สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 319 หากคิดต่อสู้ ก็ไสหัวเข้ามาเถอะ!
จั่วม่อเหลือกตา
มันตัดสินใจไม่แยแสสนใจสตรีนางนี้ สตรีประเภทนี้ใช้แต่อารมณ์ ไม่มีความคิดที่
แจ่มชัด ทั้งสองฝ่ายในเมื่อเริ่มต้นสงคราม ผู้ใดจะกล่าวถึงความเมตตา? นั่นไยมิใช่ถาม
หาที่ตาย? สตรีเสียสติ!
หากไม่อยากถูกฆ่าตาย ก็อย่าได้ออกมารุกรานหาเรื่องผู้คนแล้ว!
“พวกเราไป!” จั่วม่อหันไปสั่งบรรดาลูกสมุน
ซู่หลงนำทัพค่ายเว่ยกลับไปยังเรือขนส่งทาส พวกมันสามารถบินได้ในระยะทาง
สั้นๆ แต่ความเร็วเชื่องช้ายิ่ง พวกมันชมชอบใช้เรือขนส่งทาสที่มั่นคงมากกว่า ส่วน
ค่ายจูเชวี่ยบินวนบนท้องฟ้า สายตาคอยเฝ้าระวังซิวเจ่อรอบข้าง
“เข้ามา เข้ามาฆ่า! ฆ่าข้าเสียสิ!” ซิวเจ่อสตรีนางนั้นยิ่งมายิ่งอารมณ์พลุ่งพล่าน
“เจ้าเข่นฆ่าผู้คนไปนับไม่ถ้วนอยู่แล้ว ฆ่าอีกสักคนคงไม่กลัวกระมัง!เป็นไร? หรือเจ้าไม่
มีกำลังขวัญพอ? พวกเจ้าจากอาณาจักรขุนเขาน้อยพากันเข้ามายังอาณาจักรวารีฟ้า
ของเรา และสิ่งแรกที่พวกเจ้าทำก็คือฆ่าคน! กลับไปอาณาจักรขุนเขาน้อยของเจ้า
เถอะ พวกเราที่นี่ไม่ต้อนรับเจ้า!”
ซิวเจ่ออาณาจักรวารีฟ้าโดยรอบพลุ่งพล่านขึ้นมาในบัดดล
วาจาของซิวเจ่อสตรีนางนี้แทงใจดำของผู้คนมากมายอย่างแท้จริง พวกมันเดิมที
รังเกียจเดียดฉันท์ซิวเจ่อจากอาณาจักรขุนเขาน้อยอยู่แล้ว หลายคนดวงตาส่อง
ประกายเป็นปฏิปักษ์ออกมาทันที หลายขุมกำลังที่ตั้งใจจะรอดูสถานการณ์ บัดนี้ถูก
ปลุกเร้าขึ้นมา
จั่วม่อใบหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ ชะงักร่างกลางอากาศ
ค่ายจูเชวี่ยเริ่มกลับมารวมตัวตั้งกระบวนทัพ ซู่หลงที่เพิ่งก้าวขึ้นเรือขนส่งทาสก็
สีหน้ามืดทะมึน คนที่เหลือใบหน้าแลดูขัดตาอยู่บ้าง พวกมันมาจากขุมนรกอย่างเช่น
อาณาจักรขุนเขาน้อย มีความรู้สึกเฉียบไวต่อบรรยากาศผิดปกติรอบด้านเป็นพิเศษ
พวกมันรู้สึกไม่เป็นมิตร
จั่วม่อไม่กล่าวคำใด เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้ทำให้มันตื่นตระหนกอันใด สำหรับซิว
เจ่ออาณาจักรวารีฟ้า พวกมันเป็นเพียงคนนอกแต่แรกแล้ว ซิวเจ่อจากอาณาจักร
ขุนเขาน้อยอย่างพวกมัน พอมาถึงก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่ าดินใน
อาณาจักรวารีฟ้า เป็นธรรมดาที่เจ้าถิ่นเดิมย่อมไม่ยินดี ทั้งยังเป็นเหตุผลว่าไฉน
ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ของอีกฝ่ายจึงรุนแรงนัก
“คงไม่บอกว่าเจ้ามือไม้อ่อนต่อสตรีกระมัง?” สตรีซิวเจ่อยิ่งบริภาษก็ยิ่งโศกเศร้า
และยิ่งเดือดดาล “เจ้าไม่ใช่ว่าฆ่าเจ้าสำนักซูเยวี่ยกับมือหรอกหรือ? เป็นไร? หากแน่
จริง ก็ฆ่าข้าอีกคน… …”
เสียงก่นด่าขาดหายไปอย่างฉับพลัน
ศีรษะหัวหนึ่งปลิวลิ่วไปในอากาศ สีหน้าของศีรษะนั้นยังเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
ดวงตาที่เบิกค้างของนางดูเหมือนจะทำใจเชื่อไม่ลง ว่าต่อหน้าสายตาผู้คนมากมาย
จั่วม่อจะกล้าลงมือฆ่านางจริงๆ!
บรรดาซิวเจ่ออาณาจักรวารีฟ้าแตกระเบิดขึ้นทันที หลายคนยังมีสีหน้าไม่เชื่อ
สายตา
“ช่างโอหังบังอาจ! ทุกคนช่วยกันฆ่าพวกมันเถอะ!”
“คนจากอาณาจักรขุนเขาน้อยถึงกับกล้าวิ่งมาอาละวาดในอาณาจักรวารีฟ้าของ
เรา พี่น้อง สู้กับพวกมัน!”
ฝูงชนเดือดดาลทะยานฟ้า หลายคนดวงตาแดงฉานด้วยสายเลือด อดรนทนไม่
ไหวที่จะเปิดฉากเข่นฆ่าในบัดดล หลายกองกำลังที่เพียงเฝ้าดูจากด้านข้าง บัดนี้ยังเริ่ม
ปั่นป่วนรวนเร คนของพวกมันถึงยามนี้โต้เถียงกันเองแล้ว
“พวกเจ้าฟังให้ดี”
จั่วม่อกลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นในตอนนี้
ไม่ทราบเพราะเหตุใด คล้ายมีไฟขุมหนึ่งแผดเผาอยู่ในทรวงอกของมัน เมื่อครั้งที่
ยังติดอยู่ในอาณาจักรขุนเขาน้อย มันคาดคิดว่าหลังจากออกจากอาณาจักรขุนเขา
น้อยสำเร็จ จะได้พบกับแดนสวรรค์วิมานแมน แต่นึกไม่ถึงว่าเพียงเข้าสู่อาณาจักรวารี
ฟ้าได้ไม่นาน ก็ต้องพบกับสิ่งที่ทำให้ความคิดนี้พินาศย่อยยับลงทันที
มันนึกถึงสีหน้าเลื่อนลอยกับรอยยิ้มอันพิกลพิการของเหล่าทาสบุปผา ที่ทั่วทั้ง
ร่างงอกเงยเต็มไปด้วยดอกไม้ปราณ
เสียงก่นด่าอันเต็มไปด้วยความชิงชังโดยรอบ ผ่านเข้าไปในหูของมัน ไม่ต้อง
กล่าวถึงย้อนถากถางเสียดสี มันคิดหัวร่อ ยังพบว่าหัวร่อไม่ออก ดูเหมือนมีเสียงพลุ่ง
พล่านอยู่ในทรวงอก คล้ายว่าความรุนแรงและเจตนาฆ่าฟันปั่นป่วนปะทุอยู่ภายในอก
ดังนั้นมันจึงกล่าววาจา
รอบข้างเงียบกริบในบัดดล
“ข้าไม่สนว่าพวกเจ้าเป็นใคร หากคิดต่อสู้ ก็ไสหัวเข้ามาเถอะ!” ดวงตาของมัน
ลึกล้ า สุ้มเสียงดุจดั่งล่องลอยมาจากที่ห่างไกล “ไม่ต้องพิรี้พิไรให้มากความ ไม่ต้องหา
ข้ออ้างอันใด เราเทียบกับพวกเจ้าไม่ได้หรอก เนื่องเพราะพวกเรารวบรัดหมดจดและ
ตรงไปตรงมา! ไสหัวเข้ามาเถอะ เรายินดีน้อมสนอง!”
รอบข้างเงียบสงัดเสมือนตาย ผู้คนเหม่อมองเจ้าเมืองอีกาทองคำที่กลางอากาศ
อย่างซึมเซา ไม่มีผู้ใดคาดคิด ว่าในเวลาเช่นนี้เจ้าเมืองอีกาทองคำจะกล่าววาจา
เย่อหยิ่งถือดีและอหังการสุดฟ้าสุดดินถึงเพียงนี้! หรือนี่เป็นคนเสียสติผู้หนึ่ง? มันคิด
จริงๆ หรือ ว่าอาศัยเพียงพวกมันเท่านี้จะสามารถกระทำทุกอย่างได้ตามอำเภอใจใน
อาณาจักรวารีฟ้า?
วาจาของจั่วม่อทำให้ทุกคนผู้ตะลึงลาน ตะลึงลานเสียจนไม่ทราบว่าจะกล่าวคำ
ใดออกมา
จั่วม่อกราดสายตาไปรอบๆ อย่างแช่มช้า สายตาอันคมกล้าของมันทำให้หลาย
คนแทบหมุนตัวหลบหนีไปให้ไกลที่สุด
จากนั้นมันชูมือขวาขึ้นสูง
“ผู้ใดโจมตี ฆ่าโดยไม่ละเว้น!”
วาจาประดานี้ไม่ดังนัก แต่ประดุจลมหิมะพัดผ่านกลางฤดูเหมันต์ ทำให้ความ
เย็นเยียบเสียดกระดูกสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจผู้ฟัง
ไม่ว่าค่ายจูเชวี่ยหรือค่ายเว่ย ทุกผู้คน รวมทั้งค่ายหลอมสร้าง ล้วนรู้สึกโลหิต
เดือดพล่าน ความรู้สึกที่ยากจะบ่งบอกบรรยายประการหนึ่งท่วมทะลักอยู่ในใจ พวก
มันอดไม่ได้ ร่วมแผดเสียงคำรามอย่างพร้อมเพรียง “ฆ่า!”
เสียงคำรามของผู้คนสามพันคนดังกึกก้องกัมปนาทดุจฟ้าคำรน
ซิวเจ่ออาณาจักรวารีฟ้าที่ต้องการต่อสู้เผชิญกับเสียงคำรามนี้ ถึงกับตะลึงลาน
ไป ศีรษะที่กำลังร้อนฉ่าอยู่บ้าง พลันได้สติแจ่มใสขึ้นมาทันที พลังสภาวะเกรี้ยวกราด
อาจหาญทะยานฟ้าเช่นนี้ พวกมันไม่เคยพบเห็นจากกองทัพใดมาก่อน
เจ้าเมืองอีกาทองคำกับพันธมิตรร้อยบุปผามีความแค้นส่วนตัว นี่ไม่ใช่ความลับ
ในอาณาจักรวารีฟ้า นับตั้งแต่เจ้าเมืองอีกาทองคำนำพาผู้คนหลายหมื่นหลบหนีออก
จากอาณาจักรขุนเขาน้อย มายังอาณาจักรวารีฟ้า มันก็ตกเป็นเป้าความสนใจของ
เหล่าขุมกำลังใหญ่ภายในอาณาจักรวารีฟ้า เจ้าเมืองอีกาทองคำผู้นี้ประวัติความ
เป็นมาลึกลับ ยากจะสืบเสาะ แต่ป้ายยี่ห้อพันธมิตรร้อยบุปผาที่ปรากฏอยู่บนเรือ
ขนส่งทาสทั้งห้าลำ ทำให้พวกมันได้ข้อสรุปไม่น้อย
พวกมันด้านหนึ่งจับจ้องความมั่งคั่งของเจ้าเมืองอีกาทองคำตาเป็นมัน ว่ากันว่า
ในเรือขนส่งทาสทั้งห้าลำ ล้วนเต็มไปด้วยวัตถุดิบและยุทธภัณฑ์เวทจำนวนมหาศาล
ต่อมายังถล่มพันธมิตรร้อยบุปผาจนราบคาบ ทรัพย์สมบัติของเจ้าเมืองอีกาทองคำ
สมควรยิ่งมั่งคั่งสมบูรณ์อย่างน่าอัศจรรย์ พวกมันไฉนเลยจะไม่หวั่นไหวใจได้
อีกด้านหนึ่ง เป็นการกีดกันซิวเจ่อจากอาณาจักรขุนเขาน้อย ของซิวเจ่อ
อาณาจักรวารีฟ้าผู้เป็นเจ้าของถิ่นเดิม โดยเฉพาะกองกำลังเหล่านี้ กับขุมพลังที่
สามารถสั่นคลอนอิทธิพลของพวกมัน ย่อมต้องบังเกิดความเป็นปฏิปักษ์อย่างรุนแรง
เมื่อกองกำลังทั้งหมดหันหน้าเข้าหากัน ยินดีเจรจาตกลงร่วมมือกัน ทันใดนั้น
พวกมันสีหน้าแปรเปลี่ยน มองตรงไปยังขอบฟ้าห่างไกล
เห็นจุดดำแน่นขนัดปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า พวกมันยังไม่ทันจะชมดูได้ชัดตา
ลำแสงกระบี่เจิดจ้าที่เกิดขึ้นในยามที่ผู้คนเร่งความเร็วเหาะเหินบนกระบี่จนถึงขีดสุด
พลันส่องประกายเต็มฟ้า พวกมันอดหรี่ตาลงไม่ได้
“ท่านเจ้าเมือง!”
“ฮ่า! ท่านเจ้าเมืองอยู่ตรงนั้นเอง!”
เสียงร่ าร้องทักทายและบอกต่อกันดุจมวลน้ าถาโถม
เหล่าซิวเจ่ออาณาจักรขุนเขาน้อยที่มาเพื่อช่วยเหลือ เวลานี้ตื่นเต้นฮึกเหิมยิ่ง
ทุกคนที่รอดชีวิตจากอาณาจักรขุนเขาน้อยล้วนเป็นชนชั้นหนิงม่าย ส่วนใหญ่อยู่ในวัย
สี่สิบกว่าปีขึ้นไป พวกมันคุ้นเคยกับเรื่องราวทางโลก แต่พวกมันไม่อาจรักษาความ
สงบราบคาบไว้ได้อีก เฟ่ยซานก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น มันพบว่าไม่อาจระงับความตื่นเต้น
เอาไว้ได้จริงๆ
มันพลันหวนนึกถึงการต่อสู้ที่เปลี่ยนชะตากรรมของอาณาจักรขุนเขาน้อยในครั้ง
นั้น พวกมันมีความประทับใจอย่างลึกล้ า มันยังคงจดจำความรู้สึกในเวลานั้นได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ท่านเจ้าเมืองนำทุกคนก่นด่าสาปแช่งบรรพชนฟ้ากระจ่าง
มันเคยเฝ้าคิดว่าหากได้ต่อสู้ภายใต้การนำของเจ้าเมืองอีกาทองคำ จะเป็นความสมใจ
สักเพียงใด นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะมีโอกาสเช่นนั้นจริงๆ จะไม่ให้มันตื่นเต้นแทบคลุ้มคลั่ง
ได้อย่างไร
ท่านเจ้าเมืองอีกาทองคำมองผิวเผินเหมือนอายุเพียงยี่สิบต้นๆ ท่ามกลาง
บรรดาหนิงม่ายอายุห้าสิบหกสิบปีเหล่านี้ มันถึงกับดูหนุ่มแน่นเกินไปบ้าง แต่บุรุษ
เยาว์วัยที่หนุ่มแน่นเกินไปผู้นี้ ดูเหมือนเปี่ยมล้นด้วยเสน่ห์พิเศษเฉพาะตัว ที่บันดาลให้
ผู้คนเชื่อถือมันและเชื่อฟังมัน ยินดีที่จะต่อสู้เพื่อมัน!
ซิวเจ่ออาณาจักรวารีฟ้าแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ ไม่มีผู้ใดคิดอยู่รอรับหน้า รีบขึ้น
กระบี่บินหลบหนีไปทันที
ภายในช่วงเวลาสั้นๆ ซิวเจ่ออาณาจักรวารีฟ้าก็ออกจากหุบเขาร้อยบุปผาอัน
กว้างใหญ่ไปจนหมดสิ้น การเปลี่ยนแปลงนี้อุบัติขึ้นอย่างกะทันหันเกินไป ซิวเจ่อ
อาณาจักรขุนเขาน้อยบางคนคึกคักฮึกเหิมยิ่ง คิดไล่ล่าติดตามฝ่ายตรงข้าม แต่ถูก
เหล่าสหายดึงรั้งเอาไว้เสียก่อน
“หยุดร่ าร้องโหวกเหวกเสียที! ฟังท่านเจ้าเมือง! ท่านเจ้าเมืองอยู่ที่นี้ ยังมีที่ใดให้
พวกเจ้าออกความเห็นอีก!”
“ทุกคนฟังท่านเจ้าเมือง!”
เสียงบรรดาเหล่าต้าของกลุ่มเล็กๆ ในฝูงชนตวาดเตือนลูกสมุนของตน ซิวเจ่อ
มากมายที่กำลังเอะอะเอ็ดตะโร พอฟังก็พากันหุบปากทันที ในแง่ของการสั่งการ ย่อม
ไม่มีผู้ใดกล้ายกตัวเองขึ้นเทียบกับจั่วม่อ
จั่วม่อแรกเริ่มเดิมทียังคงงุนงงไม่น้อย แต่ไม่ช้าก็ตระหนักว่าซิวเจ่อเหล่านี้ ทุก
คนได้ยินว่ามันกำลังตกอยู่ในอันตราย จึงรีบรุดมาช่วยเหลือ ทำเอามันยืนตะลึงงันอยู่
กับที่ อารมณ์ที่ยากจะบ่งบอกบรรยายพลุ่งพล่านขึ้นในใจ อาจบางทีเป็นความซาบซึ้ง
ใจระคนด้วยความไม่คาดฝัน กล่าวตามความสัตย์ การต่อสู้กับบรรพชนฟ้ากระจ่าง
มันล้วนกระทำเพียงเพื่อตัวเอง ไม่เคยนึกถึงคนเหล่านี้แม้แต่น้อย
ดังนั้นมันไม่เคยคิดว่าคนเหล่านี้จะถือเป็นบุญคุณและยังจดจำเอาไว้
ในใจมันอุ่นวาบขึ้นมาทันที ความมืดมนที่ได้รับจากพันธมิตรร้อยบุปผาถูกกวาด
หายวับ ราวกับท้องฟ้าสดใส ดวงอาทิตย์สว่างไสว มันประสานมือค้อมกายคารวะทุก
ผู้คน “ผู้น้อยขอบคุณทุกท่าน!”
กลุ่มซิวเจ่อมือไม้ปั่นป่วนในบัดดล
“ท่านเจ้าเมืองทำอะไร?”
“ท่านเจ้าเมืองช่วยชีวิตพวกเราไว้ นี่เป็นสิ่งที่เราสมควรทำอยู่แล้ว”
“ใช่ใช่… …”
ผู้คนพากันเบี่ยงกายหลบเลี่ยง กล่าวอย่างลนลานพลางประสานมือคารวะตอบ
จั่วม่อค่อยยืดกายตรง กวาดตามองไปรอบๆ กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “รบกวนทุก
ท่านเดินทางมาไกล พวกเราลงไปพักผ่อนด้านล่างเถอะ!”
ย่อมไม่มีผู้ใดคัดค้าน ทยอยติดตามกันลงไปยังหุบเขาร้อยบุปผา
ทุกผู้คนแยกจากกันไปครั้งหนึ่ง ยามนี้กลับมารวมกันอีก รู้สึกใกล้ชิดสนิทสนม
เป็นพิเศษ แต่ละคนมีรอยยิ้มเบิกบานใจบนใบหน้า บางคนร้องทักทาย เริ่มจับกลุ่ม
สนทนากันราวกับสนิทสนมกันมาทั้งชีวิต
เหล่าต้าของกลุ่มต่างๆ ชุมนุมอยู่รอบกายจั่วม่อ แลกเปลี่ยนข่าวสารและ
ปรึกษาหารือกัน
“ท่านเจ้าเมือง ข้าได้รับข่าวมาว่า สำนักเมฆาศักดิ์สิทธิ์กับสำนักกระบี่ไม้กะ
เกณฑ์สำนักขนาดเล็กสิบกว่าแห่ง วางแผนโจมตีเราในวันพรุ่งนี้” ผู้นำกองกำลังผู้หนึ่ง
กล่าวอย่างห่วงกังวล เมื่อสามารถเป็นผู้นำกองกำลังหนึ่ง คนผู้นี้ย่อมมีฝีมือเฉพาะของ
ตัวเอง มันเมื่อสามารถวางตัวสายลับในเมืองหมิงสุ่ยได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
ความสามารถของมันย่อมไม่อาจดูแคลนได้
เห็นหลายคนยังไม่มีปฏิกิริยาใด มันรีบบ่งบอกบรรยายสถานะในอาณาจักรวารี
ฟ้าของสำนักเมฆาศักดิ์สิทธิ์กับสำนักกระบี่ไม้ ทุกผู้คนพอฟังจนจบ พากันสูดลม
หายใจอย่างหนาวเหน็บ
จั่วม่อยังคงมีสีหน้าสงบราบเรียบ ประสานมือไปยังผู้นำกองกำลังผู้นั้น “ข้ายัง
ไม่ได้เรียนถามนามของพี่ใหญ่ท่านนี้”
เหล่าต้าท่านนี้แตกตื่นลนลานอยู่บ้าง “ท่านเจ้าเมืองยกย่องเกินไป ผู้น้อยเจิ้งเวย
ท่านเจ้าเมืองสามารถเรียกหาเจิ้งเวยโดยตรง พี่ใหญ่อันใด ผู้น้อยไม่กล้ารับ”
จั่วม่อแย้มยิ้มอย่างอบอุ่น “เจิ้งเหล่าต้าสามารถบ่งบอกรายละเอียดหรือไม่?”
เจิ้งเวยรีบบรรยายข่าวสารที่มันได้รับมาตั้งแต่ต้น ทั้งยังแจกแจงรายละเอียดของ
สำนักเหล่านั้น หลังจากกล่าวจบ ทุกคนพลันนิ่งงันไป ขุมกำลังของอีกฝ่ายยังเหนือล้ า
กว่าที่พวกมันคาดคิดเอาไว้มาก
หากพวกมันมีคนมากกว่านี้… …
ทุกผู้คนหันไปมองจั่วม่อเป็นตาเดียว
จั่วม่อขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว ข่าวนี้ยังขู่ขวัญมันไม่น้อย หากมันได้รับข่าวนี้ใน
สถานการณ์ที่ต่างไป เกรงว่าเวลานี้คงมีเพียงสิ่งเดียวให้มันกระทำ …นั่นคือเร่งพาทุก
คนหลบหนีไปโดยเร็ว
ทว่า… …
บัดนี้มันไม่อาจหลบหนี มันแน่ใจว่าหากมันชิงหลบหนีไป ซิวเจ่อของอาณาจักร
ขุนเขาน้อยที่เหลือจะตกเป็นเป้าระบายโทสะของอีกฝ่ายทันที ซิวเจ่ออาณาจักรวารี
ฟ้าจะฉวยโอกาสนี้ ลิดรอนพลังอำนาจของซิวเจ่ออาณาจักรขุนเขาน้อย จวบ
จนกระทั่งพวกมันมั่นใจว่าซิวเจ่ออาณาจักรขุนเขาน้อยจะไม่เป็นภัยคุกคามต่อพวกมัน
อีก
หากเป็นก่อนหน้านี้มันไม่ได้รู้สึกว่าซิวเจ่อเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับมัน แต่
บัดนี้มันทราบว่าไม่อาจจากไปเฉยๆ ปล่อยให้คนเหล่านี้เผชิญยถากรรมตามลำพัง
ทันใดนั้นนกกระเรียนกระดาษนับไม่ถ้วนเหินร่อนลงมาจากฟ้า ลงสู่มือของผู้คน
“ฮ่า หลีเหล่าซือจะมาถึงในคืนนี้!”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าพวกมันไม่มีทางอดใจเอาไว้ได้ ฮ่าฮ่า ตาเฒ่าหยางกำลังรีบนำพี่
น้องของมันมุ่งหน้ามาที่นี่!”
ในมือเจิ้งเวยมีนกกระเรียนกระดาษหลายตัวร่อนลงมา เจิ้งเวยหลังจากกวาดตา
ดูจนจบ พลันเบิกบานใจยิ่ง ร้องบอกอย่างตื่นเต้นยินดี “ท่านเจ้าเมือง พวกมันล้วนมา
กันทั้งหมด! ทุกคนกำลังมา!”
กงซุนชาใบหน้าแดงซ่าน รอยยิ้มของมันยิ่งขวยเขินเอียงอายกว่าเดิม ดวงตาเป็น
ประกายเจิดจ้าผิดธรรมดา ซู่หลงยืนเงียบงันอยู่ข้างกายจั่วม่อ แต่ลมหายใจที่หนัก
หน่วงอยู่บ้าง กลับเปิดเผยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ในใจมันออกมา
กระทั่งจั่วม่อยังพลุ่งพล่านใจ มันลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลัน จ้องเขม็งไปยังเมืองห
มิงสุ่ย
“ประเสริฐ เช่นนั้นมาอาละวาดมารดามันให้สาสมใจกันเถอะ!”