สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 757 วิกฤติการณ์เยือนกราย
เมื่อออกเดินทางในเวลากลางคืน พวกมันหลีกเลี่ยงที่ตั้งค่ายทัพของ
ข้าศึกไปตลอดทาง นี่ทำให้พวกมันต้องอ้อมทางไปไม่น้อย แต่ก็ช่วยให้กอง
พันถังจื่อปรากฎขึ้นในละแวกใกล้เคียงอาณาจักรน้าพุตะวันออกดุจเงาผี
เนื่องเพราะจั่วม่อต้องการอาณาจักรร้อยปราณ ดังนั้นม่ออวิ๋นไห่ทุ่มเท
เรี่ยวแรงกำลังมหาศาล รวบรวมข้อมูลข่าวสารในบริเวณนี้ยิ่งกว่าที่ใด นี่
ช่วยให้พวกถังเฟยหลบเลี่ยงค่ายทัพของข้าศึก จวบจนบรรลุถึงตำแหน่งนี้
อย่างสะดวกดาย
สหพันธ์จอมปิศาจด่านไสว้ร้อยไม่คิดพันไม่คิด คิดไม่ถึงว่าเปี๋ยหานจะ
มุ่งเป้ามาที่อาณาจักรน้าพุตะวันออก นี่ไม่เหมือนกับอาณาจักรอื่นโดยรอบ
อาณาจักรร้อยปราณซึ่งได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนา อาณาจักรน้าพุ
ตะวันออกมีเพียงกำลังพลคุ้มกันตามปกติเท่านั้น
“อีกนานเท่าใดจะบรรลุถึงอาณาจักรน้าพุตะวันออก?” ถังเฟยถาม
เสียงหนัก ๆ ผมหางม้ายาวเยี่ยงอิสตรีปลิวสะบัดไปตามสายลมเย็นเฉียบ
ใบหน้าเคร่งขรึมของนางเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ สุ้มเสียงหนัก
แน่นเปี่ยมพลัง
“ด้วยระดับความเร็วของเราในยามนี้ ไม่เกินช่วงบ่ายวันพรุ่งนี้
สมคควรบรรลุถึงแนวป้องกันรอบนอกของอาณาจักรน้าพุตะวันออก”
ผู้ใต้บังคับบัญชาขบคิดคำนวณชั่วอึดใจ ก่อนจะตอบอย่างมั่นใจ
ถังเฟยกวาดตามองรอบด้าน เห็นแต่ละคนคึกคักแจ่มใส เปี่ยมด้วย
ขวัญกำลังใจที่ดี ต้องลอบผงกศีรษะในใจ การพักผ่อนในคืนสุดท้ายนับว่า
เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ช่วยให้ไพร่พลในกองทัพฟื้นฟูเรี่ยวแรงกำลัง ตระเตรียมสู้
ศึกในวันพรุ่งนี้ ทหารทุกนายเพียบพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์เต็มอัตราศึก
ทั้งได้รับพาหนะปิศาจระดับสูง พาหนะเมฆาซึ่งฉุนอวี๋เฉิงต้าเหริน
เพาะเลี้ยงขึ้นมานั้นเลิศล้ากว่าผู้ใด แต่ผลิตได้อย่างจำกัด ไม่เพียงพอที่จะ
แจกจ่ายให้แก่ทหารทุกนาย จั่วม่อต้าเหรินผู้มั่งคั่งร่ารวยตกลงใจจัดสรร
พาหนะปิศาจชั้นสูงให้แก่พวกมันแทน
พาหนะทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นม้าโลกันตร์เหยียบอัคคีระดับเจ็ด
พวกมันสูงใหญ่กำยำ ทั่วร่างเป็นสีดำสนิท ดวงตาสีแดงเข้ม กีบเท้าห่อหุ้ม
ด้วยเปลวไฟแดงฉาน ม้าโลกันตร์เหยียบอัคคีมีจุดเด่นที่ความทรหดอดทน
เหมาะกับการเดินทัพทางไกล พวกมันดุร้ายกระหายเลือด ไม่เกรงกลัวการ
ต่อสู้ เป็นเผ่าพันธุ์พาหนะปิศาจนักสู้ที่ดีสายพันธุ์หนึ่ง
“เพิ่มหน่วยสอดแนมอีกสามสิบหน่วย ระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่าให้
ศัตรูรู้สึกตัว” ถังเฟยออกคำสั่ง
ผู้ช่วยแม่ทัพรีบสั่งการลงไปในบัดดล
เหมียวจุนมองดูลูกศิษย์ของตนอย่างยิ้มแย้ม ถังเฟยในอดีตมักทำให้
ผู้คนต้องตากระจ่างวูบ แต่ก็ไม่ได้มีท่วงท่าสภาวะและสงบเยือกเย็นเช่นนี้
หลายปีมานี้ มันทุ่มเทเรี่ยวแรงกำลังแทบทั้งหมดไปกับการอบรมสอนสั่ง
ถังเฟย กับลูกศิษย์ผู้นี้ ทำให้มันพึงพอใจยิ่ง แม้แต่ในม่ออวิ๋นไห่ซึ่งเต็มไป
ด้วยอัจฉริยะ ถังเฟยยังคงโดดเด่นเป็นพิเศษ
มันพอหวนคิดถึงเรื่องนี้ อดทอดถอนด้วยอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้ หาก
มิใช่ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งในแกนกลางของม่ออวิ๋นไห่ คงไม่อาจคาดคิดได้ว่า
ในด้านแม่ทัพบัญชาการศึก ม่ออวิ๋นไห่จะเข้มแข็งทรงพลังถึงเพียงนี้ พวก
มันไม่ว่าคนใดหากสังกัดขุมกำลังอื่น ล้วนสามารถครอบครองแว่นแคว้น
แห่งหนึ่ง สิ่งที่ทำให้มันยากจะเชื่อได้ลง คือบรรดาขุนพลหนุ่มผู้มี
ความสามารถเหล่านี้ ก่อนจะมาอยู่ที่ม่ออวิ๋นไห่ส่วนใหญ่ไม่เคยเป็นที่รู้จัก
มาก่อน กระทั่งมีหลายคนที่ไม่เคยเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกเสียด้วยซ้า
ยามนั้นสุ้มเสียงเข้มแข็งเปี่ยมพลังของถังเฟยขัดจังหวะการครุ่นคิด
ของมัน
“อาณาจักรน้าพุตะวันออกไม่ใช่อาณาจักรสำคัญ ที่ประจำการอยู่ที่นี่
มีอยู่สี่กองพันที่นำโดยขุนพลปิศาจด่านเจียง การยึดครองอาณาจักรนี้
ไม่ใช่เรื่องยาก จากนั้นเราจะสามารถจ่อคุกคามแนวป้องกันจันทร์เกริกไกร
และขุนเขาสุริยา ในภูมิภาคนี้มีอาณาจักรสำคัญหลายแห่งรวมอยู่ด้วยกัน
ทั้งหมดล้วนเป็นอาณาจักรทรัพยากรของสหพันธ์จอมปิศาจด่านไสว้ พวก
มันตั้งค่ายทัพจำนวนมากเฝ้าประจำอยู่ที่นั่น เราจะเผชิญกับการกลุ้มรุมจู่
โจมจากหลายทิศทาง”
เหมียวจุนรับฟังการวิเคราะห์สถานการณ์ของถังเฟยอย่างระมัดระวัง
“เป้าหมายของเปี๋ยหานต้าเหรินย่อมไม่ใช่อาณาจักรเหล่านั้น เหตุผล
ที่เป็นไปได้มากที่สุดที่ให้เราเข้าโจมตีอาณาจักรน้าพุตะวันออก คือเพื่อ
แบ่งแยกกำลังของข้าศึก ลดขีดความสามารถในการเสริมกำลังไปยัง
อาณาจักรขุนเขาประจักษ์แจ้ง หน้าที่ของอาซาเก๋อก็สมควรไม่ต่างจากเรา
เท่าใด จากตำแหน่งของมัน ดูเหมือนว่าอาซาเก๋อ เรา และเปี๋ยหานต้าเห
รินจะทำมุมเป็นรูปสามเหลี่ยมพอดี เปี๋ยหานต้าเหรินเป็นมุมสามเหลี่ยมที่
ชี้ไปเบื้องหน้า ส่วนทางด้านสือตงนั้นยากจะคาดเดาที่สุด สถานที่นั้นเป็น
เป้าหมายที่ไม่มีคุณค่าความหมายใด!”
กล่าวถึงตรงนี้ ถังเฟยดวงตาทอแววสับสนงุนงง เหมียวจุนพอเห็น
เช่นนี้ต้องแย้มยิ้มพลางกล่าว “เอาไว้ค่อยมาหารือกันต่อหลังจากเข้ายึด
อาณาจักรน้าพุตะวันออกแล้วเป็นอย่างไร”
ถังเฟยงงงันวูบ แล้วค่อยกล่าวอย่างขวยเขิน “เหล่าซือสั่งสอน
ถูกต้อง”
จากนั้นสีหน้านางกลับเป็นเคร่งขรึม ใบหน้าเด็ดเดี่ยวแน่วทอแววเย็น
ชา ยกมือขวาขึ้นเงียบ ๆ เป็นสัญญาณชนิดหนึ่ง
ไม่นานหลังจากนั้น หน่วยสอดแนมที่แนวหน้าพบพานกองทัพข้าศึก!
เหล่าแม่ทัพนายกองรอบกายนางเผยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังทันที
คำสั่งการส่งลงไปตามลำดับชั้นอย่างรวดเร็ว หัวหน้าหมู่หัวหน้ากองพากัน
ตื่นตัวเต็มที่ เสียงตวาดว่าและสั่งการดังดุจคลื่นถาโถม พวกมันพากัน
เร่งรัดให้พาหนะปิศาจของตนเคลื่อนเข้าไปสู่รูปขบวนทัพ บรรดาทหาร
ปิศาจที่ด้านหลังพวกมันรีบจัดกระบวนทัพอย่างรวดเร็วเช่นกัน
กองกำลังทั้งหมดสลับเปลี่ยนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ภายในชั่วสิบอึด
ใจ ขบวนทัพก็แปรเปลี่ยนจากรูปขบวนเดินทัพทางไกล กลายเป็นกระบวน
ทัพค่ายกลสำหรับบุกตะลุย!
ถังเฟยกระตุ้นพาหนะเมฆาของนางขยับไปข้างหน้า พาหนะเมฆา
ของนางเป็นพาหนะเมฆาสายฟ้าเงินตัวหนึ่ง หากเทียบกับม้าโลกันตร์
เหยียบอัคคีที่สูงใหญ่กำยำและดุร้าย พาหนะเมฆาสายฟ้าเงินของนางก็ดู
บอบบางกว่ามาก มันก้าวย่างเป็นจังหวะอันเลิศพิสดารชนิดหนึ่ง ทั่วร่าง
ปกคลุมด้วยลวดลายเมฆสีน้าเงินเข้ม สูงส่งสง่างามอย่างบอกไม่ถูก
ถังเฟยปรากฏกายขึ้นที่หน้าขบวนทัพทั้งหมด หลังจากเจ็ดปีผ่านไป
กองพันถังจื่อขยายตัวเป็นสามพันคน
เห็นจุดเล็กๆ กลุ่มใหญ่ปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้า จากนั้นกลายเป็นชัดเจน
ขึ้นเรื่อย ๆ บอกชัดว่าศัตรูเร่งรุดมาด้วยระดับความเร็วอันน่าประหลาดใจ
ถังเฟยใบหน้ากระด้างดั่งสลักขึ้นจากแผ่นศิลา ไม่บ่งบอกอารมณ์
แม้แต่น้อย แต่ดวงตาสงบเยือกเย็นคู่นั้นลุกโชนด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้
นางกระตุ้นพาหนะเมฆาสายฟ้าเงินของนางเบา ๆ พาหนะเมฆาสายฟ้า
เงินคล้ายหยั่งทราบจิตเจตนาของผู้เป็นนาย แหงนหน้ากู่คำรามแหลมยาว
สายฟ้ากลุ่มหนึ่งระเบิดวาบออกจากร่าง ระดับความเร็วพุ่งทะยานใน
บัดดล
โดยไม่รีรอลังเล ทั้งขบวนทัพเร่งความเร็วไล่กวดตามไปอย่างพร้อม
เพรียง!
ไพร่พลปิศาจแต่ละคนยุทโธปกรณ์เทพบนร่างพลันเปล่งประกายเจิด
จ้า พลังเทพเมฆาไร้รูปโคจรอย่างพรักพร้อม ผนสานรวมไปทีละระดับช้น
จากทหารปิศาจไปยังหน้าหน้าหมู่ จากหัวหน้าหมู่ไปรวมกันที่นายกอง
หลังจากผ่านการจัดเรียงประสาน พลังทั้งหมดก็ไหลบ่าไปยังถังเฟย
กองพันถังเฟยทั้งขบวนคล้ายกับเป็นคนคนเดียว กลุ่มพลังเทพอัน
เกรี้ยวกราดประหนึ่งขวานเหล็กเล่มมหึมา คล้ายเหวี่ยงฟาดออกจากมือ
มหายักษ์ข้างหนึ่ง!
และถังเฟยผู้ถูกปกคลุมอยู่ในม่านสายฟ้าที่ด้านหน้าสุดของกระบวน
ทัพ ราวกับส่วนคมสีเงินอันเจิดจ้าบาดตาของใบขวาน!
แม่ทัพปิศาจด่านเจียงของฝ่ายตรงข้ามหน้าเผือดสี แต่ทั้งสองฝ่าย
เข้ามาใกล้กันมากเกินไปแล้ว เกินกว่าที่จะสั่งการเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที
ไม่มีเวลาให้พวกมันหันหลังกลับอีก แม่ทัพปิศาจด่านเจียงทราบดีว่านี่ไม่ใช่
เวลาจะมัวมาลังเล หากมันชักช้าแม้แต่ชั่ววูบ มีแต่หนทางตายสถานเดียว
มีแต่ต้องบุกทะลวงไปเบื้องหน้าจึงเป็นโอกาสเดียวที่พวกมันจะรอดชีวิต
มันขบกรามแน่น พลันตวาดอย่างดุดัน “ฆ่า!”
พลังมหาศาลไหลมารวมกันอยู่ในร่างมัน ทว่ากลับไม่ให้ความรู้สึกอุ่น
ใจและความเชื่อมั่นเหมือนที่เคยเป็นแม้แต่น้อย
สองกระแสน้าป่าที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อพุ่งเข้าหากันด้วยระดับ
ความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ
กองพันถังจื่อประหนึ่งขวานอันหนักหน่วงคมกล้า สะบั้นเข้าใส่ขบวน
ทัพข้าศึกอย่างหักโหม!
ต่อหน้าขวานหนักอันน่าแตกตื่นสะท้านโลกนี้ พลังของศัตรูบอบบาง
ไม่ต่างจากแผ่นกระดาษ ไม่อาจต้านรับได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว คมขวาน
ไม่ว่าตัดผ่านไปยังที่ใด เห็นเลือดเนื้อกระเซ็นซ่านไปทั่ว ไม่ว่าผู้ใดหาก
กระทบถูก ล้วนถูกสับสะบั้นออกเป็นชิ้น ๆ!
ภายในชั่วพริบตา ถังเฟยเห็นแสงสว่างวูบหนึ่งที่เบื้องหน้า พลัน
ตระหนักว่ากำลังจะทะลวงผ่านออกจากกองทัพของข้าศึก!
โดยปราศจากความลังเลใจแม้สักส่วนเสี้ยว ถังเฟยพลันปลดปล่อย
พลังเทพทั้งมวลที่รวบรวมอยู่ในกายนางออกจากการควบคุม
โดยยึดถือกองพันถังจื่อเป็นจุดศูนย์กลาง พลังอันกราดเกรี้ยวสุดขั้ว
ขุมหนึ่งระเบิดวาบอย่างฉับพลัน!
นางนับว่ากะเวลาได้เหมาะเจาะพอดีเป็นที่สุด พลังมหาศาลที่จู่ๆ
หลุดออกจากพันธนาการ ราวกับลูกระเบิดแตกระเบิดที่กลางขบวนทัพ
ฝ่ายตรงข้าม แขนขาเลือดเนื้อปลิวว่อนไปทุกทิศทาง ขบวนทัพฝ่ายตรง
ข้ามเสียขบวนรวนเร แทบล่มสลายอย่างสิ้นเชิง!
ความระส่าระสายของขบวนทัพ ย่อมหมายความว่าไม่อาจรวบรวม
พลังและควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากศัตรูยังคงดื้นด้านรักษารูปขบวนเดิมเอาไว้ ผลสุดท้ายที่รออยู่ มี
เพียงชะตากรรมของการถูกสังหารสิ้น
ในทางกลับกัน ถังเฟยเห็นได้ชัดว่าฝีมือสูงส่งกว่ามาก หลังจากบุกจู่
โจมอย่างรุนแรงสำเร็จไปรอบหนึ่ง กระบวนทัพของนางไม่ได้ปั่นป่วน
รวนเรแม้แต่น้อย นางไม่จำเป็นต้องจัดระเบียบกระบวนทัพใหม่ ก่อนจะ
เริ่มเปิดฉากบุกจู่โจมระลอกที่สอง!
การศึกครั้งนี้รู้ผลตั้งแต่แรก
… ….
ข้อสันนิษฐานอันอาจหาญของเฉาซิง กระทั่งชนชั้นหลินเชียนยังตก
ตะลึงพรึงเพริด เนิ่นนานหลังจากนั้น ค่อยกล่าวเน้นอย่างช้า ๆ “หากเป็น
เรื่องจริง นี่ก็เป็นข่าวสำคัญมากชิ้นหนึ่ง!”
“ซีเซวียนไม่เพียงพอให้เราต้องกังวล” เฉาซิงสีหน้าผ่อนคลายลง “ไม่
ว่าจงเต๋อจะตายหรือไม่ก็ตาม หากมันไม่ตาย ความขัดแย้งระหว่างเจ้า
สำนักกับยอดขุนพลอันดับหนึ่งจงเต๋อจะต้องอุบัติขึ้นแน่ ผู้ใดจะยินดีปล่อย
หนามยอกอกเอาไว้ แต่หากมันตายจริง ๆ เมื่อไม่มีจงเต๋อ ซีเซวียนจะ
สูญเสียยันต์คุ้มภัยที่แข็งแกร่งที่สุดไป เจ้าสำนักไหนเลยจะมีปัญญา
ประคับประคองซีเซวียนได้? ข้าจึงไม่เชื่อ เว้นเสียแต่ว่าพวกกู่เหลียงเตาทั้ง
สามยินดีหวนคืนสู่ซีเซวียน อย่างไรก็ตาม ข้าไม่คิดว่าเจ้าสำนักซีเซวียนจะ
ยินดีอดทนอดกลั้นต่อพวกมัน ผู้ที่สูญเสียอำนาจมานานหลายสิบปี มักหวง
แหนอำนาจมากกว่าคนปกติทั่วไปหลายเท่า กู่เหลียงเตาหรือ คนผู้นี้ฝีมือ
เข้มแข็ง เป็นบุคคลอันทระนงผู้หนึ่ง มันไหนเลยยินยอมก้มหัวได้? ในช่วง
ไม่กี่ปีนี้ ความเข้มแข็งของซีเซวียนจะร่วงลับดับสูญดุจอาทิตย์ยามสนธยา
ชวนให้ผู้คนเคลิบเคลิ้มมึนเมานัก”
หลินเชียนขบคิดใคร่ครวญ จากนั้นพยักหน้า “มิผิด ม่ออวิ๋นไห่เป็น
ศัตรูที่ควรค่าแก่การระวังมากกว่า”
“ถูกแล้ว!” สีหน้าไม่อินังขังขอบของเฉาซิงหายวับไปทันที กลับ
กลายเป็นเคร่งขรึมจริงจัง “ศัตรูที่ควรค่าแก่การกังวลที่แท้จริง ก็คือม่อ
อวิ๋นไห่ ม่ออวิ๋นไห่เต็มไปด้วยพลังชีวิต กำลังเจริญรุดหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ซีเซวียนซึ่งไม่ต่างจากเรือกำลังจมจะสามารถเปรียบเทียบได้
หากทั้งสองฝ่ายจับมือเป็นพันธมิตรกันจริง ผู้ที่ได้รับประโยชน์แท้จริงหา
ใช่ซีเซวียนไม่ แต่เป็นม่ออวิ๋นไห่”
“ม่ออวิ๋นไห่… …” หลินเชียนพึมพำเบา ๆ จากนั้นเผยอยิ้มอย่างจน
ปัญญา กล่าวว่า “นึกไม่ถึงว่าคนเหล่านั้น… ม่ออวิ๋นไห่… …จะเติบโตกล้า
แข็งจนถึงจุดที่เราต้องปวดเศียรเวียนเกล้า”
“แต่ม่ออวิ๋นไห่ยังคงมีจุดอ่อน” เฉาซิงดวงตาทอประกายวาบ กล่าว
ด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ “หากมองจากฉากหน้า ม่ออวิ๋นไห่แม้มีขนาดเล็กแต่
กล้าแข็ง ครอบครองสองยอดแม่ทัพบัญชาการศึกลำดับสี่และลำดับสิบ
กองทัพของพวกมันแข็งแกร่ง มียอดยุทธ์มากมาย ทางด้านหลอมสร้างก็มี
ฝีมือเลิศล้า ทั้งยังมั่งคั่งร่ารวย ทว่ายังคงมีจุดอ่อนใหญ่หลวง พวกมันไม่มี
คนที่สามารถดูแลจัดการเรื่องราวภายใน”
หลินเชียนนึกตรึกตรองตาม มันนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าในม่ออวิ๋นไห่มี
ผู้ใดมีชื่อเสียงด้านการดูแลจัดการ
“เมื่อยามที่ดินแดนของพวกมันยังไม่ใหญ่โต จุดอ่อนนี้ย่อมไม่ปรากฏ
ชัด แต่หากพวกมันขยายตัวอีกสิบเท่า ไม่ เพียงแค่ห้าเท่าตัวเท่านั้น พวก
มันจะตกอยู่ในความสับสนอลหม่านทันที” เฉาซิงดวงตาทอประกาย
ปัญญาอันยิ่งใหญ่ “หกสิบกว่าอาณาจักรกับสามร้อยกว่าอาณาจักร ระดับ
ความยากลำบากในการดูแลจัดการนับว่าแตกต่างกันไม่รู้ว่ากี่ขั้น”
หลินเชียนตากระจ่างวูบ “ใช่แล้ว!”
เฉาซิงเห็นได้ชัดว่าลงทุนลงแรงกับเรื่องนี้ไม่น้อย “นี่เป็นจุดอ่อนซ่อน
เร้นซึ่งพวกมันไม่มีปัญญาแก้ไข ทันทีที่พวกมันเริ่มขยับขยาย นี่จะเป็น
จุดอ่อนร้ายแรงถึงชีวิต พวกเรากำลังขยับขยาย หากพวกมันไม่ทำตาม
พวกมันจะล้าหลังเราตลอดไป เมื่อถึงเวลานั้น พวกมันกระทั่งโอกาสจะ
ต่อต้านแข็งขืนยังไม่มี จุดสำคัญอยู่ที่นี่เอง หากเราเร่งระดับความเร็วใน
การขยับขยาย พวกมันก็มีเพียงทางเลือกเดียวเท่านั้น นั่นคือเร่งขยับขยาย
ตาม! ฮ่าฮ่า งูน้อยสวาปามจนตัวตาย พวกมันรู้ทั้งรู้ว่าหากกลืนกินมาก
เกินไปจะต้องตาย แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น”
หลินเชียนยิ้มละไม “ดูท่าต้องเพิ่มแรงกดดันให้พวกมันสักเล็กน้อย”
“นอกจากนี้พวกมันยังมีจุดอ่อนร้ายแรงอีกประการหนึ่ง” เฉาซิงดวง
ตาทอประกายเย็นเยียบ “พวกมันพึ่งพาค่ายกลเคลื่อนย้ายมากเกินไป!”
เก้ามหานิกายพุทธส่งคนลอบจู่โจมค่ายกลเคลื่อนย้ายหลายแห่งเพื่อ
เข้ายึดครอง เคราะห์ดีที่ศิษย์พี่ใหญ่เหวยเสิ้งอยู่ในละแวกใกล้เคียง เข้า
ช่วยเหลือทันท่วงที สังหารนักบวชนิกายพุทธสิบกว่าคน ก่อนที่พวกมันจะ
ล่าถอยจากไป
การแทรกซึมของอีกฝ่ายเห็นได้ว่าผ่านการวางแผนมาเป็นเวลานาน
แม้แต่อาคมหวงห้ามที่คุ้มครองอยู่รอบค่ายกลเคลื่อนย้ายยังไม่อาจหยุดยั้ง
พวกมันได้ ความแข็งแกร่งของศัตรูย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
มองดูซากศพบนพื้น จั่วม่อผู้เร่งรุดมาต้องสูดลมหายใจอย่างตื่นตะลึง
ม่ออวิ๋นไห่กับโลกภายนอก ส่วนใหญ่เชื่อมต่อกันผ่านค่ายกล
เคลื่อนย้าย แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ทั้งสะดวกสบายและรวดเร็ว
สำหรับม่ออวิ๋นไห่ที่ร่ารวย เรื่องค่าใช้จ่ายไม่ใช่ปัญหาใหญ่
ที่ผ่านมาไม่เคยมีเหตุอันใดเกิดขึ้นกับค่ายเคลื่อนย้าย ไฉนจู่ ๆ มีคน
ลอบเข้ามาก่อเรื่องในเวลานี้?
หลังจากเดินสำรวจไปรอบ ๆ จุดเคลื่อนย้าย จั่วม่อในที่สุดค่อยเข้าใจ
ว่าเป็นเรื่องราวใด ควรทราบว่ารอบ ๆ ค่ายกลเคลื่อนย้ายแต่ละแห่ง จะมี
อาคมหวงห้ามอันเพียบพร้อมสมบูรณ์ชุดหนึ่งคอยคุ้มกัน ในอดีตที่ผ่านมา
ผู้คนฝึกปรือพลังปราณ อาคมหวงห้ามอันร้ายกาจย่อมเพียงพอจะ
รับประกันความปลอดภัยของค่ายกลเคลื่อนย้ายเหล่านี้ แต่หลังจากล่วง
เข้าสู่ยุคสมัยแห่งพลังเทพ พลังฝีมือของผู้คนรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด แต่
อาคมหวงห้ามกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงอันใดมากนัก ช่องว่างนี้เองที่ส่งผล
ให้ค่ายกลเคลื่อนย้ายที่เคยมั่นคงปลอดภัย กลับกลายเป็นอันตรายอย่าง
ใหญ่หลวง
จั่วม่อตระหนักได้ถึงวิกฤติการณ์ร้ายแรงในทันที
ค่ายจินวูมุ่งเน้นสมาธิจิตใจแทบทั้งหมดไปกับยุทธภัณฑ์เทพและ
ยุทโธปกรณ์เทพ ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าอาคมหวงห้ามจะกลายเป็นจุดอ่อน นี่
เป็นเหตุให้พัฒนาการด้านอาคมหวงห้ามถูกทิ้งล้าหลัง อาคมหวงห้ามชุด
เดียวที่พอจะใช้การได้คือ ‘สวนสวรรค์จักรพรรดิต้องห้าม’ อย่างไรก็ตาม
อาคมหวงห้ามชุดนี้มีค่าใช้จ่ายสูงลิบจนผู้คนหนังศีรษะชาซ่าน ทั้งยังยาก
เกินไป นอกจากจั่วม่อแล้วเกรงว่าไม่มีผู้ใดมีปัญญาติดตั้ง เมื่อคิดถึงค่ายกล
เคลื่อนย้ายมากมายนับไม่ถ้วนในม่ออวิ๋นไห่ แนวคิดนี้นับว่าไม่ตรงกับ
ความจริงเป็นอย่างยิ่ง
ความคิดแรกของจั่วม่อคือปิดค่ายกลเคลื่อนย้ายทั้งหมด
แต่มันปฏิเสธความคิดนี้ทันที ระหว่างม่ออวิ๋นไห่กับโลกภายนอก ค่าย
กลเคลื่อนย้ายแทบจะเป็นการเชื่อมต่อเดียวที่พวกมันมี หากพวกมันหยุด
การทำงานของค่ายกลเคลื่อนย้ายทั้งหมด เกรงว่าสินค้าทั้งมวลของม่อ
อวิ๋นไห่จะไม่สามารถขนส่งออกไป พวกมันจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
อย่างสิ้นเชิง
สำหรับม่ออวิ๋นไห่แล้ว อาจส่งผลกระทบร้ายแรงถึงชีวิต