สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 156 พี่น้องในยามยาก
“อย่าได้ลืมเลือน…”
“ต่อให้ต้องตาย ก็มิอาจลืม…”
จั่วม่อค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาช้าๆ ปฏิกิริยาแรกที่มันพบคือความเจ็บปวด! กระดูกใน
ร่างคล้ายลั่นกรอบไปทั้งกาย เพียงขยับตัวเล็กน้อยก็ปวดลึกถึงขั้วหัวใจ เจ็บร้าวไปถึง
กระดูกดำ มันค่อยนอนนิ่งๆ เรียบๆ ร้อยๆ ขึ้นมาทันที
กลิ่นสมุนไพรอันคุ้นเคยกำซาบนาสิก จั่วม่อทราบในฉับพลันว่ามันอยู่ที่ใด
อนิจจา ชีวิตช่างขมขื่นเสียจริง ดูเหมือนว่าต่อสู้ครั้งใด มันล้วนมาจบลงที่เรือนขิง
หอม มิหนำซ้ำครั้งนี้ยังหนักหนาสาหัสกว่าครั้งก่อนๆ มาก
“แค่กๆ ศิษย์น้อง เจ้าฟืนแล้ว”
ทันใดนั้นเสียงคุ้นหูดังมาจากทางด้านขวา
ศิษย์พี่ใหญ่? จั่วม่อหันหน้าไปมองทางขวาอย่างลืมตัว เพียงขยับเท่านั้นเอง เสียงสูด
ปากดังลั่น เจ็บปวดเหลือเกิน!
มันตัวสั่นสะท้านอยู่นาน แล้วค่อยๆ หันหน้าอย่างยากลำบาก พอเห็นร่างบนเตียง
ทางด้านขวามือ ไม่ไกลออกไปนัก ก็พลันตะลึงงัน
บนเตียงที่มีเสียงของศิษย์พี่ใหญ่ดังมา เห็นคนผู้หนึ่งนอนอยู่ ตั้งแต่หัวจรดเท้าห่อหุ้ม
เต็มไปด้วยผ้าพันแผล มีเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่โผล่ออกมา
“ศิษย์พี่ใหญ่? ฮะ ใช่ท่านหรือไม่?” จั่วม่อชักไม่มั่นใจ คนผู้นี้ถูกห่อไว้อย่างกับบ๊ะ
จ่างลูกโต จะใช่ศิษย์พี่ใหญ่ผู้อาจหาญไร้เทียมทานของมันจริงๆ หรือ?
“อืม ข้าเอง” บุรุษใต้ผ้าพันแผลตอบรับ มันเป็นเหวยเสิ้งจริงๆ กล่าวสืบต่อว่า “เจ้า
หมดสติไปนานมาก พวกเราทุกคนห่วงกังวลยิ่ง”
“ศิษย์พี่ใหญ่ ผู้ใดทำร้ายท่านถึงเพียงนี้?” จั่วม่อถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ฮ่าฮ่า ข้าต่อสู้กับกู่หรงผิง นี่ย่อมเป็นฝีมือของมัน” เหวยเสิ้งตอบอย่างผ่อนคลาย
จั่วม่อยังคงแทบเชื่อไม่ลง “เด็กน้อยหน้าขาวนั่นไม่สมควรร้ายกาจถึงเพียงนี้
กระมัง!”
“สภาพมันก็ไม่ได้ดีไปกว่าข้าเท่าใด” เหวยเสิ้งแย้มยิ้ม “ในตอนสุดท้าย ข้าฟันมัน
รวดเดียวสิบสองกระบี่ติดต่อกัน”
พอฟัง จั่วม่อเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ฟันรวดเดียวสิบสองกระบี่… ต่อให้เด็กน้อยหน้า
ขาวนั้นเป็นหัวผักกาดขนาดยักษ์ ก็มิใช่ถูกสับเป็นไม้จิ้มฟันไปแล้วหรือ? แต่มันไม่รู้สึก
เหนือคาดแต่อย่างใด คิดว่าสมควรเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน ยังจะมี
ผู้ใดสามารถเล่นงานศิษย์พี่ใหญ่จนถึงขั้นไม่อาจตอบโต้ได้?
แม้ว่าเหวยเสิ้งจะเป็นศิษย์พี่ใหญ่ที่จั่วม่อเคารพเทิดทูน แต่พอเห็นศิษย์พี่ใหญ่ยังอยู่
ในสารรูปน่าอนาถกว่ามันเสียอีก อารมณ์ขุ่นมัวจากอาการบาดเจ็บสาหัสของมัน พลัน
กลายเป็นอารมณ์ดีขึ้นทันตาเห็น
อ้า นี่สิพี่น้องในยามยาก…
ทันใดนั้น เหวยเสิ้งจู่ๆ ตะโกนถามไปยังอีกฟากข้างของจั่วม่อ “ศิษย์น้องหลัว วันนี้
เจ้าสบายขึ้นแล้วหรือไม่?”
จั่วม่อหมุนคอไปทางซ้ายอย่างลืมตัว
บนเตียงด้านซ้ายมือของมัน เห็นหลัวหลีนอนแผ่เหยียดยาว ถึงแม้ว่าคล้ายไม่
ร้ายแรงเท่าศิษย์พี่ใหญ่ แต่ดูหมองคล้ำ สีหน้าซีดเผือด มองปราดเดียวก็ทราบว่าได้รับ
บาดเจ็บสาหัส
ที่แท้…มีพี่น้องในยามยากอยู่ตรงนี้อีกคน… จั่วม่อตะลึงลาน
หลัวหลีเมื่อมองมายังจั่วม่อ สีหน้าแปลกพิกลอยู่บ้าง จั่วม่อนึกขึ้นได้ทันที ว่าผู้ที่ทำ
ร้ายหลัวหลีบาดเจ็บ ดูเหมือนจะเป็นตัวมันนี่เอง สภาวะรู้แจ้งอันอัศจรรย์พันลึกแม้
หายไปในตอนสุดท้าย แต่จั่วม่อจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในช่วงเวลานั้นได้อย่างชัดเจน
หากใบหน้าของจั่วม่อแสดงอารมณ์ได้ เกรงว่ายามนี้สีหน้ามันคงแปลกพิกลยิ่งกว่า
หลัวหลีเสียอีก
เนื่องเพราะเวลานั้นตกอยู่ในสภาพแปลกพิสดาร จึงสำแดงพลังออกมามากกว่า
ความสามารถปกติของมัน หากตอนนี้ ให้มันรักษาตัวจนทุเลาหายดี แล้วก่อตั้งค่ายกลวง
แหวนฟั้าสำเนียงจันทร์เจ็ดสิบสองค่ายกลย่อยขึ้นอีกครั้ง จากนั้นทดลองใช้สำเนียงพิฆาต
ระฆังจันทราอีกหน เกรงว่ากระทำสิบรอบ อาจประสบความสำเร็จแค่รอบเดียวเท่านั้น
“ศิษย์พี่สบายขึ้นหรือไม่?” หลัวหลีหลีกเลี่ยงสายตาของจั่วม่อ หันไปถามเหวยเสิ้ง
แทน นิสัยใจคอของมันดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แม้ว่าเหวยเสิ้งเคยเป็นข้ารับใช้กระบี่ของ
มัน แต่เวลานี้เป็นศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักกระบี่สุญตา
พลังอำนาจเข้มแข็ง สถานะก็ย่อมสูงส่ง กฎของสำนักเป็นเช่นนี้เสมอมา
จนถึงยามนี้ ในสำนักกระบี่สุญตาไม่มีผู้ใดกังขาในความแข็งแกร่งของศิษย์พี่เหวย
เสิ้ง เผชิญหน้าจั่วม่อ หลัวหลียังคงปรารถนาจะประชันฝีมือ แต่เผชิญหน้าเหวยเสิ้ง มัน
ได้แต่ยอมศิโรราบแต่โดยดี
“ดีขึ้นมาก” สุ้มเสียงของเหวยเสิ้งไม่คล้ายผู้ปั่วยที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส มันยังคงมอง
โลกในแง่ดีเช่นปกติ “อีกไม่นานคงทุเลาบ้างแล้ว”
พวกมันทั้งสามล้วนรับบาดเจ็บปางตาย ขยับไปไหนไม่ได้ ได้แต่นอนอยู่บนเตียง
จั่วม่อกับหลัวหลี ทีแรกยังตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง แต่วันนี้นับว่าหัวอกเดียวกัน
ประสบเคราะห์หามยามร้ายร่วมกัน กำแพงในใจคล้ายค่อยๆ ละลายหายไป ไม่นานให้
หลัง ก็สนทนากันอย่างกลมกลืน กล่าวตามความสัตย์ ก่อนหน้านี้จั่วม่อย่อมไม่ชมชอบ
หลัวหลี แต่พอได้สนทนาวิสาสะ มันพบว่าหลัวหลีไม่ได้ย่ำแย่เท่าที่มันคิดไว้ ตรงกันข้าม
แม้ว่าบางครั้งความทระนงถือดีที่ฝังแน่นในกระดูก จะเผยออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจบ้าง แต่
นิสัยใจคอที่แท้จริงของหลัวหลีเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม นับเป็นบุคคลสัตย์
ซื่อถือมั่นผู้หนึ่ง
พวกมันทั้งคู่ต่อสู้กันสองครั้ง ทั้งสองครั้ง แต่ละคนล้วนบาดเจ็บปางตายไม่ต่างกัน
ในขอบเขตหนึ่ง นับว่าเพาะสร้างความสัมพันธ์ผ่านการต่อสู้ก็ไม่ผิด เรียกได้ว่าไม่ต่อยตี
ไม่รู้จัก
ทั้งสองคนเต็มไปด้วยความนิยมชมชื่นในพลังของอีกฝั่าย
ระหว่างหลัวหลีกับจั่วม่อไม่จำเป็นต้องกล่าวสิ่งใดกันอีก ตอนนี้จั่วม่อกลายเป็นหนึ่ง
ในบุคคลที่ร้อนแรงที่สุดในตงฝู ในตอนสุดท้าย มันอาศัยหนึ่งต้านรับห้า ทั้งยังเป็นห้า
ยอดฝีมือ กลายเป็นตำนานในตงฝู ไม่มีผู้ใดเห็นการต่อสู้หนึ่งต่อห้ากับตา แต่ทุกผู้คน
ล้วนเห็นหลุมยักษ์อันน่าสะพรึงกลัวในหอคลื่นสนอย่างชัดเจน
จั่วม่อทราบดีว่าตัวมันที่แท้มีน้ำหนักสักเท่าใด ทุกครั้งที่ศิษย์พี่ใหญ่กับหลัวหลี
กล่าวถึงเรื่องนี้ มันอดประหม่าไม่ได้ ในความเห็นของมัน พลังฝีมือของหลัวหลียังร้าย
กาจกว่ามันเสียอีก
นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ทันใดนั้นจั่วม่อฉุกคิดถึงเรื่องหนึ่ง อดถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
ไม่ได้ “ศิษย์พี่ วันนั้นข้าคล้ายเห็นสตรีผู้หนึ่งอยู่ข้างหน้าท่าน นางเป็นผู้ใดกัน?”
หลัวหลีคล้ายเขินอายเล็กน้อย อ้ำๆ อึ้งๆ ว่า “นั่นเป็นวิญญาณกระบี่ของข้า”
“ที่แท้ศิษย์น้องเดินไปในมรรคาสำแดงวิญญาณ” เหวยเสิ้งตระหนักทันที แต่เห็น
จั่วม่อดูงงงวย ค่อยนึกขึ้นได้ว่าเจ้าผู้นี้ไม่ได้ร่ำเรียนมาตามแนวทางที่ควรจะเป็น จึง
อธิบายอย่างจริงจัง “มรรคาแห่งกระบี่มีมากมายนับไม่ถ้วน ในบรรดาทั้งหมด มีวิถีทาง
อันแปลกพิสดารไม่น้อย วิญญาณกระบี่ก็เป็นหนึ่งในมรรคาเหล่านั้น มุ่งเน้นหล่อเลี้ยง
เจตจำนงกระบี่ ก่อเกิดรูปกาย กลายเป็นจิตวิญญาณกระบี่ เพียงแต่…”
มันหยุดชะงักกลางคัน อดหันไปเขม้นมองหลัวหลีหลายครั้งหลายหนไม่ได้ “นึกไม่
ถึง ศิษย์น้องหลัวมีอารมณ์ความรู้สึกละเอียดอ่อนถึงเพียงนี้” เห็นจั่วม่อยังคงงุนงง มัน
อธิบายอย่างยิ้มแย้ม “ผู้คนที่ฝึกปรือจิตวิญญาณกระบี่ ส่วนมากมีอารมณ์ความรู้สึก
ละเอียดอ่อน เป็นบุคคลที่รักกระบี่ อาศัยอารมณ์ความรู้สึกเข้าสู่มรรคากระบี่ เมื่อ
วิญญาณกระบี่เริ่มก่อตัว ยังจำเป็นต้องใช้อารมณ์ความรู้สึกนำทางให้วิญญาณกระบี่
ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา”
จั่วม่อในที่สุดค่อยเข้าใจ ว่าหลัวหลีไฉนหน้าแดงอย่างฉับพลัน
“สำนักเราเป็นสำนักกระบี่ ศิษย์น้องอย่าได้ละเลยเคล็ดวิชากระบี่ไป” เหวยเสิ้ง
เตือนจั่วม่อ
“อ้อ อ้อ อ้อ” จั่วม่อรับคำอย่างไม่ค่อยสนใจนัก มันพลันนึกถึงม้วนหยกคุนหลุน
ขึ้นมา อดถามไม่ได้ “ชุมนุมวิจารณ์กระบี่ประกาศอันดับแล้วหรือไม่? มีผู้ใดเข้าสู่สิบ
ลำดับแรกบ้าง?”
เหวยเสิ้งสั่นศีรษะ “พวกเรารับบาดเจ็บจนได้แต่นอนอยู่บนเตียงเช่นนี้ จะทราบ
สถานการณ์ภายนอกได้อย่างไร?”
จั่วม่อหันไปมองหลัวหลี หลัวหลีก็ส่ายหน้าเช่นกัน
จั่วม่อได้แต่กล่าวว่า “รอสักครู่ข้าจะถามเสี่ยวกั่วกับคนอื่นๆ เมื่อพวกนางเข้ามาอีก
ครั้ง” สองสามวันมานี้ เป็นเสี่ยวกั่วกับหลี่อิงฟั่งและคนอื่นๆ ที่คอยดูแลพวกมันทั้งสาม
ไม่เห็นเหล่าผู้อาวุโสแม้แต่คนเดียว
พวกมันทั้งสามไม่ทราบว่าเรื่องการจัดลำดับในการประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่
กลับกลายเป็นปัญหาใหญ่โต
กระบวนท่าสุดท้ายของจั่วม่อทำลายการประลอง ทำให้การแข่งขันต้องหยุดชะงัก
ลงกลางคัน เทียนซงจื่อเมื่อพบว่าหอคลื่นสนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงถึงเพียงนั้น
รีบประกาศหยุดการต่อสู้อย่างไม่รีรอ ไม่มีผู้เข้าประลองคนใดคัดค้านการตัดสินใจนี้
หลังจากได้ชมดูการปะทะสะท้านฟั้าสะเทือนดินด้วยสายตาตนเอง พวกมันไม่มีความ
สนใจในการต่อสู้อีกต่อไป
ซิวเจ่อหลายคนที่เร่งรุดไปยังจุดที่เกิดระเบิด ตกอยู่ในสภาพตื่นตะลึง มึนงง และ
เหี่ยวแห้งหดหู่ สิ่งที่ไม่คาดฝันยิ่งกว่านั้น คือคนเหล่านี้ตกอยู่ในสภาพอารมณ์ตกต่ำเป็น
เวลานาน นานเกินกว่าที่คนอื่นจะคาดคิดไปถึง ทำเอาเหล่าผู้อาวุโสของพวกมันถึงกับ
เริ่มวิตกกังวล
จากเรื่องนี้ เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้ที่แทบฟั้าถล่มแผ่นดินทลายนี้ ส่งผลกระทบต่อพวก
มันอย่างใหญ่หลวงเพียงใด!
สำหรับเทียนซงจื่อผู้เป็นเจ้าภาพจัดงานประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่ มีหลายสิ่งที่ทำ
ให้มันต้องปวดเศียรเวียนเกล้าเป็นอันมาก เรื่องความเสียหายของหอคลื่นสน มันยังพอ
สามารถแก้ไขได้อย่างช้าๆ แต่ปัญหาอื่นที่มันต้องแก้ทันที คือเรื่องการจัดอันดับในการ
ประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่รอบสุดท้าย
นี่เป็นปัญหาที่ยุ่งยากมาก!
เนื่องเพราะการแข่งขันถูกหยุดลงกลางคัน จำนวนผู้เข้าแข่งขันที่หลงเหลือในหอ
คลื่นสนมีมากเกินกว่าสิบคน ผู้เหลือรอดเหล่านี้แม้มีพลังอยู่บ้าง แต่จัดเป็นชนชั้นสามัญ
ทั่วไปเท่านั้น สุดยอดฝีมือเช่นเหวยเสิ้งกับกู่หรงผิง ได้รับบาดเจ็บสาหัสและหมดสติไป
พร้อมกัน ส่วนยอดฝีมืออีกคนหนึ่งที่เปล่งประกายเจิดจ้าเช่นจั่วม่อ ก็หมดสติไปเพราะ
อาการบาดเจ็บปางตายเช่นเดียวกัน
การจัดอันดับสิบคนแรกไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลยจริงๆ
เหตุผลที่ในสำนักไม่เห็นเผยเหยียนหรานกับพวกทั้งสี่แม้แต่เงา ก็สืบเนื่องมาจาก
เรื่องนี้เอง
ผู้ใดสามารถจินตนาการได้ ยอดคนด่านจินตันกลุ่มหนึ่งประชุมกันในห้อง ทุ่มเถียง
เสียงดัง เอะอะโวยวายประหนึ่งกลุ่มเด็กน้อยทะเลาะกัน บ้างกระแทกโต๊ะ บ้างตะโกน
จนคอพองหน้าแดง บ้างควักกระบี่ออกมาลงไม้ลงมือ อึกทึกคึกคักยิ่ง
เมื่อเผยเหยียนหรานกับเหล่าศิษย์น้องออกมาจากอารามตงฝู แม้จะมีระดับพลัง
บำเพ็ญเพียรสูงส่งสุดยอด พวกมันยังมีสีหน้าเหนื่อยล้าสิ้นเรี่ยวแรง
ซู่นอนซมอยู่บนเตียง แม้กระทั่งในเวลาเช่นนี้ ใบหน้าของนางยังคงปิดคลุมด้วยตา
ข่ายแพรสีดำ
“วันนี้รู้สึกสบายขึ้นบ้างหรือไม่?” หลินเชียนถามด้วยความกังวล
ซู่พยักหน้า แต่ไม่กล่าววาจา
หลินเชียนสีหน้าเต็มไปด้วยการตำหนิตัวเอง มันนำขวดหยกออกมา พลางกล่าว
อย่างนุ่มนวล “ข้าไม่คิดว่าจะถึงกับทำให้เจ้าได้รับบาดเจ็บเช่นนี้ นี่เป็นความผิดของข้า
เอง เม็ดยาคงวัยเยาว์นี้จะเป็นประโยชน์กับเจ้า รีบรับประทานเถอะ”
ซู่สะท้านขึ้นทั้งร่าง
นางจ้องมองขวดหยกในมือหลินเชียนตาเขม็ง
นางเคยได้ยินนามเม็ดยาคงวัยเยาว์ มันเป็นโอสถปราณหายากและล้ำค่ามาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาะสำหรับซิวเจ่อสตรี มีประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียรอย่างใหญ่
หลวง หากจะให้ใช้เพียงเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ นางยังรู้สึกว่าสิ้นเปลืองเป็นอย่างยิ่ง
“ท่านที่แท้เป็นใครกันแน่?” สายตาของซู่เปลี่ยนจากขวดหยกไปยังหลินเชียน ถาม
อย่างเย็นชา
นางเมื่อเคยได้ยินนามเม็ดยาคงวัยเยาว์ ย่อมทราบกระจ่างถึงเรื่องความหายาก
สำนักกระบี่หัวใจทะเลสาบของนางแม้เป็นสำนักชั้นยอดในอาณาจักรนภาจันทร์ แต่
สำหรับโอสถปราณชั้นสูงเช่นเม็ดยาคงวัยเยาว์นี้ ไม่ใช่สิ่งที่พวกมันสามารถครอบครองได้
ตลอดมา นางคาดเดาว่าหลินเชียนเป็นศิษย์ของหนึ่งในผู้อาวุโสของสำนัก ทว่า
วินาทีที่มันหยิบเม็ดยาคงวัยเยาว์ออกมา นางพลันตระหนักว่าหลินเชียนไม่มีทางเป็น
ศิษย์ในสำนักนางอย่างแน่นอน
เช่นนั้นจะนำไปสู่อีกปัญหาสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่แท้ปั้ายสัญลักษณ์สำนักในมือของ
หลินเชียนมาจากที่ใด?
เปั้าหมายที่แท้จริงของมันคือสิ่งใด?
สายตาของซู่ดุจลูกธนู แต่หลินเชียนพียงหัวร่อเบาๆ สีหน้าราบเรียบเป็นปกติ ค่อยๆ
วางขวดหยกใส่เม็ดยาคงวัยเยาว์ไว้ตรงหน้าซู่ “ในระยะสั้น ข้าย่อมไม่ใช่ศัตรูของศิษย์
น้องหญิง”
จากนั้นมันถามว่า “เรื่องที่ข้าไหว้วานคราวก่อน ศิษย์น้องหญิงทราบผลแล้ว
หรือไม่?”
เห็นความสงบราบเรียบบนใบหน้าหลินเชียน ซู่ลังเลแวบหนึ่ง ก่อนจะสั่นศีรษะ
“ไม่ใช่มัน”
หลินเชียนดูคล้ายไม่แปลกใจกับผลลัพธ์นี้ เพียงผงกศีรษะ “ลำบากศิษย์น้องหญิง
แล้ว ศิษย์น้องหญิงโปรดพักผ่อนรักษาตัวให้ดี สำหรับเรื่องหลอมสร้างกระบี่ของเจ้า
ปล่อยให้เป็นธุระของข้าเอง รับรองว่าจะไม่ทำให้ศิษย์น้องหญิงผิดหวัง”
กล่าวจบ มันก็อำลาจากไป
ซู่ทอดตามองตามแผ่นหลังที่หายลับไปนอกประตู บังเกิดความรู้สึกว่าคนผู้นี้ยิ่งมายิ่ง
ลี้ลับขึ้นเรื่อยๆ
ในหุบเขาที่ห่างไกลของพรรคอัจฉริยะปราณ คนสองคนพบปะสนทนากัน เป็นฉาง
เหิงกับคนหน้าเหลือง ทั้งสองคนคล้ายปกติสมบูรณ์ แต่สีหน้าและสภาวะของพวกมันดู
ย่ำแย่กว่าก่อนการแข่งขันอยู่บ้าง
พวกมันทั้งคู่ยังไม่ทุเลาหายดี ล้วนได้รับบาดเจ็บหนักเบาไม่เท่ากัน
“นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องการ” คนหน้าเหลืองยื่นม้วนหยกให้ฉางเหิง
ฉางเหิงรับม้วนหยก ไม่มองสักแวบ ซุกเก็บเข้าอกเสื้อ
บุรุษหน้าเหลืองเห็นฉางเหิงไม่ได้หวั่นไหว ต้องกล่าวอย่างพึงพอใจว่า “นี่เป็นส่วน
ครึ่งแรก ถือเป็นมัดจำเถอะ หลังจากเรื่องราวลุล่วง ข้าจะมอบอีกครึ่งที่เหลือให้แก่เจ้า
ไปเถอะ เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ข้าจะแจ้งให้เจ้าทราบเอง”
ฉางเหิงพยักหน้า รับคำอย่างปราศจากอารมณ์ “ตกลงตามนั้น”
กล่าวจบ พวกมันก็แยกย้ายไปคนละทาง