สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 150 เปั้าหมายใหม่
จั่วม่อคล้ายขี่หลังเสือยากจะลง!
เหงื่อเม็ดโปั้งไหลรี่ลงมาตามใบหน้า มันประเมินความยากลำบากในการควบคุมค่าย
กลไฟหลียักษ์นี้ต่ำเกินไป!
ในการแสวงหาพลังอำนาจ มันทำทุกวิถีทางเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของขบวน
ค่ายกล ผลกระทบโดยตรงคือความยากลำบากในการควบคุมค่ายกลก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก
เช่นกัน เบื้องหลังผลงานอันเปล่งประกายน่าดูชมนี้ เป็นความยากในการควบคุมขบวน
ค่ายกลอันยิ่งใหญ่!
แม้ว่าความสามารถในการควบคุมของจั่วม่อจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังคาดไม่ถึงว่าความ
ยากลำบากในการควบคุมค่ายกลจะสร้างปัญหาใหญ่ให้แก่มัน
ร่างกายของมันสั่นเหมือนลูกเต๋าถูกเขย่า ในช่วงเวลาสั้นๆ เหงื่อผุดพรายทั่วร่าง
อย่างฉับพลัน เพียงอึดใจเดียวก็ท่วมโทรมกายราวกับเพิ่งจุ่มร่างลงไปในน้ำ
ยากเกินไปแล้ว!
บัดซบ!
จั่วม่อกระวนกระวายยิ่ง เริ่มเคลื่อนย้ายจิตสำนึกทั้งหมด เพื่อควบคุมทุกการ
เปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อนของค่ายกล
ค่ายกลเป็นศาสตร์วิชาที่ต้องการความละเอียดอ่อนพิถีพิถัน ข้อผิดพลาดใดๆ อาจ
สร้างผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้พลังของค่ายกลเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ขบวนค่ายกลของจั่วม่อ ซึ่งประกอบด้วยค่ายกลหลายชนิดที่
แตกต่างกัน เพื่อหนุนเสริมพลังของค่ายกลเป็นขบวนห่วงโซ่ ความซับซ้อนนี้แทบอยู่
เหนือจินตนาการของผู้คนแล้ว
จั่วม่อไม่ได้สังเกตเห็นว่ากัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว เลือดแดงฉานไหลปรี่ลงมา
จิตสำนึกของมันอาศัยความช่วยเหลือของเจดีย์ห้าสี ควบคุมตาข่ายไฟอย่าง
ระมัดระวัง!
ในที่สุดสามารถหยุดการโจมตีของจงหมิงเอี้ยนไว้ได้ จั่วม่อไม่ได้มีเวลาจะมาชื่นชม
ยินดี มันถึงขีดจำกัดแล้ว ตาข่ายไฟแทบจะหลุดออกจากการควบคุมอยู่รอมร่อ!
จั่วม่อดวงตาถลึงกว้างจนกลมโต เส้นเลือดที่ขมับเต้นระริก หากมันสูญเสียการ
ควบคุมตาข่ายไฟ สำหรับมันแล้วหมายถึงความล้มเหลว ความร้อนของเปลวไฟสีน้ำเงิน
เยือกเย็นนั้นสูงล้ำอย่างน่าตกใจ เป็นเปลวไฟที่แข็งแกร่งที่สุด เท่าที่มันเคยพบเห็นมา
นับตั้งแต่ได้เรียนรู้วิชาหลอมกลั่นโอสถ ตาข่ายไฟที่ไม่มีการควบคุมจะพังทลายลงในชั่ว
พริบตา แล้วกระแสเปลวไฟสีน้ำเงินเยือกเย็นจะกวาดทำลายค่ายกลทั้งหมดในอึดใจ
เดียวเท่านั้น
นั่นรับไว้ไม่ได้อย่างแน่นอน!
แต่มันเองก็มาถึงความอดทนส่วนเสี้ยวสุดท้ายแล้ว มันสามารถรู้สึกถึงพลังปราณใน
ร่างที่ถูกผลาญหมดไปอย่างรวดเร็วอย่างน่าใจหาย พลังบำเพ็ญเพียรที่อ่อนแอของมัน
กลายเป็นจุดอ่อนถึงตายอีกครั้ง! อย่างไรก็ตาม เวลานี้ไม่ใช่เวลาจะมามัวสำนึกเสียใจ
มันต้องเลือก!
มันไม่ได้เสียเวลาคิดแม้แต่แวบเดียว ส่งเสียงคำรามดังกึกก้อง รวบรวมเรี่ยวแรง
เฮือกสุดท้ายในบัดดล!
ตาข่ายเปลวไฟสีน้ำเงินเยือกเย็นผืนมหึมาจู่ๆ ก็พุ่งดิ่งลงมา เหล่ายอดฝีมือภายใต้
ค่ายกลสะท้านขึ้นทันที จั่วม่อนี้ใช่คิดจะกวาดล้างพวกมันทั้งหมดในคราวเดียวหรือไม่?
เหิมเกริมเกินไปแล้ว!
ยอดฝีมือหลายคนมุมปากปรากฏรอยยิ้มเย็นชา ในความเห็นของพวกมัน ซิวเจ่อ
ด่านจู้จีผู้หนึ่งกำลังท้าทายพวกมันด้วยวิธีนี้ คนเหล่านี้ปกติมีสายตาสูงส่งอยู่เหนือศีรษะ
ถูกซิวเจ่อด่านจู้จีดูหมิ่นถึงเพียงนี้ จะทานทนได้อย่างไร?
ผู้เข้าประลองหลายคนเริ่มกระตือรือร้นสนใจ ตระเตรียมทดสอบพลังของตาข่ายไฟ
ด้วยตนเอง!
ชั่วขณะนี้เอง เหตุเปลี่ยนแปลงพลันอุบัติ เสียงแหบแห้งต่ำลึกสะท้อนก้องผ่านค่าย
กลอย่างฉับพลัน
“รวม!”
ตาข่ายไฟที่แผ่ปกคลุมท้องฟั้าพลันหดรวบลงอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมเข้าหาจงหมิง
เอี้ยนแต่เพียงผู้เดียว เป็นเหตุให้ซิวเจ่อที่ตระเตรียมลงมือชะงักงันไป พวกมันเผยสีหน้า
สนอกสนใจ เปลี่ยนเป็นรอดูผลลัพธ์แทน ไม่มีผู้ใดโง่เขลาพอจะช่วยสกัดกั้นลำแสงเปลว
ไฟให้แก่จงหมิงเอี้ยน
จงหมิงเอี้ยนสีหน้าโกรธขึ้งขุ่นแค้น แค่นเสียงหนักๆ คำหนึ่ง ดูเคร่งขรึมจริงจัง
กระบี่เจ็ดดอกเหมยในมือเปลี่ยนเป็นลำแสงสีดำ ทะยานขึ้นต้านรับตาข่ายไฟอย่างหัก
โหม
เมื่อกระบี่เจ็ดดอกเหมยพุ่งขึ้นไปกลางอากาศ ก็แปรสภาพเป็นปราณกระบี่ขนาด
ยักษ์ ทิ่มแทงใส่ตาข่ายไฟอย่างรุนแรง
มิคาดตาข่ายเปลวไฟสีน้ำเงินเยือกเย็นหดรั้งลงอีกครั้ง ทั้งกระบี่ทั้งคนถูกรวบไว้ตรง
กลางตาข่าย
เมื่อปราณกระบี่ทิ่มแทงใส่ตาข่ายไฟ จั่วม่อกระอักเลือดออกมากองโตอีกครั้ง
กระทั่งใบหน้าแข็งทื่อของมันยังเผือดสีลงเล็กน้อย
แต่ในเวลานี้ยังจะมีโอกาสให้มันล่าถอยอีกหรือ? มันกัดลิ้นทันที รสเค็มเฝือนและ
กลิ่นคาวเลือดทำให้สติแจ่มใสขึ้น ทันใดนั้นมันผลักดันเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายออกไป ทั้ง
พลังปราณและพลังจิตสำนึกแทบจะเกลี้ยงฉาดในเวลานี้ จั่วม่อเลือดทะลักออกจากจมูก
ปาก แต่มันไม่ได้รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
เศษจิตสำนึกส่วนเสี้ยวสุดท้ายพุ่งเข้าไปในเจดีย์ห้าสี เจดีย์ห้าสีทันใดนั้นระเบิดแสง
วาบออกมา ภายใต้จันทร์เสี้ยว ประกายแสงห้าสีสว่างเจิดจ้า!
ในที่สุดจงหมิงเอี้ยนสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
ตาข่ายไฟยังไม่ได้เข้าใกล้ร่างมัน แต่ความร้อนที่แผดเผาก็เพียงพอให้แตกตื่นจน
ขวัญหาย ไม่กล้าออมรั้งยั้งมืออีก มันทะยานร่างตามขึ้นไปกลางเวหา ติดตามกระบี่บิน
ของมันไปอย่างกระชั้นชิด พลังปราณทั้งหมดในร่างเร่งเร้าเข้าสู่กระบี่บิน ในจิตใจ
หลงเหลือเพียงความคิดเดียว …ทะลวงออกจากตาข่ายไฟ!
ภายใต้พลังปราณทั้งหมดของมัน เจตจำนงกระบี่ของกระบี่เจ็ดดอกเหมย กลายเป็น
คมเฉียบประหนึ่งสายลมหนาวบนยอดผา ฉับพลันนั้นดูคล้ายต้นเหมยเหมันต์เก่าแก่
โบราณยืนหยัดต้านสายลมแรง!
ซี่!
กระบี่บินแทงทะลุออกมาจากตาข่ายไฟ จงหมิงเอี้ยนในใจลอบปิติยินดี แต่ใน
ชั่วขณะจิตนั้นเอง เหตุเปลี่ยนแปลงพลันอุบัติ
“ตาย!”
จั่วม่อตวาดกึกก้องดุจฟั้าคำรน สุ้มเสียงกังวาน ม้วนกวาดไปทั่วในค่ายกล!
ตาข่ายไฟหดแคบเข้าสู่ใจกลางทันที!
จงหมิงเอี้ยนรู้สึกทุกทิศทางมีแต่ตาข่ายเปลวไฟสีน้ำเงินเยือกเย็น ราวกับว่ามันจู่ๆ
ถูกจับยัดลงไปในกระถางหลอมกลั่นขนาดใหญ่ อาจเปลี่ยนเป็นขี้เถ้าได้ทุกเมื่อ ในใจ
แตกตื่นลนลาน ไม่ใส่ใจอื่นใดอีก รีบเร่งเร้าพลังของเกราะปราณสุดชีวิต!
เปลวไฟสีน้ำเงินเยือกเย็นเหลือคณานับ เทพรวดลงบนร่างของจงหมิงเอี้ยนในรวด
เดียว!
“อ๊าก!”
ได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องโหยหวนของจงหมิงเอี้ยน แสงของกระบี่บินสั่นไหว กระจัด
กระจายไป ขณะที่ทุกผู้คนคาดว่าจงหมิงเอี้ยนจะรักษาชีวิตน้อยๆ ของมันเอาไว้ไม่ได้
เปลวไฟสีน้ำเงินเยือกเย็นไร้จำกัดก็พลันดับวูบ
กระนั้นก็ยังหลงเหลือเปลวเพลิงมากมายลุกไหม้อยู่บนเกราะปราณของจิงหมิงเอี้ยน
สำนักกระบี่ตงฉีไม่ได้มีชื่อเสียงเรื่องการปั้องกัน เปลวไฟสีน้ำเงินเยือกเย็นมีพลานุภาพน่า
แตกตื่นสะท้านโลก แม้ว่าจะอยู่ภายใต้การปกปั้องของเกราะปราณ แต่สภาพของจงหมิง
เอี้ยนยังน่าอนาถสุดทนดู
ตลอดทั้งร่างถูกแผดเผาจนดำเกรียม เกราะปราณพินาศสิ้น มันคล้ายท่อนไม้ไหม้
เป็นตอตะโกท่อนหนึ่ง ร่วงลิ่วลงมาจากฟากฟั้า
ซิวเจ่อทั้งหมดในค่ายกลสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ!
ผู้ใดกันที่ร่วงลงมา? นั่นมันจงหมิงเอี้ยนเชียวนะ!
ขบวนค่ายกลนี้ร้ายกาจอย่างแท้จริง กระทั่งจงหมิงเอี้ยนยังพ่ายแพ้ ผู้เข้าประลองที่
ต้องการทดลองทำลายค่ายกลหยุดชะงักลงในทันทีทันใด เห็นจงหมิงเอี้ยนร่วงฟาดลงมา
นอนสิ้นสติบนพื้น มองสภาพร่างกายน่าเอนจอนาถของมัน บางคนไม่อาจทนดูเป็นครั้งที่
สองจริงๆ
สวรรค์ของข้า!
แม้แต่จงหมิงเอี้ยนยังไม่ใช่คู่มือ นี่เป็นค่ายกลที่ชนชั้นจู้จีสามารถก่อตั้งขึ้นได้จริงๆ
หรือ?
คำถามเดียวกันเกิดขึ้นในหัวใจของซิวเจ่อทุกคนในค่ายกล จั่วม่อยังไม่ได้ลงมือจน
สุดกำลังด้วยซ้ำ หากตอนสุดท้ายมันไม่ยั้งมือ ปล่อยให้เปลวไฟสีน้ำเงินเยือกเย็นทั้งหมด
ระเบิดใส่จงหมิงเอี้ยนจนถึงที่สุด จงหมิงเอี้ยนจะรักษาชีวิตเอาไว้ได้หรือไม่ ก็ยากจะบอก
ได้
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ขบวนค่ายกลที่จั่วม่อก่อตั้งขึ้นมานี้ สามารถสังหารซิวเจ่อ
ด่านหนิงม่ายได้อย่างแน่นอน!
ทุกผู้คนหวาดหวั่นพรั่นพรึงแล้ว
ในจังหวะนี้ กระทั่งซิวเจ่อที่กำลังต่อสู้กันภายในค่ายกล ทั้งหมดหยุดการโจมตีซึ่งกัน
และกัน แต่ละคนใบหน้าเคร่งขรึมจริงจัง …เนื่องเพราะพวกมันทุกคนยังคงติดอยู่ในค่าย
กลมหาประลัยนี้!
แต่สิ่งที่พวกมันไม่ล่วงรู้ คือจั่วม่อไม่ได้ตั้งใจจะยั้งมือปลดปล่อยจงหมิงเอี้ยนแต่อย่าง
ใด ในตอนสุดท้ายนั้น แม้แต่จิตใจมันก็พร่าเลือน ยังจะเอาสติที่ไหนมารับรู้ว่าควรหยุด
มือเมื่อใด? นี่เป็นเพียงเพราะว่าพลังจิตสำนึกกับพลังปราณทั้งหมดของมันถูกผลาญไป
จนเกลี้ยงฉาด สิ้นสติล้มทิ่มอยู่บนพื้น เป็นเหตุให้เปลวไฟหายไปในจังหวะสำคัญต่างหาก
อาจเรียกได้ว่าเป็นโชคดีเพียงอย่างเดียวของจงหมิงเอี้ยนในวันนี้
ครั้นเมื่อจั่วม่อค่อยๆ ได้สติขึ้นมา ความปรารถนาต่อสู้กับความฮึกหาญก็พุ่งทะยาน
ขึ้นไปถึงท้องฟั้า
จริงดังคาด คนโง่ไม่รู้จักกลัว!
เวลานี้ มันยังต่อสู้ติดพันอยู่กับจงหมิงเอี้ยน!.
สักครู่จั่วม่อเอียงคอขบคิด ค่อยจดจำได้ว่าก่อนจะหมดสติไป มันได้พิชิตจงหมิง
เอี้ยนไปแล้วจริงๆ! มันหัวร่อคิกคัก แต่พอปรากฏอยู่บนใบหน้าที่ไร้อารมณ์ กลับดูแปลก
พิกลยิ่ง
มันหมดสติไปนานเท่าใด? จั่วม่อตะกายลุกขึ้น กวาดตามองไปรอบๆ
ฮะ มันยังคงอยู่ในค่ายกล? ยังไม่มีคนทำลายค่ายกลได้หรอกหรือ? จั่วม่อรู้สึกว่านี่
เหลวไหลไร้สาระจริงๆ จนถึงตอนนี้ มันยังคงรู้สึกว่ายากจะเชื่อว่ามันเพิ่งโค่นจงหมิง
เอี้ยนลงได้
จั่วม่อไม่ล่วงรู้ ว่ามันเพียงหมดสติไปแค่ระยะเวลาธูปไหม้ดอกเดียวเท่านั้น นี่เป็น
เพราะความสำเร็จอันล้ำลึกในวัชรสูตรน้อยของมัน หากไม่ได้ฝึกปรือวิชานี้ คงอีกนาน
หลายวันกว่ามันจะฟืน
และมันยังคาดไม่ถึง ว่าในช่วงระยะหนึ่งก้านธูปที่มันหมดสตินี้ ไม่ได้มีผู้ใดพยายาม
ทำลายค่ายกลแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม พวกมันไม่เพียงไม่พยายามทำลายค่ายกล แต่เหล่าซิวเจ่อในค่ายกล
กลับเริ่มหันคมกระบี่เข้าหากัน มุ่งมั่นโจมตีผู้อื่นแทน ไม่ว่าจะเป็นซู่หรือกุ่ยฟง กระทั่ง
ฉางเหิงผู้เกียจคร้านยังลงมือด้วยเช่นกัน ทุกคนเริ่มกวาดล้างซิวเจ่อคนอื่นๆ ที่อยู่ภายใน
ค่ายกล เป็นเหตุให้อู่หลิงซ่านเหรินกับเว่ยเฟยงานยุ่งไม่น้อย
ฉางเหิงกับคนอื่นๆ ลงมืออย่างระมัดระวัง เวลานี้พวกมันได้เห็นพลังของค่ายกล
ขบวนนี้แล้ว ไม่มีผู้ใดกล้าประมาท ต้องการทำลายค่ายกล พวกมันต้องทุ่มสุดตัว แต่หาก
ยังมีคนอื่นๆ อยู่รอบข้าง ผู้ใดจะกล้าลงมือสุดกำลัง?
หากจั่วม่อล่วงรู้ความคิดของทั้งหมด มันจะต้องภาคภูมิใจยิ่ง เพียงซิวเจ่อด่านจู้จี
อย่างมัน ทำให้ชนชั้นหนิงม่ายหลายคนต้องระวังปั้องกันอย่างรอบคอบ ทั้งยัง
เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ นับว่าเพียงพอให้ภาคภูมิใจแล้ว!
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อเพิ่งจะตื่นขึ้นมา สายตามันก็มองไปยังค่ายกลวงแหวนฟั้า
สำเนียงจันทร์ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์
กล่าวตามความสัตย์ การต่อสู้ของมันกับจงหมิงเอี้ยนคราวนี้ อาจดูคล้ายมันเป็นฝั่าย
ได้ชัย แต่อันที่จริงเรียกได้ว่าสังหารศัตรูหนึ่งพัน ตนเองล้มตายแปดร้อย ซ้ำเติมอาการ
บาดเจ็บที่ได้รับจากการบังคับยันต์ทหารต่อกรกับหนานเหมินหยาง สูญเสียพลังแห่งการ
ต่อสู้ไปอีกครั้ง
ขาดทุนย่อยยับจริงๆ!
นี่คือความคิดแรกที่ปรากฏขึ้นในใจของจั่วม่อ
มองไปยังค่ายกลย่อยของวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์เหล่านี้ ความเจ็บปวดใจก็พุ่งขึ้น
ไปถึงจุดสูงสุด เจ็บปวดสาหัสถึงกว่าความเจ็บปวดทางกายเสียอีก
จิงสือมากมายต้องสูญเปล่า! เพื่อเข้าร่วมการประลองรอบสุดท้ายนี้ มันซื้อหา
วัตถุดิบทั้งหมดมาจากหอลอยร้อยวิเศษ มันรู้สึกคล้ายใช้จิงสือไปเป็นจำนวนมหาศาล
แต่เป็นการลงทุนที่น่าผิดหวังมาก ดูเหมือนไม่ได้รับสิ่งใดกลับคืนมาแม้แต่น้อย สูญเสีย
ทุกสิ่งทุกอย่างไปเปล่าๆ
ต้องไม่เป็นเช่นนี้!
ไม่อย่างแน่นอน!
จั่วม่อขบกรามแน่น ทรุดนั่งลง มันจะต้องก่อตั้งค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์
เจ็ดสิบสองค่ายกลย่อยให้สำเร็จให้จงได้!
จะได้ไม่ผิดต่อวัตถุดิบที่พลีชีพไปแล้วเหล่านั้น!
มันไม่ได้คิดถึงม้วนหยกของคุนหลุนอีกต่อไป พฤติกรรมของมันต่อจากนี้กระทำ
เพียงเพื่อไม่ให้วัตถุดิบที่ใช้ไปแล้วต้องเสียเปล่า มันเคยใช้วัตถุดิบมากมาย ดังนั้นได้ยิน
‘เสียง’ ของวัตถุดิบ
จั่วม่อทนเจ็บปวดใจ ขณะที่พยายามปลอบโยนตัวเอง
เวลานี้มันไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงใดๆ ไม่สามารถลงมือสืบต่อ ดังนั้นได้แต่นั่งลงในท่า
ดอกบัว เข้าสู่สภาวะฌาน มันต้องฟืนฟูพลังปราณกับพลังจิตสำนึกโดยเร็วที่สุด มิเช่นนั้น
แม้แต่ ‘เสียง’ ยังไม่ได้ยิน
เช่นนี้เอง ฉากแปลกประหลาดอย่างยิ่งจึงปรากฏขึ้น จั่วม่อนั่งเข้าฌานอย่าง
ปลอดภัยอยู่ภายในค่ายกล เร่งฟืนฟูพลังปราณกับพลังจิตสำนึก ในขณะที่ฉางเหิงกับคน
อื่นๆ โรมรันพันตูอย่างดุเดือดรุนแรง อยู่ภายในค่ายกลเดียวกัน ซิวเจ่อคนอื่นๆ อาจไม่
แข็งแกร่งเท่าเหล่ายอดฝีมือ แต่พวกมันเมื่อกล้าเข้ามาในค่ายกล ย่อมไม่มีผู้ใดธรรมดา
สามัญ คนเหล่านี้ไม่มีใครโง่เง่า พวกมันล้วนตระหนักในเจตนาของฉางเหิงกับเหล่ายอด
ฝีมือทันที เป็นธรรมดาที่จะไม่ยอมรามือรอรับการเชือดเฉือนแต่ฝั่ายเดียว
หากคนเดียวสู้ไม่ได้ เช่นนั้นก็ร่วมมือกันสู้เถอะ
ท่ามกลางเสียงกู่คำราม เสียงตวาดอันสับสน เสียงกระบี่บินกรีดแหลม เสียงระเบิด
เสียงปะทะ เสียงกระทบกระแทกและเสียงโครมครามไม่ขาดสาย จั่วม่อจมอยู่ในห้วง
ฌานอย่างเงียบงัน ราวกับไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
เวลาสามก้านธูปผ่านล่วงไป จั่วม่อในที่สุดลืมตาขึ้น ภายใต้ความช่วยเหลือจากเมล็ด
พันธุ์อสูรกับแผนผังปิศาจ ฟืนฟูพลังปราณกับพลังจิตสำนึกจนเต็มเปียมอีกครั้ง หากไม่
นับผูเยา มันไม่เคยพบพานผู้ใดที่สามารถฟืนฟูพลังได้เร็วไปกว่ามัน
ทว่าในช่วงเวลาอันกระชั้นสั้นนี้ นอกจากจั่วม่อแล้ว ในค่ายกลก็หลงเหลืออยู่เพียง
ห้าคนเท่านั้น
ซู่ กุ่ยฟง ฉางเหิง บุรุษหน้าเหลือง หลัวหลี
พวกมันเป็นห้าคนที่แข็งแกร่งที่สุด!
หวีปั๋ายกับหนานเหมินหยางต่อสู้กันหนักหน่วงรุนแรงเกินไป สิ้นเปลืองพลังปราณ
ไปมากมาย สามารถกล่าวได้ว่าพ่ายแพ้แต่แรกแล้ว พวกมันจบสิ้นโดยการถูกฉางเหิงกับ
คนหน้าเหลืองร่วมมือกันลอบทำร้าย สำหรับคนอื่นๆ ที่เหลือ ล้วนถูกกวาดล้างไปก่อน
หน้านี้ ส่วนจงหมิงเอี้ยนผู้น่าสมเพช ได้รับการช่วยเหลือจากอู่หลิงซ่านเหรินตั้งแต่ต้น
จั่วม่อไม่แยแสสนใจคนทั้งห้า ฝืนสะกดกลั้นอาการบาดเจ็บ ลงมือก่อตั้งค่ายกลวง
แหวนฟั้าสำเนียงจันทร์สืบต่อ
เปั้าหมายใหม่ของมัน ที่กำหนดไว้สำหรับตัวมันเองในเวลานี้ เรียบง่ายและ
สมเหตุสมผลเป็นอย่างมาก
นั่นคือการก่อตั้งค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์เจ็ดสิบสองค่ายกลย่อยให้เสร็จ
สมบูรณ์ ต่อให้ไม่ได้รับม้วนหยกคุนหลุน มันก็ยังได้ประสบการณ์การเรียนรู้!