สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 137 คู่ต่อสู้ของแต่ละคน
ซู่จ้องมองบุรุษร่างผอมที่ขวางหน้านางอย่างเย็นชา นางจดจำมันได้
กุ่ยฟง คนผู้นี้ที่มาไม่แน่ชัด แตกฉานเพลงกระบี่ภูตพรายน้อย ทั้งยังฝึกปรือท่าร่าง
เงาผีหลบเร้นอันลี้ลับ เป็นหนึ่งในผู้เข้าประลองยอดนิยมในงานชุมนุมวิจารณ์กระบี่แห่ง
ตงฝูครั้งนี้
กุ่งฟงสวมชุดดำมืด ซึ่งนางไม่ทราบว่าทำจากวัสดุชนิดใด สีดำสนิททื่อด้าน
ปราศจากความมันวาว ร่างผอมสูง มือแห้งเกร็งเห็นเส้นเลือดปูดโปน ดวงตามืดดำ คน
คล้ายอัดแน่นไปด้วยปราณหยินอันเข้มข้นชวนสะท้านใจ
ทั้งคู่ไม่ใช่บุคคลมากวาจา ทันทีที่สายตาประสานกัน พวกมันก็สืบเท้าเข้าหาอีกฝั่าย
อย่างพร้อมเพรียง
หัตถ์นวลเนียนของซู่คลี่กางออก นิ้วขาวราวหิมะคีบเบาๆ ที่กลางอากาศ
กุ่ยฟั่งคล้ายเห็นฉากตรงหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย ฟั้าดินหมุนคว้าง รู้สึกวิงเวียนศีรษะ
อย่างรุนแรง
กระบี่ขั้วแม่เหล็ก!
แม้ว่าในมือนางไม่มีกระบี่ แต่เจตจำนงกระบี่ขั้วแม่เหล็กของนางก็ยังเต็มไปด้วยพลัง
กุ่ยฟงแค่นเสียงอย่างเย็นชา ดวงตาดุจอินทรีดำมืดหรี่แคบลง มันคล้ายไม่ได้
เคลื่อนไหวอันใด แต่กลับหายวับไปจากจุดที่เคยยืน
ซู่ประกบดรรชนีเป็นกระบี่ ปาดจี้ใส่กลางอากาศว่างเปล่าข้างกายนาง!
กระบี่กระดูกผีสีขาวพลันแทงออกมาจากช่องว่าง หนึ่งกระบี่หนึ่งดรรชนี คล้ายนัด
หมายกันกลางอากาศ แทงใส่กันอย่างแม่นยำ
ซู่แค่นเสียงหนักๆ คราหนึ่ง กุ่ยฟงบีบอัดเจตจำนงกระบี่ของมันไว้ที่ปลายกระบี่
ทันทีที่กระบี่กับดรรชนีปะทะกัน นางก็เพลี่ยงพล้ำ เจตจำนงกระบี่เย็นเยือกมืดมนแล่น
เข้ามาทางปลายนิ้ว ผ่านเข้าไปในร่างกายนาง จนรู้สึกแข็งทื่อไปทั้งร่าง
กระบี่กระดูกผีขาวมีสีขาวราวหิมะ ไม่ทราบหลอมสร้างจากกระดูกแปลกประหลาด
ชนิดใด โกร่งกระบี่เป็นกะโหลกศีรษะที่สมบูรณ์หัวหนึ่ง เปิดปากกัดใบกระบี่เอาไว้ เขี้ยว
โค้งคมสี่เขี้ยวตัดไขว้เป็นกากบาท ในเบ้าตากลวงเปล่ามีแสงไฟภูตผีขนาดเมล็ดถั่วลุก
ไหม้เบาๆ ด้ามจับสร้างจากเหรียญทองแดงเจ็ดเหรียญเรียงเป็นแถว ถักทอห่อหุ้มด้วย
เชือกฟาง
นามของกระบี่กระดูกผีสีขาวเล่มนี้ไม่มีผู้ใดรู้จัก แต่เพียงมองแวบเดียวก็สามารถ
บอกได้ว่าไม่ธรรมดา
เบื้องหลังผ้าคลุมหน้าสีดำ ซู่มีสีหน้าขุ่นเคืองอยู่บ้าง เพียงปะทะซึ่งหน้ากระบวนท่า
แรกก็เพลี่ยงพล้ำ สำหรับนางแล้ว นับเป็นประสบการณ์ที่หายากมาก
นางที่เพลี่ยงพล้ำไม่มีเหตุผลอื่นใด แต่เป็นเพราะไม่ยอมใช้กระบี่บินของนาง แม้ว่า
ไม่ยินดีอยู่บ้าง แต่ซู่ก็ยังต้องนำกระบี่บินสีดำออกมา ทีแรกนางตั้งใจไว้ว่าก่อนที่กระบี่บิน
เล่มใหม่จะหลอมสร้างสำเร็จ นางไม่คิดใช้กระบี่บินอีก
กระบี่ในมือนางนามกระบี่รัศมีดำ แม้เป็นกระบี่ชั้นสูง แต่ไม่เหมาะกับเคล็ดวิชา
กระบี่ของนาง
สำหรับสตรีที่มุ่งมั่นเพื่อความสมบูรณ์แบบ นางไม่เต็มใจจะใช้กระบี่บินที่ไม่เหมาะ
มือ
สิ่งที่นางเดือดดาลจริงๆ ไม่ใช่การเพลี่ยงพล้ำซึ่งๆ หน้า แต่เป็นการที่กุ่ยฟงบีบบังคับ
ให้นางใช้กระบี่บินที่นางไม่ต้องการใช้
กุ่ยฟงเมื่อช่วงชิงเป็นฝั่ายมีเปรียบ แน่นอนว่าที่ตามติดมาย่อมเป็นการโหมจู่โจม
อย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้นางได้มีโอกาสพักหายใจ หากเป็นยามปกติ นางย่อมสามารถ
ค่อยๆ คิดหาหนทางรับมือ แต่วันนี้นางยังต้องไปตามหาจั่วม่ออีก! เดิมทีนางไม่ค่อยสน
อกสนใจงานชุมนุมวิจารณ์กระบี่สักเท่าใด แต่การที่ส่งจั่วม่อเข้าสู่สิบลำดับแรกได้หรือไม่
มีผลกระทบต่อการหลอมสร้างกระบี่บินเล่มใหม่ของนาง
นางต้องการจบการต่อสู้โดยเร็วที่สุด!
ซู่ค่อยๆ พลิกด้ามกระบี่รัศมีดำ ปลายกระบี่ชี้ตั้งขึ้น ขวางอยู่เบื้องหน้านาง ทันใดนั้น
พื้นที่รอบกายนางบิดเบี้ยวอย่างกะทันหัน มีเพียงซู่ที่อยู่ตรงกึ่งกลางที่ไม่ได้รับผลกระทบ
ใด
ในเวลานี้เอง กระบี่กระดูกขาวแหลมคมพลันพุ่งเจาะจากความว่างเปล่าด้านหน้า
นาง!
ซู่ไม่ขยับ
เห็นอีกฝั่ายไม่คิดหลบหลีก กุ่ยฟงประหลาดใจอยู่บ้าง แต่กระบี่กระดูกขาวไม่มีรีรอ
ลังเล กะโหลกศีรษะเปล่งเสียงโหยหวน ราวกับวิญญาณแค้นนับไม่ถ้วนร่ำร้องทวงชีวิต
สั่นขวัญสะท้านวิญญาณผู้คน หากกระบี่นี้แทงใส่ร่าง อย่าหมายมีโอกาสรอดชีวิตได้
กระบี่บินรวดเร็วถึงที่สุด พริบตาเดียวก็แทงใส่ผ้าคลุมหน้าสีดำของซู่ กุ่ยฟงในใจ
บังเกิดความยินดี แต่ยังเต็มไปด้วยความกังขา ซู่ไม่สมควรอ่อนแอจนพ่ายแพ้ในกระบี่
เดียวกระมัง?
ในการประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่ครั้งนี้ ล้วนชุมนุมยอดฝีมือมากมาย ในหมู่ยอด
ฝีมือที่เป็นที่ชื่นชอบ สองคนที่ลึกลับที่สุดคือกุ่ยฟงกับซู่ ทั้งคู่ต่างมีต้นกำเนิดที่ไม่ทราบ
ชัด ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าสองผู้เข้าประลองที่ลึกลับที่สุด จะโคจรมาพบกันตั้งแต่แรก
กุ่ยฟงแทงถูกเปั้าหมาย!
มันกลับไม่ได้ยินดี แต่ตื่นตะลึง แม้ว่าดวงตาจะเห็นกระบี่แทงถูกเปั้าหมายอย่าง
ชัดเจน แต่กระบี่กระดูกในมือมันไม่ได้รู้สึกว่าแทงถูกสิ่งที่มีตัวตนแต่อย่างใด
แย่แล้ว!
ภายใต้อาการแตกตื่น กุ่ยฟงดีดกายถอยหลังอย่างรวดเร็ว
ไม่ทราบเพราะเหตุใด กระบี่กระดูกขาวกลับแทงใส่อากาศธาตุ ห่างจากผ้าคลุมหน้า
ของซู่ไปสามชุ่น พลังอันมืดมนเย็นเยียบทำให้นางอึดอัดขัดข้อง แต่นางไม่แม้แต่กระพริบ
ตา
กระบี่รัศมีดำในมือนางพลิกหมุน กลายเป็นขวางกลางอก มือซ้ายยกขึ้นผนึกมุทรา
เปล่งเสียงสามพยางค์ออกจากปาก
นางเริ่มตีโต้!
จั่วม่อปาดเหงื่อบนหน้าผาก ทอดตามองค่ายกลตรงหน้ามันอย่างพึงพอใจ
มันปิดกั้นบ่อน้ำขนาดครึ่งหมู่ จนกลายเป็นศูนย์กลางของค่ายกลอย่างสมบูรณ์ เมื่อ
เทียบกับทะเลสาบ บ่อน้ำอาจมีปราณวารีน้อยกว่าบ้าง แต่นับว่ามากเพียงพอแล้ว
สำหรับมัน เมื่อปิดกั้นบ่อน้ำอย่างสมบูรณ์ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องผู้อื่นจะลอบเข้ามา
ทำลายค่ายกล
ธงสีเขียวขนาดเท่าฝั่ามือเจ็ดผืน ปักเรียงรายอยู่รอบบ่อน้ำ ส่งเสียงสะท้อนหาซึ่งกัน
และกัน
ธงเล็กๆ ทั้งเจ็ดผืนนี้ ส่วนเสาทำจากไม้เขียวระดับสาม ผืนธงทอด้วยไหมฟั้าระดับ
สาม ด้วยอานุภาพค่ายกลที่จารึกไว้บนธง ธงไม้เขียวทั้งเจ็ดราวกับรากไม้ใหญ่เจ็ดราก
ดูดซับปราณวารีจากในบ่อน้ำมาเปลี่ยนเป็นปราณธาตุไม้
วางรอบธงไม้เขียวแต่ละต้น เป็นกระถางหลอมกลั่นโอสถเศียรราชสีห์ทองแดงขนาด
เล็ก ระดับสอง ชุดละเจ็ดใบ เรียงรายเป็นรูปเจ็ดดาวเหนือ หนุนเสริมธงไม้เขียว ก่อตั้ง
เป็นค่ายกลไฟหลีระดับสองขึ้นมา
ด้านข้างกระถางหลอมกลั่นโอสถทั้งเจ็ดใบ ยังมีปั้ายหยกสิบสองปั้ายวางกระจัด
กระจายอยู่บนพื้น ปั้ายหยกสิบสองแผ่นเชื่อมโยงกันด้วยเส้นด้ายทองคำสีแดงที่บางมาก
ตาข่ายละเอียดยิบถักทอจากเส้นด้ายทองคำสีแดง พันไว้รอบกระถางหลอมกลั่นโอสถ
ทองแดงทั้งเจ็ด ใช้ก่อตั้งค่ายกลเพลิงสามหวนอันสมบูรณ์แบบ เสริมพลังให้ค่ายกลไฟหลี
อีกขั้น
เจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้า ค่ายกลไฟหลีขนาดเล็กแต่ละค่าย ก่อตั้งด้วยกระถางหลอมกลั่น
โอสถใบเล็กเจ็ดใบ เจ็ดค่ายกลเรียงราย สี่สิบเก้ากระถางหลอมกลั่นโอสถใบเล็กกระพริบ
ด้วยแสงจางๆ สะท้อนประสานซึ่งกันและกันดังหึ่งๆ รวมตัวกันเป็นค่ายกลไฟหลีขนาด
ยักษ์ชุดหนึ่ง
ยืมพลังปราณวารีเพิ่มปราณธาตุไม้ จากนั้นเปลี่ยนไม้ให้กลายเป็นไฟ!
ค่ายกลไฟหลีไม่ใช่ค่ายกลชั้นสูง โดยทั่วไปมักแกะสลักไว้บนกระถางหลอมกลั่น
โอสถระดับต่ำ ค่ายกลไฟหลียักษ์เทียบกับค่ายกลไฟหลี นับเป็นค่ายกลระดับสูงกว่า
โดยทั่วไปประกอบด้วยค่ายกลไฟหลีสองค่ายขึ้นไป
ค่ายกลไฟหลียักษ์ที่จั่วม่อก่อตั้งขึ้นนี้ ประกอบด้วยค่ายกลไฟหลีถึงเจ็ดค่าย! ค่ายกล
ไฟหลีแต่ละค่ายยังได้รับการหนุนเสริมจากปราณธาตุไม้อย่างเต็มที่ ทั้งยังพึ่งพาค่ายกล
เพลิงสามหวนช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของเจ็ดค่ายกลไฟหลีขึ้นมาอีกขั้น!
ไม่ทราบเปลวไฟที่สร้างออกมาจากค่ายกลอันซับซ้อนนี้ จะร้ายกาจรุนแรงสัก
เท่าใด?
จั่วม่อเต็มไปด้วยความคาดหวัง ถึงกับคันไม้คันมือ ต้องการเสาะหาคนมาทดลอง
วิชาสักคน
บ่อน้ำทั้งบ่อถูกจั่วม่อเปลี่ยนเป็นกระถางหลอมกลั่นขนาดมโหฬาร! เป็นที่คาด
คำนวณได้ว่ากระถางหลอมกลั่นยักษ์ใบนี้ จะเป็นอาวุธอันยิ่งใหญ่ถึงเพียงไหน แม้แต่มัน
ก็ไม่ทราบว่าจะร้ายกาจถึงขั้นใด การทดลองก่อนหน้านี้ มันเพียงใช้วัตถุดิบที่ใช้กันทั่วไป
และมีราคาถูกที่สุด แต่พลังของค่ายกลก็ทำให้มันพึงพอใจยิ่ง
อาจกล่าวได้ว่า ค่ายกลไฟหลียักษ์นี้สร้างขึ้นมาจากกองจิงสือทั้งหมดของมัน
วัตถุดิบส่วนมากเป็นสินค้าที่ซื้อมาจากหอลอยร้อยวิเศษ
จากนั้นจั่วม่อเดินคุ้ยเขี่ยตามเนินเขาวัตถุดิบที่มันกองไว้ ค้นหาเล็บเหล็กยาวสามฉื่อ
มัดใหญ่ออกมา แบกขึ้นบนบ่า มือขวาถือค้อนขนาดใหญ่โตมโหฬารด้ามหนึ่ง!
จั่วม่อดวงตาทอประกายเจิดจ้า ฮี่ฮี่ นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง…
ฉางเหิงเดินทอดน่องไปตามเส้นทางภูเขาราวกับกำลังท่องชมทิวทัศน์ สีหน้าเกียจ
คร้านเฉื่อยชา บางครั้งบางคราวมันจะหยุดเดิน มองไปยังการต่อสู้ระหว่างเหวยเสิ้งกับกู่
หรงผิงอย่างเบิกบานใจ
มันประจันหน้าผู้เข้าประลองสองสามคน แต่คนเหล่านั้นทำท่าราวกับพบพานผีสาง
หมุนตัวห้อแน่บจากไปแบบไม่เหลียวหลัง ฉางเหิงก็คร้านเกินกว่าที่จะไล่ติดตาม จึงเอา
แต่เดินท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ อย่างไม่อินังขังขอบ ในการประลองสองรอบแรกที่ผ่านมา
ผลลัพธ์ของคู่ต่อสู้ของมันทั้งสองคนล้วนคล้ายเหมือนยิ่ง บาดเจ็บสาหัสปางตาย! คนหนึ่ง
ต้องนอนอยู่บนเตียงครึ่งปี ส่วนอีกคนปาเข้าไปแปดเดือน
หากสอบถามผู้เข้าประลองส่วนใหญ่ พวกมันยินดีต่อสู้กับกู่หรงผิงมากกว่าพบพาน
ฉางเหิง นี่เป็นทางเลือกระหว่างพ่ายแพ้กับบาดเจ็บสาหัส คนส่วนใหญ่ย่อมยินดีรับความ
ปราชัย แทนที่จะตกอยู่ในสภาพปางตายกว่าครึ่งปี
ผู้เข้าประลองอย่างฉางเหิงที่เดินส่ายอาดๆ ไปทั่วอย่างอิสระเสรี ย่อมมีความเชื่อมั่น
ในพลังของตนอย่างที่สุด ส่วนผู้เข้าร่วมประลองธรรมดามักเสาะหาที่ซ่อนตัวไว้ พวกมัน
ยิ่งอยู่รอดได้นานเท่าใด อันดับก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เรื่องนี้ทุกผู้คนล้วนทราบกระจ่าง
และซิวเจ่อที่สามารถมาถึงระดับนี้ได้ ย่อมไม่มีผู้ใดในหมู่พวกมันขาดความอดทนอดกลั้น
แต่ในที่สุดฉางเหิงก็ได้พบคนที่ไม่วิ่งหนีเมื่อพบพานมัน
นั่นเป็นซิวเจ่อที่ธรรมดาสามัญถึงที่สุดผู้หนึ่ง ลองหวนนึกดูในรอบก่อนๆ ฉางเหิงนึก
เท่าใดก็หาความประทับใจในคนผู้นี้ไม่พบ ใบหน้าเหลือง จมูกกระเทียม สวมใส่เสื้อคลุม
สั้น ท่วงท่าสภาวะสงบนิ่งเป็นอย่างยิ่ง ซ้ำยังจับตามองมายังมันอย่างสนอกสนใจ
ฉางเหิงจู่ๆ ก็ทำท่าสูดดมในอากาศ เอียงคอ พึมพำกับตัวเอง “กลิ่นอันคุ้นเคยนัก”
อีกฝั่ายชะงักงัน จากนั้นเผยสีหน้าปิติยินดี
ฉางเหิงไม่ทราบว่าอีกฝั่ายไฉนปิติยินดี เท่ากับที่ไม่ทราบว่าตัวมันไฉนรู้สึกว่าคนผู้นี้มี
กลิ่นที่มันคุ้นเคย แต่คร้านจะถามไถ่ มือขวาดึงแหวนทองแดงที่กึ่งกลางระหว่างกระดูก
ไหปลาร้าออกมาตรงๆ
เสียงกรีดแหลมของกระบี่เสียดสีกระดูกดังขึ้น ภาพอันน่าขนพองสยองเกล้าเกิดขึ้น
อีกครั้ง
กระบี่แมงมุมโลหิตสีแดงสดค่อยๆ เผยโฉมออกมาอย่างแช่มช้า
ฉางเหิงพบว่าคนตรงหน้าจ้องมองกระบี่แมงมุมโลหิตไม่คลาดสายตา ความปิติยินดี
เลือนหายไป คล้ายมีความผิดหวังเข้ามาแทนที่
ผิดหวัง?
น่าประหลาดเสียจริง รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปากของฉางเหิง เส้นผมแข็งชี้
ราวกับปั่ากระบี่ เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟันอันรุนแรง
หลัวหลีหลบซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาอย่างระมัดระวัง เมื่อเทียบกับความสงบเยือกเย็น
ของศิษย์พี่ใหญ่ หรือความไม่อินังขังขอบของฉางเหิง หลัวหลีระมัดระวังมากกว่า มันนั่ง
ไขว้ขาท่าดอกบัวอยู่ใจกลางหุบเขา กระบี่บินของมันลอยแน่วนิ่งอยู่ข้างกาย ตั้งฉากกับ
พื้นดิน ดวงตาปิดสนิท สั่งสมเจตจำนงกระบี่ไว้ภายใน
มันราวกับนายพรานซุ่มรอเหยื่ออย่างเยือกเย็น ไม่ว่าผู้ใดปรากฏกายขึ้นที่ปากหุบ
เขา จะเผชิญกับการโจมตีสุดกำลังที่ตระเตรียมไว้เป็นเวลานาน
หวนคิดถึงความเย่อหยิ่งโอหังในอดีต มันราวกับผู้ชมดูอยู่ข้างกระดาน มองตัวเองที่
ผ่านมาอย่างใจเย็น มันปรารถนาจะใช้เคล็ดกระบี่เวิ้งว้างกับเคล็ดกระบี่ไร้ลักษณ์ ชุบ
ชีวิตเคล็ดกระบี่สุญตาให้กลับมาผงาดอีกครั้ง แต่บังเอิญเดินเข้าไปในมรรคาที่แตกต่าง
ออกไปสายหนึ่ง มรรคาที่เป็นของมันเอง
พรสวรรค์ของมันแม้ไม่น่าสะพรึงกลัวเท่าเหวยเสิ้ง แต่ยังคงเหนือกว่าผู้อื่น ก่อนที่
เหวยเสิ้งกับจั่วม่อจะปรากฏตัวขึ้น มันเป็นศิษย์ที่เด่นล้ำที่สุดของสำนักกระบี่สุญตา
ตลอดมา อาจเป็นเพราะได้รับการรักใคร่เอ็นดูตั้งแต่เล็กแต่น้อย เพาะสร้างนิสัยเย่อหยิ่ง
โอหังขึ้นมา คนกลายเป็นใจร้อนหุนหัน ท้ายที่สุด กระบี่นั้นของจั่วม่อดุจเสียงระฆังยาม
รุ่งสาง ปลุกมันตื่นขึ้นมาในกระบี่เดียว
หลัวหลีที่ตื่นขึ้นมาแล้ว กลายเป็นมานะบากบั่นอย่างผิดปกติ เริ่มแสดง
ความสามารถที่แท้จริงของมันออกมา
การเปิดหอคัมภีร์ของสำนัก ผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือหลัวหลี เหวยเสิ้งได้รับสิ่งใดมา
จากในถ้ำกระบี่ ไม่มีผู้ใดทราบ แต่ศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้ไม่เคยสนใจในหอคัมภีร์ของสำนัก จั่ว
ม่อสนใจแต่วิชาหลอมกลั่นโอสถ วิชาหลอมสร้างยุทธภัณฑ์และวิชาค่ายกล นอกจาก
พลิกดูเคล็ดกระบี่มังกรน้ำแข็งผ่านๆ รอบหนึ่ง มันก็ไม่เคยแตะต้องเคล็ดวิชากระบี่เล่มใด
อีกเลย
แต่หลัวหลีไม่ใช่
เมื่อการฝึกปรือเคล็ดกระบี่เวิ้งว้างกับเคล็ดกระบี่ไร้ลักษณ์ของมันมาถึงทางตัน ใน
ความสิ้นหวังมันได้แต่เสาะหาหนทางอื่น ราวกับว่าหิวโหยมาแรมปี จากเช้าจรดค่ำ ค่ำ
จรดเช้า มันได้อ่านเคล็ดวิชากระบี่เกือบทั้งหมดที่มีอยู่ในสำนัก หวังว่าอาจได้รับแรง
บันดาลใจจากที่ใดสักแห่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าเคล็ดวิชากระบี่ระดับสี่ เช่นเคล็ดกระบี่เมฆา เคล็ดกระบี่
เพลิงแดง และเคล็ดกระบี่มรกต มันอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย ไม่มีผู้ใด
คาดคิด อาศัยเคล็ดวิชากระบี่สามเล่มนี้ มันสามารถหลอมรวมเคล็ดกระบี่เวิ้งว้างกับ
เคล็ดกระบี่ไร้ลักษณ์เข้าด้วยกันสำเร็จจริงๆ!
ทว่าเคล็ดวิชากระบี่ใหม่ที่มันหลอมรวมสำเร็จ แตกต่างจากเคล็ดกระบี่สุญตา
หลัวหลีขนานนามวิชากระบี่เฉพาะตัวของมันว่า ‘เคล็ดกระบี่หว่อหลี*’
(*หว่อแปลว่า ผม,ฉัน หลีเป็นคำเดียวกับชื่อของหลัวหลี แปลว่าแยกจาก หว่อหลี
แปลว่าแยกตัวเอง ผู้แปลเห็นว่าทับศัพท์ดูจะเข้ากับชื่อหลัวหลีมากกว่า)