สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 167 สถานที่ยังคงเดิม แต่ผู้คนไม่ใช่แล้ว
- Home
- สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation
- บทที่ 167 สถานที่ยังคงเดิม แต่ผู้คนไม่ใช่แล้ว
เดินบนภูเขาเพียงลำพัง ไม่มีผู้ร่วมทางสักคน จนกระทั่งไปถึงทางแยกของเส้นทาง
ภูเขา ค่อยพบเห็นศิษย์อื่นสี่คน
เพียงแต่…
จั่วม่อไม่รู้จักพวกมันแม้แต่คนเดียว สิ่งที่น่าตื่นตะลึงยิ่งกว่า คือพวกมันทั้งสี่ล้วนอยู่
ในด่านจู้จี ถึงกับมีคนหนึ่งพลังบำเพ็ญเพียรลึกล้ำกว่ามันเสียอีก คนเหล่านี้เป็นใคร? ไฉน
เข้ามายังภูเขาด้านหลังของสำนักมันได้?
จั่วม่อลอบระวังปั้องกัน
เมื่อศิษย์ทั้งสี่พบเห็นจั่วม่อ พวกมันทีแรกตะลึงงัน จากนั้นประสานมือคำนับโดย
พร้อมเพรียง ปากตะโกนทักทาย “คารวะศิษย์พี่จั่ว!”
ศิษย์พี่จั่ว? เช่นนั้นก็หมายความว่าสำนักเพิ่งรับศิษย์เข้ามาใหม่? จั่วม่อนึกฉงน แต่
คำถามของมันย่อมไม่เผยเค้าความงุนงงออกมา “พวกเจ้าไม่คุ้นหน้าเลย เข้าสำนักกระบี่
สุญตาตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
คนที่มีพลังบำเพ็ญเพียรลึกล้ำที่สุดในหมู่คนทั้งสี่ก้าวออกมา อธิบายอย่างนอบน้อม
ว่า “พวกเราเคยเป็นศิษย์สำนักกระบี่อานุภาพ สองเดือนก่อนเข้าร่วมสำนักกระบี่สุญตา
อย่างเป็นทางการ รับคำสั่งท่านเจ้าสำนักเผยเหยียนหรานให้เฝั้าระวังหุบเขาด้านหลัง”
จั่วม่อฟังวาจาเหล่านี้ ในใจยิ่งสับสนงุนงงกว่าเดิม ถามอย่างแปลกใจว่า “หากพวก
เจ้าเป็นศิษย์สำนักกระบี่อานุภาพ ไฉนตัดสินใจเข้าร่วมสำนักเรา?”
คนทั้งสี่สบตากันแวบหนึ่ง จากนั้นอธิบายอย่างยิ้มแย้ม “ศิษย์พี่ปิดด่านฝึกตน อาจ
ไม่ทราบการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟั้าคว่ำดินในสำนัก ที่จริงไม่ใช่แค่สำนักกระบี่
อานุภาพ แต่สำนักโดยรอบตงฝูเกือบครึ่ง ล้วนผสานรวมเข้ากับสำนักของเรา”
จั่วม่อพอฟังก็ตะลึงลาน
ทั้งสี่เห็นจั่วม่อเหม่อลอยงุนงง ก็ไม่กล้ารบกวนมัน อย่าได้เห็นว่าระดับพลังบำเพ็ญ
เพียรของพวกมันแทบไม่แตกต่างกัน แต่สถานะในสำนักกลับแตกต่างกันอย่างใหญ่หลวง
ท่านเจ้าสำนักแม้ไม่มีชื่อในเรื่องการถือพวกพ้อง แต่สำหรับศิษย์สำนักสุญตาดั้งเดิม การ
ขยายอำนาจครั้งนี้ ย่อมส่งผลให้สถานะของพวกมันพุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ยิ่งไปกว่านั้น จั่วม่อผู้นี้หาใช่ศิษย์สำนักกระบี่สุญตาธรรมดาสามัญไม่ แต่เป็นหนึ่งในเหล่า
ศิษย์เอก
ตามที่บรรดาศิษย์สำนักสุญตาดั้งเดิมเล่ามา ตำแหน่งของจั่วม่อยังเหนือล้ำกว่าศิษย์
พี่หลัวหลีเสียอีก พวกมันย่อมไม่กล้าล่วงเกินศิษย์พี่สารรูปพึลึกผู้นี้ ในงานประลองชุมนุม
วิจารณ์กระบี่ จั่วม่อโด่งดังสะท้านอาณาจักร ทุกผู้คนล้วนรู้จักใบหน้าแข็งทื่อดุจผีดิบอัน
เป็นปั้ายยี่ห้อของมัน พวกมันทั้งสี่เพียงเห็นแวบแรกก็จดจำได้ทันที
ในเวลานี้พวกมันค่อยเข้าใจกระจ่าง ที่แท้ด้านหลังภูเขาเป็นสถานที่ปิดด่านฝึกตน
ของจั่วม่อ นับตั้งแต่พวกมันรับคำสั่งท่านเจ้าสำนักมาเฝั้าระวังสถานที่แห่งนี้ อดอยากรู้
อยากเห็นไม่ได้ หลังภูเขามีสิ่งใดลึกลับเป็นพิเศษหรือไร ท่านเจ้าสำนักจึงต้องส่งพวกมัน
ทั้งสี่มาเฝั้าปกปั้องดูแล อีกทั้งทุกช่วงระยะเวลาหนึ่ง ต้าซือเจี่ยหลี่อิงฟั่งจะมาเยี่ยมเยือน
เป็นประจำ แต่ความลับภายในไม่เคยเอ่ยปากบอกผู้ใด
พวกมันเพิ่งจะเงียบงันกันไป แสงปราณกระบี่ก็เหาะเหินเข้ามาจากทุกทิศทาง
ด้านหน้าสุดเป็นท่านเจ้าสำนักเผยเหยียนหราน กับผู้อาวุโสสี่สือฟั่งหรง
ลำแสงที่พวยพุ่งออกมาตอนจั่วม่อออกมาจากค่ายกล ก่อกวนสำนักกระบี่สุญตา
แทบถล่มทลาย
เมื่อเผยเหยียนหรานเห็นจั่วม่อ หัวคิ้วก็แทบขมวดเป็นปม แต่กลับเป็นปกติในทันที
ด้านข้างมัน สือฟั่งหรงมีสีหน้าปลาบปลื้มยินดี
สี่ศิษย์ที่เฝั้าระวังหลังภูเขาเมื่อพบเห็นเผยเหยียนหรานกับสือฟั่งหรง พลันแตกตื่น
ลนลาน รีบค้อมกายคารวะอย่างรวดเร็ว พวกมันอดไม่ได้ ต้องลอบประเมินความสำคัญ
ของจั่วม่อที่มีต่อเหล่าผู้อาวุโสใหม่อีกครั้ง
“ไม่เลว ในที่สุดเจ้าก็ออกมาจากการปิดด่านฝึกตนเสียที” เผยเหยียนหรานกล่าวอ
ย่างอ่อนโยน “อาจารย์เจ้าเฝั้ารอจนแทบนั่งไม่ติดแล้ว”
“เจ้าออกมาก็ดีแล้ว!” สือฟั่งหรงรักใคร่เอ็นดูศิษย์อัจฉริยะผู้นี้ยิ่ง แต่มันยังเป็น
ต้นเหตุของอาการปวดเศียรเวียนเกล้าอีกด้วย ปากกล่าวคำหนึ่ง ขอบตาก็แดงรื้น
จั่วม่อรู้สึกจมูกแสบร้อน ในใจซาบซึ้งตื้นตัน โค้งคำนับต่ำจรดพื้น “ศิษย์คารวะซือ
ฟูั่!”
หลังจากสนทนากับจั่วม่ออยู่ครู่ใหญ่ ท่านเจ้าสำนักก็กลับไป มีเรื่องราวมากมายที่
มันต้องรีบไปจัดการ สือฟั่งหรงร่วมทางกับจั่วม่อกลับไปยังลานน้อยลมตะวันตก
เมื่อทั้งคู่มาถึงปากทางเข้าหุบเขา ก้อนกลมๆ สีขาวก็พุ่งเข้าชนจั่วม่อ จั่วม่อไม่ทัน
ระวัง ถูกโถมใส่จนล้มก้นกระแทกพื้น เป็นนกโง่! นกโง่ซุกศีรษะเข้ามาในอ้อมแขนมัน
เกลือกกลิ้งไปมา จั่วม่อดุว่า “เจ้านกโง่นี่!” แต่ในใจอบอุ่นยิ่ง
หุบเขาลมตะวันตกดูไม่แตกต่างจากครึ่งปีที่แล้ว สมควรมีผู้คนมาดูแลทำความ
สะอาดอยู่เป็นประจำ
ล่วงรู้ถึงความฉงนของจั่วม่อ สือฟั่งหรงยิ้มพลางกล่าวว่า “ทีแรกเสี่ยวกั่วคอยมา
ดูแลทำความสะอาดทุกวัน แต่ต่อมานางถูกส่งไปยังเมืองใหญ่เทียนอิน (สำเนียงฟั้า)
ดังนั้นนางกำชับให้ศิษย์ฝั่ายนอกจำนวนหนึ่งคอยมาดูแลแทนนาง”
คิดถึงใบหน้าผลผิงกว่อน้อยๆ อันขลาดอายวงนั้น จั่วม่อในใจรู้สึกสูญเสียอยู่บ้าง
ปากถามปนหัวร่อ “เสี่ยวกั่วเป็นอย่างไรบ้าง?”
สือฟั่งหรงเห็นได้ชัดว่าพึงพอใจกับลูกศิษย์อีกคนของนางไม่น้อย “เสี่ยวกั่วอาจมี
พรสวรรค์ไม่เท่าพวกเจ้าที่เป็นศิษย์พี่ทั้งสาม แต่นางทรหดอดทน ฝึกหนักไม่ย่อท้อ
ควบคู่ไปกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสำนักในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา พวกเรามี
ทรัพยากรมากขึ้น นางก็รุดหน้าอย่างรวดเร็วดุจติดปีกบิน อยู่ห่างจากด่านหนิงม่ายอีกไม่
ไกลเท่าใดแล้ว ท่านเจ้าสำนักเห็นว่านางสมควรได้รับประสบการณ์บ้าง ดังนั้นส่งนางไป
จัดการเรื่องราวในเมืองเทียนอิน”
“ศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่หลัวหลีเล่า?” จั่วม่ออดถามไม่ได้
สือฟั่งหรงกล่าว “ศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่หลัวหลีของเจ้า แรกเริ่มเดิมทีติดตาม
อาจารย์ลุงรองของเจ้าออกทำศึก หลังจากนั้นเพื่อความรวดเร็ว พวกมันนำศิษย์น้องส่วน
หนึ่ง แยกย้ายออกเป็นสองทาง น่าเสียดายที่พวกเราไม่ทราบว่าเจ้าจะออกมาจากค่าย
กลในวันนี้ มิเช่นนั้นหลี่อิงฟั่งย่อมต้องรอคอยอีกสองสามวันค่อยออกเดินทาง อาจารย์
ลุงหยานเล่อของเจ้าต้องการคนช่วยงาน ดังนั้นเรียกศิษย์พี่หญิงของเจ้าออกไป”
จั่วม่อในใจรู้สึกกลวงเปล่ามากยิ่งขึ้น ใครจะคิดว่าแค่ติดอยู่ในค่ายกลครึ่งปี ทุกสิ่ง
ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปมากมายถึงเพียงนี้
“เราขยับขยายออกไปมากมายปานนี้” จั่วม่อดถามไม่ได้ “สำนักอื่นไม่สอดมือยุ่ง
เกี่ยวหรือ?”
“ไม่ใช่แค่เราที่ขยายอำนาจ ครึ่งปีมานี้ ทุกผู้คนล้วนพากันขยับขยายออกไป” สือฟั่ง
หรงใบหน้าทอแวววิตกกังวล “มหานครนภาโลหิตวิกฤติถึงที่สุดแล้ว ทุกผู้คนล้วนกังวล
ในช่วงเวลาอันคับขันอันตรายเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดหากสามารถขยายอำนาจ ย่อมต้องขยาย
อำนาจออกไป มีเพียงรวมพลังของพวกเราจำนวนมากเข้าด้วยกัน จึงจะมีความหวังใน
การอยู่รอด อาณาจักรนภาจันทร์ของเรานับว่าไม่ได้ห่างไกลจากมหานครนภาโลหิตมาก
นัก ผู้คนกำลังแตกตื่นตระหนก ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ย่อมต้องใช้มาตรการพิเศษ
พวกเราไม่อาจใจดีมีเมตตา ศิษย์พี่เจ้าสำนักเพียงหวังว่าก่อนที่ข่าวร้ายจะมาถึงอย่าง
แท้จริง พวกเราจะสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเสร็จสิ้น”
“สถานการณ์ย่ำแย่ถึงเพียงนั้น?” จั่วม่อแตกตื่นไม่น้อย
“อืม” เค้าความกังวลบนใบหน้าของสือฟั่งหรงยิ่งหนักหน่วงกว่าเดิม นางลังเลแวบ
หนึ่ง แต่ยังคงกล่าวออกมา “เดิมที เจ้าเพิ่งออกมาจากค่ายกล สมควรพักผ่อนสักระยะ
แต่เวลานี้สถานการณ์ร้ายแรงมาก ดังนั้นมีบางอย่างที่ข้าต้องบอกกล่าว จงอย่าได้ย่อ
หย่อนลงเป็นอันขาด สำนักเราไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เวลานี้เรามีเจ็ดปรมาจารย์จินตัน มี
ซิวเจ่อด่านหนิงม่ายร่วมสามสิบคน และศิษย์ด่านจู้จีมากกว่าสองร้อยคน”
จั่วม่อคล้ายจะรู้ว่าซือฟูั่ต้องการบอกเตือนอันใด แต่ไม่ทราบว่าทำไม ในใจมันสงบ
ราบเรียบเป็นอย่างยิ่ง
“สำนักเราขยับขยายรวดเร็วเกินไป แม้ว่านี่เป็นเรื่องอับจนปัญญา แต่ก็ก่อให้เกิด
อันตรายซุกซ่อนอยู่มากมาย สำนักในตอนนี้ไม่ได้สามัคคีกลมเกลียวเหมือนเมื่อก่อนอีก
แล้ว” กล่าวถึงเรื่องนี้ นางอดถอนหายใจไม่ได้ “เจ้าต้องตั้งใจฝึกปรือให้ดี รีบเข้าสู่ด่านห
นิงม่ายโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้!”
“ศิษย์ทราบแล้ว” จั่วม่อทราบดีว่าซือฟูั่ห่วงกังวลและระมัดระวังแทนมัน
สือฟั่งหรงกำชับอีกสองสามเรื่อง ก่อนจะจากไป
ท้องนภามืดทะมึน จั่วม่อนั่งบนหลังคา อินกุยวางอยู่ด้านข้าง เสียงครืดคราดของอิน
กุยยังเหมือนเดิม นกโง่ยืนอยู่ข้างกาย นางคล้ายจะหยั่งทราบถึงอารมณ์ของจั่วม่อ ไม่ทำ
เสียงรบกวนใดๆ
ผูเยานับตั้งแต่เข้าฌานในคราวนั้น ยังคงนิ่งงัน ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย
โชคยังดี ทะเลเพลิงไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ปั้ายหินสุสานไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
และผูเยาที่นั่งนิ่งบนปั้ายหินสุสาน ก็ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
ผูเยาเข้าฌาน ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่หลัวหลี เสี่ยวกั่ว ศิษย์พี่หญิงหลี่อิงฟั่ง ไม่มีผู้ใดอยู่
ที่นี่สักคน
นั่งเงียบงันบนหลังคา จั่วม่อทอดตามองท้องฟั้าราตรี แสงกระบี่บินเข้าๆ ออกๆ
หลายครั้งหลายครา บ่อยครั้งกว่าแต่ก่อน สับสนวุ่นวาย มีชีวิตชีวาไม่น้อย แต่ความ
เจริญรุ่งเรืองทั้งหมดนี้ ทำให้จั่วม่อรู้สึกที่แห่งนี้คล้ายแปลกหน้า รกร้างหนาวเย็นเป็น
ที่สุด
ทันใดนั้น อะไรบางอย่างฉุดดึงชายเสื้อมัน จั่วม่อหันไปมอง มันพบว่าเป็นนกโง่
“มีอันใด? นกโง่!”
นกโง่กระพือปีกลงจากหลังคา ฮะ? จั่วม่อมองตามตำแหน่งที่นกโง่ร่อนลงไปยืน
ไม่ใช่ทางเข้าห้องศิลาหรอกหรือ?
จั่วม่อปิดซ่อนทางเข้าห้องศิลาอย่างระมัดระวังอยู่เสมอ ทั้งยังก่อตั้งค่ายกลลวงตาไว้
รอบทางเข้าโดยเฉพาะ ไม่มีผู้ใดค้นพบความลับของมัน จั่วม่อจู่ๆ ก็รู้สึกมีชีวิตชีวา
บังเกิดความสนใจขึ้นมา มุดเข้าไปยังห้องศิลาทันที
พอแทรกกายผ่านเข้าไป อากาศเย็นชื้นพลุ่งเข้าปะทะหน้า
กวาดตามองไปรอบห้อง จั่วม่อทันใดนั้นก็เผยใบหน้าแตกตื่นยินดี
ฮะ!
แมลงทองทมิฬ!
แมลงทองทมิฬก็ค้นพบจั่วม่อเช่นกัน มันเปลี่ยนเป็นลำแสงสีดำ พุ่งลงบนไหล่จั่วม่อ
มองดูเจ้าตัวน้อยนี้ จั่วม่ออารมณ์เบิกบานขึ้นมาทันที ราวกับคนที่ได้พบพานสหายเก่า
มันในที่สุดค่อยจดจำได้ว่าแมลงทองทมิฬชมชอบอยู่บนเส้นชีพจรปราณปฐพีในห้องศิลา
มันหลงลืมเจ้าตัวน้อยนี้ไปเสียตั้งนาน
วางแมลงทองทมิฬไว้บนฝั่ามือ เพ่งพิศดูอย่างละเอียด จั่วม่อปิติยินดีมากยิ่งขึ้น
เทียบกับก่อนหน้านี้ แมลงทองทมิฬระดับสูงขึ้นอีก ทั้งยังเฉลียวเฉลียดมากกว่าเดิม
เจ้าหนูนี่รับประทานสิ่งใด?
เมื่อสายตาของมันตกลงบนหลุมบนเส้นชีพจรปราณปฐพี จั่วม่อพลันเข้าใจ เป็นไป
ตามคาด เมื่อมันเดินเข้าไปยังตำแหน่งของเส้นชีพจรปราณปฐพี ไม่มีร่องรอยของปราณ
ธรรมชาติหลงเหลืออยู่ที่นั่น มีเพียงหลุมเล็กๆ แต่ลึกมากหลุมหนึ่งอยู่บนพื้น เมื่อลอง
ตรวจสอบด้วยจิตสำนึก จั่วม่อพบว่าหลุมนี้อย่างน้อยต้องลึกหลายสิบจั้งทีเดียว นี่เป็น
ฝีมือของเจ้าแมลงทองทมิฬน้อยอย่างแน่นอน รวมถึงโอสถปราณที่หล่อเลี้ยงไว้ภายใน
น้ำพุปราณด้วย ที่คาดว่าคงประสบชะตากรรมในกระเพาะของเจ้าตัวน้อยนี้ไปเรียบร้อย
แล้ว
“ข้ามองไม่ออกเลย ว่าเจ้ามีความสามารถถึงเพียงนี้!” จั่วม่อยิ้มหัวกับแมลงทอง
ทมิฬ
รับตัวแมลงทองทมิฬออกมาจากห้องศิลา จั่วม่ออารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย
โถงสุญตา
เผยเหยียนหรานกับสือฟั่งหรงกำลังหารือเรื่องราว
เผยเหยียนหรานกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ข้าเพิ่งได้รับข้อความกระบี่บินจากศิษย์น้อง
สาม มีข่าวดี สำนักกระบี่หัวใจทะเลสาบยินดียก ‘หมู่เกาะแมกไม้รกร้าง’ ให้แก่เรา”
สือฟั่งหรงเผยสีหน้ายินดี “หากเป็นเช่นนั้นก็ประเสริฐ หมู่เกาะแมกไม้รกร้างอยู่ติด
ริมขอบแม่น้ำอาณาจักร บนทางผ่านไปยังอาณาจักรขุนเขาน้อย เราจะได้มีเส้นทางล่า
ถอยเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง แต่เงื่อนไขแลกเปลี่ยนของสำนักกระบี่หัวใจทะเลสาบคือสิ่ง
ใด?”
“พวกมันต้องการเมืองขุย ข้าตกลงไปแล้ว เมืองขุยไม่มีประโยชน์ต่อเรามากนัก
แลกเปลี่ยนกับหมู่เกาะแมกไม้รกร้าง เราจะได้กำไรมากกว่า” เผยเหยียนหรานกล่าวอ
ย่างเด็ดเดี่ยว
สือฟั่งหรงผงกศีรษะเห็นพ้อง
เผยเหยียนหรานเหลือบตามองนางแวบหนึ่ง จากนั้นกล่าวโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า
“ข้าตั้งใจจะส่งจั่วม่อไปยังหมู่เกาะแมกไม้รกร้าง”
“เพราะเหตุใด?” สือฟั่งหรงผุดลุกขึ้นทันควัน ใบหน้าเดือดดาล กล่าวเร็วปรื๋อ
“จั่วม่อเพิ่งจะออกมาจากค่ายกล ท่านก็จะส่งมันไปยังสถานที่ทุรกันดารเช่นนั้น หมู่เกาะ
แมกไม้รกร้างแห้งแล้งแร้นแค้น เราเองก็เคยอยู่ที่นั่นมาก่อน เป็นสถานที่เช่นไรเราท่าน
ล้วนทราบกระจ่าง ข้าไม่เห็นด้วย!”
เผยเหยียนหรานมือหนึ่งคลึงหัวคิ้วอย่างอับจนปัญญา อีกมือหนึ่งโบกตัดบทสือฟั่ง
หรง “ศิษย์น้องหญิงอย่าเพิ่งใจร้อน ฟังข้าให้จบเสียก่อน”
สือฟั่งหรงแค่นเสียงอย่างเย็นชา ไม่กล่าวคำใด
รับมือศิษย์น้องหญิงเจ้าอารมณ์ผู้นี้ เผยเหยียนหรานอับจนหนทางอยู่บ้าง “หมู่เกาะ
แมกไม้รกร้างอาจแร้นแค้นลำบาก แต่ศิษย์น้องหญิงสมควรทราบความสำคัญของมันดี
มิเช่นนั้น ไฉนข้าต้องส่งศิษย์น้องสามไปยังสำนักกระบี่หัวใจทะเลสาบเป็นการเฉพาะ
เล่า? สถานที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญเช่นนี้ หากไม่ได้อยู่ในมือคนของเรา ข้ารู้สึกไม่
วางใจ เหวยเสิ้งกับคนอื่นๆ ล้วนมีภาระหน้าที่ เจ้าลองบอกมา นอกจากจั่วม่อ เรายัง
สามารถส่งผู้ใดไปอีก?”
เผยเหยียนหรานทำท่าแบมือทั้งสองข้าง ย้อนถามสือฟั่งหรง
สือฟั่งหรงหัวร่อเย้ยหยัน “ไม่จำเป็นต้องอ้างข้อแก้ตัวอันชอบธรรมเหล่านี้ ไม่ใช่ว่า
ท่านก็แค่เห็นว่าจั่วม่อยังไม่เข้าสู่ด่านหนิงม่าย อีกทั้งเจตจำนงกระบี่ของมันก็ยังไม่บรรลุ
ขั้นเจตจำนงกระบี่หัวใจแปลงหรอกหรือ? เรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ไม่มีวันเห็นด้วย!”
เผยเหยียนหรานฝืนยิ้มบิดเบี้ยว “อา เจ้าต้องการให้ข้ากล่าวอย่างไร? เก็บจั่วม่อไว้
ในสำนัก เป็นการดีต่อมันหรือไม่? เจ้าสมควรทราบดีว่าสถานการณ์ภายในของสำนักเรา
เป็นอย่างไร! เรามีเวลามาคอยปกปั้องมันหรือ? เจ้ามีหรือไม่? ไม่มี! ข้าก็ไม่มี! เหวยเสิ้ง
กับคนอื่นๆ ก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือมันได้ เจ้าบอกมา ยังรั้งอยู่ที่นี่จะดี
สำหรับมันจริงๆ หรือ?”
เห็นใบหน้าของสือฟั่งหรงอ่อนลง มันอดทนอธิบายต่อว่า “หมู่เกาะแมกไม้รกร้าง
อาจห่างไกลและแร้นแค้นจริงดังว่า แต่ก็ปลอดภัยมาก ที่นั่นอยู่ด้านหลังเรา ดังนั้นมันจะ
อยู่บนเส้นทางถอยหนีของเรา จั่วม่อไปยังที่นั่น มันอาจได้รับความลำบากบ้าง แต่ชีวิต
ของมันจะไม่ตกอยู่ในอันตราย หากสถานการณ์ย่ำแย่จริงๆ และเราจำเป็นต้องล่าถอย
เราจะต้องล่าถอยไปถึงหมู่เกาะแมกไม้รกร้างอย่างแน่นอน ในสถานการณ์เช่นนี้
นอกเหนือจากการสร้างหลักประกันให้กับการอยู่รอดของมัน เจ้ายังต้องการสิ่งใดอีก?”
สือฟั่งหรงไม่เอ่ยวาจาแม้แต่คำเดียว นางทราบดีว่าศิษย์พี่เจ้าสำนักกล่าวถูกต้อง
ต่อสู้ดิ้นรนในใจเป็นเวลานาน นางค่อยเงยหน้า กัดฟันกล่าวว่า “ในเรื่องทรัพยากร
ท่านไม่สามารถลดทอนสิ่งที่มันสมควรได้รับ”
“ตกลงตามนั้น” เผยเหยียนหรานรับปากอย่างง่ายดาย
สือฟั่งหรงหลับตาทอดถอนอย่างอ่อนล้า …เวลานี้นางไม่มีทางล่วงรู้เลย ว่าจากกัน
ครานี้ แทบจะจากกันชั่วนิรันดร!