สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 74 ฝันร้าย
เมื่อถูกสั่งห้ามหลอมกลั่นโอสถเป็นเวลาหนึ่งเดือน จั่วม่อไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดเท่าใด
สามารถหลบหลีกภยันตรายที่กรายมาถึงศีรษะ แลกกับการหลอมกลั่นโอสถหนึ่งเดือน
ไม่ได้เป็นทางเลือกที่ยากเย็นเลย แต่เมื่อซือฟูั่บอกมันว่าคำสั่งห้ามได้ขยายระยะเวลา
ออกไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่ามันจะสำเร็จการฝึกปรือกายาเสริมสร้างสังขาร โดยการ
สอนของอาจารย์ลุงซินหยาน จั่วม่อก็กลับกลายเป็นโง่งม
ซือฟูั่ยังย้ำอีกว่า ที่เรียกว่าสำเร็จคือจนกว่าอาจารย์ลุงจะพอใจ
การไปพบหน้าเหล่ายอดคนด่านจินตันที่มาเยี่ยมเยือนนับเป็นภัยพิบัติประการหนึ่ง
แต่การรับการ ‘ทรมาน’ จากอาจารย์ลุงซินหยานก็เป็นมหันตภัยอีกประการหนึ่ง แต่
หากจั่วม่อเลือกได้อีกครั้ง มันจะเลือกภัยพิบัติประการแรกอย่างไม่ลังเลเลย มันไม่เคย
หยั่งทราบพลังอำนาจของเหล่าผู้ไล่ล่าด่านจินตันเหล่านั้น แต่พลังอำนาจของอาจารย์ลุง
ซินหยานน่าหวาดหวั่นมากเพียงไหน มันทราบกระจ่างแก่ใจเป็นอย่างดี
บัดนี้มันรู้แล้วว่าความชาญฉลาดจนเกินไปนำพาหายนะมาได้อย่างไร
ซือฟูั่ผู้มักจะคอยกระตุ้นให้มันหลอมกลั่นโอสถตลอดมา จู่ๆ ก็เปลี่ยนจุดยืนอย่าง
กะทันหันและออกคำสั่งอย่างเข้มงวดให้มันไปหาอาจารย์ลุงซินหยาน เพื่อรับ ‘การฝึก
พิเศษ’ ก่อนนางจะออกไป ยังสำทับอย่างเคร่งขรึมว่าหากมันทำให้นางเสียหน้าต่อ
อาจารย์ลุงซินหยาน เมื่อนางกลับมา นางจะ ‘ฮึ่มฮึ่ม!’
ไอ้เจ้า ‘ฮึ่มฮึ่ม!’ ของซือฟูั่นี่แทบจะน่าพรั่นพรึงพอๆ กับการจ้องมองของอาจารย์ลุง
ซินหยานเลยทีเดียว ซือฟูั่แม้ไม่เคยอธิบายว่า ‘ฮึ่มฮึ่ม!’ ที่แท้เป็นอย่างไรกันแน่ แต่
รอยยิ้มที่มาพร้อมกับ ‘ฮึ่มฮึ่ม!’ ก็ทำให้จั่วม่อสั่นสะท้านและขนหัวลุกซู่ทุกครั้ง
จั่วม่อมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่ามันกำลังเดินเข้าสู่ปากทางแห่งความตาย ค่อยๆ ย่องไป
ยังกระท่อมหญ้าของอาจารย์ลุงซินหยาน ตลอดทางจั่วม่อเอาแต่พร่ำย้ำเตือนผูเยานับ
ครั้งไม่ถ้วน ผูเยาแน่นอนว่าเป็นคนจดจำความแค้นผู้หนึ่ง อาจารย์ลุงรองเคยจู่โจมทำ
ร้ายมัน ด้วยนิสัยใจคออันคับแคบของมัน ต้องคิดแก้แค้นเป็นแม่นมั่น ผูเยาหยิ่งทระนง
และต้องการทวงคืนศักดิ์ศรีของมัน ตามที่มันเคยกล่าวไว้ว่าเป็นเพราะมันได้รับบาดเจ็บ
สาหัสอยู่ก่อนจึงถูกอาจารย์ลุงรองทำร้าย จั่วม่อรู้สึกโชคดีมากที่ผูเยายังไม่ทุเลาจาก
อาการบาดเจ็บ มิเช่นนั้นไม่ทราบว่าเจ้าผู้นี้จะก่อเรื่องวุ่นวายอันใดขึ้นมา
เมื่อใดเจ้าบ้านี่จะยอมรับเสียทีว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว?
หลังจากเหตุการณ์ไข่มุกหยิน จั่วม่อไม่หวาดกลัวผูเยาอีกเลย อสูรฟั้าอันใด เห็นได้
ชัดว่าเจ้าวัตถุโบราณนี้ยังคงมีชีวิตจมอยู่กับสามพันปีที่ล่วงผ่านไปแล้ว และตกยุคอย่าง
สมบูรณ์!
น่าเวทนายิ่งนัก!
บางครั้งจั่วม่อก็อดสงสารผูเยาไม่ได้ เท่าที่มันสังเกตดู ผูเยาเห็นได้ชัดว่ายังมีชีวิตอยู่
กับภาพลวงตาของอดีต และไม่ยอมเผชิญหน้ากับความเป็นจริงอันโหดร้าย ไม่ว่าผู้ใด
หากถูกคุมขังเป็นเวลาสามพันปี หากหลุดออกมาได้ พวกมันก็คงประพฤติเช่นเดียวกัน
กับผูเยานี่เอง จั่วม่อคิดว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับไข่มุกหยินสร้างความกระทบกระเทือน
อย่างรุนแรงต่อผูเยา เจ้าเหรินเยานี้ถึงกับท้อแท้ทอดอาลัยไปหลายวัน หลังจากนั้นผูเยา
ได้เสนอสิ่งอื่นอีกมากมายที่สามารถทำกำไร แต่จั่วม่อแม้เห็นอกเห็นใจยิ่ง แต่ก็บอกปัด
ไปอย่างเฉียบขาด
โดยไม่คำถึงถึงความเห็นอกเห็นใจ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา จั่วม่อพร่ำเตือนผูเยาอย่าง
เคร่งเครียด เมื่อก่อนมันเคยใช้อาจารย์ลุงรองมาข่มขู่ผูเยา แต่เมื่อพบว่าไม่ค่อยได้ผล มัน
ก็เปลี่ยนไปใช้การคุกคามของจิงสือแทน นี่ได้ผลทันตาเห็น ผูเยาเป็นตัวผลาญจิงสือที่
ยิ่งใหญ่ตัวหนึ่ง จั่วม่อแม้ไม่ทราบว่าผูเยาใช้จิงสือมากมายไปทำอะไร แต่เห็นได้ชัดว่าผู
เยามีหนทางล้างผลาญจิงสือเพิ่มขึ้นมาอย่างน้อยก็หนึ่งอย่าง นั่นคือการไปยังถ้ำกระบี่ ผู
เยากำลังกระหายโหยหาปราณหยินเป็นที่สุด และในบริเวณนี้ มีเพียงถ้ำกระบี่แห่งเดียว
เท่านั้นที่มีปราณหยิน
จั่วม่อพลันพบว่ามันรู้สึกเหมือนกำลังเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่ง
มาเยือนดอยมองอาทิตย์เป็นหนที่สอง เจตจำนงกระบี่ที่แฝงตัวอยู่ใต้พื้นดินรอบ
กระท่อมหญ้าดูเหมือนจะรู้จักมักคุ้นกับจั่วม่อแล้ว พวกมันคล้ายหายตัวไปอย่างสิ้นเชิง
“อาจารย์ลุงรอง” มันตะโกนให้เสียง
“เข้ามา” สุ้มเสียงเย็นเยือกของอาจารย์ลุงดังออกมาจากด้านหลังประตูไม้
จั่วม่อประหนึ่งว่ามองเห็นทะลุหลังประตูไม้ อาจารย์ลุงรองนั่งท่วงท่าดอกบัว ร่างสูง
ใหญ่ดั่งขุนเขา ทอดเงาบดบังร่างมันจนมืดมิด มันรู้สึกอ่อนแอและเปราะบาง แทบไม่
อาจเงยหน้าขึ้น และเห็นเพียงแค่ดวงตาที่ส่องประกายเย็นเยือก จ้องมองมายังมันอย่าง
เฉยชา
จั่วม่ออดร่างสั่นสะท้านไม่ได้ มันบังคับตัวเองให้สลัดภาพลวงตาออกจากหัว สงบ
จิตใจลง จากนั้นค่อยผลักเปิดประตูและรวบรวมความกล้าเดินเข้าไป
“นั่งลง” อาจารย์ลุงรองไม่ลืมตา เช่นเดียวกับคราวที่แล้ว มันนั่งอยู่บนเสื่อสมาธิ
ลำแสงแดดส่องลอดลงมาจากรูบนหลังคา ตกกระทบลงบนร่างมัน
จั่วม่อเห็นเสื่อสมาธิผืนหนึ่งเบื้องหน้าอาจารย์ลุงรอง จึงนั่งลงอย่างระมัดระวัง ก้ม
ศีรษะต่ำ รอฟังอย่างตั้งใจ
“ตั้งแต่วันนี้ข้าจะสอนวิชาเจ้า” อาจารย์ลุงซินหยานรูปร่างผอมแห้ง แต่นั่งหลับตา
อยู่ตรงนั้นมันคล้ายหนักหน่วงนับพันจิน กดทับจั่วม่อจนแทบหายใจไม่ออก ยามกล่าว
วาจาสุ้มเสียงของมันไม่ได้ดังนัก แต่เมื่อเข้าสู่โสตประสาทของจั่วม่อ กลับสนั่นหวั่นไหว
ประหนึ่งฟั้าร้อง
“ขอรับ” จั่วม่อรับคำอย่างอ่อนแอ จนกระทั่งถึงตอนนี้ มันก็ยังยังไม่เข้าใจว่าท่าน
เจ้าสำนักกับซือฟูั่ไฉนจู่ๆ ก็โยนมายังอาจารย์ลุงรอง
“สำนักเราฝึกปรือกระบี่ และไม่ได้ให้ความสำคัญกับสังขารร่างกาย แต่เจ้าเกิดมา
ร่างกายอ่อนแอ ทั้งยังบอบบางมากเกินไป ดังนั้นเจ้าต้องเริ่มจากฝึกปรือกายาเสริมสร้าง
สังขาร” อาจารย์ลุงซินหยานไม่ได้ลืมตาขึ้นเลย สุ้มเสียงเบาต่ำมาพร้อมกับแรงกดดันอัน
รุนแรง ประกาศจุดเริ่มต้นชีวิตโศกนาฏกรรมของจั่วม่ออย่างเฉื่อยชา
ภูเขาสุญตาไม่ได้สูงชันอันตรายมากนัก แต่เส้นทางคดเคี้ยวซับซ้อน หากเดินเท้า
ขึ้นมาต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามชั่วยาม
ศิษย์ฝั่ายนอกของสำนักกระบี่สุญตาจู่ๆ ก็พบว่าศิษย์พี่จั่วม่อทุกวี่วันจะเดินไปตาม
เส้นทางภูเขา หอบหายใจอย่างหนักหน่วง เหงื่อเปียกชุ่มโชกบนแผ่นหลัง ขึ้นๆ ลงๆ วัน
หนึ่งไม่ทราบว่ากี่รอบต่อกี่รอบ ไม่กี่วันต่อมา ยังปรากฏห่อผ้าแบกอยู่บนหลังของศิษย์พี่
จั่วม่ออีกด้วย มันยังขึ้นแล้วก็ลง ลงแล้วก็ขึ้น เมื่อเฝั้าดูศิษย์พี่ตะเกียกตะกายไปตาม
เส้นทางภูเขา ศิษย์ฝั่ายนอกบางคนทนดูไม่ไหว เสนอตัวเข้าช่วยเหลือ แต่ถูกศิษย์พี่จั่วม่อ
ตำหนิอย่างสาดเสียเทเสีย ศิษย์ฝั่ายนอกทั้งหมดล้วนงุนงงสงสัย ศิษย์พี่ใช่ชมชอบทำร้าย
ตัวเองหรือไม่?
นี่ก็มิอาจโทษว่าจั่วม่อ ทุกเช้าค่ำมันมีแต่อยากร่ำไห้เป็นกำลัง จะไปมีอารมณ์พูดจา
ดีๆ กับผู้ใดได้
ที่ด้านบนยอดเขา อาจารย์ลุงซินหยานเฝั้าจับตาดูมันอยู่ จั่วม่อไม่กล้าอู้แม้แต่น้อย
“วิธีฝึกโง่เง่ากระไรเช่นนี้ อาจารย์ลุงสวะของเจ้าถึงกับใช้วิธีปัญญาอ่อนอย่างนี้จริงๆ
ฮ่าฮ่า” ผูเยาหัวร่อถูกอกถูกใจกับเคราะห์หามยามร้ายของจั่วม่อไม่จบสิ้น
จั่วม่อขบกรามแน่น ยกเท้าเหยียบขึ้นไปทีละก้าว ตลอดทั้งร่างอาบชุ่มไปด้วยเหงื่อ
ทุกครั้งที่เท้าเปล่าของมันย่ำลงไปบนขั้นบันไดหิน จะทิ้งรอยเปียกไว้เป็นรูปเท้า มันไม่ให้
ความสนใจผูเยาแม้แต่น้อย และไม่ใช่หวาดกลัวว่าอาจารย์ลุงรองจะพบเห็นผูเยา แต่เป็น
เพราะมันไม่มีเรี่ยวแรงจะกล่าววาจาต่างหาก เวลานี้มันกำลังเฝั้าครุ่นคิดถึงเหล่าเซียนวร
ยุทธ์ที่ฝึกฝนทางด้านเสริมสร้างสังขาร จั่วม่อถามไถ่ตนเอง ไฉนมันถึงไม่คิดจะฝึกฝน
เสริมสร้างสังขาร? แต่ละก้าวที่ย่ำขึ้นไปช่างหนักแรง มันแทบจะไม่อาจยกเท้าก้าวต่อไป
ได้ แต่หากมันหยุดพักก็หมายความว่ารอบนี้จะสูญเปล่าทันที และจะต้องเผชิญกับการ
ลงโทษเป็นสองเท่า
สายตาของอาจารย์ลุงรองน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง อยู่ไกลถึงปานนั้นยังสามารถ
เห็นได้กระจ่างชัด ทุกครั้งที่จั่วม่อคิดถึงเรื่องนี้ มันได้แต่น้ำตาตกใน อาจารย์ลุงรอง ท่าน
ช่างมีเวลาว่างเหลือเฟือเสียจริง คอยมาเฝั้าดูศิษย์ตัวเล็กๆ อย่างข้าได้ทุกวี่วัน ท่านไม่มี
งานอื่นที่มันคุ้มค่ากว่านี้ให้กระทำแล้วหรือ?
ไม่จำเป็นต้องนั่งเข้าฌานหรือไร…หรือฝึกกระบี่…หรือหลอมสร้างอะไรสักอย่าง…
หรืออะไรก็ได้
“เจ้าต้องการให้ข้าสอนเจ้าเสริมสร้างสังขารหรือไม่“ ผูเยาถามปนหัวร่อฮิฮิ
“กล่าวถึงการฝึกปรือกายาเสริมสร้างสังขาร เผ่าปิศาจจึงเป็นปรมาจารย์ที่แท้จริง ซิวเจ่อ
อย่างพวกเจ้าที่ฝึกปรือกายาล้วนแล้วแต่เรียนรู้มาจากเผ่าปิศาจทั้งสิ้น แต่จริงๆ แล้วลอก
เลียนได้ไม่ดีเท่าใด ฮ่าฮ่า ด้วยสถานะพันธมิตรชั่วนิรันดร์ของเผ่าปิศาจ ข้าย่อมมีความ
เข้าใจลึกซึ้งในมรดกเคล็ดวิชาเสริมสร้างสังขาร สามารถรับรองผลว่าเจ้าจะได้เรียนรู้สิ่งที่
ดี เป็นประโยชน์ไปชั่วชีวิต แน่นอนว่าไม่มีผลข้างเคียง……”
จั่วม่อไม่มีอารมณ์จะโต้ตอบกับผูเยา มันกัดฟันแน่น เกร็งกำลัง รวบรวมเรี่ยวแรงทั่ว
ร่าง ยกขาก้าวขึ้นไปทีละก้าวๆ ทุกก้าวราวกับเป็นก้าวสุดท้ายในชีวิต
ผูเยายิ่งหัวร่ออย่างครื้นเครงมากขึ้น
ห่างออกไปเล็กน้อย บนยอดของดอยตะวันออก เสี่ยวกั่วเฝั้ามองศิษย์พี่จั่วม่อ
ตะกายขึ้นไปตามเส้นทางคดเคี้ยวบนภูเขา นางสะท้านใจอย่างรุนแรง กำหมัดสีชมพูจน
แน่น ใบหน้ารูปผิงกว่อผลน้อยๆ เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ศิษย์พี่เก่งกาจปานนั้น แต่ยังคงฝึกหนักถึงเพียงนี้ เสี่ยวกั่วยิ่งต้องฝึกให้หนักกว่านี้
อีก!
นางหมุนตัวจากไป ตกลงใจว่าวันนี้จะเพิ่มเวลาฝึกปรือเป็นสองเท่า!
หากจั่วม่อล่วงรู้ความคิดของเสี่ยวกั่ว มันคงแหงนหน้าร่ำไห้ต่อฟั้าสวรรค์ “เกอถูก
บังคับ!”
ในความเป็นจริง เวลานี้หัวสมองจั่วม่อว่างเปล่าไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากใช้
เรี่ยวแรงจนเกลี้ยงฉาด ความคิดจิตใจและปฏิกิริยาตอบสนองของผู้คนจะเฉื่อยชา
กว่าเดิม อีกครึ่งทางที่เหลือมันไต่ขึ้นไปด้วยสัญชาตญาณล้วนๆ ถึงกับไม่ได้ยินชัดเจนว่าผู
เยากำลังกล่าวอันใด
ครั้นเมื่อมันขึ้นไปถึงยอดเขาในท้ายที่สุด อาจารย์ลุงรองหิ้วร่างมันขึ้น และเหาะไป
ยังเรือนขิงหอมโดยไม่กล่าววาจาแม้สักครึ่งคำ
ภายในลานของเรือนขิงหอม ถังไม้ขนาดใหญ่ตั้งซ้อนอยู่ในหม้อเหล็กใบโต ในถังไม้
เต็มไปด้วยของเหลวสีดำสนิท กลิ่นสมุนไพรฉุนจัดกำจายไปทั่ว ไม่ว่าใกล้หรือไกลล้วนสูด
ได้กลิ่นอย่างชัดเจน สวี่ฉิงยืนชิดถังไม้ เห็นอาจารย์ลุงรองหิ้วจั่วม่อเหาะตรงเข้ามา นาง
รีบเร่งไฟทันที
ยังคงปราศจากคำพูดจา อาจารย์ลุงซินหยานโยนจั่วม่อลงในถังไม้อย่างไม่ใส่ใจ
ก่อนจะเหินบินจากไป
ซู่ว จั่วม่อราวกับก้อนโคลนกลมๆ ถูกโยนลงในถังไม้อย่างแม่นยำ น้ำสมุนไพรร้อน
จัดทำให้มันตาเหลือก สูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ สวี่ฉิงที่ด้านข้างใบหน้าแดงเรื่อ
เล็กน้อย นางบอกจั่วม่ออย่างเห็นอกเห็นใจว่า “ศิษย์พี่ ค่าน้ำสมุนไพรสำหรับอาบวันนี้มี
ต้นทุนหนึ่งชิ้นจิงสือระดับสาม นายหญิงบอกว่าเงินจำนวนนี้ให้ลงบัญชีท่านไว้ และท่าน
ต้องจ่ายคืนในภายหลัง”
จั่วม่อพยักหน้าด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว นี่มันร้อนเกินไปแล้ว!
ทุกวันมันต้องจ่ายค่าน้ำสมุนไพรสำหรับอาบ สำนักช่างตระหนี่เสียจริง นี่ไม่เท่ากับ
บังคับให้มันเป็นหนี้หรอกหรือ? อย่างไรก็ตามหลังจากผ่านมาหลายวัน จั่วม่อทราบดีว่า
ไร้ประโยชน์ที่จะแข็งขืน ได้แต่ต้องกัดฟันทนต่อไปเท่านั้น ที่สำคัญผลลัพธ์ที่ได้จากการ
อาบน้ำยายังเห็นได้ชัดเจนมาก หากไม่ได้แช่น้ำยา จั่วม่อแน่นอนว่าไม่อาจสำเร็จการ
ฝึกอบรมที่อาจารย์ลุงรองกำหนดไว้ได้ จากนั้นมันก็ต้องประสบกับการลงโทษอันน่า
หวาดหวั่น
บางครั้งจั่วม่อก็มีความรู้สึกว่าอาจารย์ลุงรองกับซือฟูั่สมคบคิดกันให้เป็นเช่นนี้อยู่
แล้ว……
สวี่ฉิงยิ่งเห็นอกเห็นใจมากขึ้น เมื่อนางกล่าวเตือนจั่วม่อว่า “ศิษย์พี่ ข้าต้องเร่งไฟให้
แรงกว่านี้!”
สักครู่ต่อมา เสียงกรีดร้องโหยหวนเหมือนหมูถูกเชือดก็ดังสะท้อนก้องไปทั่วเรือนขิง
หอม เหล่าศิษย์สตรีที่กำลังทำงานอยู่ด้านหน้าลาน พากันหันมามองด้วยความเห็นใจ
พวกนางสบตากัน ก่อนจะถอนหายใจ “น่าสงสารจริงๆ!” จากนั้นพวกนางก็ก้มหน้าจม
อยู่กับงานของตนต่อไป
เมื่อเสร็จสิ้นการแช่น้ำยาสมุนไพร จั่วม่อดูเหมือนกึ่งเดินกึ่งหลับกลับไปยังลานน้อย
ลมตะวันตกของมัน วันแห่งฝันร้ายสิ้นสุดลงไปอีกหนึ่งวัน
จั่วม่อต้องการทิ้งตัวลงและนอนหลับไป กระดูกทุกชิ้นทั่วร่างคล้ายว่าต้องการแผ่
ราบลงกับพื้นโลก แต่มันยังคงบังคับตัวเองไปนั่งเข้าฌานในห้องศิลา เคล็ดบำเพ็ญสูด
ปราณก่อนกำเนิดไม่ได้มีอะไรพิเศษในด้านการฟืนฟูสภาพร่างกาย แต่สำหรับในด้าน
หล่อเลี้ยงรักษาจิตใจ กลับมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง
จั่วม่อสงสัยว่าหากมันไม่มีเคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิด แม้ยังไม่ตายจากความ
เหน็ดเหนื่อย แต่น่าจะเสียสติจากความเหนื่อยล้าไปเสียก่อน
มันเข้าสู่สภาวะฌานอย่างรวดเร็ว เวลาก็ผ่านไปเร็วเหมือนติดปีกบิน เมื่อลืมตา
ขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายยังคงบอบช้ำ แต่ความรู้สึกสมองว่างเปล่าได้อันตรธานหายไป
เหมือนกับว่าร่างกายกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของมันอีกครั้ง น้ำยาสมุนไพรที่ใช้อาบ
เป็นซือฟูั่ของมันจัดเตรียมขึ้นมา ว่ากันว่ายิ่งเหนื่อยล้ามากเท่าใด ก็ยิ่งช่วยบำรุงร่างกาย
ได้มากเท่านั้น
จั่วม่อลุกยืนขึ้นอย่างไม่เต็มใจและอับจนปัญญา สิ่งที่มันต้องทำตอนนี้คือไปยังดอย
มองอาทิตย์ก่อนที่พระอาทิตย์จะฉายแสง หากมันไปสาย นั่นจะย่ำแย่อย่างยิ่ง ในเวลานี้
ท้องฟั้ายังไม่รุ่งสาง เห็นเป็นแผ่นผืนมืดสนิท เส้นทางภูเขายังคงเย็นเยือกอยู่บ้าง
ผืนฟั้านภาลัยยามใกล้รุ่งอุษาสางแผ่กว้างอยู่เหนือศีรษะ จั่วม่อนั่งห่านบินไปยังดอย
มองอาทิตย์อย่างรวดเร็ว หมู่ดาวเบื้องบนกระพริบวิบวับคล้ายหยอกล้อมัน
ขณะพุ่งผ่านสายลม จั่วม่อมีเพียงความคิดเดียว ฝันร้ายนี้ได้โปรดจบสิ้นลงเสียที
เถอะ! มันอยากกลับไปใช้ชีวิตทำไร่ไถนาและหลอมกลั่นเม็ดยาเหมือนในอดีต กระทั่ง
การฝึกกระบี่ในแม่น้ำยังดีกว่านี้เลย เวลานี้มันเฝั้านับวันเวลาอยู่ทุกวันคืน แต่สิ่งที่ทำให้
สิ้นหวังมากที่สุดก็คือสิ่งที่ซือฟูั่ได้กล่าวไว้ ว่าเรื่องราวนี้จะไม่สิ้นสุดจนกว่าอาจารย์ลุงรอง
จะพอใจ…
อาจารย์ลุงรองพอใจ…
จั่วม่อสังหรณ์ว่าในสายตาอันน่าสยดสยองของอาจารย์ลุงรอง …นี่ยังเป็นเพียงแค่
การเริ่มต้นเท่านั้น!
เวลาเดียวกันกับที่จั่วม่ออาศัยอยู่ในชีวิตที่น่าอนาถ ในตงฝูพลันเกิดเหตุการณ์เขย่า
ขวัญสะท้านวิญญาณ สะเทือนไปทั้งตงฝู!