สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 493 บุรุษผู้มีนามว่าชิงหลิน
“ผู้อาวุโส”
สุ้มเสียงสุภาพของหลีซู่ดังขึ้นที่ด้านนอกประตู
“เข้ามาได้”
ประตูไม้เปิดออกโดยปราศจากลม หลีซู่เดินเข้าในห้องอย่างเรียบ ๆ
ร้อย ๆ ก่อนอื่นค้อมกายคารวะผู้อาวุโสเซินเป็นสิ่งแรก
“มีเรื่องอันใด? ดูจากสีหน้าของอาซู่เจ้า คล้ายวิตกกังวลกับเรื่องราว
บางประการ” ผู้อาวุโสเซินถามหลีซู่ด้วยสีหน้าอ่อนโยน หลีซู่ผู้นี้เป็นศิษย์
ฝ่ายใน ทั้งยังได้รับความรักใคร่เอ็นดูจากท่านเจ้าสำนักอย่างลึกซึ้ง ดังนั้น
แม้แต่ผู้อาวุโสเช่นมันยังต้องไว้หน้าอีกฝ่ายบ้าง
“บอกไปไม่กลัวผู้อาวุโสหัวร่อเยาะแล้ว ไม่ทราบเพราะเหตุใด ศิษย์
รู้จักหวั่นใจอยู่บ้าง” หลีซู่ฝืนยิ้ม
มันแม้เพิ่งเข้ารับภารกิจในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แต่ยังล่วงรู้มากกว่าผู้อาวุโส
เซิน นับตั้งแต่ช่วงเวลาที่เริ่มทำนายตำแหน่งที่ตั้งโดยคร่าว ๆ ของซาก
โบราณสถาน ทางสำนักก็ส่งหลู่เจิ้นกับพวกเข้ามาตั้งสำนักซวีหลิงขึ้น
หลายปีมานี้นับว่าทุ่มเทลงไปไม่น้อย สัญญาณทั้งหมดล้วนบ่งชี้ว่าทาง
สำนักปรารถนาในซากโบราณสถานวิหารเทพสุริยันแห่งนี้เป็นที่สุด
ท้ายที่สุดมันค่อยล่วงรู้ว่าภายในวิหารเทพสุริยันมีสมบัติมหัศจรรย์ชิ้น
หนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญต่อสำนักเป็นอย่างยิ่ง แต่มันไม่ทราบว่าเป็นสมบัติ
อันใด แต่เพื่อการนี้ทางสำนักถึงกับส่งผู้อาวุโสด่านหยวนอิงออกมาคน
หนึ่ง!
ในช่วงหลายปีที่มันอยู่ในสำนัก ในความประทับใจของมัน เหล่าผู้
อาวุโสด่านหยวนอิงล้วนมุ่งมั่นปิดด่านฝึกตน คร่าเคร่งอยู่กับการฝึกฝีมือ
คิดพบหน้าพวกมันสักครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย กระทั่งกับหลีซู่ นี่ยังเป็นครั้งแรก
ที่มันได้เห็นผู้อาวุโสด่านหยวนอิงผู้หนึ่งออกมากระทำภารกิจที่ภายนอก
จากสิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้ง ว่าสำนักให้ความสำคัญกับ
ผลสำเร็จของภารกิจครั้งนี้มากเพียงใด!
หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นในภารกิจครั้งนี้ มันย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงจาก
การถูกตราหน้าว่า ‘ไร้ความสามารถ’ นี่จะส่งผลเสียต่ออนาคตในสำนัก
ของมัน แม้ว่ามันจะได้รับความสำคัญจากท่านเจ้าสำนักก็ตาม แต่อันที่จริง
แล้ว ศิษย์เช่นมันในสำนักยังมีอยู่อีกมากมายนับไม่ถ้วน
ผู้อาวุโสเซินกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “อาซู่ไม่ต้องห่วงกังวลไป ก่อนจะ
ออกมา ท่านเจ้าสำนักได้ทำการทำนายเป็นพิเศษครั้งหนึ่ง ไม่พบเห็นการ
เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันอันใด สำหรับนักฆ่าหน้ากากผู้นั้น แม้ว่ามันจะ
มีชื่อเสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เราผู้เฒ่ายังมีความมั่นใจอยู่บ้าง ส่วนหยวนอิง
อีกสองคนนั่น แม้พอมีพลังฝีมือกล้าแข็ง แต่ในเรื่องอื่น ๆ ไม่นับเป็น
อย่างไรได้”
ฟังจากสุ้มเสียงของมัน ผู้อาวุโสเซินดูแคลนสองหยวนอิงจาก
อาณาจักรทะเลเมฆเป็นอย่างยิ่ง
หลีซู่พอฟัง เค้าความกังวลบนใบหน้าก็จางหายไปหลายส่วน วิชา
ทำนายดุจเทพยดาของท่านเจ้าสำนักไม่เคยเป็นที่กังขามาก่อน อย่าว่าแต่
เมื่อวันวาน มันยังได้รับนกกระเรียนกระดาษจากท่านเจ้าสำนัก ภายในนั้น
มีเพียงการปลุกปลอบให้กำลังใจอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง ไม่มีเรื่องราวใด
นอกเหนือไปกว่านั้น หากเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดฝันจริง ๆ ท่านเจ้า
สำนักไหนเลยจะไม่ล่วงรู้ได้?
ดูเหมือนมันวิตกกังวลมากเกินไปจริง ๆ
“ผู้อาวุโสสั่งสอนถูกต้อง มิอาจรักษาจิตใจอันมั่นคงเอาไว้ได้เช่นนี้
ศิษย์ต้องฝึกฝนให้มากกว่านี้” หลีซู่กล่าว
ผู้อาวุโสเซินกลับไม่ถือสา กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “อาซู่เจ้ารอบคอบ
ระมัดระวัง นับว่าไม่เลว ไม่เลวเลยจริง ๆ เราผู้เฒ่าเมื่อครั้งที่อายุเท่าอาซู่
เจ้า หาได้มีความหนักแน่นมั่นคงเท่ากับเจ้าไม่ ก่อนที่วิหารเทพจะเปิดออก
ยังมีเวลาอีกสี่วัน อาซู่สมควรฉวยโอกาสช่วงนี้พักผ่อนให้อยู่ในสภาพ
สมบูรณ์พร้อมที่สุด”
“ศิษย์ทราบแล้ว!” หลีซู่รีบรับคำ สุ้มเสียงของผู้อาวุโสแม้อบอุ่น
อ่อนโยน แต่ความหมายในวาจายังคงเป็นการตักเตือนให้มันหยุดคิด
ฟุ้งซ่านเหลวไหลได้แล้ว
สี่วันแห่งการรอคอยนี้ ไม่ควรมีเรื่องผิดพลาดใดเกิดขึ้น
“ฟังว่าเจ้าลงมือพลาด?” บุรุษกลางคนหน้าขาวไร้หนวดเครากล่าว
ยิ้ม ๆ “นี่หาได้ยากยิ่ง หากเรื่องราวแพร่ออกไป คนผู้นี้คงเป็นที่โจษจันกัน
ไปทั่วแล้ว”
เบื้องหน้ามันคือนักฆ่าหน้ากากผู้ไร้วาจา ประหนึ่งหุ่นไม้แข็งกระด้าง
หน้ากากสีขาวซีดดูน่าประหวั่นพรั่นพรึงอย่างบอกไม่ถูก
“เจ้าไฉนจู่ ๆ ลงมือต่อคนผู้นี้? ใช่ค้นพบอันใดเป็นพิเศษหรือไม่?”
บุรุษกลางคนหน้าขาวในที่สุดถามอย่างอดรนทนไม่ไหว
ครั้งที่ข่าวนี้แพร่มาถึงหูมัน บุรุษกลางคนเรียกได้ว่าแตกตื่นจนขวัญ
หนีดีฝ่อแล้ว มันกับนักฆ่าหน้ากากร่วมมือกันมานาน เข้าใจนิสัยใจคอของ
ตัวประหลาดนี้ดีกว่าผู้ใด อย่าได้เห็นว่านักฆ่าหน้ากากเดินไปในแนวทาง
อันมืดมน แต่แท้ที่จริงกลับมิใช่คนดุร้ายกระหายเลือด นอกเหนือจาก
เป้าหมายของการลอบสังหาร ตัวประหลาดนี้แทบไม่เคยลงมือกับผู้อื่นมา
ก่อน
คนเช่นนี้ถึงกับลงมือต่อคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันผู้หนึ่ง จะไม่ให้
บุรุษกลางคนตื่นตระหนกอย่างไรไหว? แต่สิ่งที่สะท้านขวัญสั่นประสาทยิ่ง
ไปกว่านั้น ก็คือนักฆ่าหน้ากากกลับลงมือล้มเหลว!
บุรุษกลางคนเมื่อได้ยินเรื่องนี้ ปฏิกิริยาแรกคือปฏิเสธหัวชนฝา
เป็นไปไม่ได้! กระทั่งในภายหลังเรื่องราวกลายเป็นประเด็นร้อนแรง มัน
ยังคงไม่เชื่อถือจนกระทั่งถึงตอนนี้
ต่อเมื่อปฏิกิริยาของนักฆ่าหน้ากากช่วยยืนยันความจริง มันจึงฝืนใจ
ยินยอมเชื่อ
“ลางสังหรณ์” นักฆ่าหน้ากากตอบสั้น ๆ เพียงหนึ่งคำ ราวกับว่าวาจา
ของมันมีค่าพันตำลึงทอง
“ลางสังหรณ์? เจ้าบอกว่าเจ้าลงมือเข่นฆ่ามันเพียงเพราะว่าเจ้า
บังเกิดลางสังหรณ์?” บุรุษกลางคนตะลึงจังงัง มันร้อยคิดพันคำนวณ แม้
ครุ่นคิดไว้นานัปการ แต่คำตอบว่า ‘ลางสังหรณ์’ กลับไม่ได้รวมอยู่ในนั้น
“มันจะส่งผลต่อเป้าหมายของข้า” นักฆ่าหน้ากากสุ้มเสียงแหบพร่า
ระคายหู คลับคล้ายกระดาษทรายขัดถูแผ่นเหล็ก
“ส่งผลต่อเป้าหมายของเจ้าเช่นนั้นหรือ?” บุรุษกลางคนอัศจรรย์ใจ
ยิ่ง แต่ในฐานะคนที่สนิทสนมคุ้นเคยกับตัวประหลาดสวมหน้ากาก มัน
เข้าใจความหมายในถ้อยคำของอีกฝ่ายทันที “ความหมายของเจ้าคือ เจ้า
บังเกิดลางสังหรณ์ว่าคนผู้นี้จะส่งผลกระทบต่อแผนการของเรา?”
“ใช่” นักฆ่าหน้ากากยังคงตอบเพียงหนึ่งคำ
บุรุษกลางคนนิ่งเงียบงันไป มันทราบดีว่าในตัวนักฆ่าหน้ากากมีสิ่ง
แปลก ๆ หลายประการ ซึ่งไม่อาจหยั่งวัดคำนวณได้ด้วยหลักเหตุผลทั่วไป
นี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มันแทบไม่เคยลงมือพลาด
นักฆ่าหน้ากากบังเกิดลางสังหรณ์ว่าคนผู้นี้จะส่งผลกระทบต่อ
เป้าหมายของพวกมัน ทำให้บุรุษกลางคนรู้สึกเหลวไหลไร้สาระอยู่บ้าง
แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด บุรุษกลางคนในใจชักจะเชื่อถืออยู่บ้าง
เหมือนกัน
“สมควรคิดหาหนทางฆ่ามันให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปหรือไม่?” บุรุษ
กลางคนซักไซ้
“ค่ายกลแข็งแกร่งมาก” นักฆ่าหน้ากากกล่าว
“แล้วอย่างไร?” บุรุษกลางคนถามต่อ
“ข้าไม่ทราบ”
บุรุษกลางคนถึงกับพูดไม่ออก
“วิธีการนี้รวบรัดยิ่ง นั่นคือปรับใช้เมล็ดผลึกสุริยันกับร่างของเจ้า” ชิง
หลินแจกแจงราวกับคิดกระทำเรื่องราวอันง่ายดายประการหนึ่ง
“ของสิ่งนี้ใช้การได้หรือ?” จั่วม่อล้วงเมล็ดผลึกสุริยันออกมา อีกฝ่าย
ในเมื่อค้นพบตั้งแต่แรก ซ่อนไปยังจะมีประโยชน์ใด
“พลังของเจ้าไม่แข็งกล้าพอ ไม่สามารถรองรับเมล็ดผลึกสุริยันได้ คน
ที่ปิดผนึกเมล็ดผลึกสุริยันให้แก่เจ้าจะต้องครุ่นคิดเช่นนี้แน่” ชิงหลินกล่าว
สืบต่อ “เพียงแต่มันอาจคิดไม่ถึง ว่าวันหนึ่งเจ้าจะเผชิญพบกับวิหารเทพ
สุริยัน”
จั่วม่อเงี่ยหูฟังอย่างใจจดใจจ่อ เกรงว่าจะตกหล่นคำใดไป
“เรื่องนี้เจ้าคงทราบบ้างแล้ว เมล็ดผลึกสุริยันเป็นเมล็ดพันธุ์ของ
สัญลักษณ์ศึกแห่งชนเผ่าเทพสุริยัน ใช้เพาะสร้างนักรบสัญลักษณ์ศึกของ
ชนเผ่าพวกมัน นักรบสัญลักษณ์ศึกแม้ฝีมือเลิศภพจบพสุธา แต่พวกมันก็มี
ข้อจำกัดที่ยิ่งใหญ่ ชนเผ่าเทพสุริยันเมื่อล่วงลับดับสูญไปแล้ว ย่อมสูญสิ้น
พลังศรัทธาของบรรดาผู้คนในเผ่า ปราศจากพลังแห่งสัญลักษณ์ศึกอีก
ต่อไป ดังนั้นเจ้าไม่สามารถกลายเป็นนักรบสัญลักษณ์ศึกได้”
จั่วม่อพอฟังต้องบังเกิดความผิดหวังสุดระงับ กล่าวไปกล่าวมา มิ
เท่ากับว่าเจ้าสิ่งนี้เป็นของเก่าชำรุดที่ไม่มีพลังอันใดหรอกหรือ
เห็นสีหน้าผิดหวังของจั่วม่อ ชิงหลินอดแย้มยิ้มไม่ได้ “อย่าเพิ่งทำหน้า
เช่นนั้น เจ้าแม้ไม่อาจกลายเป็นนักรบสัญลักษณ์ศึก แต่เมล็ดผลึกสุริยัน
โดยตัวมันเองก็เป็นสมบัติล้าค่าที่หาได้ยากยิ่ง ในโลกของเราสิ่งนี้แทบ
ประเมินค่ามิได้ เป็นธรรมดาที่จะต้องมีคุณสมบัติพิเศษในตัวมันเอง เจ้าคง
ไม่ทราบกระมังว่าเมล็ดผลึกสุริยันได้มาจากที่ใด?”
จั่วม่อค่อยคึกคักแจ่มใสขึ้นมาอีกครั้ง “มาจากที่ใด?”
“นักรบสัญลักษณ์ศึกแต่ละรุ่นแห่งชนเผ่าเทพสุริยัน จะเพียรพยายาม
ทุกวิถีทาง เดินทางไปสู่โลกปฐมกำเนิดหรือห้วงมิติแห่งความโกลาหล เพื่อ
เสาะหาดวงอาทิตย์ที่ยังก่อตัวไม่สมบูรณ์ พวกมันก่อนอื่นจะผนึกดวง
อาทิตย์แรกกำเนิดให้กลายเป็นก้อนผลึก จากนั้นจะมุ่งมั่นใช้พลังแห่ง
ศรัทธา ฟูมฟักขัดเกลาผลึกนั้นทั้งวันทั้งคืน ไม่มีว่างเว้น จวบจนกระทั่งห้า
สิบปีให้หลัง ผลึกนั้นจึงจะกลายเป็นเมล็ดผลึกสุริยัน”
จั่วม่อพอฟัง ต้องอ้าปากค้างจนคางแทบหลุดร่วงลงมา
ดวงอาทิตย์ที่ยังก่อตัวไม่สมบูรณ์… …
ท่านย่ามันเถอะ! เกอที่แท้ถือดวงอาทิตย์เล็ก ๆ ดวงหนึ่งไว้ตลอดเวลา!
“ดังนั้นเมล็ดผลึกสุริยันแต่ละชิ้นล้าค่าสุดเปรียบปาน หากชนเผ่าเทพ
สุริยันมิได้ล่มสลายและล้มตายหมดสิ้น ไหนเลยเมล็ดผลึกสุริยันจะมาจบ
ลงในมือผู้อื่นได้?” ชิงหลินกล่าวถึงตรงนี้ อดโศกสลดอยู่บ้างไม่ได้ มันสั่น
ศีรษะ กล่าวพลางทอดถอน “เจ้าสามารถพบเจอของสิ่งนี้ นับว่ามีโชค
วาสนาไม่น้อย ทั้งยังมีคนที่สามารถผนึกของสิ่งนี้อยู่ข้างกายพอดีอีกด้วย
ยามนี้ยังพบพานวิหารเทพสุริยันที่ยังไม่แตกดับ นี่หากมิใช่โชคชะตาจะ
เป็นอะไร?”
เห็นใบหน้าตื่นตระหนกจนปากอ้าตาโตของจั่วม่อ ชิงหลินยิ้มกว้าง
มันมีความรู้สึกที่ดีต่อจั่วม่อไม่น้อย คนผู้นี้แม้ลิ้นลมกลอกกลิ้งกลมเกลี้ยง
คล้ายมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้าง แต่ยังคงมีหัวใจอันบริสุทธิ์
“พลังแห่งศรัทธาภายในเมล็ดผลึกสุริยันนี้ เกรงว่าอาจสลายหายไป
หากผ่านกาลเวลาอีกสักหมื่นปี บางทีมันอาจถือกำเนิดเป็นดวงอาทิตย์อีก
ดวงหนึ่ง ต่อไปเจ้าต้องจดจำไว้ให้มั่น อย่าได้เปิดเผยเรื่องที่เจ้าถือครอง
เมล็ดผลึกสุริยันเป็นอันขาด เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุเภทภัยกับตัวเจ้าเอง”
ได้ยินเช่นนี้ จั่วม่อพยักหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย
ที่ผ่านมามันเพียงเข้าใจว่าของสิ่งนี้ไม่ธรรมดาสามัญ แต่ไม่ทราบว่ามี
ประโยชน์ใช้สอยอันใด หลังจากฟังชิงหลินบ่งบอกบรรยาย มันในที่สุดค่อย
ตระหนักว่าของขวัญที่อสุภประหลาดมอบให้แก่มัน ที่แท้ล้าค่าสุด
ประมาณถึงเพียงนี้!
“เดิมทีเมล็ดผลึกสุริยันจะต้องตั้งไว้บนแท่นบูชา ผ่านพิธีกรรม
บวงสรวงจนพร้อมสรรพเสียก่อน จึงจะสามารถดูดซับเข้าสู่ร่างกายได้ แต่
แท่นบูชาในวิหารเทพแห่งนี้ถูกทิ้งร้างมาเนิ่นนาน ดังนั้นเราได้แต่ใช้วิธีการ
อันทื่อด้านแทน”
ชิงหลินพอกล่าวถึงตรงนี้ ทันใดนั้นที่ปลายนิ้วของมันปรากฏหยดน้า
คล้ายผลึกหยกหยดหนึ่ง ค่อย ๆ ไหลหยดลงบนหว่างคิ้วของจั่วม่ออย่าง
นุ่มนวล
ตูม!
จั่วม่อรู้สึกกระแสความเย็นระเบิดจากหว่างคิ้ว ม้วนทะลักลงไปในร่าง
อย่างรวดเร็ว
ทั่วร่างรู้สึกสุขสบายอย่างบอกไม่ถูก จมูกปากเต็มไปด้วยกลิ่นอายสด
ชื่นเบิกบานของมวลพฤกษา
“นี่คือหยดน้าลี้ลับเถาวัลย์เขียว ถือว่าเป็นของขวัญแรกพบหน้าจาก
พี่ใหญ่ของเจ้าเถอะ” ชิงหลินกล่าวยิ้ม ๆ แต่ใบหน้าขาวเผือดอยู่บ้าง
“เทียบกับเมล็ดผลึกสุริยันแล้วอาจอ่อนด้อยกว่ามาก แต่อย่าได้ดูแคลนมัน
เลย”
จัวม่อตะลึงงัน ในใจตื้นตันไปหมด จมูกกลายเป็นแสบร้อน หมอบ
คารวะเต็มพิธีการ ตะโกนเรียกหาอย่างจริงใจ “พี่ใหญ่!”
ชิงหลินรีบประคองมันลุกขึ้นยืน สีหน้าปลาบปลื้มประโลมใจ
“หลังจากเลอะเลือนมานับหมื่นปี วันนี้ยังได้พบเจอพี่น้องอีกคนหนึ่ง ชีวิต
นี้ข้าไม่มีสิ่งใดให้นึกเสียใจอีก!” จากนั้นกล่าวต่อไปว่า “หยดน้าลี้ลับ
เถาวัลย์เขียวเก็บเกี่ยวจากเถาวัลย์เก่าแก่อายุหมื่นปี หากน้องเล็กเจ้า
สามารถดูดซับได้สำเร็จ จะเป็นประโยชน์ต่อเจ้านับอเนกอนันต์”
จั่วม่อได้แต่พยักหน้าอย่างโง่งม แล้วจากนั้นจู่ ๆ ล้วงเอากองสมบัติที่
ปกติรักใคร่หวงแหนเท่าชีวิตออกมา กล่าวอย่างใจป้าว่า “พี่ใหญ่ลองดู
หากมีสิ่งใดใช้การได้ โปรดเลือกเอาไปเถอะ!”
“โอ้ น้องเล็กเจ้ามีสิ่งของดี ๆ ไม่น้อย” ชิงหลินกล่าวปนหัวร่อ ลอง
พลิก ๆ ดูรอบหนึ่ง “ลูกธนูหักนี้อาจเป็นอาวุธของนักรบสัญลักษณ์ศึกแห่ง
ชนเผ่าเทพเกาทัณฑ์ ระฆังแตกใบนี้สมควรเป็นมหาสมบัติที่ล้าค่าที่สุดของ
ชนเผ่าวารีตะวันออก เรียกว่าระฆังฟ้านิรันดร์กาล ส่วนศิลาดำทางด้านนี้
คือแก่นวิญญาณร้ายโลกันตร์ สมบัติที่มีค่าที่สุดแห่งชนเผ่าวิญญาณผี น่า
เสียดายที่ข้าผู้พี่แทบไม่รู้จักพวกมัน ไม่ทราบว่าจะใช้งานพวกมันอย่างไร”
“ทั้งหมดนี้ข้าเก็บมาจากสนามรบปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ สหายของข้า
บอกว่านั่นเป็นสถานที่ที่ยอดยุทธ์มากมายพากันสิ้นชีพ” จั่วม่อบอกเล่า
สมบัติเหล่านี้ล้วนได้มาในตอนที่พวกจั่วม่อติดตามอสุภประหลาด ช่วยกัน
ค้นหาทางออกจากสนามรบปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ พวกมันผ่านสถานที่แห่ง
ความตายอีกหลายแห่งซึ่งคลับคล้ายกับทะเลทรายผลึกทอง อสุภ
ประหลาดไม่แยแสสนใจสิ่งของเหล่านี้ และยกทั้งหมดให้แก่จั่วม่อ
“ที่แท้เป็นเช่นนี้!” ชิงหลินผงกศีรษะ “มหาสงครามปิดผนึกล้าง
เผ่าพันธุ์ เป็นมหาสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์อย่างที่คาด! หลุมฝังศพ
แห่งบรรดายอดยุทธ์มากมายเหล่านั้น… …”
ทอดถอนยาวเยือกคราหนึ่ง ชิงหลินผลักกองสิ่งของกลับไปยังเบื้อง
หน้าจั่วม่อ “น้าใจของน้องเล็ก ข้าผู้พี่ขอรับไว้ด้วยใจ แต่ข้าไม่สามารถใช้
สิ่งของเหล่านี้ได้ น้องเล็ก เก็บไว้กับตัวเจ้าเถอะ แต่จดจำไว้ อย่าได้เปิดเผย
ของเหล่านี้ให้ผู้อื่นเห็นได้โดยง่าย”
จั่วม่อกล่าวอย่างไม่สบายใจ “พี่ใหญ่ เลือกไปสักสองสามอันเถอะ!”
“นี่ไม่มีประโยชน์ใดกับข้าจริง ๆ” ชิงหลินยังยืนกรานผลักกองสิ่งของ
กลับมายังเบื้องหน้าจั่วม่อ จากนั้นกล่าวว่า “แต่ไม่ต้องเกรงใจเกินไป ข้าผู้
พี่ยังมีเรื่องจะขอร้องเจ้า”
“เรื่องอันใด? พี่ใหญ่โปรดบอกมา!” จั่วม่อกล่าวอย่างไม่ลังเล
“ในอนาคตหากน้องเล็กมีเวลาว่าง สามารถไปยังสถานที่แห่งนี้เพื่อ
ชมดูสักคราหรือไม่? บางทีอาจมีลูกหลานชนเผ่าของข้าหลงเหลืออยู่ที่นี่
หากพวกมันโชคดียังมีคนเหลือรอด น้องเล็กโปรดช่วยดูแลพวกมันแทน
ข้า” ชิงหลินจี้ดรรชนีอีกครั้ง จั่วม่อรู้สึกว่าในจิตใจมันปรากฏแผนที่
อาณาจักรขึ้น
“ทะเลยังกลายเป็นท้องนา ทุกสรรพสิ่งล้วนแปรเปลี่ยนไปตาม
กาลเวลา น้องเล็กไม่จำเป็นต้องตั้งใจไปค้นหา หากเจ้าพบพวกมัน ก็เพียง
แค่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือพวกมันบ้างก็พอ” ชิงหลินกล่าวอย่างปลดปลง
“ไม่มีปัญหา!” จั่วม่อพยักหน้าแรง ๆ ลอบตกลงใจอย่างแน่วแน่ ไม่ว่า
จะอย่างไร มันต้องไปค้นหายังสถานที่แห่งนี้ให้จงได้
ชิงหลินแย้มยิ้มจาง ๆ ยื่นมือออกมา “น้องเล็ก มอบเมล็ดผลึกสุริยัน
ให้แก่ข้า”
รีบม่อรีบประคองส่งเมล็ดผลึกสุริยันถึงมือชิงหลิน
ในเวลานี้เอง แสงสีเขียวพลันสว่างเจิดจ้าขึ้นจากมือของชิงหลิน รัด
พันห่อหุ้มเมล็ดผลึกสุริยันเอาไว้ภายใน ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งของลำแสง
สีเขียว รัดพันอยู่รอบกายจั่วม่อ!