สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 44 โศกนาฏกรรมที่เกิดจากจิงสือหนึ่งชิ้น
จั่วม่อมอบนามให้แก่โอสถปราณของมันว่า “เม็ดยากล้าแกร่งเกรียงไกร” ซึ่งฟังดู
โง่เง่าอย่างยิ่ง แต่แน่นอนว่ามันไม่แยแสเรื่องนี้
เดิมทีมันตั้งใจจะหลอมกลั่นเพิ่มอีกสักสองเม็ดสามเม็ด เพื่อให้อาจารย์ลุงหยานเล่อ
นำไปขายเป็นจิงสือกลับมา แต่ตระหนักอย่างรวดเร็วว่าได้แต่วางเรื่องนี้ไว้ทางด้านข้าง
ก่อน เนื่องเพราะในท้องทุ่งปราณของมัน ส่วนหนึ่งของหญ้าปราณกับสมุนไพรปราณเริ่ม
พร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยว ในแต่ละวันมันหันไปทุ่มเทให้กับการดูแลบำรุงพืชปราณ
อย่างตั้งอกตั้งใจ อย่างเช่นเคล็ดเมฆฝนหล่นริน เคล็ดปราณพิภพ และเคล็ดอัคคีสีชาด
จั่วม่อจะร่ายทั้งสามวิชาสลับสับเปลี่ยนกันไป หลายต่อหลายครั้งตลอดทั้งวัน ส่วนเคล็ด
สารพันพฤกษ์กับเคล็ดทองคำคร่ำคร่าทุกสองสามวันจะใช้ออกครั้งหนึ่ง
จั่วม่อแม้ไม่เคยทำการเพาะปลูกในลักษณะนี้มาก่อน แต่เนื่องจากความ
ขยันหมั่นเพียรและความเอาใจใส่ การเจริญงอกงามของพืชปราณที่ปลูกไว้ในหุบเขาลม
ตะวันตกจึงโดดเด่นไม่น้อย พืชปราณระยะสั้นบางส่วนสามารถเก็บเกี่ยวได้ทุกเมื่อ
สำหรับจั่วม่อผู้ที่ถุงเงินขึ้นสนิมมานาน นี่ราวกับฝนห่าใหญ่ที่สาดเทลงมาถูกเวลา
เนื่องจากความสำคัญของการเก็บเกี่ยวหนนี้ มันกระทั่งร้องขอต่อท่านอาจารย์ของมัน
เพื่อขอลาหยุดจากงานด้านหลอมกลั่นโอสถ
ภายในหุบเขาลมตะวันตก โครงกระดูกผู้หนึ่งก้มหน้าก้มตาทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ
อยู่เหนือท้องทุ่งปราณ
“ในที่สุดก็เสร็จสิ้นเสียที” จั่วม่อนั่งราบกับพื้น หอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย มอง
ไปยังพืชปราณกองเล็ก ๆ ตรงหน้ามัน สายตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ จากนั้นเหลียว
มองไปยังมุมด้านหนึ่ง หญ้ามังกรเพลิงระดับสามต้นหนึ่งเกือบจะเติบโตเต็มที่ เปล่ง
ประกายสีแดงสดใส งดงามอร่ามตาไม่น้อย
จั่วม่อเริ่มคัดแยกหญ้าปราณกับสมุนไพรปราณตามชนิด ต่อมาค่อยจัดระดับ
คุณภาพ แล้วห่อไว้อย่างระมัดระวัง หลังจากเสร็จสิ้นทั้งหมด จั่วม่อขึ้นหลังห่านจะงอย
เทามุ่งไปยังที่พักของอาจารย์ลุงหยานเล่อ
เมื่อหยานเล่อพบเห็นจั่วม่อ โดยเฉพาะเห็นถุงใบโตที่แบกมาด้วย ดวงตามันก็สว่าง
วาบ “ศิษย์หลานเก็บเกี่ยวสินค้าดี ๆ อันใดมาหรือ?”
วางถุงใบใหญ่ลงกับพื้น จั่วม่อปาดเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก “นี่เป็นสมุนไพรปราณส่วน
หนึ่งที่เพิ่งเติบโตได้ที่ อาจารย์ลุงกรุณาขายมันแทนข้าด้วย” การฝากขายเช่นนี้จะต้อง
หักให้แก่สำนักสองในสิบส่วน แต่จั่วม่อยังตกลงใจให้สำนักเป็นธุระในการขายแทนมัน
นอกเหนือจากเรื่องที่ว่าอาจารย์ลุงหยานเล่อล่วงรู้สภาพตลาดมากกว่ามันแล้ว แต้ม
คุณูปการที่มันจะได้รับก็นับว่ามีประโยชน์ใช้สอยไม่น้อย และยิ่งมีคุณูปการต่อสำนักมาก
เท่าใด สถานะในสำนักก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น นี่เป็นเรื่องธรรมดา
แม้ว่าผูเยาจะอาศัยอยู่ในทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อ แต่เจ้าเหรินเยาวิปลาสจอม
กลับกลอกผู้นี้ไม่ใช่ผู้ที่น่าพึ่งพาอาศัยนัก ผูเยาเป็นตัวอันตรายอย่างสมบูรณ์แบบ หากไม่
ต้องยุ่งเกี่ยวกับมันได้ ก็ยังคงอย่าได้ตอแยมันเป็นดีที่สุด
เมื่อเทียบกันแล้ว จั่วม่อสะดวกใจจะใช้ประโยชน์จากขุมพลังของสำนักมากกว่า
อย่างน้อยเหล่าผู้อาวุโสในสำนักก็ดูเหมือนคนปกติมากกว่าผูเยา แต่ด้วยหนทางนี้ การ
ยกสถานะในสำนักของมันจะกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด
การบำเพ็ญเพียรนั้น ยิ่งชั้นสูงขึ้นไปเท่าใด ยิ่งต้องการทรัพยากรมากขึ้นเป็นเงาตาม
ตัว หากพยายามจะพึ่งพาพลังอำนาจส่วนบุคคล นี่ห่างไกลจากความเป็นจริงมากกว่า
การอาศัยขุมพลังของสำนักมาก แม้แต่เหล่าเซียนสัญจรยังมีแวดวงความสัมพันธ์เล็ก ๆ
ของตน สำหรับซิวเจ่อที่โดดเดี่ยวตัวเองอย่างแท้จริง นับเป็นของหายากที่สุดในบรรดา
ของหายากทั้งปวง
หยานเล่อยอบกายลง พลิกดูพืชปราณที่จั่วม่อนำมา ความปีติยินดีบนใบหน้าค่อย ๆ
ฉายชัดขึ้นเรื่อย ๆ
“เหล่าสินค้าอันประเสริฐ! อืม อืม ผลหมาปั่าทักษิณระดับสาม เบญจมาศเจ็ดใบ
ระดับสาม หือ นี่มันหญ้าดาวทิวา ก็ยังคงเป็นระดับสาม! นี่ขายได้ราคาดี ดีมาก นี่ก็ดี…
…” หยานเล่อดูคล้ายรู้จักมักคุ้นกับหญ้าปราณและพืชปราณทุกชนิด
จั่วม่อใจเต้นตึกตักไม่คลาย รีบเยินยอ “อาจารย์ลุงยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง ท่าน
ถึงกับรู้จักเจ้าพวกนี้ทั้งหมด”
สือฟั่งหรงเป็นศิษย์น้องคนเล็กในบรรดาทั้งสี่คน ดังนั้นจากมองสถานะของจั่วม่อ
หยานเล่อเปลี่ยนจากอาจารย์อาเป็นอาจารย์ลุง
“ฮ่าฮ่า ในเมื่อคิดหวังทำการค้า จะไม่รู้จักพวกมันได้อย่างไร?” หยานเล่อรู้สึกดีกับ
คำเยินยอของจั่วม่อไม่น้อย นัยน์ตาที่เล็กเรียวอยู่แล้ว ถึงกับยิ้มจนหยีเป็นเส้น กล่าว
อย่างเป็นกันเองว่า “เจ้าสมแล้วที่เป็นเกษตรกรปราณ ไม่ว่าเพาะปลูกอันใด ไม่เพียงแต่
รวดเร็วกว่าผู้อื่น ทั้งยังได้สินค้าดีเลิศยิ่งกว่าผู้อื่น ศิษย์หลานทั้งรอบรู้ทั้งเอาใจใส่ได้ดี ทุก
อย่างที่เจ้านำมา ล้วนขายง่าย ราคาดีงาม”
จั่วม่อไม่ทราบว่ามันคิดไปเองเฉกเช่นวัวสันหลังหวะหรือไม่ แต่มันรู้สึกว่าสายตา
ของหยานเล่อเต็มไปด้วยความนัยอันลึกล้ำ อาจารย์ลุงใช่ล่วงรู้เรื่องของผู้อาวุโสเว่ย
หนานหรือไม่?
มันบังคับตัวเองให้เยือกเย็นลง “อาจารย์ลุงสมควรทราบว่าศิษย์นี้น่าเวทนาถึงเพียง
ไหน หากข้าไม่ดิ้นรนปลูกพืชนั่นหญ้านี่ไว้ขายเสียบ้าง กระทั่งจิงสือไว้ร่ำเรียนวิชาหลอม
กลั่นโอสถยังไม่มี”
เวลานี้มันซาบซึ้งใจในบุญคุณของใบหน้าผีดิบของมันมาก เพราะช่วยอำพรางทุก
อย่างได้ดีที่สุด
หยานเล่อพยักหน้า “ฮ่าฮ่า อย่าว่าแต่หลอมกลั่น หากปราศจากจิงสือ เจ้าจะไม่
สามารถเรียนรู้สิ่งใดได้เลยต่างหาก แต่ยามนี้เจ้าเป็นเกษตรกรปราณแล้ว ก็ไม่ต้องห่วง
เรื่องจิงสืออีก ตราบเท่าที่เจ้ายังเพาะปลูกพืชผล พวกเราเหล่าผู้อาวุโสจะไม่ปฏิบัติต่อเจ้า
อย่างไม่เป็นธรรม”
“แน่นอน แน่นอน” จั่วม่อหัวร่อเห็นพ้อง แต่ด้วยสีหน้าว่างเปล่าไร้อารมณ์ ทำให้
ผู้อื่นรู้สึกแปลกพิกลอยู่บ้าง
หยานเล่อเลือกหยิบพืชสองชนิดออกจากถุง “ผลหมาปั่าทักษิณ แล้วก็บุปผาแดง
เมล็ดทองอันนี้ ไม่ต้องขาย เจ้าควรเก็บไว้เอง ต่อไปสามารถใช้ในการหลอมกลั่นโอสถ
ข้าจำได้ว่าอาจารย์เจ้าเคยขอให้ข้าช่วยรวบรวมให้แก่นาง สองอย่างนี้ขายออกง่าย แต่หา
ซื้อได้ยากนัก”
จั่วม่อรีบคัดแยกสมุนไพรทั้งสองชนิดออกจากถุงผ้าจนหมด
“ของเหล่านี้ทั้งหมดข้าจะช่วยเจ้าขาย สำหรับบางอย่างที่สำนักต้องการเก็บไว้เอง
ข้าจะจ่ายให้ตามราคาท้องตลาด” กล่าวจบ หยานเล่อล้วงจิงสือชิ้นหนึ่งออกมายื่นส่งให้
จั่วม่อ “นี่เป็นจิงสือระดับสาม ถือเป็นเงินมัดจำล่วงหน้าก็แล้วกัน แล้วอีกสองสามวัน ข้า
จะให้ศิษย์พี่หญิงหลี่อิงฟั่งของเจ้านำส่วนที่เหลือไปส่งให้”
จั่วม่อเหม่อมองจิงสือชิ้นนั้นอย่างโง่งม ถึงกับลืมยื่นมือออกไปรับ
จิงสือระดับสาม! นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นจิงสือระดับสาม!
เห็นสายตาเซ่อซึมของจั่วม่อ หยานเล่ออดไม่ได้ต้องหัวร่อออกมา โยนจิงสือชิ้นนั้น
มาให้ “เอาล่ะ หากอยู่ด้านนอกสำนัก อย่าได้ทำเช่นนี้ให้ข้าต้องขายหน้า”
จั่วม่อสติสตังยังไม่กลับสู่ร่าง เดิมทีมันคาดไว้ว่าการเก็บเกี่ยวรอบนี้น่าจะมีมูลค่าไม่
เบา แต่ไม่เคยคิดเลยว่ากระทั่งเงินมัดจำล่วงหน้ายังถึงกับเป็นจิงสือระดับสาม! ความมั่ง
คั่งที่จู่ ๆ ก็ร่วงลงมาจากฟั้านี้กระแทกใส่หน้าจั่วม่อจนมึนงงไปหมด มันรู้สึกเพียงทั้งร่าง
ฟูฟั่องราวกับจะล่องลอย
จั่วม่อผู้กำลังจะเดินกลับบ้านด้วยฝีเท้าเบาหวิว ทันใดนั้นพลันนึกถึงอีกเรื่องหนึ่ง
ขึ้นมาได้ มันหมุนตัวกลับมาพลางคีบเม็ดยากล้าแกร่งเกรียงไกรส่งให้หยานเล่อ
“อาจารย์ลุง ท่านสามารถบอกได้หรือไม่ว่าโอสถปราณเม็ดนี้มีคุณค่าเท่าใด?”
หยานเล่อรับโอสถปราณ หรี่ตาเพ่งพิศอย่างจริงจัง “เจ้าหลอมกลั่นขึ้นมาเองหรือ?
นี่ใช้ทำอะไร?”
จั่วม่อทวนเรื่องราวที่ซือฟูั่ของมันกล่าวไว้ซ้ำอีกรอบ
“เช่นนั้นข้าจะลองช่วยเจ้าขายดู แต่หากจะให้ผู้คนยอมรับโอสถปราณชนิดใหม่
ย่อมต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง ข้าไม่อาจรับรองได้ว่าจะขายได้สักเท่าใด” หยานเล่อกล่าว
หลังจากขบคิดครู่หนึ่ง
จั่วม่อรู้สึกซาบซึ้งใจมาก ถุงเงินของมันโปั่งพองที่สุดเท่าที่เคยมีมา มันหลงลืมไป
เรียบร้อยแล้วว่าทีแรกคิดหวังใช้เม็ดยากล้าแกร่งเกรียงไกรเพื่อหาจิงสือสักหน่อย
จนกระทั่งกลับไปถึงลานน้อยลมตะวันตก มันยังคงหัวหมุนงุนงงไม่คลาย
จั่วม่อเอาแต่จ้องมองจิงสือระดับสามราวกับคนโลภจนหน้ามืดตามัวผู้หนึ่ง
สีสันและความสมบูรณ์ของจิงสือระดับสามเหนือล้ำกว่าระดับสองมาก ขอบผลึก
ราบเรียบสม่ำเสมอ ชิ้นผลึกโปร่งใสแวววาว ปราศจากสิ่งเจือปน มองผิวเผินคล้ายแก้ว
ผลึกใสกระจ่างก้อนหนึ่ง แต่พลังปราณธรรมชาติที่อยู่ภายในอัดแน่นไปด้วยพลังอัน
มหาศาล!
จั่วม่อค่อย ๆ ลูบไล้จิงสือ ดวงตาลุ่มหลงมึนเมาไม่คลาย
ทันใดนั้น มือข้างนั้นสะบัดขึ้นเบา ๆ คล้ายถูกอะไรบางอย่างเฉือนใส่ จิงสือในมืออีก
ข้างก็เปล่งแสงวาบอย่างกะทันหัน จั่วม่อตะลึงลาน ตัวแข็งทื่อ เหม่อมองจิงสือสว่างไสว
ขึ้นเรื่อย ๆ หัวใจกระหน่ำสะเทือนราวกับอะไรบางอย่างกำลังจะปะทุ
พริบตาเดียวประกายแสงของจิงสือค่อย ๆ จางลง แต่หัวใจกลับเต้นกระหน่ำรุนแรง
ขึ้นเป็นลำดับ
เกิดเรื่องอันใด?
มันชักจะตื่นตระหนกขึ้นมาบ้าง
“เจ้าโง่ เจ้ากำลังจะทะลวงด่านจู้จี!” ผูเยาพลันปรากฏกายออกมา จ้องมองจั่วม่อ
ด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน
“ด่านจู้จี!” จั่วม่อยามนี้ไม่มีเวลาสนใจน้ำเสียงดูหมิ่นของผูเยา มันรีบถาม “เกิดอัน
ใดขึ้น? ไฉนข้าจู่ ๆ ก็จะทะลวงเข้าสู่ด่านจู้จี?”
ผูเยายักไหล่ “เมื่อสั่งสมพลังปราณมากพอ ก็ย่อมทะลวงเข้าสู่ด่านจู้จีเป็นธรรมดา
เจ้าเพิ่งได้รับแรงกระตุ้นจากพลังปราณธรรมชาติในจิงสือ ดังนั้นพลังปราณในร่างกาย
เจ้า …อืม เรียกว่าตื่นขึ้นมากระมัง”
“ตื่นขึ้นมา? แล้ว… แล้วข้าควรทำอย่างไร?” จั่วม่อกระสับกระส่าย รู้สึกอับจน
หนทางอย่างแท้จริง
บัดซบ! มันไม่คิดว่าจะเข้าถึงด่านจู้จีเร็วถึงเพียงนี้ จึงไม่ได้จัดเตรียมสิ่งใดไว้เลย ยิ่ง
ไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป หรือมันต้องทำอะไร ทำอย่างไร มันมักรู้สึกว่าด่านจู้จียัง
อยู่ห่างไกลออกไปอีกช่วงหนึ่งเสมอ
ใช่แล้ว ไปถามอาจารย์ลุงดีกว่า! จั่วม่อตบศีรษะตัวเอง เตรียมจะวิ่งไปหาห่าน
จะงอยเทา
ภายใต้เงาของเรือนผมที่ปกคลุมครึ่งซีกหน้าของผูเยา เส้นโค้งดุจคมมีดปรากฏขึ้น
เงียบ ๆ
“เจ้าไม่ต้องการพลังอำนาจหรือ? ข้ามีวิธีการอันดีงามสำหรับด่านจู้จี รับประกันได้
ว่าการทะลวงด่านจะประสบความสำเร็จอย่างราบรื่น อีกทั้งพลังบำเพ็ญเพียรของเจ้าจะ
ยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล” น้ำเสียงเย็นเยือกของผูเยาเต็มไปด้วยแรงดึงดูดใจอันรุนแรง
จั่วม่อชะงักเท้ากึก
“เจ้าต้องการอันใด?” จั่วม่อเค้นเสียงถามลอดไรฟัน
“เฮะเฮะ” ผูเยาชี้ไปยังจิงสือระดับสามในมือของจั่วม่อ
นึกอยู่แล้วเชียว! เจ้าเหรินเยาไม่เคยมีเจตนาดี! นี่ถึงกับเล็งจิงสือระดับสามของข้า
เชียวหรือ จั่วม่อเดือดดาลยิ่ง แค่นเสียงตอบ “ข้าจะไปถามอาจารย์ลุง……”
“เฮะเฮะ ด่านจู้จี! มิเพียงเป็นประตูแรกสำหรับซิวเจ่อ แต่ผู้คนอีกมากมายล้วนไม่
ทราบ ว่ามันยังเป็นหนึ่งในประตูที่สำคัญที่สุดอีกด้วย ทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อการบำเพ็ญ
เพียรของเจ้าในภายภาคหน้า อย่าตำหนิว่าข้าไม่เตือนเจ้าเสียก่อน เจ้าคิดว่าการใช้เม็ด
ยาจู้จีจะมีประโยชน์ต่อเจ้าจริง~~จริง~~เหรอ~~!”
ผูเยาลากเสียงอย่างเนิบนาบ
แรงสั่นสะเทือนในจิตใจยิ่งมายิ่งรุนแรง จั่วม่อรู้สึกศีรษะลั่นกริ่ง ราวกับว่าหัวใจ
กำลังจะกระดอนออกมาจากอก ถ้อยคำของผูเยาทะลุเข้าไปในโสต แต่กลับกลายเป็น
เลือนรางห่างไกล คล้ายจริงคล้ายไม่จริง
“ฮิฮิ อาจารย์ลุงเหล่านั้นของเจ้า มิใช่ว่าข้าดูถูกพวกมัน แต่พวกมันไม่สามารถมอบ
พลังอำนาจอันมากมายให้เจ้าได้ ดูอย่างอาจารย์ของเจ้าผู้นั้น เจ้าลืมแล้วหรือไร นางมิใช่
คู่มือของคนที่เปลี่ยนโฉมหน้าเจ้าและลบล้างความทรงจำเจ้าด้วยซ้ำ ลองนึกดู ข้าเคยคด
โกงเจ้าเมื่อใด? เคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิดมีประโยชน์มากมายหลากหลาย ส่วน
เจตจำนงกระบี่ โอ้ ฝีมือเจ้าเริ่มใช้ได้แล้วนี่!ทั้งหมดไม่ใช่เพราะข้าหรือ? เจ้าสมควรทราบ
ดีว่าข้าผู้นี้เป็นคนที่น่าเชื่อถือมากเพียงใด”
ผูเยาแย้มยิ้มอ่อนโยน งดงามไร้ที่ติ
“หนึ่งชิ้นจิงสือระดับสาม โอ้ ราคาย่อมเยากระไรปานนั้น! เพียงแค่จิงสือระดับสาม
ชิ้นเดียวเท่านั้น ต่อไปเจ้าพยายามสักหน่อยก็ไม่ใช่ว่าจะหาใหม่อีกครั้งไม่ได้ แต่
ประโยชน์ที่เจ้าได้รับในยามนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ลองนึกดู ในโลกยังมีการค้าที่กำไรมากกว่านี้
อีกหรือ?”
เวลาคล้ายกระชั้นเข้ามาทุกที แรงสั่นสะเทือนในหัวใจยิ่งรุนแรงขึ้นอีก ทุกสิ่งทุก
อย่างในสายตากลับกลายเป็นบิดเบี้ยวพร่าเลือน จั่วม่อรู้สึกราวกับบางอย่างในร่างกาย
กำลังลุกไหม้เผาผลาญ สว่างไสวไปหมด
กระหายเหลือเกิน! มันเลียริมฝีปาก ทั้งยังกลืนน้ำลายอึกใหญ่
มันสังหรณ์ใจว่าเวลานี้ต่อให้รีบไปหาซือฟูั่ในทันที ก็เกรงว่าจะสายเกินไปเสียแล้ว
“มอบให้แก่เจ้า!” จั่วม่อขบฟันแน่น ขว้างจิงสือระดับสามให้ผูเยาอย่าง
กระแทกกระทั้น มันแทบอดใจรอที่จะฆ่าเจ้าเหรินเยาผู้นี้กับมือไม่ไหวแล้ว
“ฮิฮิ ทางเลือกอันชาญฉลาด!” ผูเยาตวัดมือคว้าจิงสืออย่างง่ายดาย ริมฝีปากบาง
แย้มกว้าง ออกคำสั่ง “อืม นำหญ้ามังกรเพลิงของเจ้าไปยังหุบเขาหมอกเย็นเยือก”
“หญ้ามังกรเพลิง!” จั่วม่อตาเบิกโพลง เค้นเสียงลอดไรฟันออกมา
เจ้าบ้านี่… …
จั่วม่ออยากร่ำไห้เป็นกำลัง สิ่งของน่าหวาดผวาอย่างหญ้ามังกรเพลิง มีเพียงมนุษย์ที่
น่าหวาดผวาพอ ๆ กันดังเช่นศิษย์พี่เหวยเสิ้งเท่านั้นที่จะทนมันได้! กับคนเช่นมันมีเพียง
ผลลัพธ์เดียวเท่านั้น นั่นคือพลังปราณแตกสลาย และตกตายอย่างอนาถ!
ดวงตาขวาของผูเยาคล้ายยิ้มจนโค้งขึ้นดุจจันทร์เสี้ยว ยังอุตส่าห์เตือนจั่วม่อ “ไม่มี
เวลาเหลือแล้วนะ”
ความรู้สึกคล้ายลุกไหม้ภายในร่างกายทวีความรุนแรงเกือบถึงขีดสุด จั่วม่อต้องการ
ฉีกทึ้งเสื้อผ้าออกให้หมด เส้นเลือดเดือดพล่านราวกับท่อเหล็กที่ถูกแผดเผาจนแดงฉาน
มันกระหายอย่างผิดปกติ ทั้งอึดอัดขัดข้องอย่างผิดปกติ! … เวลาจะหมดแล้ว!
ไม่ต้องสนใจอะไรอีกแล้ว จั่วม่อกระชากยันต์เทพสัญจรออกมา แปะลงบนขา โคจร
ปราณทั่วร่าง จากนั้นหันไปคว้าต้นหญ้ามังกรเพลิง พุ่งทะยานไปยังหุบเขาหมอกเย็น
เยือกราวกับก้อนเมฆสีแดงฉานกลุ่มหนึ่ง
มันกู่ร้องสุดเสียงอยู่ในใจ
—-ผูเยา! เจ้าเหรินเยาบัดซบที่สมควรตาย!