สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 353 แพร่สะพัด
เหวยเสิ้งก้าวเดินไปอย่างยากลำบาก แต่ละก้าวๆ ต้องใช้พลังใจอย่างใหญ่หลวง
เสื้อผ้าอาภรณ์ของมันขาดวิ่นไม่มีชิ้นดี เต็มไปด้วยฝุ่นละอองสิ่งสกปรก คนคล้าย
เปราะบางยิ่ง มีเพียงดวงตาดำขลับคู่นั้นที่ทอประกายคมกล้า คล้ายจะทะลวงผ่าน
หมอกภูตอันหนาหนักออกไปได้ทุกเมื่อ
การเดินทางครั้งนี้ อันตรายยิ่งกว่าครั้งที่บุกฝ่าถ้ ากระบี่นับร้อยเท่าพันทวี
สัตว์ร้ายวิญญาณที่มีร่างกายเหล่านั้น ทั้งดุร้ายและกลอกกลิ้ง พวกมันคล้ายเป็น
หนึ่งเดียวกับหมอกภูต ย่องเงียบเข้าประชิดตัว ฉวยโอกาสลอบโจมตีอย่างแยบคาย
ยากจะระวังป้องกันเป็นที่สุด พวกมันยังเชี่ยวชาญวิชาลวงตามากมายไร้ที่สิ้นสุด
สามารถล่อลวงและเคี่ยวกรำจิตใจผู้คน หากมิใช่ว่าเหวยเสิ้งจิตใจเข้มแข็ง พลังฝีมือ
รุดหน้า มันคงทอดร่างเป็นซากศพแต่แรกแล้ว พวกมันมาเหมือนสายลม รวดเร็วดุจ
สายฟ้า จู่โจมอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต หากเผลอประมาทสักเล็กน้อย จะตกอยู่ใน
สถานการณ์คับขันถึงชีวิตทันที
เหตุการณ์ครั้งที่อันตรายที่สุด เหวยเสิ้งเผชิญหน้าสัตว์ร้ายวิญญาณภูตสามตน
พร้อมกัน สิ่งที่ทำให้มันตื่นตะลึง คือสัตว์ร้ายวิญญาณภูตทั้งสามตนกลับรู้จักร่วมมือ
ประสานงานในหมู่พวกมัน ในการต่อสู้ครั้งนั้น มันรับบาดเจ็บสิบกว่าแห่ง บาดแผลที่
ร้ายแรงที่สุดคือบาดแผลตรงชายโครง ที่ลึกจนมองเห็นกระดูกซี่โครง
หากมิใช่ว่ามันมีโอสถปราณเยียวยารักษาบาดเจ็บอยู่ในแหวนมิติ ลำพังบาดแผล
เหล่านี้ ก็เพียงพอที่จะคร่าชีวิตมันไป
อย่างไรก็ตาม เหวยเสิ้งก็คือเหวยเสิ้ง เมื่อออกมาพ้นสำนัก ท่องไปในสถานที่
แปลกถิ่นอันสุดแสนอันตราย มันกลับคล้ายถูกปลดปล่อยออกจากภาระหนักหน่วง โซ่
ที่ล่ามอยู่ในใจขาดสะบั้น มันประหนึ่งนกที่หลุดออกจากกรงทอง ปลอดโปร่งโล่งใจ
อย่างบอกไม่ถูก กับภยันตรายที่อยู่เบื้องหน้า มันกลับไม่อนาทรร้อนใจสักเท่าใด
ตลอดทาง มันต้องเผชิญกับการลอบโจมตีทุกรูปแบบจากสัตว์ร้ายวิญญาณภูต
ประจันหน้ากับวิชาลวงตาที่เคี่ยวกรำจิตใจผู้คน อันตรายเหล่านี้ไม่เพียงไม่ทำให้มัน
ครั่นคร้ามท้อถอย แต่กลับช่วยขัดเกลาใจกระบี่ของมันให้ยิ่งกล้าแข็งและบริสุทธิ์
กว่าเดิม
พรสวรรค์เชิงกระบี่ของเหวยเสิ้ง ตั้งแต่แรกเริ่มก็เด่นล้ ากว่าผู้ใด นิมิตแห่งฟ้าดิน
ที่ปรากฏขึ้นในตอนที่มันเข้าสู่ด่านจู้จี ยังทำให้ผู้คนต้องคาดหวังกับอนาคตของมัน
กระทั่งหลินเชียนผู้มีความเป็นมาลี้ลับ ต่อหน้าพรสวรรค์ของมัน ยังต้องปฏิบัติต่อมัน
ด้วยดี เป็นที่เห็นได้ว่าพรสวรรค์ของมันโดดเด่นเพียงใด
ในที่สุดใจกระบี่ของมันก็ได้หวนคืนสู่ความสงบอีกครั้ง ผนวกกับการเคี่ยวกรำ
จากสถานการณ์อันตรายรอบด้าน มันก็ประหนึ่งกระบี่ล้ าค่าที่ถูกขัดฝนเล่มหนึ่ง
ค่อยๆ เผยประกายคมกล้าสุดเปรียบปานออกมา!
พลังปราณหลงเหลืออยู่ไม่มากแล้ว
เหวยเสิ้งขบคิดในใจ สายตาจ้องมองไปยังส่วนลึกของม่านหมอกภูต คราวก่อน
เจตจำนงกระบี่ระเบิดขึ้นอย่างกะทันหันในทิศทางที่มันกำลังมุ่งหน้าไป นี่จุดประกาย
ความหวังให้แก่มัน บังเกิดลางสังหรณ์อย่างแรงกล้า ว่ามันอยู่ไม่ไกลจากจุดหมายแล้ว
แต่ยามนี้ มันต้องขบคิดให้รอบคอบทุกการกระทำ และพยายามควบคุมการ
สิ้นเปลืองพลังปราณให้น้อยที่สุด
ยามนี้มันเป็นคนที่ตระหนี่ถี่เหนียวที่สุด หากสามารถใช้พลังปราณแค่ส่วนเสี้ยว
เดียว มันจะไม่มีทางใช้สองส่วนเป็นอันขาด นอกจากนี้มันยังพยายามดูดซับพลัง
ปราณจากจิงสือในแหวนมิติ พยายามกลั่นเกลาสิ่งสกปรกในพลังปราณของจิงสือ ทำ
ทุกอย่างที่สามารถกระทำ
แต่กระนั้น มันก็ยังมีสารรูปน่าอนาถถึงปานนี้
กระชับกระบี่ดำในอุ้งมือ มันเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง มุ่งตรงไปข้างหน้าด้วยความ
มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
มันเชื่อถือกระบี่ในมือของมัน
“ศิษย์พี่หมดสติอีกแล้ว?” กงซุนชาจ้องมองจั่วม่อที่ไม่ได้สติอย่างใคร่รู้ มันยัง
ลองยื่นมือไปจิ้มๆ ดู ดูว่าศิษย์พี่ใช่หมดสติจริงหรือไม่
คำ ‘อีกแล้ว’ ของกงซุนชา ทำให้คนอื่นๆ ใบหน้ากระตุกขึ้นเล็กน้อย
“แค่กแค่ก ต้าเหรินกำลังฝึกปรือวิชาพิเศษเฉพาะวิชาหนึ่ง” เซี่ยซานกล่าวข้างๆ
คูๆ จั่วม่อเป็นเหล่าป่านของมัน มันยังคงต้องช่วยปกปิดเพื่อรักษาหน้าเหล่าป่านบ้าง
ซู่หลงมุมปากยกยิ้มเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น แต่กลับมาเป็นเคร่งขรึมจริงจัง
อย่างรวดเร็ว
กงซุนชาสีหน้าเศร้าสลด บ่นพึมพำ “ข้าอุตส่าห์หวังว่าวันนี้ศิษย์พี่จะช่วยตกปลา
… …”
“อา ต้าเหรินเพียงแค่พักผ่อน อาจจะตื่นขึ้นมาในไม่ช้า” เซี่ยซานได้แต่กล่าว
เช่นนี้
มันได้ตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนแล้ว ร่างกายของต้าเหรินไม่มีปัญหาใด
ซู่หลงเดิมทีคิดรายงานความคืบหน้าต่อจั่วม่อ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงได้แต่จากมา มัน
เป็นผู้นำของค่ายเว่ย ทุกวี่วันมีเรื่องมากมายก่ายกองรอให้มันไปสะสาง
ค่ายพักของค่ายเว่ยมักจะตั้งแยกออกมาต่างหากเสมอ เดินเข้าไปในค่ายใหญ่แต่
ละครั้ง นับว่ายุ่งยากไม่น้อย
สำหรับผู้อื่น พลังงานภูตทมิฬอันเปี่ยมล้นสมบูรณ์ไม่ต่างจากพิษร้าย แต่สำหรับ
พวกมัน ไม่มีอะไรมากไปกว่าอาหารบำรุงร่างกายที่ดีที่สุด
“หัวหน้า เมื่อใดต้าเหรินจะมายังค่ายของเรา?” อาเหวินพอเห็นซู่หลงเดินเข้ามา
สองตาก็เป็นประกาย รีบแล่นเข้ารับหน้าพร้อมหอกทมิฬดำในมือ ไพร่พลค่ายเว่ยคน
อื่นๆ ก็พากันล้อมเข้ามา
ซู่หลงรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมา แต่ยังคงกล่าวอย่างเฉื่อยชา “ต้าเหรินยาม
นี้กำลังคร่ าเคร่งฝึกฝีมือ รอจนต้าเหรินฝึกเสร็จสิ้น ข้าจะรีบรายงานเป็นลำดับแรก”
“อ้อ” เสียงของทุกคนแฝงแววผิดหวังอยู่บ้าง
ระยะนี้ไพร่พลค่ายเว่ยรุดหน้าไปอย่างก้าวกระโดด หลายคนก่อกำเนิดอาวุธคู่
กายของพวกมันสำเร็จ จนถึงตอนนี้ไพร่พลค่ายเว่ยกว่าครึ่งเสร็จสิ้นการให้กำเนิดอาวุธ
ของพวกมันแล้ว เทียบกับกาลก่อน ความสามารถในการสู้รบของพวกมันแข็งแกร่งขึ้น
มาก บางคนยังมีความสำเร็จมากกว่านั้น อย่างเช่นอาเหวิน รุดหน้าไปราวกับติดปีก
บิน
ภายในช่วงระยะเวลาอันแสนสั้น มันก็ทะยานขึ้นเป็นอันดับสองของค่ายเว่ย
รองจากซู่หลง มันเพิ่งออกจากการปิดด่านฝึกตน ฝีมือรุดหน้าไปอีกขั้น อาเหวินแม้พ
รสวรรค์สูงเยี่ยม แต่ยังคงเป็นเพียงเด็กหนุ่มไร้เดียงสา มันต้องการให้ต้าเหรินชมเชย
ทุกคนในค่ายเว่ยก็พลังฝีมือรุดหน้าก้าวไกล กระทั่งเหล่าทาสบุปผายังเริ่มเข้าใจเวท
วิชาบางอย่าง
ซู่หลงก็หวังว่าต้าเหรินจะสามารถมายังค่าย นั่นจะช่วยเพิ่มพูนขวัญกำลังใจของ
พวกมันอย่างใหญ่หลวง
นึกไม่ถึงว่าต้าเหรินจะสิ้นสติไปอีกรอบ
คงได้แต่รอดูพรุ่งนี้อีกครั้ง ซู่หลงคิด
หนานเยว่นวดขมับ เจ็บร้าวไปทั้งศีรษะ การถูกบีบบังคับให้หลุดออกจากคุกสิบ
นิ้ว หมายความว่าจิตสำนึกของนางต้องบาดเจ็บอยู่บ้าง แต่ในเวลานี้ นางไม่ได้สนใจ
อาการบาดเจ็บเล็กน้อยในจิตสำนึกของนางเลย
เวลานี้นางเพียงอยากรู้เรื่องเดียวเท่านั้น…ต้าเหรินได้ชัยในศึกทลายคุกหรือไม่!
นางปรารถนาจะแล่นเข้าสู่คุกนภาจรัสวารีไพศาลในบัดดล แต่นอกจากรอ
จนกว่าจิตสำนึกจะฟื้นตัว นางก็ไม่มีทางเข้าสู่นภาจรัสวารีไพศาลได้
ขบริมฝีปากแน่น ใจนางล่องลอยไปไกล มิทราบว่านภาจรัสวารีไพศาลยามนี้จะ
มีสภาพเช่นไร?
แต่จะอย่างไรนางก็ได้แต่ร้อนรนกระวนกระวายเท่านั้น หนานเยว่พยาม
ปลอบใจตัวเอง พรุ่งนี้ รอถึงพรุ่งนี้ นางก็จะได้รู้ผล ไม่ว่าต้าเหรินจะได้ชัยในศึกทลาย
คุกหรือไม่ พรุ่งนี้ เรื่องนี้จะแพร่สะพัดไปทั่ว ผลการต่อสู้ย่อมจะลอยขึ้นมาเอง
ต้าเหรินบังเอิญเปิดศึกทลายคุกโดยไม่รู้ตัว เนื่องเพราะเหตุนี้ นอกจากเหล่าอสูร
ในคุกที่หนึ่งและคุกที่สองแล้ว ไม่มีผู้ใดเร่งรุดมาทันเวลาอีก เวลานี้ข่าวยังไม่แพร่
สะพัด แต่นางกล้าเอาหัวเป็นประกันว่า ในวันพรุ่งนี้ เรื่องนี้จะทำให้ภพอสูรต้อง
สั่นสะเทือน
นี่คือศึกทลายคุก!
นางจู่ๆ ก็ตื่นเต้นยินดีขึ้นมาอีก ได้ติดตามต้าเหรินเช่นนี้ นับเป็นเกียรติอันสูงสุด!
ในภพอสูร อสูรที่ทรงพลังมักจะมีผู้ติดตามจำนวนมาก หลายคนอาจกลายเป็น
ศิษย์ของต้าเหรินท่านนั้น แต่ส่วนใหญ่จะยังคงมีสถานะเป็นเพียงผู้ติดตาม แต่นี่ไม่ได้
หมายความว่าพวกมันอ่อนด้อยกว่าผู้อื่น คำชี้แนะของต้าเหริน แม้ว่าจะชี้แนะเพียง
เล็กน้อย ยังคงเป็นประโยชน์ต่อพวกมันนับอเนกอนันต์
ที่สำคัญไปกว่านั้น ต้าเหรินตกปากรับคำแล้ว ว่าจะถ่ายทอดศาสตร์เกาทัณฑ์
สวรรค์แดนใต้ให้แก่นาง!
คิดถึงเรื่องนี้ นางกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
หนานเยว่ เจ้าจะต้องมานะบากบั่น อย่าได้ทำให้ต้าเหรินผิดหวัง!
นางพร่ ากระตุ้นเตือนตัวเองซ้ าๆ ใบหน้าน้อยๆ ของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
นางทราบกระจ่างถึงภาระหน้าที่ของนาง ตระกูลเถิงแห่งสวรรค์แดนใต้เสื่อมทรุดไป
แล้ว กลายเป็นตระกูลเล็กกะจ้อยร่อย นางไม่ได้คาดหวังถึงการฟื้นคืนสู่ความรุ่งโรจน์
ในอดีตของตระกูลเถิงแห่งสวรรค์แดนใต้ นางเพียงหวังว่าจะใช้เรี่ยวแรงของนาง
ช่วยเหลือพวกพ้องร่วมตระกูลออกจากสถานการณ์ลำบากยากแค้น อย่างน้อยพวก
มันจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น
หนานเยว่ เจ้าต้องทำได้!
นางพยายามสะกดจิตตัวเอง
มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล คล้ายไม่มีขอบเขตสิ้นสุด
เห็นมวลน้ ากลุ่มหนึ่งผุดขึ้นกลางมหาสมุทร ภายในชั่วอึดใจ วังวนเกลียวอันน่า
สะพรึงกลัวพลันก่อตัวขึ้น ถึงกับใหญ่โตกว่าสองร้อยลี้! วังวนหมุนคว้างด้วยความเร็ว
สะท้านขวัญวิญญาณ แรงเหวี่ยงอันกล้าแข็งทำให้ใจกลางวังวนยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว
เส้นทางลึกสุดหยั่งปรากฏขึ้นใจกลางวังวน
บุรุษหล่อเหลาผู้หนึ่งทะยานร่างออกมาจากเส้นทางสายนั้น บุรุษผู้นี้เส้นโครง
หน้าอ่อนโยนนุ่มนวล บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นสง่างาม สร้างความรู้สึกที่ดี
แก่ผู้พบเห็น บนหน้าผากเป็นผลึกโปร่งใสเม็ดหนึ่ง
“มันทำลายนภาจรัสวารีไพศาล ทั้งยังกลืนกินลูกแก้วลมหายใจวารีของข้าด้วย”
บุรุษนั้นสั่นศีรษะอย่างยิ้มแย้ม “ดูเหมือนจะเป็นอสูรน้อยเยาว์วัยที่ร้ายกาจไม่เบา”
ขณะที่มันรำพึงกับตัวเอง ทันใดนั้น ลูกไฟสายหนึ่งพุ่งดิ่งลงมาจากท้องนภา
“ฮ่าฮ่า! เสี่ยวเชียนเชียนเอย นภาจรัสวารีไพศาลของเจ้าถูกทำลายแล้ว!”
เห็นในลูกไฟใหญ่โตเท่าภูเขา ปรากฏใบหน้าหนึ่ง กำลังหัวร่อดังกระหึ่มอย่าง
ขบขันเต็มประดา
ได้ยินชื่อที่อีกฝ่ายเรียกมัน เชียนหลิวขมวดคิ้วนิ่วหน้า แต่มันทราบดีว่าโต้เถียง
กับเจ้าคนไร้เหตุผลผู้นี้ เท่ากับหาเรื่องใส่ตัว มันได้แต่กล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ผ่านไปสาม
ร้อยปีแล้ว สมควรถูกทำลายได้เสียที”
ใบหน้าที่อยู่ในเปลวไฟซึ่งเพิ่งหัวร่อยินดีกับคราเคราะห์ของผู้อื่น พอฟังอดแค่น
อย่างเย็นชาไม่ได้ “เฮอะ! ตั้งสามร้อยปี แต่ไม่เคยมีผู้ใดโผล่ออกมาเลยจริงๆ เหล่าตา
เฒ่าที่วันๆ เอาแต่ร่ าร้องสนทนาหารือ ล้วนใช้การไม่ได้!”
เชียนหลิวรีบแย้งว่า “เรื่องราวมิอาจกล่าวเช่นนั้น แม้ว่าไม่ปรากฏยอดฝีมืออัน
โดดเด่น แต่วิธีการเพาะสร้างบำรุงอสูรระดับกลางของพวกมัน ก็นับว่ามีประสิทธิภาพ
ยิ่ง”
คนหน้าไฟอารมณ์วู่วามปานเปลวเพลิง แผดด่าทันที “ประสิทธิภาพผายลมอัน
ใด! ไม่มียอดฝีมือโผล่ออกมา ถึงยามนั้นจะให้ผู้ใดปลุกปลอบขวัญกำลังใจมวลชน”
“พวกมันก็มีความลำบากใจของพวกมัน” เชียนหลิวทอดถอน “ว่ากันว่าปีนี้ มี
ต้นกล้าที่ดีบางส่วนออกมาจากตำหนักศาสตร์อสูร พวกมันสามารถเรียกได้ว่ายังพอมี
หนทางอยู่บ้าง”
คนหน้าไฟอารมณ์เย็นลงเล็กน้อย แต่ยังคงคำรามดังสนั่น “สายเกินไปแล้ว! เรา
เริ่มเปิดศึกกับซิวเจ่อไปแล้ว หากพวกมันโผล่ออกมาเร็วกว่านี้สักหลายปี อาจยังพอ
ทันการณ์”
เชียนหลิวกล่าวด้วยรอยยิ้ม “พวกมันผุดออกมาท่ามกลางมหาสงคราม อาจมิใช่
ว่าเป็นเรื่องไม่ดี หากไม่มีการเคี่ยวกรำของการต่อสู้จริง พวกมันคิดรุดหน้าไปอีกขั้น
เกรงว่าจะยากเย็นยิ่งกว่า”
“จะกล่าวอย่างไร เจ้าก็สามารถหาข้อแก้ตัวแทนเจ้าเฒ่าเหล่านั้นได้ตลอด!” คน
หน้าไฟเห็นได้ชัดว่าไม่อดทนพอที่จะสนทนาถึงเรื่องนี้อีก พลันหันเหหัวเรื่อง “เป็นไร
เจ้าไม่อยากรู้หรือว่าคุกแห่งใหม่จะมีสารรูปเยี่ยงไร?”
เชียนหลิวกะพริบตา “กว่าคุกชั้นแรกจะจัดตั้งใหม่แล้วเสร็จ ยังต้องใช้เวลาอีก
หนึ่งวัน”
คนหน้าไฟพอฟัง เปลวไฟรอบร่างชะงักงันวูบ บัดซบ มันหลงลืมเรื่องนี้เสียสนิท
พลันเสหัวร่อฮ่าฮ่า กล่าวว่า “เจ้าว่าเด็กผู้นี้มีความเป็นมาเช่นไร?”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไร? รอชมดูพรุ่งนี้ บางทีอาจจะรู้ได้”
“ฮี่ฮี่ ข้าแทบทนรอไม่ไหวแล้ว”
นภาจรัสวารีไพศาลถูกทำลาย
ข่าวนี้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วดุจติดปีกบิน อาณาจักรอสูรใหญ่น้อยล้วนทราบ
ข่าวในเวลาไล่เลี่ยกัน บังเกิดระลอกสะท้านสะเทือนไปทั่ว เวลานี้กองทัพอสูรทำศึก
ประสบชัยอย่างต่อเนื่องที่แนวหน้า ข่าวนี้นับว่ามาได้เหมาะเจาะพอดี ช่วยปลุกเร้า
ขวัญกำลังใจของกองทัพ อสูรทั้งหมดล้วนตื่นเต้นยินดี
ยุคใหม่กำลังจะมาถึงแล้วใช่หรือไม่?
ศึกทลายคุกที่ไม่ได้เปิดฉากขึ้นกว่าสามร้อยปี พลันกลับสู่สายตาของผู้คนอีกครั้ง
อสูรชราบางตนตื่นเต้นยินดีสุดขีด เริ่มรำลึกถึงความรุ่งโรจน์ของเผ่าอสูร ในยุคก่อน
มหาสงครามพันปีหนนั้น
อย่างไรก็ตาม บุรุษลึกลับที่ได้ชัยในศึกทลายคุกคราวนี้ ไม่มีผู้ใดทราบประวัติ
ความเป็นมาของมัน
ศาสตร์อสูรบันทึกภาพในศึกหนนี้เริ่มทยอยปรากฏตัวออกมา แต่ผู้คนค้นพบ
อย่างรวดเร็ว ว่าศาสตร์อสูรบันทึกภาพเหล่านี้ ทั้งหมดไม่ได้บันทึกจนถึงจุดจบของ
การต่อสู้ ล้วนขาดช่วงเวลาตัดสินที่สำคัญที่สุดและดุเดือดที่สุดไป
การคาดเดาและการถกเถียงโต้แย้งเต็มไปทั่วทุกซอกทุกมุมของภพอสูร อสูรทุก
ตนกำลังเฝ้ารอ รอคอยการมาถึงของวันถัดไป รอคอยการถือกำเนิดใหม่ของคุกชั้นที่
หนึ่ง! อสูรแต่ละตนล้วนกระหายใคร่รู้…
คุกชั้นแรกแห่งใหม่จะมีสารรูปเช่นไร?