สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 66 ฟืน
จั่วม่อค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ อดสูดปากครวญครางอย่างเจ็บปวดไม่ได้
“ศิษย์พี่ ท่านฟืนแล้ว” สตรีไม่คุ้นหน้าผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างเตียง สีหน้าเคารพนอบน้อม
จั่วม่อสังเกตเห็นเค้าความหวั่นเกรงในสายตานาง พิศจากอาภรณ์ที่นางสวมใส่ นาง
สมควรเป็นศิษย์สตรีฝั่ายนอกผู้หนึ่ง แต่จั่วม่อไม่รู้จักนาง
“ข้าอยู่ที่ใด?” จั่วม่อถามพลางดิ้นรนลุกขึ้น
“ที่นี่คือเรือนขิงหอม เพราะท่านได้รับบาดเจ็บ นายหญิงจึงพาท่านมาที่นี่” ศิษย์
สตรีนางนี้รีบตอบ
อ้อ ที่แท้เป็นซือฟูั่ จั่วม่อค่อยคลายใจและครุ่นคิด จากนั้นรู้สึกท้องลั่นโครกคราก
มันเงยหน้าถาม “มีสิ่งใดรับประทานหรือไม่?”
ศิษย์สตรีนางนั้นรีบพยักหน้า “โปรดรอสักครู่” จากนั้นนางหมุนตัวเดินออกจาก
ห้องไป ไม่นานก็กลับมาพร้อมชามข้าวและกับข้าวจำนวนหนึ่ง
กลิ่นปราณธรรมชาติหนาแน่นตลบอบอวลออกมาจากอาหาร จั่วม่อรู้สึกหัวใจโลด
ขึ้น และยิ่งหิวโหยมากกว่าเดิม โดยไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว มันเริ่มสวาปามราวกับ
งานเลี้ยงฉลอง ข้าวสวยในชามแน่นอนว่าไม่ใช่ข้าวธรรมดาที่มันรับประทาน แต่เป็นข้าว
ปราณหุงสุกชามใหญ่ ส่วนกับข้าวในจานเล็กๆ ที่วางเรียงรายเตรียมจากพืชผักปราณ
หลายชนิด ล้วนอุดมไปด้วยปราณธรรมชาติ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและ
กำลังฟืนตัวเช่นจั่วม่อ
อาศัยคนยากจนเข็ญใจเช่นจั่วม่อ ไหนเลยจะเคยมีบุญได้ลิ้มลองกระยาหารปราณ
เหล่านี้ มันเคยได้รับปันส่วนข้าวปราณเป็นประจำทุกเดือน แต่ไม่ทราบวิธีเตรียมอาหาร
ปราณ
การตระเตรียมกระยาหารปราณก็เป็นวิชาความรู้แขนงหนึ่ง จำเป็นต้องมีทักษะ
ชั้นสูงและเคล็ดลับพิเศษเฉพาะ ศาสตร์แขนงนี้เรียกว่าวิชาปรุงกลั่นกระยาหาร วัตถุดิบ
และส่วนผสมทุกชนิดอุดมด้วยปราณธรรมชาติ อาศัยการผสมผสานตามอัตราส่วนพิเศษ
เฉพาะ และปรุงกลั่นอย่างพิถีพิถัน ปราณธรรมชาติในอาหารจะถูกกระตุ้นและ
ปลดปล่อยออกมาอย่างสมบูรณ์ ดูดซึมได้ง่ายดาย ทั้งยังอ่อนโยนนุ่มนวลกว่าการดูดซับ
จากจิงสือมาก
อย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นสิ่งที่คนร่ำรวยจิงสือและมือเติบเท่านั้น จึงจะมีปัญญา
เพลิดเพลิน
เมื่อเทียบกับกระยาหารปราณระดับสูงอื่นๆ ข้าวปราณก็เป็นกระยาหารปราณที่
สามัญที่สุดและแพร่หลายมากที่สุด อย่างไรก็ตาม จั่วม่อมักจะขายข้าวปราณที่มันได้รับ
ปันส่วนมาทุกเดือนเปลี่ยนเป็นจิงสือจนหมด อาศัยเส้นชีพจรปราณปฐพีในห้องศิลา
อิทธิฤทธิ์ของข้าวปราณจึงไม่ค่อยสำคัญต่อมันมากนัก
นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อได้เพลิดเพลินกับความเลิศหรูเช่นนี้ ผู้ที่ปรุงกลั่นกระยาหารชุด
นี้ฝีมือสูงส่งไม่เบา ปราณธรรมชาติหนาแน่นอุดมสมบูรณ์ยิ่ง เพียงแค่กลิ่นหอมที่โชย
ออกมา จั่วม่อก็รู้สึกจิตใจโปร่งเบา และเมื่ออาหารล่วงผ่านเข้าไปในปาก ทำเอาจั่วม่อ
เกือบจะเผลอกลืนลิ้นตัวเองลงไปด้วย
ราวกับพายุบุแคม กระยาหารปราณบนโต๊ะถูกกวาดจนเกลี้ยงเกลา ไม่หลงเหลือ
แม้แต่เศษข้าวสักเม็ด
จั่วม่อเอนกายลูบพุง ยังอยากได้เพิ่มอีกสักเล็กน้อย เวลานี้ศิษย์สตรีนางนั้นกล่าว
เตือนว่า “ศิษย์พี่สามารถนั่งเข้าฌาน จะช่วยในการดูดซึมปราณธรรมชาติในกระยา
หาร”
ได้ยินดังนั้น จั่วม่อรีบนั่งไขว้ขาท่าดอกบัว จมดิ่งลงสู่สภาวะฌาน
เห็นมันทำตามคำนาง ศิษย์สตรีผู้นั้นค่อยทำความสะอาดอย่างเงียบเชียบ จากนั้น
นางก็ออกไปพร้อมปิดประตูให้อย่างเบามือ
เมื่อถอยออกจากฌาน จั่วม่อรู้สึกจิตใจแช่มชื่นอย่างเต็มที่ สุขสบายจนไม่อาจบ่ง
บอกบรรยาย นึกถึงกระยาหารปราณที่เพิ่งรับประทานต้องอดทอดถอนออกมาไม่ได้
เพราะผลลัพธ์ของอาหารมื้อนี้มีประสิทธิภาพมากกว่านั่งเข้าฌานในห้องศิลาถึงสองชั่ว
ยามเสียอีก แต่จะอย่างไรเส้นชีพจรปราณปฐพีในห้องศิลาไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายอันใด
อย่าได้เห็นว่าอาหารมื้อเมื่อครู่ไม่ได้มากมายกระไรนัก แน่นอนว่าราคามิได้ย่อมเยาเลย
หากไม่ใช่ว่าเป็นรางวัลจากสำนัก มันยังไม่มีปัญญาจ่ายเสียด้วยซ้ำ
ผลักประตูเปิดกว้าง จั่วม่อเดินออกจากห้อง
เบื้องหน้าสายตาเป็นลานน้อยแห่งหนึ่ง ยามนี้เองจั่วม่อค่อยทราบว่ามันอยู่ที่ใด นี่
คือลานด้านในอันเงียบสงบ มันมักเดินผ่านสถานที่แห่งนี้อยู่ทุกวัน เมื่อสังเกตมากขึ้นก็
รู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง
มันตัดสินใจไปคารวะซือฟูั่เสียก่อน
เดินออกจากลานน้อย จั่วม่อพบเห็นศิษย์สตรีจำนวนหนึ่งตามรายทาง
มันรู้สึกทันทีว่ามุมมองของพวกนางคล้ายแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ก่อนหน้านี้พวกนางล้วนมีท่าทีเคารพนอบน้อมต่อมัน แต่เวลานี้ในความเคารพยัง
แฝงร่องรอยความหวั่นเกรงอีกส่วนหนึ่ง และความกลัวเกรงจากส่วนลึกในหัวใจนี้เอง
เป็นเหตุให้เอวและหลังของพวกนางค้อมต่ำกว่าเดิม มีทัศนคติที่ทั้งนอบน้อมทั้ง
ระมัดระวังตัว จั่วม่อรู้สึกรับไม่ได้อยู่บ้าง
สวี่ฉิงพอเห็นจั่วม่อก็รีบค้อมกายคารวะ “ศิษย์พี่ ซือฟูั่รอท่าน*อยู่”
กระทั่งสวี่ฉิงยังใช้คำ ‘ท่าน*’ อย่างเป็นทางการ จั่วม่อค่อนข้างอึดอัดใจ “นี่ไม่ดีเลย
ศิษย์น้องหญิงเจ้าเรียกข้าเช่นนี้ฟังดูเหินห่างพิกล!”
(*ปกติคำที่สวี่ฉิงและคนอื่นๆ ใช้แทนตัวจั่วม่อเป็นคำว่า หนี่ แปลว่า เจ้า,ท่าน ใช้
แบบไม่เป็นทางการ แต่ในที่นี้นางเปลี่ยนไปใช้คำว่า หนิน แปลว่าท่าน ใช้ยกย่องอย่าง
เป็นทางการ)
“ศิษย์พี่กล่าวถูกต้อง สวี่ฉิงผิดไปแล้ว!” สวี่ฉิงแย้มยิ้มอบอุ่น
ก่อนหน้านี้นางแม้เคยช่วยเหลือให้จั่วม่อยืมเงิน แต่จะอย่างไรไม่ได้คาดหวังในแง่ดี
ผู้ใครจะคาดคิดได้ว่าจั่วม่อสามารถต่อกรซึ่งหน้ากับศิษย์พี่หลัวหลีได้อย่างคู่คี่ก้ำกึ่งถึง
เพียงนี้ เมื่อได้ชมดูฉากนั้นนางถึงกับยืนเหม่อมองอย่างโง่งม จนกระทั่งถึงยามนี้นางยัง
รู้สึกไม่เชื่อถือ เรื่องนี้เป็นเหตุให้เหล่าศิษย์สตรีแห่งเรือนขิงหอมได้เห็นตัวตนใหม่ของ
ศิษย์พี่ผีดิบผู้นี้ สวี่ฉิงฉลาดปราดเปรื่อง นางทราบว่าการประลองนี้จะยกระดับสถานะ
ของศิษย์พี่อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นในเรือนขิงหอมหรือในสำนักก็ตาม
เดิมทีศิษย์พี่หญิงห่าวหมิ่นอยู่ในเรือนขิงหอมทั้งจองหอง ทั้งกระทำการตาม
อำเภอใจ แต่นับจากนี้เป็นต้นไป นางแน่นอนว่าต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวมากกว่าเดิม
หากนางยังไม่ควบคุมตัวเองเหมือนเช่นเดิม นางก็นับว่าโง่งมยิ่งแล้ว ศิษย์พี่จั่วม่ออาจดู
เฉื่อยชาแข็งกระด้าง แต่ไม่ว่าจะเป็นความกลอกกลิ้ง พลังอำนาจ หรือพรสวรรค์ ล้วน
เหนือล้ำกว่าห่าวหมิ่น
สวี่ฉิงย่อมล่วงรู้ถึงการลอบประลองกำลังกันระหว่างเหล่าศิษย์ฝั่ายใน และในฐานะ
ศิษย์ฝั่ายนอกผู้หนึ่ง เป็นธรรมดาที่นางจะรู้สึกผูกพันกับเหวยเสิ้งและจั่วม่อที่เคยเป็น
ศิษย์ฝั่ายนอกเช่นเดียวกันมากกว่า
แต่สวี่ฉิงยังคงระมัดระวังและเผื่อทางถอยไว้บ้าง มีผู้คนมากมายที่เมื่อเจริญรุ่งเรือง
ขึ้น นิสัยใจคอก็แปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง ระมัดระวังไว้ก่อนย่อมไม่มีทางผิดพลาด
อย่างไรก็ตาม ศิษย์พี่จั่วม่อดูเหมือนนิสัยใจคอดีงามกว่าที่นางคาดไว้มาก
ใบหน้าผีดิบของจั่วม่อยังคงดูไร้อารมณ์ มันพยักหน้ารับคำต่อสวี่ฉิง จากนั้นเดินตรง
ไปยังห้องหลอมกลั่นของซือฟูั่
ผลักประตูเข้าไป มันก็พบเห็นท่านอาจารย์สือฟั่งหรงของมัน
“ทีเวลาเช่นนี้เจ้ากลับแสดงความกล้าหาญ!” ทันทีที่สือฟั่งหรงเห็นหน้ามัน นางก็
เปิดฉากดุด่าอย่างไม่ไว้หน้า “ต่อไปให้ยอมรับความพ่ายแพ้เสียก่อน ไม่จำเป็นต้องทำ
ร้ายตัวเองเช่นนี้อีก” นางหลงลืมไปอย่างสิ้นเชิง ว่าเป็นนางเองที่ขีดเส้นตายให้จั่วม่อ
ห้ามพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาด
จั่วม่อย่อมไม่กล่าวเตือนนางเรื่องนี้อย่างคนรู้ความ และพึมพำรับคำอย่างเชื่อฟัง จะ
ให้โต้แย้งท่านผู้เฒ่า มันหาได้มีความกล้าไม่
สือฟั่งหรงน้ำเสียงอ่อนลง “แต่เจ้าไม่ได้ทำให้ข้าเสียหน้า ดีมาก” จั่วม่อได้ยินเช่นนี้
ต้องลอบกลอกตา นี่จึงเป็นสิ่งที่ท่านคิดจริงๆ ในใจสินะ
สือฟั่งหรงพออกพอใจกับศิษย์ผู้นี้ไม่น้อย แม้ว่ามันเป็นเกษตรกรปราณผู้หนึ่ง แต่
นางยังต้องตื่นตะลึงกับพรสวรรค์ด้านวิชาหลอมกลั่นโอสถของมัน มันเพียงเพิ่งเริ่มร่ำ
เรียนวิชาหลอมกลั่นโอสถก็สามารถหลอมกลั่นเม็ดยาอีกาทองคำออกมา ครั้งแรกที่จั่วม่
อหลอมกลั่นเม็ดยาอีกาทองคำสำเร็จอาจกล่าวได้ว่าโชคช่วย แต่จากนั้นมันกลับสามารถ
หาวิธีการหลอมกลั่นเฉพาะได้ นางแม้ไม่ได้กล่าวอันใด แต่ในใจลอบตื่นตะลึงแล้ว นี่ไม่ใช่
สิ่งที่สามารถสำเร็จได้ด้วยโชคเพียงอย่างเดียว เมื่อตระหนักถึงพรสวรรค์ผิดธรรมดาของ
มัน สือฟั่งหรงย่อมเข้มงวดกับมันมากขึ้น
อันที่จริงในการประลองของจั่วม่อกับหลัวหลี นางไม่ได้คาดหวังอันใด แม้ว่านางจะ
ออกคำสั่งกำชับห้ามมันพ่ายแพ้ก็ตาม นางย่อมทราบกระจ่างว่าพลังฝีมือของพวกมันต่าง
ชั้นกันถึงเพียงไหน อย่างไรก็ตาม จั่วม่อก็ทำให้นางตะลึงพรึงเพริดอีกครา แม้ว่ามันไม่
อาจเรียกว่าชนะได้อย่างเต็มปาก แต่แน่นอนว่าไม่ได้พ่ายแพ้
ภายในระยะเวลาสั้นๆ แค่สามเดือน มันถึงกับบรรลุเจตจำนงกระบี่! ด้วยฝีมือเช่นนี้
กระทั่งศิษย์พี่รองผู้เย็นชายังต้องประหลาดใจ ศิษย์พี่เจ้าสำนักกับศิษย์พี่สามก็อ้าปาก
ค้าง ดังนั้นในใจนางสุขสราญบานใจมาก
“เวลาสามเดือน เจ้าสามารถเข้าใจเจตจำนงกระบี่ ความสามารถทางกระบี่ของเจ้า
ไม่ด้อยเลย หากมันถูกฝังไว้เฉยๆ ก็น่าเสียดาย” สือฟั่งหรงกล่าวเนิบนาบ “ต่อไปเจ้า
สามารถไปหาอาจารย์ลุงรองเพื่อฝึกฝนวิชากระบี่ แต่ข้าเตือนไว้ก่อน เมื่อไปหาอาจารย์
ลุงรอง อย่าได้ทำให้ข้าอับอาย หากข้าทราบว่าเจ้าเกียจคร้านละก็ ฮึ่ม!” คำสุดท้ายแค่น
เสียงออกมาอย่างเย็นเยียบยิ่ง
จั่วม่อในใจลอบคร่ำครวญอย่างหวนโหย ไปยังสถานที่ของอาจารย์ลุงรองเพื่อร่ำ
เรียนกระบี่ การปรนนิบัติเช่นนี้นับว่าสูงค่ามากในสำนักกระบี่สุญตา เป็นสิ่งที่ศิษย์ทุกคน
เฝั้าใฝั่ฝันถึง หากเป็นในอดีตจั่วม่อย่อมต้องรีบพยักหน้าเห็นพ้องด้วยจนคอแทบหลุด…
แต่บัดนี้…
มันนึกถึงผูเยาที่ยังเอนกายอย่างเกียจคร้านสุขสบายอยู่ในจิตสำนึกของมัน แล้ว
จากนั้นนึกถึงสายตาดุจคมกระบี่ของอาจารย์ลุงรอง……
จั่วม่อตัวเย็นเฉียบ รู้สึกเหมือนตกลงไปในหลุมน้ำแข็ง
มันยังคงจดจำวันนั้นได้แม่นมั่น นึกถึงฉากที่เจตจำนงกระบี่หิมะขาวของอาจารย์ลุง
ซินหยานผ่าครึ่งทะเลดำในราตรีที่มันพบพานผูเยาเป็นครั้งแรก แม้แต่อสูรปิศาจที่ทรง
พลังเช่นผูเยายังไม่ใช่คู่มือของอาจารย์ลุงรอง หากอาจารย์ลุงรองค้นพบผูเยาในทะเล
แห่งจิตสำนึกของมัน ชะตากรรมของมันเกรงว่าจะน่าอนาถถึงที่สุด!
สิ่งที่เป็นรางวัลล้ำค่าในสายตาผู้อื่น จั่วม่อกลับต้องคิดหาหนทางหลีกเลี่ยง
“ศิษย์…ศิษย์นี้อยากร่ำเรียนวิชาหลอมกลั่นโอสถกับซือฟูั่……”
ก่อนที่จั่วม่อจะทันกล่าวจบ สือฟั่งหรงก็ขัดขึ้น “หลอมกลั่นโอสถก็คือหลอมกลั่น
โอสถ ฝึกปรือกระบี่ก็คือฝึกปรือกระบี่ ไม่มีผู้ใดบอกว่าหลอมกลั่นโอสถหมายถึงไม่
สามารถฝึกปรือกระบี่! อย่าได้กล่าวมากความและจงไปตามที่ข้าสั่ง!”
“แต่……”
“ฮึ่ม!” สือฟั่งหรงมองจั่วม่ออย่างกังขา “เจ้ามีปัญหาอันใด?”
ถูกทิ่มแทงด้วยสายตาของซือฟูั่ จั่วม่อหัวใจแทบกระดอนออกมา อย่าให้ซือฟูั่
ระแคะระคายอะไร! มันรีบส่ายศีรษะเป็นพายุ “ไม่มี! ไม่มี!”
“หากไม่มีอะไร ก็ไปได้แล้ว!” สือฟั่งหรงโบกมือเร่งให้จั่วม่อรีบไป
ออกมาจากห้องหลอมกลั่นของท่านอาจารย์ จั่วม่อไม่สบายใจอย่างยิ่ง ในบรรดาผู้
อาวุโสทั้งสี่ ผู้ที่มันกลัวพบหน้ามากที่สุดคืออาจารย์ลุงซินหยาน เมื่อใดที่อาจารย์ลุงซินห
ยานจ้องมองมัน จั่วม่อรู้สึกว่าอีกฝั่ายสามารถมองมันจนทะลุปรุโปร่ง ไม่มีความลับใด
แอบซ่อนสายตาของอาจารย์ลุงรองได้
แต่อุปสรรคนี้เห็นได้ชัดว่าไม่อาจหลีกหนีได้
จั่วม่อเดินทางไปยังที่พำนักของอาจารย์ลุงรองอย่างระมัดระวัง อาจารย์ลุงรองมี
ฝีมืออยู่สองอย่าง หนึ่งคือกระบี่ อีกหนึ่งคือวิชาหลอมสร้าง ศิษย์พี่เหวยเสิ้งได้รับการ
ฝึกอบรมเป็นการส่วนตัวจากอาจารย์ลุงรอง หลัวหลีก็เคยได้รับการสอนสั่งจากมัน
นอกจากนั้นศิษย์พี่สวี่อี้เป็นศิษย์เพียงคนเดียวของอาจารย์ลุงรองและร่ำเรียนวิชาหลอม
สร้างจากมัน
จั่วม่อได้แต่จำใจมุ่งหน้าไปยังที่พำนักของอาจารย์ลุงรอง
อาจารย์ลุงรองอาศัยอยู่เพียงลำพังบนดอยมองอาทิตย์ นี่เป็นสถานที่ที่จั่วม่อไม่เคย
ย่างกรายมาก่อน เดินไปตามเส้นทางคดเคี้ยวบนภูเขา จั่วม่อทั้งระมัดระวังทั้งกระวน
กระวาย ครั้นเมื่อไต่ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของดอยมองอาทิตย์ มันก็ตะลึงลาน
ยอดเขาแห่งนี้มีขนาดใหญ่โตกว้างขวางมาก แต่ท่ามกลางความกว้าง เห็นเพียง
กระท่อมหญ้าขนาดเล็กตั้งอยู่อย่างเดียวดาย นอกจากนั้นแล้ว ต้นหญ้าสักชุ่นก็ไม่มีงอก
ออกมา
จั่วม่ออยู่ห่างจากกระท่อมหญ้าราวหนึ่งร้อยห้าสิบก้าว หนึ่งร้อยห้าสิบก้าวนี้มันเดิน
เข้าไปด้วยหัวใจเต้นระรัว เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็แทบจะหมุนตัวกลับแล้ววิ่งหนีไปให้เร็ว
ที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
เห็นใต้ฝั่าเท้ามัน ไม่มีพื้นที่สมบูรณ์แม้แต่ชุ่นเดียว อันที่จริงก็ไม่ใช่แค่ใต้ฝั่าเท้ามัน
เท่านั้น แต่เป็นยอดเขาทั้งยอดของดอยมองอาทิตย์ ไม่มีพื้นดินที่สมบูรณ์ดีแม้สักส่วน
เสี้ยว มีแต่รอยแตกตัดไขว้ไปมาเหลือคณานับ พื้นดินทั้งหมดของดอยมองอาทิตย์ราวกับ
ถูกไถพรวนอย่างหนักนับครั้งไม่ถ้วน
เมื่อก้าวขึ้นไปบนพื้นดินที่ถูกพลิกขึ้น จั่วม่อหัวใจดิ่งวูบ!
เจตจำนงกระบี่!
ผืนดินแตกๆ บนพื้นที่พลิกเปิดขึ้นใต้ฝั่าเท้ามันนี้ ประจุไว้ด้วยเจตจำนงกระบี่ที่เข้ม
แข็งแกร่งกร้าวถึงขีดสุด! พวกมันพลุ่งพล่านออกมา ราวกับกระหายจะตัดขาของจั่วม่อ
ทิ้ง หรือไม่ก็อยากกระซวกเข้ามาในร่างมันโดยเจาะผ่านฝั่าเท้าขึ้นมาจากพื้นดิน รังสี
สังหารอันเย็นยะเยียบบันดาลให้จั่วม่อขนหัวลุกซู่
จั่วม่อกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ควบคุมแรงกระตุ้นอยากชักกระบี่ผลึกน้ำแข็งออกมา
ฟาดฟันตอบโต้ พลางกัดฟันสืบเท้ารุดไปข้างหน้า
ทีละก้าว ทีละก้าว!
เท้าของมันเหมือนเหยียบย่ำไปบนเคล็ดลับกระบี่มากมายเหลือคณา แต่ละก้าว
ระมัดระวังถึงขีดสุด
จั่วม่อยิ่งเดินยิ่งรู้สึกถึงแรงกระตุ้นไม่มีที่สุดสิ้นให้กระชากกระบี่ผลึกน้ำแข็งออกมา
นี่เป็นปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณปั้องกันตัว แต่ทุกครั้งมันเพียรยับยั้งตัวเองไว้!
พื้นดินผืนนี้ทั้งหมดปิดซ่อนเจตจำนงกระบี่มากมายนับไม่ถ้วน ทันทีที่มันเรียกกระบี่
ผลึกน้ำแข็งออกมาจริงๆ นี่ไม่ผิดอันใดกับแหย่รังแตน! เจตจำนงกระบี่ที่หลบซ่อนอยู่
เหล่านี้ จะพุ่งออกมารุมฉีกทึ้งมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในบัดดล!
บัดซบ!
สถานที่ผีสางอะไรกันนี่!