สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 50 ค้นหาวิธี
หลังจากล้มเหลวอย่างต่อเนื่องถึงสามรอบ จั่วม่อจำใจต้องหยุดการทดลองไว้ก่อน
แม้ว่ายามนี้มันจะมั่งคั่งพอสมควร แต่ก็ไม่ได้มากพอให้ใช้ทิ้งขว้างสิ้นเปลือง มันต้อง
วางแผนให้ดีและใช้อย่างสุขุม เมื่อล้มเหลวสามครั้งติดต่อกัน นั่นย่อมหมายความว่ามี
ขั้นตอนสำคัญที่มันผิดพลาดไป
จั่วม่อจมลงไปในห้วงภวังค์ความคิดอันลึกล้ำ
สิ่งที่มันยังไม่ทราบ คือความยากลำบากของเรื่องนี้ มากเกินกว่าที่ขีดความสามารถ
สูงสุดของมันจะรับมือได้ ต่อให้มันกลืนบันทึกวิชาความรู้ลงไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ในด้าน
การหลอมกลั่นโอสถ มันนับเป็นคนใหม่ที่ไม่สามารถใหม่ไปกว่านี้ได้อีก ประสบการณ์
เกือบเท่ากับศูนย์ หวังจะคาดเดาค้นหาการเปลี่ยนแปลงเฉพาะเจาะจงในกระบวนการ
หลอมกลั่นโอสถ แม้แต่เหล่าผู้ฝึกตนมากประสบการณ์ยังอาจไม่มีปัญญากระทำได้
แต่เรื่องนี้ไม่เคยมีใครบอกจั่วม่อ
หากจั่วม่อล่วงรู้ความจริงข้อนี้ มันน่าจะโยนเรื่องนี้ไปทางด้านข้างก่อน ไฉนมันจึง
หลอมกลั่นเม็ดยากล้าแกร่งเกรียงไกรเล่า? ก็เพื่อจิงสือมิใช่หรือ หากวิธีการนี้ยากเกินไป
เสี่ยงเกินไป ยังจะเหลือกำไรที่ไหนให้มันอีก เช่นนั้นสู้มันไปหาวิธีการอื่นที่เป็นไปได้
มากกว่าไม่ดีกว่าหรือ มันไม่หวั่นเกรงความยากลำบาก มันเพียงกลัวความเขลาไม่รู้ความ
ของตนเอง กลัวว่าจะหลงพัวพันอยู่กับปัญหาที่ไกลเกินกว่าระดับฝีมือมัน ในสายตาของ
จั่วม่อ นั่นเป็นการค้าที่ขาดทุน ไม่พึงกระทำ
แต่จั่วม่อไม่ทันได้ตระหนักถึงระดับความยากลำบากของปัญหาที่มันกำลังเผชิญ
ดังนั้นเอาแต่รีดเค้นกำลังสมองครุ่นคิดอยู่ในห้องหลอมกลั่นของมัน
เวลาเดียวกัน ภายในถ้ำกระบี่ ในความมืดมิดชนิดที่ว่าต่อให้กางมือออกยังมองไม่
เห็นนิ้วทั้งห้า พื้นหินใต้เท้าเย็นเฉียบปานน้ำแข็ง แม่น้ำโลหิตที่อยู่ไม่ไกลไหลเร็วรี่
ปันปั่วนไม่มีที่สิ้นสุด เหวยเสิ้งหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ในที่สุดไม่อาจทานทนอีก
ต่อไป ทรุดลงนั่งไขว้ขวาบนพื้น ดิ่งลงสู่สภาวะฌาน
ความเหน็ดเหนื่อยที่หว่างคิ้วไม่อาจปิดซ่อน สภาพของมันน่าสมเพชสุดทนดู
ร่างกายครึ่งท่อนบนเปลือยเปล่า เห็นบาดแผลตัดไขว้เปรอะเปือนไปทั้งร่าง นับคร่าวๆ
ยังได้ถึงสิบกว่าแห่ง ที่น่าตกตะลึงต่อสายตาเป็นครึ่งท่อนล่างที่เหลือเพียงกางเกงขาสั้น
ตัวเดียว ทันทีที่นั่งลงมันเข้าสู่สภาวะฌานอย่างรีบด่วน จากนั้นเมื่อจิตดื่มด่ำอยู่ในห้วง
ฌาน เหวยเสิ้งกระดูกสันหลังพลันตั้งเหยียดตรงดุจกระบี่ เค้าความภาคภูมิและโอ่อ่าสง่า
งามประการหนึ่ง แผ่ซ่านออกมาอย่างเลือนราง ผ่านรูปลักษณ์สงบนิ่งของมัน
เวลาเลื่อนผ่านไปเรื่อยๆ แต่เหวยเสิ้งยังคงไม่ไหวติง
ทันใดนั้น เงาดำทมิฬสายหนึ่งปรากฏขึ้นและเข้าใกล้เหวยเสิ้งโดยไร้เสียง ในสภาวะ
เข้าฌาน เหวยเสิ้งไม่ได้ตรวจพบมัน พอเข้าไปใกล้จนได้ระยะเหมาะสม เงาดำพลัน
กระโจนเข้าใส่เหวยเสิ้งอย่างดุร้าย!
เห็นได้ชัดว่าเหวยเสิ้งยังคงอยู่ในฌาน จู่ๆ ลืมตาพรึบอย่างไม่คาดฝัน ไม่เห็นมัน
เคลื่อนไหวอันใด แต่ปราณกระบี่สีเขียวสายหนึ่งวาบขึ้นในความมืด เงาดำแยกออกเป็น
สองส่วน
กว๊าก!
เงาดำกรีดร้องโหยหวน ร่างสลายกลายเป็นควันดำในพริบตา จากนั้นเหือดหายไป
สิ้นโดยไม่เหลือร่องรอย
เหวยเสิ้งลุกขึ้นยืนบนพื้นหินเย็นเฉียบ สีหน้าไม่สะทกสะท้าน ในดวงตาฉายความ
แน่วแน่อันเป็นนิรันดร์ประการหนึ่ง เจตจำนงกระบี่รางเลือนดุจล่องหนพลุ่งพล่านอยู่
ด้านหลัง ในความมืดมนและเงียบงัน มันยกเท้าเปล่าย่ำไปตามลำน้ำเลือด เชื่องช้า แต่
หนักแน่นมั่นคง มุ่งหน้าลึกลงไปเรื่อย ๆ
ในสถานที่อันห่างไกลลิบลับจากอาณาจักรนภาจันทร์
“ดาวพร่างกลางทิวา… …”
“ใช่ขอรับ เรื่องนี้ทำให้หลายคนตื่นตระหนก อีกหลายคนแล่นไปสำรวจยัง
อาณาจักรนภาจันทร์ บางคนกล่าวว่าดาวพร่างกลางทิวาเป็นลางบอกเหตุถึงการปรากฏ
ขึ้นของสมบัติล้ำค่า!”
“ลางบอกเหตุถึงการปรากฏขึ้นของสมบัติล้ำค่า?” ผู้กล่าวเยาะหยันลึกๆ “นกตาย
เพราะอาหาร คนตายเพราะความมั่งคั่ง ความจริงนี้ไม่เคยแปรเปลี่ยน อ้า”
“เช่นนั้นพวกเรา……”
“ส่งคนไป! ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้” ผู้กล่าววาจาออกคำสั่งที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดมี
ปัญหา
“ขอรับ”
ในเรือนขิงหอมบนภูเขาสุญตา เมื่อเห็นสือฟั่งหรงออกมาจากห้องหลอมกลั่น สวี่ฉิ
งรีบตรงเข้ารับหน้า นางที่สามารถรั้งลำดับแรกในบรรดาศิษย์ฝั่ายนอกแห่งเรือนขิงหอม
ประการหนึ่งคือนางทั้งเชื่อฟังและตั้งอกตั้งใจรับฟัง อีกทั้งนางก็เชื่อถือได้ในหน้าที่
รับผิดชอบของนาง ส่วนอีกประการหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือนางสามารถทนต่ออารมณ์
อันแปลกประหลาดของสือฟั่งหรงได้
สือฟั่งหรงเหลือบมองไปรอบๆ แล้วขมวดคิ้ว “ศิษย์พี่ของเจ้าไปยังที่ใด?”
สวี่ฉิงรีบตอบ “หลังจากศิษย์พี่เข้าไปยังห้องหลอมกลั่นโอสถเมื่อหลายวันก่อน ก็ยัง
ไม่ได้ออกมาอีกเลย”
“ห้องหลอมกลั่นโอสถ? มันหลอมกลั่นเม็ดยาอันใด?” หัวคิ้วขมวดมุ่นของสือฟั่งหรง
คลายออก ขณะที่นางถามอย่างไม่ตั้งใจ ดูเหมือนจั่วม่อให้ความสำคัญกับการหลอมกลั่น
โอสถจริงๆ นางพึงพอใจไม่น้อย
“น่าจะเป็นเม็ดยาราชันธัญพืช หลายวันก่อนศิษย์พี่ซื้อวัตถุดิบสำหรับหลอมกลั่น
เม็ดยาราชันธัญพืชไปจากข้า” สวี่ฉิงตอบ นางอยู่ที่เรือนขิงหอมมานาน ประสบการณ์ใน
ด้านโอสถของนางยังล้ำลึกกว่าจั่วม่อมาก
“เม็ดยาราชันธัญพืช!” คิ้วของสือฟั่งหรงขมวดฉับอีกรอบ กล่าวอย่างขุ่นข้อง “ไฉน
มันยังหลอมกลั่นเม็ดยาราชันธัญพืชอีก? เอาแต่ทำเรื่องเช่นนี้จะก้าวหน้าได้อย่างไร?”
ควรทราบว่าเม็ดยาราชันธัญพืชเป็นเม็ดยาขั้นพื้นฐานที่สุด ไม่สามารถนับเป็นโอสถ
ปราณด้วยซ้ำ ในฐานะผู้ฝึกตนด่านจู้จีผู้หนึ่ง ทุ่มเทความพยายามกับเม็ดยาพรรค์นั้น ไย
มิใช่น่าขบขันแทบตายแล้ว
สวี่ฉิงในใจสะท้านขึ้นเฮือกหนึ่ง นางเริ่มเสียใจกับสิ่งที่เพิ่งกล่าวออกไป หากศิษย์พี่
ถูกอาจารย์อาหญิงสี่ลงโทษเพราะสิ่งที่นางพูด นี่ย่อมไม่ดีสำหรับนางแน่ ๆ
ยังไม่ทันจะกล่าวอันใดต่อ สือฟั่งหรงก็เดินไปถึงหน้าห้องหลอมกลั่นของจั่วม่อแล้ว
นางผลักประตูเข้าไปทันทีโดยไม่เคาะให้สัญญาณ
เพียงประตูเปิดออกเท่านั้น กลิ่นไหม้อันหนาหนักชวนสำลักก็พลุ่งตลบออกมา สี
หน้าของสือฟั่งหรงกลับกลายเป็นน่าเกลียด นี่…นี่หลอมกลั่นเม็ดยาราชันธัญพืช
ล้มเหลว? ไม่ใช่ว่าเม็ดยาห้าเม็ดที่มันส่งมาคราวที่แล้ว… เป็นมันซื้อหามาหลอกลวงนาง
หรือไม่? คิดถึงตอนนี้สีหน้านางแปรเปลี่ยนเป็นมืดมน
จั่วม่อราวกับหุ่นเชิดที่ไม่มีคนเชิด นั่งเหม่อลอยอยู่กับพื้น มันกระทั่งไม่ทันสังเกต
ว่าสือฟั่งหรงกับสวี่ฉิงเข้ามาในห้อง
สือฟั่งหรงสังเกตเห็นว่าดวงตาที่ว่างเปล่าของจั่วม่อเต็มไปด้วยเส้นเลือดแดงก่ำ
ความขุ่นเคืองในใจลดลงเล็กน้อย นางยังสามารถเห็นได้ว่าจั่วม่อจมอยู่ในห้วงภวังค์ จึง
สะกดกลั้นไฟโทสะในใจ ยังไม่รบกวนจั่วม่อ แต่เดินตรงไปยังซากวัตถุดิบที่กองอยู่ข้าง
กระถาง ดูอย่างไรก็เป็นวัตถุดิบสำหรับหลอมกลั่นเม็ดยาราชันธัญพืชจริงดังว่า นางมั่นใจ
ตั้งแต่มองแวบแรก โทสะในใจพลันพลุ่งขึ้นอีกครั้ง นางถึงกับตกลงใจว่าอีกสักครู่จะให้
มันทดลองหลอมกลั่นให้นางดูสักเม็ด
สือฟั่งหรงกำลังจะถอนสายตาจากกองซากวัตถุดิบ แต่แล้วจู่ๆ ก็ชะงักกึก กลับโน้ม
กายลง เริ่มพลิกดูเศษซากวัตถุดิบเหล่านั้น บางครั้งก็หยิบชิ้นเล็กๆ ขึ้นมาเพ่งพิศ
ตรวจสอบอย่างละเอียด
สวี่ฉิงรู้สึกอิจฉาไม่น้อย นางได้แต่ทอดถอนหายใจ ศิษย์ฝั่ายในสมกับที่เป็นศิษย์ฝั่าย
ใน นางอยู่ที่เรือนขิงหอมมาตั้งหลายปี แต่ไม่เคยเห็นอาจารย์อาหญิงสี่ห่วงกังวลกับศิษย์
ผู้หนึ่งถึงเพียงนี้มาก่อน
จั่วม่อรู้สึกตัวในเวลานี้เอง พอเห็นว่ามีอีกสองคนอยู่ในห้องหลอมกลั่นของมัน ไฟ
โทสะที่สะสมมาจากการถูกเคี่ยวกรำมาหลายวันก็ลุกโชนขึ้น เป็นเรื่องที่ทราบกันทั่วไป
ว่าห้องหลอมกลั่นไม่ใช่สถานที่ที่อนุญาตให้ผู้อื่นเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะหลอม
กลั่นโอสถ นั่นสามารถทำให้กระบวนการหลอมกลั่นล้มเหลวได้ง่ายๆ
แต่พอเห็นชัดตาว่าเป็นผู้ใด คำก่นด่าที่พุ่งขึ้นมาถึงริมฝีปากแล้ว กลับกระเดือกกลืน
ลงท้องไปในพริบตา
เกือบไปแล้ว!
นี่มันหายนะชัดๆ… …
จั่วม่อเผ่นผลุง ลุกขึ้นยืนทันที ประสานมือค้อมคำนับอย่างนอบน้อมไปทางสือฟั่ง
หรง “ศิษย์คารวะซือฟูั่”
“เจ้าใช่กำลังหลอมกลั่นเม็ดยาเม็ดสุดท้ายนั่นหรือไม่?” สือฟั่งหรงกระทั่งไม่ได้เงย
หน้าขึ้น นางก้มหน้าอย่างเฉยเมยอยู่กับกองซากวัตถุดิบ
“ใช่ขอรับท่านอาจารย์” จั่วม่อตอบอย่างเรียบๆ ร้อยๆ “แต่ยังไม่สำเร็จเลยสักครั้ง”
สือฟั่งหรงโยนซากวัตถุดิบในมือทิ้ง พลางลุกขึ้นยืน สีหน้าเย็นชา “วิธีการเดินเจ้ายัง
ไม่ทราบ ไฉนอยากจะวิ่ง?”
ได้ยินดังนั้น จั่วม่อเหงื่อแตกพลัก รีบกล่าวว่า “ซือฟูั่โปรดชี้แนะ”
“ในวิถีแห่งการหลอมกลั่นโอสถ จำนวนเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลงตำรับยามี
มากมายเกินไป จนไม่อาจถ่ายทอดผ่านได้ด้วยเพียงถ้อยวาจา เริ่มแรกเจ้าสมควรทำตาม
ตำรับตำรา ก่อสร้างรากฐานที่ดีเสียก่อนที่จะพิจารณาทดสอบเรื่องเหล่านี้” กล่าวจบ สื
อฟั่งหรงหมุนตัวจากไปด้วยใบหน้าเย็นชา
กลับสู่ลานน้อยลมตะวันตก จั่วม่อสลดหดหู่ไม่เบา เดิมทีหลงคิดว่าพบวิธีทำกำไรจิ
งสือจำนวนมาก แต่ชั่วพริบตากลับกลายเป็นเงาจันทร์ในน้ำ เพียงพบเห็นได้แตะต้อง
ไม่ได้
หลายวันต่อมา จั่วม่อยังคงท้อแท้อยู่บ้าง ไม่มีเม็ดยาก็ไม่มีจิงสือ ทั้งไม่มีแต้ม
คุณูปการ ย่อมไม่มีเคล็ดวิชากระบี่ที่สามารถฝึกปรือได้ ด้วยสภาพอับจนหนทาง จั่วม่อ
ได้แต่ฝึกปรือเคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิด
นั่งอยู่เหนือเส้นชีพจรปราณปฐพีในห้องศิลา จั่วม่อถอยออกจากฌาน เคล็ดบำเพ็ญ
สูดปราณก่อนกำเนิดซึ่งมักจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วอยู่เสมอ ไม่นานมานี้เริ่มซบเซาลง
ตั้งแต่ทะลวงผ่านลมหายใจแรกเป็นต้นมา นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อเผชิญกับเรื่องเช่นนี้ มัน
ใช่กำลังจะผ่านไปยังขั้นลมหายใจที่สองหรือไม่?
ตามที่บันทึกไว้ในเคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิด หลังจากขั้นลมหายใจแรกก็เป็น
ขั้นลมหายใจที่สอง หากผู้ใดสามารถบรรลุสองลมหายใจ ไม่เพียงแต่จุดชีพจรทั่วร่างจะ
เปิดออกเพิ่มเติม สามารถหายใจได้มากกว่าเดิม แต่ในเวลาเดียวกัน ยังสามารถปิดกั้น
ร่างกายตัวเอง แม้แต่ผู้ที่พลังบำเพ็ญเพียรสูงส่งกว่ามันก็ไม่สามารถค้นพบได้
เวทวิชานี้ดีเสียยิ่งกว่าเวทวิชาซ่อนเร้นตัวตน ที่บันทึกไว้ในม้วนหยกของผู้อาวุโสเว่ย
หนานเสียอีก
พอคิดถึงเรื่องนี้ จั่วม่อพลันนึกขึ้นได้ว่าผู้อาวุโสเว่ยหนานก็สามารถหลอมกลั่นโอสถ
ทั้งยังเป็นเกษตรกรปราณ ไม่ทราบว่ามันเคยประสบปัญหาที่คล้ายคลึงกันบ้างหรือไม่?
เมื่อความคิดนี้งอกเงยขึ้นในใจ มันก็รีบหยิบม้วนหยกออกมา แล้วค่อยๆ ไล่อ่านดูอย่าง
ละเอียดถี่ถ้วน
จริงดังคาด มันค้นพบอย่างรวดเร็วทันใจ
ภายใต้ประสบการณ์หลอมกลั่นโอสถของผู้อาวุโสเว่ยหนาน จั่วม่อพบกรณีหนึ่งที่
คล้ายคลึงกันมาก แต่สิ่งที่ผู้อาวุโสเว่ยหนานใช้ไม่ใช่วิธีหลอมกลั่นด้วยไฟ แต่เป็นวิธีที่ยาก
จะพบพานของการหลอมกลั่นด้วยน้ำชนิดหนึ่ง
การหลอมกลั่นโอสถมีวิถีทางหลากหลาย มากมายเหลือคณานับ เวลานี้กระแสหลัก
ที่นิยมกันมากที่สุดย่อมเป็นการใช้กระถางหลอมกลั่น ซึ่งเป็นวิธีหลอมกลั่นด้วยไฟ แก่น
หลักของวิธีหลอมกลั่นด้วยไฟจะใช้พลังไฟเพื่อกระตุ้นพลังปราณในวัตถุดิบ จากนั้น
พลังงานปราณจากคุณลักษณะวัตถุดิบที่แตกต่างกันจะผสานรวมเข้าด้วยกันกลายเป็น
โอสถปราณ
อย่างไรก็ตาม สมุนไพรปราณและหญ้าปราณหลายชนิดมีคุณลักษณะเป็นหยิน
อย่างเช่นหญ้าปราณบางชนิดที่เติบโตในน้ำ หากใช้วิธีหลอมกลั่นด้วยไฟก็อาจจะบ่อน
ทำลายประสิทธิผลของพวกมันไปโดยไม่ตั้งใจ ในเวลาเช่นนี้ย่อมต้องใช้วิธีการที่แตกต่าง
ออกไป อย่างเช่นวิธีหลอมกลั่นด้วยน้ำ นอกเหนือจากการหลอมกลั่นด้วยไฟและการ
หลอมกลั่นด้วยน้ำแล้ว ยังคงมีวิธีการหลอมกลั่นโอสถอีกมากมายนับไม่ถ้วน
สายน้ำอบอุ่นละมุนละไม ห่างกันไกลกับความรุนแรงและพลังกร้าวแกร่งแห่งไฟ
ดังนั้นวิธีหลอมกลั่นด้วยน้ำส่วนใหญ่ต้องการระยะเวลายาวนานเพื่อก่อตัวเป็นเม็ดยา
เป็นวิถีทางที่เดินไปในแนวทางหล่อเลี้ยงฟูมฟักเม็ดยาอย่างช้าๆ
จนถึงยามนี้จั่วม่อค่อยเข้าใจว่าตาน้ำพุเย็นในห้องศิลามีไว้เพื่อการนี้เอง ก่อนนี้มัน
ละเลยตาน้ำพุปราณบ่อนี้อย่างสิ้นเชิง ทั้งยังเคยกังขาว่าไฉนผู้อาวุโสเว่ยหนานต้องสร้าง
ตาน้ำพุไว้ในห้องศิลาด้วย ในเมื่อหลังจากเข้าสู่ด่านจู้จีแล้ว พวกมันก็แทบไม่จำเป็นต้อง
รับประทานอะไรเลย
ในม้วนหยกมีบันทึกวิธีการหนึ่งที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์ของมัน ผู้อาวุโสเว่ยหนาน
เคยใช้เคล็ดเมฆฝนหล่นรินเพื่อหลอมกลั่นเม็ดยาชุ่มชื้น ควรทราบว่าเม็ดยาชุ่มชื้นเป็น
เม็ดยาชนิดหนึ่งที่ไม่ได้จัดเข้าสู่ระดับคุณภาพ เช่นเดียวกันกับเม็ดยาราชันธัญพืช
บทบาทของมันยังหยิบหย่งฉาบฉวยยิ่ง เพียงสามารถเปลี่ยนสภาพผิวพรรณของมนุษย์
ได้ แต่มีผลเฉพาะกับผู้ฝึกตนที่อยู่ในด่านเลี่ยนชี่ขั้นสามหรือต่ำกว่า
เม็ดยาชนิดนี้ซึ่งจั่วม่อรู้สึกว่าไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง หลังจากผู้อาวุโสเว่ยหนานใช้
เคล็ดเมฆฝนหล่นรินร่วมหลอมกลั่นมันขึ้นมา ก็ยกระดับเข้าสู่ระดับคุณภาพระดับที่หนึ่ง
เช่นเดียวกันกับเม็ดยากล้าแกร่งเกรียงไกรของมัน ประสิทธิภาพของเม็ดยาดีขึ้นมาก
สามารถปรับปรุงรูปโฉมของผู้ฝึกตนที่ไม่เกินด่านจู้จี ตามที่ในม้วนหยกกล่าวไว้ นี่เป็น
หนึ่งในหนทางสำคัญที่ผู้อาวุโสเว่ยหนานใช้สร้างความมั่งคั่ง แต่เนื่องจากความจริงที่ว่า
วิธีการหลอมกลั่นด้วยน้ำใช้เวลานานเกินไป ผู้อาวุโสเว่ยหนานเพียงใช้วิธีนี้อยู่ช่วงระยะ
หนึ่ง ก่อนจะแทนที่ด้วยวิธีการอื่นในภายหลัง
แต่มีบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเหตุบังเอิญของจั่วม่อ นั่นคือขั้นตอนการหลอมกลั่น
ของผู้อาวุโสเว่ยหนานนั้นไม่เคยมีคำว่าบังเอิญ ทั้งหมดล้วนผ่านการตรวจสอบอย่าง
ละเอียดถึงที่สุด ทั้งยังทำบันทึกไว้อย่างชัดเจน
ผู้อาวุโสเว่ยหนานสรุปว่าเหตุผลที่ทั้งสองอย่างหลอมรวมกันได้สำเร็จ เกิดเป็นเม็ด
ยาชนิดใหม่ที่ยกระดับขึ้นมา ส่วนใหญ่เนื่องเพราะทั้งคู่ล้วนเกี่ยวข้องกับน้ำ เคล็ดเมฆฝน
หล่นรินเป็นเวทวิชาธาตุน้ำโดยเนื้อแท้ เมื่อใช้ร่วมกับวิธีการหลอมกลั่นด้วยน้ำ ย่อมเป็น
ธรรมชาติที่จะส่งเสริมเติมแต่งซึ่งกันและกัน
นอกจากนี้ยังมีบันทึกจำนวนมากในการวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้มันล้มเหลว
จั่วม่ออ่านไปก็ใคร่ครวญไป ทีละคำทีละประโยค ยิ่งอ่านมากเท่าไร ความคิดของมัน
ก็ยิ่งกระจ่างชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น ไม่น่าแปลกใจเลยที่มันสามารถหลอมกลั่นเม็ดยากล้า
แกร่งเกรียงไกรขึ้นมาได้ เคล็ดอัคคีสีชาดเป็นเวทวิชาธาตุไฟ และวิธีหลอมกลั่นเม็ดยา
ราชันธัญพืชก็เป็นวิธีการหลอมกลั่นด้วยไฟ เมื่อใช้เคล็ดอัคคีสีชาดควบรวมแก่นสารของ
ดวงอาทิตย์ไว้ในเม็ดยาราชันธัญพืช จึงกลายเป็นเม็ดยากล้าแกร่งเกรียงไกร
ในที่สุดมันค้นพบกุญแจสำคัญอย่างหนึ่ง
นั่นคือไฟ!