สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 3 บ้านน้อย
การเสกเรียกน้ำฝนให้กับพื้นที่ห้าสิบหมู่ เป็นปริมาณงานที่หนักหนาสาหัสเอาการ
แม้กระทั่งสำหรับใครบางคนเช่นจั่วม่อ ผู้บรรลุด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่เจ็ด
ปาดเหงื่อบนหน้าผาก จั่วม่อกล่าวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “เสร็จสิ้นเสียที เหน็ด
เหนื่อยแทบตายแล้ว”
เหล่าเฮยยกนิ้วโปั้งให้อย่างร่าเริง “ม่อเกอ เคล็ดเมฆฝนหล่นรินของเจ้าเหนือล้ำสม
คำร่ำลือ” กล่าวจบก็ทรุดนั่งยอง ๆ ตรวจสอบการเจริญเติบโตของต้นข้าวปราณ สีหน้า
เต็มไปด้วยความเบิกบานใจ
จั่วม่อรับฟังคำเยินยออย่างสบายใจ ข้าวปราณของเหล่าเฮยได้รับการดูแลอย่างแข็ง
ขันมาตั้งแต่เริ่มเพาะปลูก จากการสังเกตของมัน ผลผลิตในปีนี้สมควรดีงามไม่น้อย เมื่อ
รวมกับน้ำฝนที่มันเสกเรียกให้ ผลผลิตจะเพิ่มพูนอีกสักยี่สิบจากร้อยส่วน ไม่น่าเป็น
ปัญหา สำหรับค่าจ้างของมันจั่วม่อจะได้รับสิบส่วน ซึ่งเป็นผลกำไรที่ไม่เลวเลยทีเดียว
แต่ด้วยเหตุผลบางประการ ครั้นจั่วม่อเห็นสีหน้าปลาบปลื้มเปียมศรัทธาของเหล่า
เฮย ในยามที่จ้องมองทุ่งข้าวปราณ ตัวมันเองพลันรู้สึกไม่ยินดีขึ้นมา
เหล่าเฮยเป็นศิษย์ฝั่ายนอกของสำนักกระบี่สุญตามาร่วมยี่สิบปี พลังฝึกตนของมัน
ย่ำแย่ยิ่ง ดังนั้นมันจมปลักกับการเพาะปลูกพืชปราณในสำนักมายี่สิบปีเต็ม
ค่าเช่าทุ่งนาปราณสามารถชำระด้วยเม็ดข้าวปราณ แต่ละปีพวกมันต้องมอบข้าว
ปราณให้แก่สำนัก และได้รับแต้มคุณูปการ จากนั้นจะได้รับคุณสมบัติต่อเนื่อง เพื่ออาศัย
อยู่ในฐานะศิษย์ฝั่ายนอกของสำนักต่อไป แต่หากพวกมันต้องการเรียนรู้เวทวิชาใหม่ ๆ
พวกมันได้แต่ต้องทำงานสนับสนุนสำนักเพิ่มขึ้น
คำนวณคร่าว ๆ จำนวนรายได้ที่จะตกเป็นของตัวชาวนาเอง สมควรน้อยนิดจนน่า
เวทนา ข้าวปราณที่เก็บเกี่ยวได้ เหล่าเฮยไม่เต็มใจจะรับประทานเองด้วยซ้ำ
ไม่ใช่เรื่องง่ายดายที่จะรักษาสถานะศิษย์ฝั่ายนอกของสำนักไว้ จั่วม่อเองย่อมรู้ดีกว่า
ผู้ใด
แต่กระทั่งภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ ก็ยังคงมีผู้คนนับไม่ถ้วนดิ้นรนหาหนทางเข้าร่วม
สำนักเล็ก ๆ เช่นสำนักกระบี่สุญตา เพราะแม้จะต้องทำงานหนัก ถึงกับยากลำบากอยู่
บ้าง แต่พวกมันยังสามารถเรียนรู้บางสิ่งบางอย่าง และยามเมื่อพวกมันออกจากสำนัก
พวกมันสามารถหาหน้าที่การงานที่ดี สำหรับปุถุชนคนธรรมดาเช่นเหล่าเฮยผู้ไม่มีภูมิ
หลังของครอบครัวเกื้อหนุน นี่เป็นการงานที่มั่นคงมากแล้ว
วันคืนของจั่วม่อกลับดีกว่ามาก แม้ว่ามันจะเป็นศิษย์สำนักฝั่ายนอกเช่นเดียวกัน แต่
มันถูกนำกลับมาโดยเจ้าสำนัก ดังนั้นไม่มีผู้ใดกล้ากลั่นแกล้งรังแก พรสวรรค์และการ
หยั่งรู้ของมันยังสูงส่ง หลังจากบรรลุเคล็ดเมฆฝนหล่นรินขั้นที่สาม วันคืนของมันยิ่ง
ราบรื่นกว่าเดิม
จั่วม่อไม่มีปณิธานยิ่งใหญ่อันใด เมื่อไม่อาจค้นหาเงื่อนงำความเป็นมาและชาติ
กำเนิดของมัน นอกเหนือจากมุ่งหวังเป็นอยู่อย่างสุขสบายขึ้นแล้ว มันไม่มีความประสงค์
อื่นใด
หลังจากเสร็จสิ้นการทำงาน อำลาเหล่าเฮย มันค่อย ๆ เดินกลับไปยังบ้านของตน
บนเทือกเขาสุญตามีเพียงสำนักกระบี่สุญตาสำนักเดียว ดังนั้นมีอาณาบริเวณ
กว้างขวางไม่น้อย ยอดดอยด้านตะวันตกทั้งหมดถูกแบ่งเป็นพื้นที่พักอาศัย สำหรับศิษย์
ฝั่ายนอกของสำนัก หากต้องการอาศัยอยู่ที่นี่ สามารถมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างอิสระ
ศิษย์ฝั่ายนอกมีสิทธิ์ตัดสินใจเลือกสถานที่ และสร้างบ้านของตัวเอง (บ้านของคนจีนจะมี
ลานบ้านและอาณาบริเวณด้วย) แต่ผู้คนส่วนใหญ่มักเลือกบ้านที่ศิษย์เก่าทิ้งไว้ แม้ว่าจะ
ไม่มีผู้พักอาศัยมานาน ก็ลำบากเพียงแค่ทำความสะอาดครั้งใหญ่สักครั้งเท่านั้น
ลานบ้านของจั่วม่อมีพื้นที่กว้างขวางมาก แม้ว่าตัวมันจะผอมแห้งและอ่อนแอ แต่
กลับชมชอบสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นตั้งแต่แรก มันก็เลือกบ้านหลังที่มีลานบ้านใหญ่โตที่สุดบน
ยอดดอยตะวันตก ที่พักของมันประกอบด้วยเจ็ดทางเข้าออก พื้นที่ครึ่งหมู่เป็นบ่อปลา
อีกห้าหมู่เป็นทุ่งปราณ ศิษย์พี่ผู้สร้างบ้านหลังนี้แน่นอนว่าต้องคลั่งไคล้ในการทำ
เกษตรกรรม สระน้ำไม่มีหินประดับ ลานบ้านไม่มีดอกไม้ ไม่มีสวนหย่อมหรือภูเขาเทียม
ไม่มีการตกแต่งสวยงามใด ๆ ศิษย์พี่ผู้นี้เปลี่ยนพื้นที่ทั้งหมดเป็นทุ่งปราณ สำหรับการ
เพาะปลูก
ศิษย์ผู้อื่นไม่เคยสนใจลานบ้านที่ปราศจากรสนิยมด้านความงาม ทั้งยังไร้เสน่ห์ดึงดูด
ใจ ซ้ำค่ายกลเวทก็ไม่สมบูรณ์ แต่จั่วม่อชมชอบมันยิ่ง
เริ่มแรกมันไม่ได้เลี้ยงอะไรไว้ในสระน้ำ เพียงแค่ใช้อาบน้ำเย็นฉ่ำยามฤดูร้อน ก็เป็น
ความสดชื่นที่หรูหรามากแล้ว ทุ่งปราณนี้อุดมสมบูรณ์ไม่น้อย จั่วม่อดีดลูกคิดรางแก้วมา
อย่างดี หากท่านเช่าทุ่งปราณของสำนัก ท่านต้องจ่ายค่าเช่า แต่ทุ่งปราณในลานบ้าน
ของจั่วม่อไม่ต้องจ่ายค่าเช่า ซ้ำยังมีตาน้ำพุเย็นอยู่ในลานบ้านอีกด้วย
มีข้อควรพิจารณาหลายประการในการสร้างที่พัก โดยทั่วไป ดีที่สุดคือสร้างบนเส้น
ชีพจรปราณปฐพีที่มีปราณธรรมชาติแข็งแกร่ง หากอยู่อาศัยในบริเวณที่มีปราณ
ธรรมชาติหนาแน่นเป็นประจำ ความเร็วในการฝึกตนจะเพิ่มพูนขึ้น นี่เป็นเหตุผลที่
สวรรค์ลับซึ่งอุดมไปด้วยชีพจรปราณปฐพีมีราคาแพงมาก แต่สถานที่ที่ปรากฏเส้นชีพจร
ปราณปฐพีไม่ได้มีมากมายอันใด ดังนั้นจึงไม่มีทางถึงรอบของศิษย์ฝั่ายนอกเช่นมัน จะได้
ถือครองสถานที่ดีงามเยี่ยงนั้น
แต่ผู้ใดจะคาดคิด ว่าภายใต้ลานบ้านที่ถูกลืมแห่งนี้ ถึงกับมีเส้นชีพจรปราณปฐพีอยู่
ด้วย!
เมื่อครั้งที่มันเพิ่งย้ายเข้ามา จั่วม่อเที่ยวสำรวจทุกหนแห่ง เพื่อหาพื้นที่เหมาะสม
สำหรับนั่งเข้าฌาน มันพบห้องที่เงียบสงบห้องหนึ่ง เมื่อดันประตูเปิดออก กลิ่นเน่าเสีย
พลันพลุ่งเข้ากระทบจมูก เห็นเสื่อสมาธิมากมายวางระเกะระกะอยู่บนพื้น พวกมันล้วน
เน่าเปือยผุพัง แต่กลับมีเสื่ออยู่ผืนหนึ่ง ที่เกือบทั้งผืนยังคงสภาพเดิมไว้
จั่วม่อสิ้นเปลืองความพยายามมากมาย ในการทำความสะอาดห้องสันโดษนี้ มีเพียง
เสื่อสมาธิผืนนั้นที่มันปล่อยทิ้งไว้ดังเดิม
ครั้นจั่วม่อนั่งลงบนเสื่อเป็นครั้งแรก มันก็ตะลึงลาน
ในตำแหน่งของเสื่อสมาธิผืนนั้น พลังปราณธรรมชาติถึงกับหนาแน่นกว่าจุดอื่น ๆ
ทั้งหมด!
จั่วม่อใจเต้นแรงจนแทบกระดอนออกมา ทีแรกมันเข้าใจว่าเป็นเพราะเสื่อผืนนั้น
หลังจากนั้นไม่นาน ค่อยค้นพบสาเหตุที่แท้จริง ใต้เสื่อผืนนั้นกลับมีสาขาเล็ก ๆ ของเส้น
ชีพจรปราณปฐพี ชีพจรปราณปฐพีย่อยนี้มีขนาดเล็กมาก หากก้าวออกพ้นเสื่อเพียงก้าว
เดียว ก็มิอาจสัมผัสถึงมันแล้ว
เสี้ยววินาทีนั้นมันค่อยเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ว่าเหตุใดศิษย์พี่ผู้ไม่ทราบนาม จึงเพียร
สร้างลานบ้านใหญ่โตถึงปานนี้ ทั้งหมดเพียงเพื่อปกปิดชีพจรปราณปฐพีเล็ก ๆ จุดนี้เอง!
ศิษย์พี่ผู้ไม่ทราบนามผู้นี้ กลายเป็นแบบอย่างในใจมันอย่างรวดเร็ว
เพื่อที่จะค้นพบชีพจรปราณปฐพีขนาดเล็กจ้อย ในอาณาบริเวณมหึมาของยอดดอย
ตะวันตก ทั้งยังปรับพื้นที่กว้างใหญ่ จนกลายเป็นทุ่งปราณด้วยตัวเองเพียงลำพัง ด้วย
ฝีมือเช่นนี้ ศิษย์พี่ผู้นี้ดูไม่คล้ายศิษย์ฝั่ายนอกแม้แต่น้อย
หลังจากค้นพบความลับของเส้นชีพจรปราณปฐพีย่อย จั่วม่อกลายเป็นเจียมเนื้อ
เจียมตัวมากขึ้น มันรู้หลักเหตุผลของการไม่โอ้อวดความมั่งคั่งดี หากมีผู้อื่นพบความลับ
นี้เข้า เกรงว่ามันคงมิได้อยู่อย่างสงบสุขอีกแล้ว อาจบางทีต้องเผชิญกับการแย่งชิง
ผลลัพธ์ที่ย่ำแย่ที่สุดก็คงไม่พ้น ถูกสำนักยึดคืนไป
จั่วม่อจัดเตรียมเสื่อสามสิบกว่าผืน วางเรียงรายไว้ในห้องสันโดษ นอกจากนี้ยังมีเสื่อ
อีกเจ็ดสิบกว่าผืน กองซ้อนอยู่ตรงมุมห้อง ทั้งสีสันและรูปทรงของเสื่อเหล่านี้ล้วน
แตกต่างหลากหลาย ทั้งหมดมันไม่ได้ทอขึ้นเอง นี่เป็นงานอดิเรกที่แปลกประหลาดของ
เจ้าผีดิบเสี่ยวม่อ การสะสมเสื่อสมาธิ เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ศิษย์ฝั่ายนอก หากผู้ใด
ต้องการหามันเพื่อขอความช่วยเหลือ พวกมันจะออกไปด้านนอก เลือกซื้อหาเสื่อสมาธิ
อันงดงามกลับมาเป็นสินน้ำใจ เป็นเหตุให้จำนวนเสื่อมีแต่จะเพิ่มขึ้น จนเต็มเพียบไปทั้ง
ห้องสันโดษหลังนี้
แต่จั่วม่อมักยืนกรานที่จะนั่งเข้าฌานบนเสื่อเก่าผืนนั้น ในเมื่อเสื่อสมาธินี้ไม่เน่า
เปือยผุพัง หลังจากผ่านช่วงเวลาอันยาวนาน อาจเป็นไปได้ว่ากระทั่งตัวเสื่อเองก็มี
คุณสมบัติพิเศษอยู่บ้าง อุบายความคิดอันสุดหยั่งถึงของศิษย์พี่ผู้ไม่ทราบนามนั้น เตือน
ให้จั่วม่อระมัดระวังต่อข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในห้อง มันไม่กล้าดูแคลนสิ่งใด
เลย
สิ่งเดียวที่ทำให้จั่วม่อเสียใจอยู่บ้าง คือทุ่งปราณแห่งนี้ถูกทอดทิ้งไว้นานเกินไป
ระดับคุณภาพตกต่ำลงจนกลายเป็นเพียงทุ่งปราณระดับหนึ่ง จั่วม่อต้องใช้ความพยายาม
นับไม่ถ้วนในการฟืนฟูทุ่งปราณ แต่หากจะให้คุณภาพกลับเป็นระดับที่สองอีกครั้ง เกรง
ว่ายังต้องใช้เวลาอีกช่วงใหญ่
ทุ่งปราณขนาดห้าหมู่ปลูกข้าวปราณไว้เต็มพื้นที่ ต้นข้าวปราณสูงท่วมเอว ขอบใบ
เป็นฟันเลื่อยอันคมกริบ หากไม่ระวังอาจถูกบาดเอาง่าย ๆ ข้าวปราณเหล่านี้ล้วนหว่าน
เมล็ดในคราวเดียว ความสูงจึงไล่เลี่ยตามกัน เห็นเป็นแผ่นผืนสีเขียวเป็นระเบียบ
เรียบร้อยน่ารื่นรมย์ยิ่ง
เพียงแต่ในยามย่ำค่ำสนธยา อาจแลดูมืดมนอยู่บ้าง
เพื่อปั้องกันโจรขโมย จั่วม่อจัดวางอาคมหวงห้ามไว้รอบบริเวณ แต่มันเป็นเพียง
อาคมหวงห้ามระดับต่ำ ที่ไม่มีพลังโจมตีใด ๆ แต่หากสัมผัสถูกเข้า จะส่งเสียงเตือนภัยดัง
เอะอะสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว
ทั้งลานบ้านชำรุดทรุดโทรม หยากไย่ใยแมงมุมพบเห็นได้ทุกที่ เครื่องเรือนทุกชิ้น
แตกหักเสียหาย ชุดยันต์อาคมไม่ทำงาน เนื่องจากถูกละเลยมาหลายปี ดังนั้นไม่เคยมี
ใครคิดแย่งชิงบ้านหลังนี้กับมัน
สิ่งเหล่านี้ไม่มีผลกระทบอันใดต่อจั่วม่อ มันชอบหลับใหลบนหลังคาในยามค่ำคืน
มันนั่งเข้าฌานในห้องสันโดษ ห้องอื่นทั้งหมดถูกทิ้งให้ว่างเปล่า หรือใช้เป็นห้องเก็บ
เสบียงอาหารเล็กๆ น้อยๆ ในส่วนของค่ายกลเวทอาคม มันเพียงไหว้วานใครบางคน
แกะสลักค่ายกลเวทแสง สำหรับให้แสงสว่างในช่วงกลางคืน ส่วนที่เหลือนั้น มันตระหนี่
เกินกว่าที่จะจ่ายเงินสำหรับเรื่องอื่น ๆ
นั่งอยู่บนเสื่อภาวนา ล้อมรอบด้วยปราณธรรมชาติอันหนาแน่น จั่วม่อรู้สึกสุขสบาย
จนเกือบจะครางออกมา มันพยายามควบคุมอารมณ์ สำรวมจิตใจ จดจ่ออยู่กับการโคจร
พลังปราณไปทั่วร่าง
เคล็ดลมปราณที่มันใช้ฝึกฝนเรียกว่าคัมภีร์กฎสิบประการ เป็นเคล็ดวิชาสั่งสมปราณ
ระดับที่สอง ซึ่งนิยมฝึกฝนกันอย่างแพร่หลาย คุณลักษณะของวิชาคืออ่อนหยุ่นและ
มั่นคง โดยทั่วไปจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการฝึกฝนผิดแนวทาง จนเกิดอาการธาตุไฟเข้า
แทรก ศิษย์ฝั่ายนอกส่วนใหญ่ของสำนักกระบี่สุญตาเลือกเคล็ดวิชานี้เป็นวิชาหลักในการ
ฝึกตน แต่หากพวกมันต้องการผ่านเข้าสู่ด่านจู้จี โอกาสของความสำเร็จไม่มากนัก ศิษย์
ที่มีความทะเยอทะยานมากขึ้น จำเป็นต้องใช้แต้มคุณูปการของสำนัก เพื่อแลกกับเคล็ด
วิชาระดับสูงขึ้น
จั่วม่อราวกับจะผ่านเข้าสู่ความว่างเปล่า พลังปราณโคจรไปตามเส้นทางเฉพาะ
อย่างแช่มช้า หลังจากหมุนเวียนครบหนึ่งรอบ ร่างกายก็รู้สึกเบาขึ้นหนึ่งส่วน
ด้วยพลังฝึกตนด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่เจ็ด ในแต่ละครั้งจั่วม่อจะยืนหยัดโคจรลมปราณได้
สามรอบ มันสามารถรู้สึกถึงลมหายใจเข้าออกทุกลมหายใจ ซึ่งส่วนหนึ่งของพลังปราณ
ในลมหายใจที่สูดเข้าไป จะผสานรวมกับพลังปราณที่กำลังโคจรอยู่ในร่าง ดังนั้นหาก
พลังปราณธรรมชาติยิ่งหนาแน่น มันก็ยิ่งสูดปราณเข้าได้ปริมาณมากขึ้นในแต่ละลม
หายใจ สองปีมานี้ เส้นชีพจรปราณปฐพีย่อยมีบทบาทสำคัญที่สุด ทำให้มันเลื่อนจาก
ด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่สามไปเป็นด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่เจ็ด
หลังจากโคจรพลังครบสามรอบ จิตของมันก็ถอยออกจากฌาน
ทั่วทั้งร่างสดใสแช่มชื่น ความเหนื่อยล้าก่อนหน้านี้ปลาสนาการไปสิ้น
จั่วม่อหาอาหารรับประทานอย่างลวก ๆ เพื่อเติมเต็มกระเพาะ ควรทราบว่าก่อนจะ
ที่เข้าสู่ด่านจู้จี ผู้ฝึกตนยังคงต้องการอาหารธรรมดา แม้ว่าอาหารสามัญไม่อาจช่วย
เพิ่มพูนพลังปราณ แต่ยังมีความจำเป็นสำหรับผู้ฝึกตนด่านเลี่ยนชี่ โชคยังดีที่อาหาร
ธรรมดามีราคาถูก ดังนั้นไม่มีผู้ใดต้องกังวลว่าจะอดตาย
จั่วม่อหยิบม้วนคัมภีร์หยกที่มันซื้อเมื่อวานออกมา ม้วนคัมภีร์หยกทำจากหยกเนื้อดี
สีสันเขียวสดแวววาว ถืออยู่ในมือให้ความรู้สึกเย็นและหนัก
ขณะที่ถือสมบัติล้ำค่าของมันชิ้นนี้ ภาพที่ลอยอยู่ในหัวของจั่วม่อ คือภาพข้าวปราณ
กองสูงเท่าภูเขา และตัวมันนอนแผ่อย่างครึ้มอกครึ้มใจอยู่บนยอด
–โอ้ ชีวิตที่ข้าใฝั่ฝัน!
ในห้องสันโดษอันมืดมัว เจ้าผีดิบหนุ่มใบหน้าแข็งทื่อส่งเสียงหัวร่อไม่หยุดยั้ง ชนิดที่
น่าจะทำให้ผู้พบเห็นขนหัวลุกชันเอาง่าย ๆ
หลังจากฝันเฟืองเสร็จสิ้น จั่วม่อก็จดจ่ออยู่กับการศึกษาม้วนคัมภีร์หยกในมือ
ครั้นประจุพลังปราณลงไปในม้วนคัมภีร์หยก ถ้อยคำมากมายก็พรั่งพรูเข้าสู่จิตใจมัน
ในม้วนคัมภีร์หยกบันทึกเวทวิชาห้าชนิด [เคล็ดเมฆฝนหล่นริน] [เคล็ดปราณพิภพ]
[เคล็ดทองคำคร่ำคร่า] [เคล็ดสารพันพฤกษ์]และ [เคล็ดอัคคีสีชาด] ซึ่งนอกเหนือจาก
เคล็ดเมฆฝนหล่นรินแล้ว เคล็ดวิชาอื่นอีกสี่วิชาจั่วม่อไม่เคยร่ำเรียนมาก่อน
มีโอกาสฝึกฝนเวทวิชาใหม่ ๆ จั่วม่อตื่นเต้นยิ่ง มันอดสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ไม่ได้
มันตั้งปณิธานว่าจากนี้เป็นต้นไป จะต้องมุ่งเน้นความสนใจไปที่อีกสี่วิชาที่เหลือ
วิชาแรกที่จั่วม่อเลือกฝึกฝนคือเคล็ดทองคำคร่ำคร่า ในบรรดาวิชาสายเบญจธาตุทั้ง
ห้า พลังธาตุทองถูกใช้ในการทำลายล้าง และการเข่นฆ่าเป็นหลัก เวทวิชาพลังปราณธาตุ
ทองส่วนใหญ่ยังเกี่ยวข้องกับการสังหาร ต้นข้าวปราณมีศัตรูตามธรรมชาติไม่น้อย ซึ่ง
ล้วนแล้วแต่ก่อปัญหาอย่างที่สุด เช่น เพลี้ยหลากหลายชนิด พวกมันจะเจาะเข้าไปในลำ
ต้นของข้าวปราณ และสวาปามจนกว่าลำต้นจะกลวงเปล่า เกษตรกรทั่วไปไม่อาจรับมือ
พวกมันได้
เคล็ดทองคำคร่ำคร่าเป็นกลวิธีที่ดีสำหรับกำจัดศัตรูพืชเหล่านี้ สามารถส่งพลัง
ปราณธาตุทองแทรกซึมเข้าสู่ต้นข้าวปราณ และฆ่าแมลงศัตรูพืชภายในลำต้นของข้าว
ปราณได้โดยตรง นี่คือเวทวิชาที่จั่วม่อต้องการมากที่สุดในปัจจุบัน นอกเหนือจากสัญญา
จ้างงานที่มันได้ตกลงไว้กับบรรดาศิษย์อื่นแล้ว ตัวมันเองยังเช่าทุ่งปราณไว้อีกห้าสิบหมู่
และผลผลิตจากทุ่งนาปราณห้าสิบหมู่นี้เอง ถือเป็นส่วนสำคัญของรายได้ของมันใน
แต่ละปี
จั่วม่อบรรจงอ่านเคล็ดทองคำคร่ำคร่า ทีละคำ ทีละคำ ไม่กล้าละเลยแม้สักครึ่งคำ
จำนวนเวทวิชาที่มันได้เรียนรู้น้อยนิดจนน่าเวทนา ดังนั้นกับการฝึกฝนเคล็ดวิชาใหม่ให้
สำเร็จ มันพลันรู้สึกว่าท้าทายยิ่ง
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม กลับไม่มีความคืบหน้า ไม่ว่าจะเพียรพยายามเพียงใด ก็
ไม่สามารถก่อรูปพลังปราณทองคำได้ตามที่กล่าวไว้ในเคล็ดทองคำคร่ำคร่า
ทุกกระบวนท่าในเคล็ดทองคำคร่ำคร่าล้วนใช้พลังปราณทองคำเป็นหลัก มันเมื่อไม่
มีปัญญาก่อรูปพลังปราณทองคำ จึงไม่อาจเรียนรู้กระบวนท่าในเคล็ดทองคำคร่ำคร่าได้
ใบหน้าผีดิบนั้นยังแข็งทื่อเหมือนท่อนไม้ แต่ดวงตากระตือรือร้นคู่นั้น กลับแสดงให้
เห็นถึงความดุเดือดบางประการ