สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 38 เรือนขิงหอม
เกี่ยวกับทุ่งปราณยี่สิบหมู่ของมัน จั่วม่อจำเป็นต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ในมือมัน
เหลือเงินอยู่น้อยนิด ไม่มีปัญญาซื้อหาเมล็ดพันธุ์สมุนไพรปราณได้มากนัก อาศัยข้อสรุป
ที่ผู้อาวุโสเว่ยหนานสร้างขึ้นจากประสบการณ์ชั่วชีวิต เมล็ดที่มันเลือกเป็นสายพันธุ์ที่มี
สัดส่วนคุณภาพและราคาสูง เพื่อรับประกันผลกำไรที่จะได้รับ จั่วม่อได้ศึกษาวิเคราะห์
ตลาดปัจจุบันอย่างตั้งอกตั้งใจ ก่อนจะหอบถุงผ้าใบโตกลับไปยังภูเขา
แต่มันไม่สามารถเริ่มต้นเพาะปลูกได้ในทันที
จนกระทั่งถึงตอนนี้ มันมีเพียงประสบการณ์เพาะปลูกข้าวปราณเท่านั้น พืชปราณ
แต่ละชนิดล้วนมีข้อเรียกร้องและข้อควรระวังแตกต่างกันไป โชคยังดีที่ผู้อาวุโสเว่ยหนาน
บันทึกคำอธิบายอย่างละเอียดไว้ในม้วนหยก มันจึงไม่จำเป็นต้องลงมือลองผิดลองถูก
ด้วยตนเอง
คร่ำเคร่งศึกษาร่ำเรียนบันทึกในม้วนหยก ทุ่มเทฝึกปรือเคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อน
กำเนิดอย่างยากลำบาก นอกเหนือจากนี้ มันยังจำเป็นต้องดูแลสวนยาในหุบเขาหมอก
เย็นเยือก ตลดทั้งวันทำงานตัวเป็นเกลียว ยุ่งวุ่นวายจนหัวหมุน สองเท้าแทบไม่ได้สัมผัส
พื้น
ครั้นเมื่อศึกษาร่ำเรียนบันทึกในม้วนหยกจนทะลุปรุโปร่งแล้ว มันก็เริ่มต้นเตรียมงาน
สำหรับการเพาะปลูกครั้งแรก โชคดีที่ทั้งหมดเป็นสมุนไพรปราณกับหญ้าปราณที่
ค่อนข้างธรรมดาสามัญ ไม่ต้องการอะไรที่หาได้ยากหรือราคาแพง มิเช่นนั้นมันอาจทำได้
เพียงแค่จ้องมองอย่างเดียวแล้ว
“ข้ายากจนมาก ข้ายากจนเหลือแสน ข้ายากจนเหลือเกิน ข้ายากจน ยากจน
ยากจน น่าสงสาร ข้ายากจน ยากจน ยากจน … …”
จั่วม่อครวญเพลงพิลึก ๆ ไปพลาง กำกับไส้เดือนตลบโคลนให้ไถพรวนทุ่งปราณไป
พลาง จากนั้นก็หว่านเมล็ดสมุนไพรปราณกับหญ้าปราณที่มันซื้อมา
ไม่กี่วันถัดมา ท้องทุ่งปราณยี่สิบหมู่ก็เขียวชอุ่มไปด้วยต้นอ่อนเต็มพรืด เหล่าพืช
เขียวอันละมุนละไมนี้นำพาความหวังมาสู่จั่วม่อ
จั่วม่อในที่สุดสามารถผ่อนคลายลงบ้าง กับการใช้แรงงานอันหนักหนาสาหัสใน
หลายวันมานี้ กระทั่งมันเองยังแทบจะทานทนไม่ไหว แต่หลังจากปลูกเมล็ดพันธุ์ทั้งหมด
เสร็จสิ้นแล้ว ภาระงานก็ลดลงไปครึ่งหนึ่งในทันที มันค่อยมีเวลาสำหรับบำเพ็ญเพียร
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เหล่าเซียนกระบี่มักไม่ชมชอบฝึกปรือเวทวิชาทำมาหากินชนิด
ต่างๆ ไม่ว่าฝึกปรือเวทวิชาใดล้วนต้องทุ่มเททั้งเวลา และความมานะพยายาม สำหรับผู้
ฝึกฝนกระบี่ พวกมันเพียงจดจ่ออยู่กับกระบี่ นี่จะช่วยให้พวกมันมีพลังโจมตีอันเข้มแข็ง
ไร้คู่เปรียบ
และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ในบรรดาซิวเจ่อทุกประเภท หากประจันหน้ากันตัวต่อตัวแล้ว
เซียนกระบี่จะทรงพลังมากที่สุด
แต่แน่นอนว่าในสถานการณ์จริงจะซับซ้อนยิ่งขึ้น ซิวเจ่อสองคนต่อสู้พิสูจน์ฝีมือกัน
มีอีกหลายปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการต่อสู้ เป็นเรื่องยุ่งเหยิง ลึกล้ำ และซับซ้อน
ยกตัวอย่างเช่น พลังฝึกปรือ ยุทธภัณฑ์เวท ค่ายกลยันต์เวท เคล็ดวิชา กระบวนท่า เป็น
ต้น
จั่วม่อยังไม่จำเป็นต้องห่วงพะวงกับเรื่องราวเหล่านี้ อย่างน้อยก็จนกว่ามันจะเข้าสู่
ด่านจู้จี มันยังไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองกำลังความคิดมาพิจารณา สำหรับมันแล้วสิ่งที่
สำคัญที่สุดในยามนี้คือทะลวงด่านจู้จี จากนั้นจึงเป็นเวทวิชาเบญจธาตุขั้นพื้นฐานทั้งห้า
วิชา สิ่งเหล่านี้ต่างหาก จึงจะส่งผลโดยตรงต่อสิ่งที่มันจะได้รับ
มันละทิ้งคัมภีร์กฎสิบประการไปอย่างสิ้นเชิง พยายามจะพึ่งพาเคล็ดวิชาชั้นต่ำนี้
เพื่อเข้าสู่ด่านจู้จี เป็นเพียงความเพ้อฝันเท่านั้น เคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิด
กลายเป็นทางเลือกเดียวของมัน มันได้แต่ฝึกปรือเคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิดราว
กับเป็นเคล็ดพลังปราณวิชาหนึ่ง หลังจากนี้เมื่อมันเข้าสู่ด่านจู้จีสำเร็จ สำนักจะมอบ
เคล็ดวิชาใหม่ให้กับมัน เมื่อถึงเวลานั้นมันค่อยมีทางเลือกมากขึ้น
ระยะนี้มันยุ่งมากถึงที่สุด ยุ่งจนกระทั่งลืมการคงอยู่ของผูเยาไปเลย เวลานี้จู่ ๆ ก็นึก
ถึงผูเยาขึ้นมาได้ จึงตัดสินใจเข้าสู่ทะเลแห่งจิตสำนึกเพื่อดูลาดเลาเสียหน่อย
พอเข้าสู่ทะเลแห่งจิตสำนึกเท่านั้น จั่วม่อก็ถึงกับปากอ้าตาค้าง
หากเทียบกับเมื่อก่อน อาณาเขตของทะเลแห่งจิตสำนึกของมันกว้างขวางขึ้นหลาย
เท่า นี่ไม่ได้ทำให้มันแปลกใจเท่าใด เพราะทราบดีว่าพลังแห่งจิตวิญญาณของมัน
ยกระดับขึ้นมาก มันค้นพบแต่แรกว่าเมื่อใดที่พลังจิตวิญญาณเพิ่มพูนขึ้น ทะเลแห่ง
จิตสำนึกก็จะขยายขนาดตามไปด้วย
สิ่งที่ทำให้มันตระหนกจริง ๆ กลับเป็นแม่น้ำสายหนึ่ง! มิทราบว่าตั้งแต่เมื่อใด ถึงกับ
มีแม่น้ำเพิ่มเข้ามาในทะเลแห่งจิตสำนึกของมันอีกแล้ว
เป็นแม่น้ำสีเงินสดใสสายหนึ่ง พื้นผิวไม่กว้างขวางเท่าใด แต่ตรงแน่วอย่างผิด
ธรรมชาติ พาดผ่านกึ่งกลางของทะเลแห่งจิตสำนึก แบ่งทะเลแห่งจิตสำนึกออกเป็นสอง
ส่วน และเมื่อจั่วม่อเข้าไปใกล้ มันก็ต้องประหลาดใจซ้ำเป็นหนที่สอง เมื่อค้นพบว่าสิ่งที่
ล้นปรี่อยู่ในแม่น้ำกลับไม่ใช่น้ำ แต่เป็นผลึกน้ำแข็งใหญ่น้อยนับไม่ถ้วน แสงสะท้อนผ่าน
เหล่าผลึกน้ำแข็งก่อเกิดประกายสีเงินกระจ่าง และเมื่อผลึกน้ำแข็งเหลือคณานับสะท้อน
แสงพร้อมกัน แสงสว่างนั้นจัดจ้ามากพอที่จะทำให้ทะเลแห่งจิตสำนึกของมันสว่างไสว
ขึ้น พวกมันกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแช่มช้า ราวกับการเคลื่อนที่ของกระแสน้ำ ชั้นแสงสีเงิน
ทับซ้อนวาบประกาย คลับคล้ายมังกรน้ำแข็งที่นิทราอย่างสงบตัวหนึ่ง
สองฟากฝังข้างแม่น้ำสีเงิน เป็นเปลวเพลิงแดงฉานอันจดจ่อรวมรั้งชนิดหนึ่ง เพลิง
แดงเหล่านี้ประดุจกลุ่มพืชน้ำสีแดงเจริญงอกงามเป็นแผ่นผืนอยู่ริมตลิ่ง
บนฟากฟั้าเหนือศีรษะมัน ดาราเดียวดายดวงนั้นทวีความเจิดจ้าขึ้น ทั้งเปลวเพลิง
คำรามโชติช่วงและแม่น้ำน้ำแข็งอันเรืองรอง ไม่สามารถปิดกั้นแสงสว่างอำไพของ
ดวงดาวไว้ได้อีก
ภายในทะเลเพลิงเริงรำ เหนือธารน้ำแข็งตระการตา ใต้แสงดาราประกาย เห็นปั้าย
หินสุสานปกคลุมด้วยเมฆดำทมิฬ ผูเยาเอนกายอย่างเงียบงันอยู่บนนั้น ยังคงฟังอินกุย
เช่นเคย
ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาจั่วม่อตกตะลึงอย่างสิ้นเชิง
ทะเลแห่งจิตสำนึกสงบเงียบถึงที่สุด มีเพียงเสียงของอินกุยล่องลอยเล่นลม เพลิงสี
แดงเข้มเต้นระบำราวกับนางรำผู้เย้ายวนที่สุดบิดเอวอ้อนแอ้นของพวกนาง ธารน้ำแข็งที่
ไหลช้า ๆ ดูคล้ายกระบี่เล่มหนึ่ง เย็นเยียบ เฉยเมย และน่าเกรงขาม ดวงดาวอัน
เดียวดายดวงนั้นทั้งลี้ลับและลึกล้ำ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ประกอบเป็นภาพอันกลมกลืน
ถึงขีดสุดชนิดหนึ่ง บันดาลให้มันทั้งตะลึง ทั้งทึ่งอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ครู่ใหญ่ต่อมา จั่วม่อจิตใจค่อยกลับมารวมตัว
มันยังไม่ทราบกระจ่างว่าทะเลเพลิงกับดวงดาวคือสิ่งใด แต่สำหรับสายธารน้ำแข็ง
นั้นดูคลับคล้ายเจตจำนงกระบี่กระแสธารผลึกน้ำแข็งที่มันบรรลุถึง! เกี่ยวกับเรื่องนี้มัน
แน่ใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเท่าที่ตาเห็น สิ่งที่ไหลรินอยู่ในแม่น้ำหาใช่ผลึกน้ำแข็งไม่ แต่
เป็นเจตจำนงกระบี่มากมายนับไม่ถ้วนต่างหาก แม่น้ำน้ำแข็งนี้ก่อตัวขึ้นในช่วงเวลา
เหมาะเจาะพอดี มันรู้สึกว่ามีบางอย่างเชื่อมโยงกันอย่างเบาบาง แต่ไม่ว่าจะครุ่นคิด
อย่างหนักเพียงใด กลับไม่สามารถคว้าจับสิ่งใดไว้ได้
ทั้งเพลิงแดงและดวงดาราปรากฏขึ้นมาเร็วอย่างยิ่ง โดยที่มันไม่ทันรู้ตัวเลยสักครั้ง
พวกมันสมควรเกี่ยวข้องกับเคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิด ช่วงเวลาที่ดาวดวงนั้น
ปรากฏขึ้น เป็นเวลาที่มันสำเร็จลมหายใจแรกพอดี ดวงดาวใช่เป็นตัวแทนของหนึ่งลม
หายใจหรือไม่? เช่นนั้นทะเลเพลิงคือสิ่งใดกันแน่?
มันอยากถามผูเยา แต่ก็ทราบว่าผูเยาจะไม่ตอบอย่างแน่นอน
อ้อ แต่แน่ใจได้ว่าถ้ามีจิงสือ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว
จั่วม่อไม่รบกวนผูเยา และออกจากทะเลแห่งจิตสำนึกทันที
ครั้นจั่วม่อหายไปจากทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยาพลันลืมตาขึ้น ในดวงตาสีเลือดของ
มันเปิดเผยเค้าความหวาดวิตกออกมา
แม้ว่าจั่วม่อจะเข้าถึงด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่เก้าแล้ว แต่ยังคงมีระยะทางอันห่างไกลกว่าจะ
ถึงด่านจู้จี ปริมาณพลังปราณที่ต้องการสำหรับด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่เก้า ยังมากมายกว่าขั้น
ก่อน ๆ มาก จั่วม่อไม่ได้ร้อนใจแต่อย่างใด ด้วยความช่วยเหลือจากเส้นชีพจรปราณปฐพี
หากมันยังไม่มีปัญญาบรรลุด่านจู้จี ก็คงไม่จำเป็นต้องฝึกปรืออีกต่อไป สมควรไปทำไร่ไถ
นาจริง ๆ จัง ๆ เสียดีกว่า
มันรู้สึกว่าการเพิ่มพูนพลังปราณในร่างมันรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง
หญ้ามังกรเพลิงถูกย้ายไปปลูกในเขตทุ่งปราณของมันเองเรียบร้อยแล้ว แสงแดดใน
หุบเขาลมตะวันตกอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ทั้งยังเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของหญ้ามังกร
เพลิงมากขึ้น
เช่นเดียวกับปกติ จั่วม่อยืนอยู่เบื้องหน้าต้นหญ้ามังกรเพลิง โคจรพลังปราณ สอง
หัตถ์ร่ายท่วงท่าปางมืออย่างรวดเร็ว นี่ย่อมเป็นเคล็ดอัคคีสีชาด เมื่อผ่านการฝึกปรือ
กระบวนท่าดัชนีใต้น้ำแล้ว หัตถ์คู่นั้นก็กลายเป็นคล่องแคล่วปราดเปรียวกว่าเดิมมาก
อาศัยกระบวนท่าเรียบง่ายไม่กี่กระบวนท่า ก็ร่ายเคล็ดอัคคีสีชาดออกมาได้อย่างง่ายดาย
เห็นแสงสีทองเบาบางสายหนึ่งพุ่งลงมาจากฟากฟั้า กระทบผ่านมือของจั่วม่อ ชี้
นำไปสู่ต้นหญ้ามังกรเพลิง
เคล็ดอัคคีสีชาดควบรวมแก่นสารของหยางบริสุทธิ์ เป็นประโยชน์อย่างล้นเหลือต่อ
พืชประเภทหยาง
จั่วม่อไม่ไหวติง ยืนนิ่งประหนึ่งรูปปันหินรูปหนึ่ง
หลักการสำคัญของเคล็ดอัคคีสีชาดเน้นที่ความอดทนอดกลั้นอย่างต่อเนื่อง และ
จิตใจอันสงบเป็นสมาธิ นี่ไม่เป็นปัญหาสำหรับจั่วม่อเลย หลังจากได้รับปั้ายหยกชุนหยา
มาแล้ว มันค่อยพบว่าที่แท้มันเดินอ้อมทางไปไม่น้อย หากทีแรกมันเลือกฝึกปรือเคล็ด
อัคคีสีชาด ก็สมควรได้รับปั้ายหยกชุนหยารวดเร็วกว่านี้เสียอีก อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ถือว่า
มีอะไรสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ เนื่องจากมันสามารถสำเร็จเคล็ดสารพันพฤกษ์ ซึ่ง
เป็นวิชาที่ยากที่สุดในห้าเวทวิชา เวทวิชาอื่น ๆ ย่อมสำเร็จได้อย่างง่ายดายกว่าเดิม
เวลาเคลื่อนผ่านไปเล็กน้อย
เส้นใยแสงสีทองอ่อนที่ส่องลงมาจากฟากฟั้าเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้นเล็กน้อย ชั้นแสงสี
ทองปรากฏขึ้นบนมือของจั่วม่อ ราวกับทองคำอาบชุบลงบนสองหัตถ์
กลุ่มใบของหญ้ามังกรเพลิงกลายเป็นสดใสและชุ่มชื่นขึ้น ความมีชีวิตชีวาฟุั้ง
กระจายออกมาจากตลอดทั้งต้น
หลังจากอดทนมาเป็นเวลาห้าก้านธูป จั่วม่อหยุดลงในที่สุด สองหัตถ์เคลื่อนกลับเข้า
หาตัว เส้นใยแสงสีทองเบาบางพลันหายวับไป
จั่วม่อตรวจสอบต้นหญ้ามังกรเพลิง รู้สึกพึงพอใจไม่น้อย เคล็ดอัคคีสีชาดดียิ่ง
สำหรับพืชประเภทหยางควรทราบว่าพืชทั้งหมดแบ่งออกเป็นหยินและหยาง จั่วม่อยัง
แบ่งทุ่งปราณของมันออกเป็นสองส่วนเช่นเดียวกัน ส่วนที่ได้รับแสงตะวันเต็มที่ มันใช้
ปลูกพืชประเภทหยาง ส่วนซีกที่สลัวไปด้วยร่มเงาและชุ่มชื้นกว่า มันเน้นปลูกพืช
ประเภทหยิน
จั่วม่อเตรียมร่ายเวทวิชาเคล็ดปราณพิภพต่อ ในแต่ละวัน มันจะร่ายเวทวิชา
หลากหลายชนิดกับพืชเหล่านี้ นี่เป็นภาระที่จะต้องทำจนเสร็จสมบูรณ์ในทุก ๆ วัน มัน
ไม่ทราบว่าใช้เวทวิชาไปมากมายเพียงใด แต่เคล็ดอัคคีสีชาดกับเคล็ดปราณพิภพ บรรลุ
ถึงขั้นที่สามอย่างรวดเร็วโดยไม่ประสบปัญหาติดขัดอันใด เหมือนตอนที่ทะลวงผ่านสาม
เวทวิชาก่อนหน้า
หลังจากนั้น มันขบคิดและเข้าใจในที่สุด เรื่องนี้ความดีความชอบส่วนใหญ่คงต้อง
ยกให้เคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิด ด้วยความที่พลังแห่งจิตวิญญาณของมันทรง
พลังกว่าเดิมมาก ไม่ว่าจะเป็นจิตใจอันสงบของเคล็ดอัคคีสีชาด หรือการติดต่อสื่อ
สัมพันธ์และการหยั่งรู้ของเคล็ดปราณพิภพ ล้วนแล้วแต่เชื่อมโยงกับพลังแห่งจิตวิญญาณ
อย่างแน่นแฟั้น
ทันใดนั้น แสงสีม่วงสายหนึ่งพุ่งลงมาจากฟั้า มาหยุดอยู่ข้างมือมัน
เห็นกระบี่บินสีม่วงขนาดเท่านิ้วกลางเล่มหนึ่ง จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นใกล้มือ
นี่มัน…กระบี่บินส่งสาร?
จั่วม่อหันมองไปรอบ ๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่เลย ค่อยแน่ใจว่ากระบี่บินเล่มนี้มาหา
มัน เอื้อมมือไปยังกระบี่บินอย่างระมัดระวัง ทันทีที่นิ้วของมันแตะกระบี่บิน สุ้มเสียง
หนึ่งก็ดังขึ้นในใจมัน
“มายังเรือนขิงหอม เวลายามเซิน” (ยามเซิน = 15.00 – 16.59 น.)
นี่เป็นเสียงของท่านอาจารย์สือฟั่งหรง
จั่วม่อหัวใจค่อยสงบระงับลง ก่อนหน้านี้มันถูกทรมานเจียนตายโดยนกกระเรียน
กระดาษสีชมพู จนกระทั่งได้รับการปลดปล่อยในท้ายที่สุด แต่จั่วม่อผู้น่าสงสาร
เส้นประสาทของมันกลายเป็นบอบบางและอ่อนไหวต่อสิ่งของประเภทนี้ยิ่ง
หลายวันมานี้ ซือฟูั่ยังไม่ได้เรียกหามัน คาดว่าน่าจะให้เวลามันลงหลักปักฐานให้
เรียบร้อยเสียก่อน
จั่วม่อตื่นเต้นไม่น้อย ฝีมือการหลอมกลั่นโอสถของซือฟูั่ลึกล้ำมาก และตามคำของ
ศิษย์พี่หญิงหลี่อิงฟั่ง เม็ดยาที่ซือฟูั่ปรุงกลั่นขึ้น สามารถขายออกไปได้อย่างง่ายดายเสมอ
ในช่วงเวลาที่ซือฟูั่ออกเดินทางสัญจรอยู่ด้านนอก รายได้ของสำนักถึงกับได้รับผลกระทบ
อย่างรุนแรง
และตามบันทึกประสบการณ์ของผู้อาวุโสเว่ยหนานในม้วนหยก การหลอมกลั่น
โอสถเป็นหนทางได้รับจิงสือรวดเร็วยิ่งกว่าเกษตรกรรม
รอจนกระทั่งถึงยามเซิน จั่วม่อก็มาถึงเรือนขิงหอม
นี่เป็นครั้งแรกที่มันมายังเรือนขิงหอม ผ่านเข้าไปในประตู มันเห็นศิษย์สตรีหลาย
นางกำลังทำงาน บางนางกำลังอบแห้งสมุนไพร บ้างก็กำลังจัดเรียง อีกหลายนางโคจร
พลังปราณไว้ที่ฝั่ามือ กำลังช่วยกันบดสมุนไพรหลากหลายชนิด ในลานอันกว้างใหญ่แห่ง
นี้ มีศิษย์สตรีมากกว่าสี่สิบนางกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น
เห็นจั่วม่อเดินเข้ามา พวกนางล้วนหยุดชะงักสิ่งที่กำลังทำ
“ศิษย์พี่!”
“ศิษย์พี่!”
ทุกนางรีบค้อมคำนับทักทาย และลอบตรวจสอบศิษย์พี่ผู้นี้
ข่าวที่อาจารย์อาหญิงสี่รับศิษย์บุรุษผู้หนึ่งแพร่สะพัดไปทั่วเรือนขิงหอมอย่างรวดเร็ว
ยิ่ง กลุ่มศิษย์สตรีเหล่านี้ได้สืบทราบภูมิหลังของจั่วม่อมาเป็นอย่างดี สิ่งที่ทำให้พวกนาง
รู้สึกสบายใจ ก็คือการที่จั่วม่อเคยช่วยเหลือเหล่าศิษย์สตรีดอยตะวันออก ซึ่งรับผิดชอบ
ดูแลสัตว์ปราณ อีกทั้งไม่ใช่คนที่ชมชอบเกะกะระรานผู้อื่น พวกนางเองก็ล้วนแล้วแต่เป็น
ศิษย์ฝั่ายนอกเช่นกัน ไม่ได้นับว่าเป็นศิษย์ของสือฟั่งหรงจริง ๆ หากเทียบกับจั่วม่อแล้ว
สถานะของพวกนางห่างไกลจากมันมาก ย่อมไม่กล้าล่วงเกินมันแม้แต่น้อย
จั่วม่อตาลีตาเหลือก รีบคำนับกลับอย่างเร่งด่วน
เห็นท่าทีลนลานน่าอับอายของจั่วม่อ เสียงหัวร่อก็ดังขึ้นท่ามกลางเหล่าศิษย์สตรี
ศิษย์สตรีที่อยู่หน้าสุดหันขวับ กราดมองอย่างไม่พอใจไปยังศิษย์สตรีหลายนางที่หัว
ร่อ เสียงหัวร่อพลันชะงักขาดหายไปในทันที
“เข้ามา”
สุ้มเสียงของซือฟูั่แว่วมาจากด้านใน บังเอิญปลดปล่อยจั่วม่อออกจากสถานการณ์
กระอักกระอ่วนของมัน มันชิงหลบลี้หนีหน้าไปในทันที