สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 115 ตะลุยถ้ำกระบี่อีกรอบ
จั่วม่อลืมตาขึ้น แสงสีทองเข้มที่ห่อหุ้มทั่วร่างค่อยๆ เลือนหายไป
หากผู้ใดสามารถผ่าลอกผิวหนังของจั่วม่อออกมาได้ พวกมันจะเห็นว่าใต้ชั้นผิว
ปรากฏเศษทองคำนับไม่ถ้วนฝังอยู่ในเลือดเนื้อ วัชรสูตรน้อยขั้นที่สาม ‘อาภรณ์ร่างทอง’
กลายเป็นลึกล้ำขึ้นทุกวัน แผนผังปิศาจกับวัชรสูตรน้อยดูเหมือนจะจับคู่กันได้อย่าง
สมบูรณ์แบบ กระทั่งจั่วม่อยังตื่นตะลึงกับความเร็วในการรุดหน้าของวัชรสูตรน้อย เดิมที
มันคาดเดาว่าวัชรสูตรน้อยฉบับปั้ายหินสุสานจะก้าวหน้าไปอย่างช้าๆ และมั่นคง ใครจะ
รู้ว่าเมื่อเพิ่มแผนผังปิศาจเข้ามา จะแปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวงถึงเพียงนี้
ด้วยระดับความเร็วเช่นนี้ อีกไม่นานมันจะบรรลุวัชรสูตรน้อยขั้นที่สี่ ‘วงจร
สัตตบงกชทองคำ’ น่าเสียดายที่นอกเหนือจากการเสริมสร้างสังขารไปวันๆ แล้ว จั่วม่อ
ไม่เข้าใจวิธีใช้งานเลยแม้แต่น้อย
แม้ว่ายามนี้สังขารร่างกายของมันอยู่ในขั้นอาภรณ์ร่างทอง กระบี่บินยากจะระคาย
ผิว แต่สภาพน่าเอนจอนาถของมันในคราวที่เผชิญหน้ากับภูตหยิน ทำให้จั่วม่อเข้าใจ
อย่างลึกซึ้ง ว่าแม้ร่างกายของมันจะแข็งแกร่งคงกระพัน แต่กลับไม่มีปัญญาต้านทาน
การโจมตีทางจิตสำนึกได้เลย
จั่วม่อรู้สึกว่าชีวิตของมันช่างโศกรันทดเหลือจะกล่าว มันมีพลังจิตสำนึกมหาศาล
แต่ไม่ทราบจะใช้ออกอย่างไร มันเสริมสร้างสังขารจนถึงขั้นอาภรณ์ร่างทอง แต่ก็เป็น
เช่นเดียวกัน คือไม่มีปัญญาใช้ให้เกิดประโยชน์ มันยังรอบรู้คุณสมบัติของวัตถุดิบสารพัด
ชนิด แต่ไม่สามารถหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เวทที่พอรับได้สักชิ้น
สิ่งเดียวที่ทำให้มันรู้สึกว่ายังโชคดีอยู่บ้าง คือการที่เวลานี้สามารถสร้างแผ่นจานค่าย
กลได้สำเร็จ ในที่สุดก็สามารถใช้งานค่ายกลที่เคยศึกษามาเสียที!
ผูเยาซึ่งหมดความอดทนมาตั้งแต่แรก พอเห็นจั่วม่อลืมตา ก็เร่งรัดทันที “เริ่ม
ทำงานได้แล้ว! เริ่มทำงานได้แล้ว!”
มันไม่รอให้จั่วม่อกล่าววาจา ซัดจิงสือวูบ เห็นแสงประกายเจิดจ้า หนึ่งคนหนึ่งอสูรก็
หายวับไปจากตำแหน่งที่ยืน
“อย่างที่ตกลงกันไว้ ภูตหยินบาดเจ็บหนักห้าสิบตัว” ผูเยาเน้นย้ำ “แบบยังเป็นๆ!”
“รู้แล้วน่า” จั่วม่อตื่นตัวเต็มที่ มันจ่ายหนี้ของมันเสมอ ไม่ต้องกล่าวถึงว่าเจ้าหนี้ยัง
เป็นผูเยา คิดเอารัดเอาเปรียบผูเยาไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว อย่าว่าแต่จะเบี้ยวหนี้
สองสามวันมานี้ มันได้สร้างแผ่นจานค่ายกลรูปแบบต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมาก
ต้องการทดสอบความสามารถของพวกมันอยู่พอดี
“ตรงนั้นมีตัวหนึ่ง” ผูเยากลับกลายเป็นตื่นเต้นฮึกเหิม ลอยตรงลิ่วไปยังมุมถ้ำด้าน
หนึ่ง จั่วม่อรีบตามติดด้านหลัง
จริงดังคาด เห็นภูตหยินตัวหนึ่งลอยตัวเงียบๆ อยู่ในมุมถ้ำ จั่วม่อสังเกตเห็นกลุ่ม
หมอกรอบกายภูตหยินตัวนี้เข้มข้นและหนาแน่นกว่าคราวก่อน
“เป็นไร? ไฉนมันดูแข็งแกร่งกว่าเจ้าตัวตอนนั้น” มันรีบถามผูเยา
ผูเยาจ้องภูตหยินตัวนั้นไม่คลาดสายตา ดวงตาเป็นประกาย จะขาดก็แต่น้ำลายยัง
ไม่ไหลออกมาเท่านั้น มันกล่าวโดยไม่หันหน้ากลับมาด้วยซ้ำ “ก็ที่นี่เป็นที่ใดเล่า? ภูตห
ยินดูดกลืนปราณหยินทุกวัน ย่อมเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นธรรมดา”
จั่วม่อพึมพำตอบรับ “เป็นเช่นนี้เอง”
แน่นอนว่าภูตหยินตัวนี้แข็งแกร่งกว่าตัวที่เคยเผชิญ ดังนั้นมันค้นพบจั่วม่อในทันที
เปล่งเสียงบาดหูคำหนึ่ง แล้วกระโจนเข้าใส่อย่างดุร้าย
ในเวลานี้เอง ทิ่มแทงจิตสำนึกก็จู่โจมนำมาก่อน อย่างไรก็ตาม จั่วม่อคราวนี้
เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา หัวร่อฮิฮะพลางตวัดมือ ขว้างแผ่นจานค่ายกลออกไปเบาๆ
แผ่นจานค่ายกลนั้นประหนึ่งโยนลงไปในน้ำ เห็นอากาศกระเพื่อมไหว และแผ่นจาน
ค่ายกลหายวับไป
พื้นที่ว่างข้างหูจั่วม่อพลันสั่นสะเทือน ทิ่มแทงจิตสำนึกเฉียดผ่านข้างศีรษะของมัน
ไป ในใจมันยินดียิ่ง ค่ายกลได้ผล!
ภูตหยินที่กำลังลอยโถมเข้ามาไม่ห่างจากจั่วม่อ จู่ๆ ก็หยุดชะงักอยู่กับที่ ท่าทาง
สับสนงงงวย เนื่องจากอยากเห็นผลของค่ายกลให้ชัดเจน จั่วม่อไม่รีบร้อนลงมือ แต่เดิน
วนรอบตัวภูตหยินแทน ภูตหยินที่ตกอยู่ในค่ายกลไม่มีปฏิกิริยาต่อจั่วม่อแม้แต่น้อย ได้
แต่หมุนตัวไปมาอยู่กับที่
จั่วม่อในดวงตายากจะซ่อนความตื่นเต้นยินดีไว้ได้ ข้าไม่ได้เดาผิด!
ผูเยาเคยบอกมันเกี่ยวกับการก่อกำเนิดของภูตหยิน รวมกับทิ่มแทงจิตวิญญาณที่
ภูตหยินใช้ออกเมื่อคราวที่แล้ว จั่วม่อสรุปว่าภูตหยินสมควรมีจุดอ่อนต่อค่ายกลลวงตา
ภูตหยินเกิดจากปราณหยิน แม้ว่าพวกมันสามารถใช้ทิ่มแทงจิตสำนึก อย่างไรก็ตาม
สติปัญญาของพวกมันอยู่ในระดับต่ำ ย่อมตกเป็นเหยื่อของค่ายกลลวงตาได้อย่าง
ง่ายดาย
ค่ายกลที่มันขว้างออกไปเรียกว่าค่ายกลเส้นทางสับสน เป็นหนึ่งในค่ายกลลวงตาที่
เรียบง่ายที่สุด ผลของมันก็แค่ทำให้ผู้คนสูญเสียตำแหน่งและทิศทางของพวกมัน
เนื่องเพราะมีวัตถุดิบจำกัด จั่วม่อไม่มีปัญญาก่อตั้งค่ายกลเส้นทางสับสนที่ซับซ้อน
กว่านี้ ในการต่อสู้ที่แท้จริง ค่ายกลเส้นทางสับสนระดับสองไม่ได้ให้ผลที่ดีงามมากนัก
โดยทั่วไป ใช้ไม่ได้ผลกับซิวเจ่อที่เหนือกว่าด่านจู้จีขึ้นไปด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงว่า ค่ายกล
เส้นทางสับสนที่ปลดปล่อยออกมาจากแผ่นจานค่ายกล พลานุภาพยังด้อยลงไปอีก
แต่ค่ายกลเส้นทางสับสนเล็กๆ ที่ไร้ประโยชน์นี้ กลับกักขังภูตหยินไว้ได้จริงๆ
ชั่วขณะนั้น ในหัวใจจั่วม่อเต็มไปด้วยความรู้สึกของความสำเร็จ!
นับตั้งแต่ที่ผูเยาบอกกับมัน ว่าหากไม่สามารถกักเก็บพลังปราณ มันก็ควรลดการ
สูญเสียพลังปราณในยามใช้งาน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้พลังปราณ สิ่งนี้
สร้างแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้แก่จั่วม่อ มันเข้าใจและแตกฉานเวทวิชาระดับต่ำทั้งมวล
เวลานี้พลังบำเพ็ญเพียรของมันรุดหน้าเชื่องช้าเป็นอย่างยิ่ง แต่เวทวิชาระดับสูงและค่าย
กลระดับสูงเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่มีความต้องการพลังปราณสูงล้ำ ทำให้มันต้องผิดหวัง
เป็นเวลานาน แต่จะอย่างไร แผนผังปิศาจกับเมล็ดพันธุ์อสูรก็ไม่สามารถนำออกได้แล้ว
หากมันไม่สามารถหาทางแก้ไขปัญหาการกักเก็บพลังปราณ นั่นหมายความว่าจะถึง
วาระที่มันได้แต่ใช้งานเวทวิชาระดับต่ำเท่านั้น
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นใด จั่วม่อก็จำเป็นต้องพึ่งพาเวทวิชาและค่ายกลระดับต่ำ มันมี
ความรู้สึกว่า หากสามารถใช้งานอย่างถูกต้องเหมาะสม เวทวิชากับค่ายกลระดับต่ำ
เหล่านี้ อาจสามารถปลดปล่อยพลังอันร้ายกาจออกมา
ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่ามันถูกต้อง!
ตราบเท่าที่ทิศทางถูกต้อง ค่ายกลระดับสองก็สามารถจับกุมภูตหยินได้
เมื่อการคาดเดาถูกต้อง จั่วม่อรู้สึกกำลังใจมาเป็นกอง และเป็นเหตุให้มันหลงลืมผู
เยาโดยสิ้นเชิง สมาธิจิตใจทั้งหมดของมันอยู่ที่ภูตหยินที่ติดอยู่ในค่ายกล ต้องการชมดูว่า
ค่ายกลเส้นทางสับสน ที่พลานุภาพไม่ถึงแม้แต่ระดับสองนี้ จะสามารถสกัดกั้นภูตหยินไว้
ได้นานเพียงใด? แล้วเจ้าภูตหยินจะตอบโต้อย่างไร?
เห็นจั่วม่อไม่ยอมลงมือเสียที ผูเยาไม่พอใจอยู่บ้าง แต่สะกดกลั้นไว้ มันก็ต้องการชม
ดูว่าจั่วม่อต้องการทำอะไรกันแน่
ภูตหยินในค่ายกลค่อยๆ กลายเป็นหงุดหงิดเกรี้ยวกราด สามารถเห็นได้จากปราณห
ยินที่เดือดพล่านรอบตัวมัน นับตั้งแต่ถูกขังอยู่ในค่ายกล เจ้าภูตหยินเคราะห์ร้าย
ปลดปล่อยทิ่มแทงจิตสำนึกออกมาห้าครั้ง ทั้งหมดล้วนทิ่มแทงใส่อากาศธาตุ ซ้ำยังมั่วซั่ว
ไปทุกทิศทุกทาง นี่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ว่าภูตหยินสูญเสียความรู้สึกรับรู้ทิศทาง
และตำแหน่งไปโดยสิ้นเชิง
กว้าก!
ภูตหยินจู่ๆ ก็ขู่คำรามเสียงแหลมเสียดหู ภายในปราณหยินอันพลุ่งพล่าน ปรากฏ
แท่งหนามเรียวแหลมสีเทาห้าแท่ง พุ่งออกมาอย่างฉับพลัน!
เสียงระเบิดเบาๆ คราหนึ่ง ค่ายกลเส้นทางสับสนพังทลายในบัดดล แท่งหนามสีเทา
ทั้งห้าไม่มีสิ่งใดรั้งอยู่ สาดพุ่งต่อไปในทิศทางของแต่ละแท่ง
จั่วม่อแตกตื่นอยู่บ้าง เพราะแท่งหนามสีเทาแท่งหนึ่งตรงรี่เข้าหามัน!
รีบร่ายเวทวิชาอย่างฉับพลัน ค่ายกลบนเกราะเต่าดำจันทราวารีเริ่มสำแดงฤทธิ์ โล่
กระดองเต่ากึ่งโปร่งใสปรากฏขึ้นเบื้องหน้า พิ้ง! โล่เต่าสั่นสะเทือน แสงจางหายไป แต่ยัง
สามารถหยุดยั้งแท่งหนามไว้ได้สำเร็จ
จั่วม่อตะลึงลาน หนามสีเทานี้ร้ายกาจจริงๆ! มันทราบกระจ่างว่าโล่กระดองเต่าของ
เกราะเต่าดำจันทราวารีมีพลังปั้องกันแข็งแกร่งถึงเพียงไหน ยังแทบจะถูกทำลายในครั้ง
เดียว หากแท่งหนามสีเทาแทงใส่ร่างกายมันตรงๆ เกรงว่าจะทิ้งหลุมเลือดเอาไว้ให้ดูต่าง
หน้าอย่างแน่นอน!
จั่วม่อกัดฟันแน่น แผ่นจานค่ายกลอีกแผ่นปรากฏขึ้นในมือ…ค่ายกลกักมังกร!
ทันทีที่แผ่นจานค่ายกลเหินร่อนออกจากมือของมัน ก็เปลี่ยนเป็นโซ่สีน้ำเงินบางเบา
สามเส้น พุ่งตรงเข้าหาภูตหยินดุจมีชีวิต แท่งหนามสีเทาทั้งห้าดูท่าจะส่งผลกระทบต่อ
ภูตหยินเช่นกัน มันได้แต่คุดคู้อยู่กับที่ ไม่มีปัญญาหลบหลีก โซ่สีน้ำเงินทั้งสามประหนึ่งงู
น้ำเงินสามตัว รัดพันภูตหยินไว้อย่างแน่นหนา กล่าวไปก็ประหลาด ร่างกายภูตหยินนี้ก่อ
เกิดจากปราณหยิน แต่โซ่สีน้ำเงินสามารถรัดพันมันไว้ดุจดั่งภูตหยินมีรูปร่าง รัดแน่น
จนกระทั่งมันไม่อาจขยับเขยื้อนได้
ถึงยามนี้จั่วม่อค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก
ค่ายกลกักมังกรนี้เป็นหนึ่งในค่ายกลชั้นยอดในม้วนหยกที่จั่วม่อได้รับมา เพื่อก่อตั้ง
ค่ายกลกักมังกรชุดนี้ มันต้องทุ่มเทวัตถุดิบไปมากมาย ถือเป็นหนึ่งในไพ่ตายใบสำคัญที่
มันมีอยู่ในมือเวลานี้ คิดไม่ถึงว่าจะต้องนำออกมาใช้รวดเร็วถึงเพียงนี้
จั่วม่อปรับลมหายใจเล็กน้อย หันไปถามผูเยา “ยังต้องการให้ข้าช่วยเหลือหรือไม่?”
“ไม่จำเป็น” ผูเยาเลียมุมปาก ก้าวตรงเข้าหาภูตหยินที่ถูกล่ามไว้ ภูตหยินคล้าย
หวาดกลัวผูเยาเป็นอย่างยิ่ง กรีดเสียงแหลมอย่างคลุ้มคลั่ง
ผูเยาไม่สะทกสะท้าน เดินไปถึงตรงหน้าภูตหยิน ก็ยื่นมือแทงเข้าไปในปราณหยิน
ไม่เห็นมีการเคลื่อนไหวใด แต่เสียงหวีดร้องของภูตหยินค่อยๆ เบาลง ปราณหยินสี
เทาที่ห่อหุ้มอยู่รอบกายภูตหยิน ถูกผูเยาสูบกลืนเข้าสู่ฝั่ามือด้วยระดับความเร็วที่
สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ผูเยาเผยสีหน้าดื่มด่ำมึนเมา “นานเท่าใดแล้วที่ไม่ได้ลิ้ม
รสของอร่อยเช่นนี้!”
ภายในพริบตา มันสูบภูตหยินเคราะห์ร้ายตัวนั้นจนแห้งเหือด
โซ่สีน้ำเงินสามเส้นเมื่อไม่ได้รับการสนับสนุน ก็อันตรธานหายไปในอากาศธาตุ
“อ้า ยังเหลืออีกสี่สิบเก้าตัว!” ใบหน้าของผูเยาดูเหมือนจะผ่องใสอย่างบอกไม่ถูก
รอยยิ้มที่มุมปากมีเสน่ห์มากขึ้น
โชคดีที่จั่วม่อจัดเตรียมแผ่นจานค่ายกลจำนวนมากสำหรับการบุกตะลุยในถ้ำกระบี่
หนนี้ ค่ายกลกักมังกรเป็นเพียงหนึ่งในนั้นเท่านั้น
จั่วม่อค่อยๆ คุ้นชินกับลักษณะพิเศษของภูตหยิน หนามสีเทาเป็นไม้ตายช่วยชีวิตท่า
สุดท้ายของพวกมัน ภูตหยินพอใช้ท่าไม้ตายนี้ออกมา ร่างกายของพวกมันจะหดตัวลง
และกลายเป็นอ่อนแอ ค่ายกลลวงตาเมื่อใช้กับภูตหยิน จะประสบความสำเร็จถึงร้อย
ส่วนเต็ม จั่วม่อถึงกับทอดถอนอย่างอัศจรรย์ใจ ไม่ว่าสิ่งใดในโลกก็ล้วนแล้วแต่มีจุดอ่อน
เฉพาะตัวของพวกมัน ช่างวิเศษจริงๆ
เมื่อจั่วม่อคุ้นเคยกับภูตหยิน ฝีมือของมันก็ยิ่งเชี่ยวชาญมากขึ้น
จั่วม่อใช้เวลามากกว่าเดิม คอยพินิจพิเคราะห์วิธีการที่ภูตหยินใช้พลังจิตสำนึกของ
พวกมัน วิธีการใช้พลังจิตสำนึกของภูตหยินอันที่จริงทั้งหยาบกร้านทั้งล้าสมัย แต่สำหรับ
จั่วม่อผู้ไม่เคยรู้วิธีใช้งานพลังจิตสำนึกแม้แต่น้อย นี่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นประสบการณ์
ที่ล้ำค่ายิ่ง ครั้นเมื่อจั่วม่อเผชิญหน้ากับภูตหยินตัวที่สิบ มันก็สามารถใช้ทิ่มแทงจิตสำนึก
ออกมาได้สำเร็จ หลังจากพยายามควบรวมปราณหยินให้เป็นเข็มอยู่สองสามหน จากนั้น
เมื่อลองฝึกใช้ทิ่มแทงจิตสำนึกไม่กี่ครั้ง จั่วม่อก็สามารถใช้ออกได้อย่างชำนาญ แต่มันไม่
พึงพอใจในพลังอันอ่อนด้อยนี้เลย
กระบวนท่านี้อาจใช้ลอบโจมตีได้ แต่หากผู้อื่นระมัดระวังอยู่ก่อนก็ไร้ประโยชน์
คราวก่อนจั่วม่อไม่ทันได้เตรียมตัว จึงเป็นเหตุให้ต้องตกอยู่ในสภาพน่าอนาถถึงเพียงนั้น
ผูเยาย่อมไม่พลาดโอกาสแสดงสีหน้าดูถูกเหยียดหยามตามปกติ
จากนั้นจั่วม่อหันไปให้ความสนใจกับหนามสีเทาที่ภูตหยินใช้เป็นท่าไม้ตาย เหตุผลก็
เรียบง่าย เพราะมันค้นพบว่าหนามสีเทามีอานุภาพมากกว่าทิ่มแทงจิตสำนึกมาก ทุกครั้ง
ที่ลงมือ จั่วม่อจะไล่กดดันภูตหยินไปจนถึงขีดจำกัด บีบบังคับให้พวกมันปลดปล่อย
หนามสีเทาออกมา มันจะได้วิเคราะห์ดู จิตสำนึกของจั่วม่อทั้งใหญ่โตและแข็งแกร่งกว่า
ของภูตหยินมาก หลังจากตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดก็เข้าใจความลึกลับนี้
แก่นกลางของแท่งหนามสีเทานี้คือจิตสำนึก ส่วนชั้นนอกเป็นผิวหยาบหนาของ
ปราณหยิน หนามสีเทาเหนือชั้นกว่าทิ่มแทงจิตสำนึกมากจริงๆ ยามใช้ออก ต้องการพลัง
จิตสำนึกน้อยกว่าทิ่มแทงจิตสำนึก แต่ทรงฤทธานุภาพมากกว่ากันอย่างเทียบกันไม่ติด
ผูเยาสุขสราญบานใจเป็นอย่างยิ่ง มันสวาปามภูตหยินเข้าไปสิบกว่าตัวติดต่อกัน
ใบหน้าผ่องใสเป็นประกาย กระทั่งนัยน์ตาสีแดงเลือดกับผลึกสีแดงที่ต่างหูของมัน ยัง
สดใสและส่องสว่างเรืองรองตามไปด้วย
ตรงกันข้ามกับผูเยา จั่วม่ออารมณ์เสียอย่างรุนแรง
มันอุตส่าห์ทุ่มเทความพยายามไปตั้งมากมาย สุดท้ายก็เข้าใจว่าหนามสีเทาคืออะไร
แต่กลับไม่สามารถนำมาใช้ได้ จะมีสิ่งใดน่าสลดหดหู่ไปมากกว่านี้อีก?
กับวิธีควบคุมพลังจิตสำนึกเพื่อสร้างหนามสีเทา มันไม่คิดว่ายากเย็นอันใด แต่มัน
ไม่ใช่ภูตหยินเสียหน่อย จะมีปัญญาดึงดูดปราณหยินอันเข้มข้นและบริสุทธิ์เช่นนั้นมาใช้
งานได้อย่างไร?
หนามสีเทาต้องผสานปราณหยินเข้าไปเพื่อใช้งาน เมื่อไม่มีวัตถุดิบที่ใช้ได้ ไม่มี
ปราณหยิน จั่วม่อก็จนปัญญา
เอ๊ะ…รอประเดี๋ยวก่อน!
จั่วม่อผู้เดินก้มหน้าตามหลังผูเยา ทันใดนั้นรู้สึกดุจแสงวาบขึ้นในใจ สองเท้าหยุดกึก
อย่างช่วยไม่ได้
ผูเยาที่ลอยนำอยู่ด้านหน้าแปลกใจอยู่บ้าง มันก็หยุดลง พลางเหลียวหน้ากลับมา
มองอย่างฉงน
พอดีเห็นดวงตาของจั่วม่อที่เงยขึ้นมา ซึ่งเต็มไปด้วยประกายแห่งความตื่นเต้นยินดี
อันไม่อาจปิดซ่อน!