเท่ากัน แต่ในสายตาจั่วม่อ นี่ยิ่งแปลกประหลาดมากกว่าเดิม เป็นไปตามที่
คาด อสูรกับคนไม่เหมือนกันแน่นอน ยิ่งลงไปลึกเท่าใด หัวใจจั่วม่อก็ยิ่งสั่นสะท้านมาก
เท่านั้น สภาพพื้นที่รอบด้านกลายเป็นมืดครึ้มกว่าเดิม ทั้งยังน่าสะพรึงกลัว ยิ่งเวลานี้
จิตสำนึกของมันเข้มแข็งมากขึ้น จึงยิ่งรู้สึกได้ชัดเจนกว่าเดิม ความเย็นเยือกที่ทำให้ขน
ลุกขนชัน เหมือนแมลงเล็กๆ นับไม่ถ้วนชอนไชเข้าในร่างกายของจั่วม่อ
ภูตโลหิตที่ไหลอยู่ข้างเท้า ทั้งเหนียวเหนอะและสั่นไหวน่ากลัวกว่าที่ด้านบน
ความคิดอันรุนแรงและเป็นอันตรายนับไม่ถ้วนเล็ดลอดออกมาจากธารเลือด จิตสำนึก
ของจั่วม่อต้องหลีกเลี่ยงความคิดที่เป็นอันตรายเหล่านี้ หวนนึกว่ามันเคยเกือบจะใช้นิ้ว
แตะของเหลวคล้ายเลือดเหล่านี้ครั้งหนึ่ง จั่วม่ออดหัวใจเย็นเฉียบขึ้นมาไม่ได้ เวลานี้
สามารถรู้สึกได้ชัดเจนถึงความร้ายกาจของภูตโลหิตนี้ มันค่อยทราบว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่มันใน
ขณะนี้จะสามารถสัมผัสได้
“ภูตหยินอยู่ที่ใด?” สุ้มเสียงของจั่วม่อสั่นพร่าเล็กน้อย
ผูเยาหยุดลง กวาดตามองไปรอบๆ ทันใดนั้นชี้ไปทางหนึ่ง กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า
“ทางนั้นมีตัวหนึ่ง” กล่าวจบ มันลอยลิ่วตรงไป ร่างกายของผูเยาคล้ายลอยอยู่ในอากาศ
ตลอดกาล ไม่ต่างอันใดกับภูตผี
จั่วม่อได้แต่ติดตามไปด้านหลัง
เห็นกลุ่มหมอกดำทรงกลมลูกหนึ่ง หมุนพล่านไปมาอยู่ตรงมุมถ้ำ
“นี่หรือภูตหยิน?” จั่วม่อชี้ไปยังกลุ่มหมอกดำ ถามอย่างโง่งม ได้ยินผูเยากล่าวไว้น่า
กลัวนักหนา ดังนั้นมันไม่เคยคิดว่าอสูรหยินจะเป็นลูกหมอกดำที่ดูคล้ายไม่มีเรี่ยวแรงฆ่า
ไก่เช่นนี้
“ภูตหยินที่เพิ่งถือกำเนิดล้วนมีสารรูปเยี่ยงนี้ มันยังไม่เกิดสติปัญญา เมื่อใดที่มันมี
สติปัญญา ปราณหยินรอบกายจะจับรวมกันเป็นรูปร่าง” ผูเยายักไหล่ “รูปร่างของภูตห
ยินเป็นไปได้หลากหลาย ไม่ว่าแบบใดล้วนเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น หากเจ้าพบเห็นมากขึ้น จะไม่
เห็นแปลกอันใด”
“หากข้าไม่ต้องพบเห็นอีกต่อไป จึงจะดีที่สุด” จั่วม่อพึมพำ มองไปยังรูปร่างของ
กลุ่มหมอกดำที่แปรปรวนไม่แน่นอน กลับพบว่าไม่ทราบจะเริ่มต้นตรงที่ใด “แล้วจะล่า
มันอย่างไร?”
“นี่ง่ายมาก เพียงทำให้มันบาดเจ็บก็พอ” ผูเยาดวงตาสาดประกาย เสริมอย่าง
คาดหวังเต็มที่ว่า “บาดเจ็บอย่างรุนแรง!”
จั่วม่อเรียกกระบี่หยดน้ำออกมา กระบี่หยดน้ำหลังจากผ่านการหล่อเลี้ยงในบ่อน้ำพุ
ปราณอย่างสม่ำเสมอ ก็กลายเป็นสุกใสแวววาวกว่าเดิม ทั้งยังนุ่มนวลดุจหยดน้ำของจริง
หลังจากขยับเล็งอยู่สองสามที กระบี่หยดน้ำก็ระเบิดพุ่งออกไป
ธาราหลั่งไหล!
ตรงหน้าจั่วม่อ ระลอกคลื่นโปร่งใสแผ่กว้างโดยไร้เสียง กระบี่หยดน้ำแทงใส่ภูตหยิน
ตรงๆ ปลายกระบี่อันแหลมคมคล้ายทิ่มแทงลงไปในน้ำ รู้สึกถึงแรงต้านทานที่มาจาก
ปลายกระบี่ได้อย่างชัดเจน
ฟั่อ!
ภูตหยินจู่ๆ ก็เริ่มหมุนคว้างอย่างดุเดือด
ทันใดนั้น จั่วม่อรู้สึกในศีรษะปวดแปลบ ประหนึ่งถูกเข็มแทงลงไปในจิตใจ กระบี่
หยดน้ำปัดเปั๋ไปวูบหนึ่ง
“นี่เป็นภูตหยินที่อ่อนแอที่สุด มันรู้จักเพียงกระบวนท่าเดียว ‘ทิ่มแทงจิตสำนึก’
อ่อนแอจนไม่รู้จะอ่อนแออย่างไรแล้ว” ผูกเยาถากถางจากด้านข้าง “เจ้ายังไม่มีปัญญา
จัดการกับมันอีก?”
ในเวลานี้เอง ภูตหยินทิ่มแทงจิตสำนึกใส่มันเป็นครั้งที่สอง กระบี่ของจั่วม่อเสีย
ขบวนรวนเรทันที
จิตสำนึกของจั่วม่ออาจจะก่อเกิดเป็นรูปร่างที่ทรงพลัง แต่วิธีใช้งานพลังแห่ง
จิตสำนึก เป็นปัญหาที่มันปวดเศียรเวียนเกล้าตลอดมา มันมีพลังแห่งจิตสำนึกมากมาย
แต่ไม่เคยรู้ว่าจะใช้งานอย่างไร ช่างสูญเปล่าเสียจริง ไม่ต้องกล่าวถึงการใช้จิตสำนึกเพื่อ
โจมตี หรือปั้องกันด้วยพลังจิตสำนึก
ศีรษะเหมือนถูกทิ่มแทงอย่างรุนแรงสองครั้งซ้อน จั่วม่อเจ็บปวดแทบสิ้นสติ
แต่การโจมตีของภูตหยินทั้งมองไม่เห็นและไม่มีรูปร่าง เมื่อจิตสำนึกของมันตรวจพบ
การโจมตีก็ทิ่มแทงมาถึงแล้ว มันย่อมไม่อาจหลบได้ทัน สิ่งที่เกี่ยวข้องกับผูเยา ไม่เคยมี
อะไรดีงามเลยจริงๆ! จั่วม่อในใจร่ำไห้โอดครวญ
ภูตหยินเพียงพึ่งพาสัญชาตญาน กระบี่หยดน้ำกระตุ้นให้มันโกรธ นอกเหนือจาก
โจมตีด้วยการทิ่มแทงจิตสำนึกแล้ว มันยังประดุจสัตว์พิโรธ กระโจนเข้าหาจั่วม่ออย่าง
เกรี้ยวกราด
จั่วม่อรู้สึกอุณหภูมิอากาศรอบข้างลดลงอย่างรวดเร็ว ปราณหยินหนาแน่นจนแทบ
จะจับต้องได้ล้อมกรอบรอบกายมัน คล้ายปรารถนาแทรกซึมเข้าไปในรูขุมขน เจาะ
ทะลวงเข้าไปในร่างมัน! จั่วม่อรู้สึกว่าถูกเข็มนับไม่ถ้วนทิ่มแทงใส่พร้อมกัน อดกรีดร้อง
โหยหวนออกมาไม่ได้
“เจ้านี่มันสวะชัดๆ กะอีแค่ภูตหยินระดับนี้ ศิษย์พี่เส็งเคร็งของเจ้าใช้เพียงกระบี่
เดียวก็ฟาดฟันมันจนย่อยยับ” ผูเยาที่ด้านข้าง เฝั้าคอยเย้ยหยันอย่างไร้ปราณี
จั่วม่อไม่มีอารมณ์จะถกเถียงกับผูเยาในเวลานี้ กระบี่หยดน้ำเหินกลับสู่มือ คราวนี้
มันไม่รีรอลังเล เร่งเร้าพลังปราณทั้งร่าง ตระเตรียมจู่โจมเต็มกำลัง!
อย่างไรก็ตาม มันต้องแตกตื่นจนขวัญหายในบัดดล!
ทันใดนั้น มันพลันสูญเสียการควบคุมพลังปราณในร่างกาย! กลุ่มหมอกมืดห่อหุ้ม
พัวพันรอบกายมันอย่างแน่นหนา ประดุจฟองน้ำหิวโหย ดูดซับพลังปราณในร่างของ
จั่วม่ออย่างคลุ้มคลั่ง
ไฉนเป็นเช่นนี้?
ด้วยระดับความเร็วนี้ พลังปราณในร่างมันจะถูกภูตหยินสูบกลืนจนแห้งเหือดอย่าง
รวดเร็ว!
“ ‘กัดกินปราณ’ เผ่าอสูรทุกตนล้วนทำได้ อ้อ แต่เจ้าภูตหยินตัวเล็กๆ นี้ยังไม่อาจ
นับเป็นอสูร” วาจาของผูเยามาถึงในเวลาอันประเสริฐจริงๆ ทว่ามันเต็มไปด้วยความ
รังเกียจต่อภูตหยินนี้
จั่วม่อได้ยินคำของผูเยา หัวใจก็โลดขึ้น กัดกินปราณ! เข้าใจอย่างฉับพลัน ที่แท้
กระบวนท่านี้คือกัดกินปราณ ด้วยเหตุผลบางประการ จั่วม่อพลันฉุกคิดถึงวัชรสูตรน้อย
ในเวลานี้มันไม่มีทางเลือกอื่น ได้แต่โคจรวัชรสูตรน้อยฉบับปั้ายหินสุสานในทันที
แสงสีทองวาบขึ้นในหมอกดำอย่างกะทันหัน ตลอดทั้งร่างของจั่วม่อปกคลุมด้วยชั้น
แสงสีทองเข้ม
ได้ผล!
จั่วม่อรู้สึกอย่างชัดเจนว่าการสูญเสียพลังปราณในร่างมันชะลอช้าลง ชั้นผิวสีทอง
เข้มดุจดังม่านแสงปั้องกัน สามารถหยุดยั้งการถูกกัดกินพลังปราณของมันไว้ กระชับ
กระบี่หยดน้ำในมือ จั่วม่อไม่รีรออีกต่อไป ลงมือเต็มกำลังในบัดดล!
คลื่นยักษ์พันชั้น!
กระบี่ยกขึ้น ประหนึ่งจุดเริ่มต้นของกระแสธารา ทันทีที่ฟันลง ระลอกคลื่นก็พุ่ง
พรวดเป็นชั้นๆ ก่อกำเนิดมวลคลื่นพิโรธซัดออกไปอย่างดุดัน!
ในเวลาเดียวกัน ความเย็นที่รวมตัวเป็นเวลานาน ก็เหมือนหิมะถล่มทลาย พรั่งพรู
ออกมา กวาดถล่มไปข้างหน้า!
ความกดดันรอบกายจั่วม่อลดลงในพริบตา ยืนถือกระบี่ โดยมีตัวมันเป็นจุด
ศูนย์กลาง วงแหวนน้ำแข็งสีฟั้าใสสว่างไสวไปทั่วถ้ำ