สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 846 ทะเลอักขระ
อักขระเทพตัวหนึ่งปรากฏขึ้นที่ด้านข้างของผู้อาวุโสสูงสุด จากนั้นก็
ผุดขึ้นมาอีกหนึ่ง ตามด้วยอักษรที่สาม อักษรที่สี่… …
เห็นอักขระเทพสารพัดรูปแบบลอยขึ้นกลางอากาศ แผ่กระจายออก
ทุกทิศทาง ภายในไม่กี่อึดใจ หากมองดูรอบ ๆ ทั่วแผ่นฟ้าล้วนลอยละล่อง
ไปด้วยอักขระเทพนับไม่ถ้วน เรียงรายแน่นขนัด เป็นระเบียบเรียบร้อย
มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดว่าอยู่ตรงที่ใด
บางส่วนเป็นอักขระเทพ บางส่วนเป็นค่ายกลยันต์ หลากรูปแบบ
หลายสีสัน เปล่งแสงประกายที่ผิดแผกแตกต่างกันไปทั้งหมด
ผู้อาวุโสสูงสุดสีหน้าเคร่งขรึมสำรวม สองแขนที่กางออกกว้างคล้าย
โอบกอดทั้งฟ้าดินเอาไว้
นี่ราวกับดาราจักรอันไพศาล เต็มไปด้วยหมู่ดาวกว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด
อักขระเทพแต่ละตัวอักษรคล้ายดวงดาวมหึมาที่สว่างจ้า ส่วนบรรดาค่าย
กลยันต์ เปรียบประดุจดาวบริวารที่ดวงเล็กกว่าและอ่อนแสงยิ่งกว่า
อักขระเทพแต่ละตัวหมุนรอบตัวเองช้าๆ พากันปลดปล่อยสนามพลัง
เฉพาะตัวออกมาอย่างพร้อมหน้า
ทะเลอักขระ!
จั่วม่อดวงตาทอแววตะลึงลานวูบหนึ่ง แต่กลับเป็นปกติในทันที มันมิ
อาจไม่ยอมรับว่าในศาสตร์วิชาด้านอักขระเทพและค่ายกลยันต์ ใต้หล้าไม่
มีผู้ใดเทียบได้กับผู้อาวุโสสูงสุดอีกแล้ว
เพียงมองดูรอบตัวมัน ก็มีอักขระมากมายที่มันไม่รู้จัก
ทะเลอักขระเหล่านี้มีจำนวนนับร้อยล้านพันล้านตัว นี่ก็คือระดับเทพ
ยุทธ์เช่นนั้นหรือ
จั่วม่อดวงตาทอแววเลอะเลือนวูบหนึ่ง ค่ายกลยันต์และอักขระเทพ นี่
ก็เป็นสาขาวิชาที่มันถนัดจัดเจนที่สุด แต่เมื่อเทียบกับผู้อาวุสูงสุดแล้ว มัน
ยังคงอ่อนด้อยกว่ามาก
นี่ก็คือโลกแห่งอักขระเทพ!
คนผู้นี้ นับเป็นปรมาจารย์แห่งอักขระเทพโดยแท้!
ทว่ายามนี้ย่อมไม่ใช่เวลาที่จั่วม่อจะมัวมาทอดถอนชมเชยศัตรู โลก
แห่งอักขระเทพทำให้มันตระหนักถึงอันตรายอย่างบอกไม่ถูก
อักขระเทพที่ไม่ห่างออกไปนักพลันเปล่งประกายวาบ ค่ายกลยันต์
เจ็ดชุดที่อยู่ใกล้เคียงหมุนคว้างเข้ามา สาดแสงเจิดจ้าอย่างพร้อมเพรียง
ทันใดนั้น จากภายในแสงสีฟ้าของค่ายกลยันต์ ลูกศรน้าแข็งดอกหนึ่ง
ยิงออกมาอย่างเร่งร้อน!
จั่วม่อสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ลูกศรน้าแข็งเมื่อยิงมาถึงตัว ก็ถูกเปลว
เพลิงเทพสุริยันรอบกายจั่วม่อแผดเผาระเหยหายไป
ทว่าลูกศรน้าแข็งดอกนี้ คล้ายไปปลุกค่ายกลยันต์และอักขระเทพอื่น
ๆ ให้ตื่นขึ้นมาด้วย
วู้ม!
ลูกศรน้าแข็ง กระแสลม สายฟ้า ลำธารเปลวไฟ … ..
สารพัดการโจมตีโหมกระหน่าเข้าหาจั่วม่อจากทุกทิศทาง เสียงแหวก
ฝ่าอากาศดังกระหึ่ม เสียงแตกปะทุกึกก้อง ประกายไฟกระเซ็นซ่านรอบ
กายจั่วม่อ อาศัยเพียงการโจมตีที่พื้นเพธรรมดาเหล่านี้ เพลิงเทพสุริยันซึ่ง
แกร่งกร้าวอหังการถึงขั้นสุดยอด สามารถรับมือได้อย่างง่ายดาย
แต่จั่วม่อสีหน้าปราศจากความยินดีแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม มันยิ่งรู้สึกถึงสังหรณ์ร้ายเข้มข้นขึ้นทุกขณะ
ทะเลอักขระทั้งผืนเริ่มหมุนคว้าง อักขระเทพและค่ายกลยันต์ทั้งมวล
คล้ายลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกัน
ค่ายกลยันต์แต่ละขบวนรอบกายจั่วม่อเริ่มเปิดฉากโจมตี ค่ายกลยันต์
แต่ละชุดมีพลังโจมตีที่ผิดแผกแตกต่างกัน ลำแสงโหมซัดดุจพายุกระหน่า
เร่งร้อนรุนแรงจนแทบจะบดบังการมองเห็นของจั่วม่อไปสิ้น
จั่วม่อรู้สึกแรงกดดันเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในทันที
ซึ่งความจริงค่ายกลยันต์มีพลังจำกัด ไม่อาจเจาะผ่านเปลวเพลิงเทพ
ของจั่วม่อได้ แต่พวกมันมีจำนวนมากมายมหาศาลเกินไป มีรูปแบบพลังที่
แตกต่างหลากหลายมากเกินไป เมื่อต้องเผชิญกับพลังที่แตกต่างกันอย่าง
สิ้นเชิงนับพันนับหมื่นสาย ผนึกกำลังจู่โจมพร้อมกัน แรงกดดันที่ได้รับย่อม
เป็นที่คาดคำนวณได้
วู้ม!
เปลวเพลิงรอบกายจั่วม่อพลันระเบิดวาบ กระแสเปลวสุริยะภายใน
ร่างคล้ายถูกการโจมตีดุจห่าฝนกระตุ้นโทสะ เปลวเพลิงเทพสุริยันยิ่ง
เกรี้ยวกราดดุดันกว่าเดิม ในเวลานี้จั่วม่อราวกับกองไฟอันร้อนแรง ลำแสง
ที่ยิงออกมาจากขบวนค่ายกลไม่ต่างจากแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ทันทีที่
เข้ามาใกล้ ล้วนแตกสลายเป็นสะเก็ดแสง กระจัดกระจายหายไป
จั่วม่อไม่กล้าผ่อนคลาย ยามนี้พวกที่กลุ้มรุมโจมตีเข้ามามีเพียงค่าย
กลยันต์เท่านั้น บรรดาอักขระเทพยังไม่เคลื่อนไหว
อักขระเทพอยู่ในระดับชั้นที่เหนือกว่าค่ายกลยันต์ ทั้งแข็งแกร่งทรง
พลังกว่ามาก
เป็นไปตามที่จั่วม่อคาดไว้ ทันใดนั้นอักขระเทพชุดหนึ่งเปล่งแสงสีฟ้า
สว่างวาบ เงาร่างสีฟ้าครามที่อรชรอ้อนแอ้นสายหนึ่งค่อย ๆ ผุดขึ้นจาก
อักขระเทพ
สตรีสีฟ้าครามราวกับกระแสน้ากลุ่มหนึ่ง ในมือนางถือคนโทสีน้าเงิน
เข้มใบหนึ่ง
นางพอปรากฏตัวขึ้น จั่วม่อบังเกิดความรู้สึกอันตรายอย่างแรงกล้า
นางยกคนโทสีน้าเงินขึ้นสูง ปากคนโทหันไปทางจั่วม่อ
ตูม!
กระแสน้าไหลหลั่งออกจากปากคนโท ตกลงยังพื้นข้างเท้านาง
จากนั้นเปลี่ยนเป็นสายน้าคลุ้มคลั่งกวาดวาบเข้าไปจั่วม่อในพริบตา
สายน้าแผดคำรามอย่างเกรี้ยวกราด กลบกลืนสรรพสำเนียงอื่นๆ จน
หมดสิ้น
จั่วม่อเพ่งตามองแม่น้าใหญ่ที่เบื้องหน้า ความรู้สึกอันตรายยิ่งรุนแรง
ขึ้นกว่าเดิม
ใช้น้าพิชิตไฟ?
จั่วม่อไม่ประหลาดใจ น้าพิชิตไฟเป็นกฎพื้นฐานที่ทุกผู้คนล้วนล่วงรู้
เพลิงเทพสุริยันแม้กล้าแกร่งเกรียงไกร แต่ก็หนีไม่พ้นหลักการข้อนี้ ในเมื่อ
มีเพลิงเทพ ย่อมต้องมีวารีเทพเช่นกัน เมื่อมีเพลิงเทพสุดแกร่งกร้าว
อหังการเช่นเพลิงเทพสุริยัน ในทางตรงกันข้ามย่อมต้องมีวารีเทพที่หยุ่น
เยือกลี้ลับสุดเปรียบปาน
วารีเทพ!
สายน้าที่จู่โจมเข้ามาถึงตรงหน้า ล้วนประกอบไปด้วยวารีเทพทั้งสิ้น!
จั่วม่อตะลึงงัน ครั้งแรกที่ผู้อาวุโสสูงสุดอัญเชิญเพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้ง
ว้างมาจากเหนือฟ้า มันก็เคยตื่นตะลึงไปรอบหนึ่ง นึกไม่ถึงว่าคราวนี้อีก
ฝ่ายเพียงสะบัดมือวูบเดียว ก็สามารถเรียกหาวารีเทพมาได้เช่นกัน
มันคาดเดาไม่ผิด สายน้าที่ผู้อาวุโสสูงสุดเรียกมาเป็นวารีเทพชนิด
หนึ่ง เรียกว่าวารีเทพน้าพุฟ้าเวิ้งว้าง ถูกเรียกมาจากความว่างเปล่าไร้
ขอบเขต ในความว่างเปล่าไร้ขอบเขตมีน้าพุฟ้าเวิ้งว้างอยู่เป็นจำนวนมาก
วารีเทพฟ้าเวิ้งว้างมาจากสถานที่เหล่านั้นเอง
ผู้อาวุโสสูงสุดตัดสินใจจบศึกนี้โดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด มันใช้พลังของ
อักขระเทพค้นหาน้าพุฟ้าเวิ้งว้าง เพื่อเรียกวารีเทพน้าพุฟ้าเวิ้งว้างมา
จัดการกับเพลิงเทพของจั่วม่อ
นี่ก็คือ…ระดับพลังของเทพยุทธ์เช่นนั้นหรือ?
กระแสเปลวสุริยะคล้ายค้นพบอันตรายจากแม่น้าที่เบื้องหน้า
กลายเป็นคึกคักฮึกเหิมขึ้นทันตา
กระแสเปลวสุริยะเร่งโคจรเร็วรี่ ปรากฏประกายสีทองแลบลั่นเป็น
ครั้งคราว
ประกายไฟสีทองนี้ปรากฏเพียงชั่ววูบ เปล่งประกายแล้วดับหายไป
ทันที แต่ประกายสีทองก่อเกิดแตกดับสืบเนื่องกันไป แต่ละครั้งที่ประกาย
ไฟสีทองแตกปะทุ จะหลงเหลือสะเก็ดประกายสีทองอยู่เล็กน้อย พร่าง
พรมลงภายในร่างของจั่วม่อ
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อไม่มีเวลาจะมัวมาขบคิดพิจารณาว่าสะเก็ด
ประกายสีทองเหล่านี้คือสิ่งใด
กระแสเปลวสุริยะเมื่อเริ่มจะคึกคักฮึกเหิมอีกครั้ง จั่วม่อคล้ายรู้สึกว่า
จิตใจของมันตกลงไปในทะเลเพลิงอันกว้างใหญ่ไพศาล จิตสำนึกเริ่มจะ
พร่าเลือนอีกหน!
อย่างไรก็ตาม เมื่อเคยมีประสบการณ์มาแล้ว จั่วม่อสูดลมหายใจลึกๆ
หันเข้าเผชิญกับวารีเทพที่จู่โจมเข้ามา พลันต่อยหมัดขวาออกไปอย่างหัก
โหมเช่นเดียวกันกับหมัดก่อนหน้านี้
แทบไม่ต้องใช้ความพยายามใด กระแสเปลวไฟเล็กๆ เริ่มจุดปะทุ
ขึ้นมาทันที
บึม!
เสาเพลิงอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดวาบออกจากหมัดขวาที่ลุกเป็นไฟ
ของจั่วม่อ!
เสาเพลิงยักษ์และกระแสน้าวารีเทพปะทะชนกันอย่างหักโหมกลาง
อากาศ ชั่วพริบตาที่วารีเทพกระทบถูกเพลิงเทพ แสงสว่างวาบระเบิด
ออกเป็นวงกว้าง ในม่านสายตาของจั่วม่อมีแต่แสงเจิดจ้า มองไม่เห็นสิ่งอื่น
ใดอีก
ตูมตูมตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่นลั่นโลกแทบหูดับ
ยึดถือจุดที่พลังทั้งสองปะทะชนกัน วงแสงจาง ๆ กวาดวาบออกไป
อย่างเร่งร้อน
วงแสงจาง ๆ ไม่ว่ากวาดผ่านไปยังที่ใด ค่ายกลยันต์ล้วนแตกกระจาย
เป็นละอองแสง!
จั่วม่อเองก็ถูกวงแสงกวาดใส่ ราวกับถูกหวดฟาดด้วยค้อนยักษ์ เปลว
เพลิงรอบกายปะทุขึ้นอย่างฉับพลัน ฉวยโอกาสที่สติสัมปชัญญะยังคงแจ่ม
ชัดอยู่ชั่ววูบ จั่วม่อกัดฟันแน่น ต่อยหมัดที่สองออกไปอย่างกระชั้นชิด!
ตูม!
เสาเพลิงยักษ์พุ่งวาบออกไปอีกครั้ง!
เพลิงเทพชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบในทันที
วารีเทพน้าพุฟ้าเวิ้งว้างล่าถอยอย่างต่อเนื่อง เปลวเพลิงเทพรุกคืบไม่
หยุดยั้ง แนวเปลวไฟกดดันเข้าใกล้ปลายเท้าของสตรีที่ถือคนโทเข้าไปทุก
ขณะ
ซึ่งความจริงวารีเทพน้าพุฟ้าเวิ้งว้างมีระดับต่าชั้นกว่าเพลิงเทพสุริยัน
น้าพุฟ้าเวิ้งว้างไม่ใหญ่โตนัก ปริมาณวารีเทพที่อยู่ภายในไม่ถือว่ามากมาย
โฮก!
มังกรน้าแข็งสีขาวตัวหนึ่งเหินร่อนออกมาจากอักขระเทพ ขยายร่าง
ยาวเหยียด เผ่นโผนเข้าหาเพลิงเทพอย่างดุร้าย!
มังกรน้าแข็งพอปรากฏกาย อุณหภูมิโดยรอบก็ลดฮวบลงอย่าง
รวดเร็ว
นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อพบเห็นมังกรที่ละเอียดเหมือนจริงถึงเพียงนี้
มังกรขาวราวหิมะตัวนี้มีร่างกายสูงสง่างดงาม เกล็ดแต่ละชิ้นราวกับแก้ว
ผลึก สะท้อนแสงแวววับจับตา
อักขระเทพน้าแข็ง!
มังกรน้าแข็งม้วนตัวช้า ๆ อากาศเย็นเยียบหมุนปั่นโดยไร้เสียง แผ่
กระจายออกไปยังทุกซอกทุกมุมในบริเวณโดยรอบ
กลิ่นอายของเพลิงเทพสุริยันคล้ายอ่อนโทรมลงทันควัน
วารีเทพน้าพุฟ้าเวิ้งว้างฉวยโอกาสผลักดันเพลิงเทพกลับไปทางจั่วม่อ
ทันที
พลังเย็นยะเยียบกลับช่วยให้สติสัมปชัญญะของจั่วม่อแจ่มใสขึ้นมา
ไม่น้อย …อักขระเทพอันทรงพลังนัก! จั่วม่อไม่เคยพบเคยเห็นพลังเย็นที่
กล้าแข็งถึงเพียงนี้มาก่อน หากมิใช่ว่ามันมีกระแสความร้อนของดวง
อาทิตย์อยู่ภายในร่าง อาศัยเพียงพลังเทพของมันเกรงว่าจะยืนหยัดอยู่ได้
ไม่นาน
แต่เพียงชั่วอึดใจถัดมา จั่วม่อถึงกับสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย
พลังเย็นไม่เพียงไม่ทำให้กระแสเปลวเพลิงในร่างของมันครั่นคร้ามยำ
เกรง ตรงกันข้าม กลับยิ่งไปกระตุ้นโทสะของกระแสเปลวเพลิง พวกมันยิ่ง
กลายเป็นพลุ่งพล่านทะยานฟ้า
ซื่อซื่อซื่อ!
ประกายไฟสีทองปะทุขึ้นบ่อยครั้งกว่าเดิม สะเก็ดประกายสีทองก็ยิ่ง
โปรยปรายลงในร่างของจั่วม่อมากขึ้นไปอีก
จั่วม่อค้นพบเค้าเงื่อนบางประการ หากกระแสเปลวเพลิงพลุ่งพล่าน
ฮึกเหิมขึ้นมา สติสัมปชัญญะของมันจะถูกดึงลงไปในทะเลเปลวไฟ และ
เริ่มที่จะพร่าเลือน เมื่อบังเกิดสภาพเช่นนี้ วิธีที่ดีที่สุดคือต้องระบายกระแส
เปลวไฟออกไป
ปริมาณของกระแสเปลวไฟที่มันใช้ออกไป เป็นเพียงแค่หนึ่งหยดใน
ทะเลเปลวไฟเท่านั้น
ปริมาณของเพลิงเทพสุริยันที่ประจุอยู่ในกระแสเพลิงสุริยันหนึ่งหยด
นับว่าน่าแตกตื่นสะท้านโลกแล้ว
โดยไม่เอ่ยปากแม้สักครึ่งคำ จั่วม่อกัดฟันแน่น ต่อยหมัดออกไปอีก
ครั้ง!
เสาเพลิงเจิดจ้าระเบิดวาบ พุ่งดิ่งเข้าหามังกรน้าแข็ง
มังกรน้าแข็งคึกคักปราดเปรียวผิดธรรมดา ร่างขยับวูบ หลบเลี่ยงจาก
การโจมตีของจั่วม่ออย่างง่ายดาย มันเหินร่อนไปมาอยู่รอบตัวจั่วม่อ ทุก
ครั้งที่ขยับร่าง คลื่นความเย็นจะกวาดซัดออกมาเป็นระลอก คลื่นความเย็น
เมื่อกวาดมาถึง บรรยากาศก็ยิ่งเย็นเยือกลงอย่างต่อเนื่อง
ความเย็นเยียบเสียดกระดูกกดดันจนเพลิงเทพเริ่มหดตัวลงอย่าง
รวดเร็ว
อักขระเทพที่สมบูรณ์แต่ละตัวมีพลังความสามารถอันยิ่งใหญ่ใน
ตัวเอง ฝีมือเชิงอักขระเทพของผู้อาวุโสสูงสุดนับว่าใต้หล้าไร้เทียมทาน
อย่างแท้จริง หลังจากก้าวเข้าสู่ด่านเทพยุทธ์ มันก็สามารถทำให้อักขระ
เทพที่เดิมทีแหว่งวิ่นไม่สมบูรณ์ กลับกลายเป็นสมบูรณ์ขึ้นมา
เคล็ดความที่มันเคยค้นพบ ซึ่งเดิมทีลึกลับกำกวมยากจะเข้าใจได้
ยามนี้หวนคืนสู่ความคิดจิตใจของมันอย่างกระจ่างชัด
อักขระเทพมังกรลมหายใจน้าแข็งนี้เป็นหนึ่งในเคล็ดความที่ว่า มัน
เพียงเคยได้รับเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ของอักขระเทพตัวนี้ และนำมาใช้ศึกษา
ค้นคว้าอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แต่หลังจากบรรลุด่านเทพยุทธ์ ความลึกลับ
ซับซ้อนของอักขระเทพตัวนี้พลันคลี่คลายออกมาเบื้องหน้ามันอย่าง
จั่วม่อแม้ถูกปกคลุมด้วยเปลวไฟ ยังร่างสั่นสะท้านด้วยความหนาว
เหน็บ พลังเย็นสายนี้คล้ายสามารถทะลุผ่านเปลวเพลิงเทพสุริยัน จู่โจมถูก
ร่างของมันโดยตรง
เพลิงเทพอ่อนโทรมลงทันที
ชั้นน้าค้างแข็งหนาแน่นปรากฏขึ้นบนร่างของจั่วม่อ น้าแข็งเหล่านี้น่า
ขนพองสยองเกล้ายิ่ง แม้อยู่ท่ามกลางเปลวไฟร้อนแรง ยังไม่มีทีท่าว่าจะ
ละลายแม้แต่น้อย
เย็นเยียบเกินไปแล้ว!
จั่วม่อสมองแทบจะแข็งตัว ความเย็นเยียบสุดเปรียบปานและแปลก
ประหลาดแผ่กระจายไปทั่วร่างของมัน
เผชิญกับความเย็นอันพิสดารล้าสายนี้ เปลวเพลิงเทพสุริยันคล้าย
สิ้นท่าอย่างสิ้นเชิง
ตูมตูมตูม!
ทันใดนั้นกระแสเปลวเพลิงในร่างของจั่วม่อกลับกลายเป็นเกรี้ยว
กราดดุร้าย พวกมันโคจรหมุนเวียนด้วยระดับความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน
ประกายสีทองแทบจะเปลี่ยนร่างของจั่วม่อให้กลายเป็นทองคำ!
ทว่าพลังเย็นก็ดื้อด้านผิดธรรมดา ไม่ว่าเปลวเพลิงเทพจะลุกโชติช่วง
สักเท่าใด มันก็ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
จั่วม่อติดอยู่ระหว่างเปลวไฟและน้าแข็ง เนื้อหนังด้านนอกของมัน
เย็นเยียบเสียดกระดูก แต่ภายในร่างกลับร้อนระอุดุจทะเลสาบหิน
หลอมเหลว
มังกรน้าแข็งฉวยโอกาสพ่นลมหายใจน้าแข็งออกมามากกว่าเดิม
พ่นลมหายใจออกมาหนึ่งครั้ง ร่างของมันก็จะหดเล็กลงอีกหนึ่งส่วน
แต่มังกรน้าแข็งยังคงพ่นลมหายใจซ้าแล้วซ้าเล่า ร่างกายก็ยิ่งหดตัวลง
เรื่อย ๆ
หลังจากสิบสองลมหายใจ ขนาดร่างกายของมังกรน้าแข็งก็หลงเหลือ
เพียงครึ่งเดียว เห็นชั้นน้าแข็งหนาทึบปกคลุมทั่วร่างของจั่วม่ออย่างมิดชิด
ไม่อาจมองเห็นแม้แต่น้อย เหลือเพียงแท่งน้าแข็งก้อนใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่
เบื้องหน้า จั่วม่อถูกผนึกไว้ในน้าแข็งอย่างสมบูรณ์
มังกรน้าแข็งเผยสีหน้าท่าทีคลายใจลง ลมหายใจน้าแข็งของมันเย็น
เยียบสุดเปรียบปาน สิบสองลมหายใจสามารถปิดผนึกทุกสรรพสิ่ง แม้ผ่าน
กาลเวลานับหมื่นปียังไม่หลอมละลาย!
จงหลับใหลอยู่ในลมหายใจน้าแข็งไปตลอดกาลเถอะ!
มังกรน้าแข็งกำลังจะหมุนตัวจากไป… …
แกรก!
ชั้นน้าแข็งพลันแตกร้าว มือข้างหนึ่งทะลวงออกมาจากชั้นน้าแข็ง
หนาโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า คว้าจับมังกรน้าแข็งเอาไว้มั่น!
ฝ่ามือที่ทะลวงออกมาจากน้าแข็ง ขยุ้มจับมังกรน้าแข็งอย่างแน่น
หนา
กระแสเปลวสุริยันสีแดงฉานเมื่อกระทบถูกมังกรน้าแข็ง บังเกิดเป็น
เสียงดังซื่อ กลุ่มหมอกฟุ้งตลบขึ้น เกล็ดมังกรที่คล้ายผลึกใสเริ่มหลอม
ละลายอย่างเร็วรี่ มังกรน้าแข็งต่อสู้ขัดขืนอย่างดุเดือดภายใต้ฝ่ามือของ
จั่วม่อ ทว่านิ้วมือของจั่วม่อแกร่งกร้าวปานคีมเหล็ก ไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย
มังกรน้าแข็งสะบัดฟัดฟาดอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกันนั้นยังคงพ่นลม
หายใจน้าแข็งใส่จั่วม่อไม่ขาดสาย
น้าแข็งยังคงสุมซ้อนหนาขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่ว่ามันจะดิ้นรนอย่างไร ก็ไม่
อาจหลุดรอดจากกรงเล็บเหล็กข้างนั้นได้
กระแสเปลวสุริยันในมือจั่วม่อยังคงร้อนระอุและดุร้ายเป็นทวีคูณ
เพลิงเทพสุริยันสีทองอร่ามปกคลุมทั่วร่างมังกรน้าแข็ง มังกรน้าแข็งหลอม
ละลายด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้ชัดตา ท่ามกลางเสียงกรีดร้อง
โหยหวน มันกลายเป็นไอหมอกกลุ่มหนึ่ง กระจายหายไปในอากาศ
อักขระเทพมังกรลมหายใจน้าแข็งแตกสลายเป็นเศษเล็ก ๆ กระจาย
หายไปพร้อมกัน
พร้อมกันนั้นเสาเพลิงพวยพุ่งออกจากหมัดของจั่วม่ออย่างเร่งร้อน
พุ่งวาบเข้าหาอักขระเทพวารีอย่างฉับพลัน
เงาร่างสตรีที่ยืนอยู่บนอักขระเทพวารีกำลังต่อสู้ติดพันกับเปลวเพลิง
เทพสุริยันในตอนแรก นางไม่ทันคาดคิดว่าสถาการณ์จะเปลี่ยนพลิกอย่าง
กะทันหัน เสาเพลิงอันเกรี้ยวกราดซัดถูกร่างของนางอย่างถนัดถนี่ เสียง
ระเบิดดังสนั่นลั่นโลก อักขระเทพแตกกระจาย หายไปในชั่วพริบตา
ค่ายกลยันต์ที่อยู่โดยรอบคล้ายถูกพายุกวาดซัดใส่ สะอาดโปร่งโล่ง
เป็นวงกว้าง
จั่วม่อแรงกดดันคลายลงเล็กน้อย เปลวเพลิงเทพภายในร่างเพิ่ม
สูงขึ้น ลมหายใจน้าแข็งที่ปกคลุมร่างเปลี่ยนเป็นละไอหมอกร้อนกรุ่น
สลายไปโดยไร้เสียง
น้าแข็งเทพชนิดนี้โดดเด่นเป็นพิเศษ สมควรเป็นน้าแข็งเทพที่
สามารถหยุดยั้งเปลวเพลิงเทพส่วนใหญ่ได้ แต่น่าเสียดาย ท้ายที่สุดแล้ว
มังกรน้าแข็งและเพลิงเทพสุริยันก็ไม่ได้อยู่ในระดับชั้นเดียวกันตั้งแต่แรก
กระแสเปลวสุริยันในร่างจั่วม่อยิ่งคึกคักฮึกเหิมกว่าเดิม เริ่มอาละวาด
อย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง ซึ่งความจริง ต่อหน้าเพลิงเทพสุริยันที่เกรี้ยวกราดถึง
ที่สุดนี้ มังกรน้าแข็งเทพย่อมไม่อาจสำแดงเดชอันใด แต่จั่วม่อแสร้งทำเป็น
พลาดท่าเสียทีจนถูกผนึกไว้ภายในก้อนน้าแข็ง เพื่อล่อให้มังกรน้าแข็งเข้า
มาใกล้ จะได้ลงมือสังหารในคราวเดียวโดยไม่ต้องเปลืองแรง!
มังกรน้าแข็งตนนั้นคล่องแคล่วปราดเปรียวเกินไปจริง ๆ จั่วม่อขณะที่
สติสัมปะชัญญะล่องลอยอยู่ในทะเลเปลวเพลิง ก็นึกได้แผนการนี้ขึ้นมา
หลังจากเอาชัยอักขระเทพสองชุดติดต่อกัน กระแสเปลวสุริยันก็ยิ่ง
ฮึกหาญทะยานฟ้า ราวกับว่าเพิ่งปลิดปลงศัตรูคู่แค้นของมันก็มิปาน ด้วย
เหตุนี้สติสัมปชัญญะของจั่วม่อจึงถูกลากกลับไปยังทะเลแห่งเปลวไฟอีก
ครั้ง
อุบาทว์บัดซบ… …
ความร้อนที่สูงลิบลิ่วทำให้สติสัมปชัญญะของจั่วม่อเริ่มพร่าเลือนอีก
ครั้ง
ทะเลอักขระพลันแปรเปลี่ยน อักขระเทพอีกหลายชุดปรากฏขึ้น
อย่างพร้อมเพรียง
ในท้องตลาดทั่วไป การจะเสาะหาเศษชิ้นส่วนอักขระเทพหาใช่เรื่อง
ยากลำบากอันใดไม่ มีนักแสวงโชคมากมายขายสินค้าชนิดนี้ สำหรับคน
ทั่วไปอาจราคาแพงเกินไปบ้าง แต่สำหรับสำนักใหญ่มหาอำนาจเช่นเทียน
หวน เงินจำนวนนี้ไม่นับเป็นอะไรได้ หากมิใช่ว่าผู้อาวุโสสูงสุดทุ่มเททั้ง
ชีวิตเพื่อศึกษาค้นคว้าพวกมัน เศษชิ้นส่วนอักขระเหล่านี้ก็ได้แต่ถูกเก็บ
รวบรวม ซุกไว้ในซอกมุมหนึ่งของเทียนหวนเท่านั้น
แต่ในช่วงเวลานี้ เศษอักขระเทพที่เก็บรวบรวมมาทั้งหมด ในที่สุดก็
ได้สำแดงพลังของพวกมันให้เป็นที่ประจักษ์
หากทว่าเมล็ดผลึกสุริยันไม่ใช่สิ่งของธรรมดาสามัญ กระทั่งในความ
ว่างเปล่าไร้ขอบเขตอันรกร้างและกว้างใหญ่ไพศาล อุดมไปด้วยสมบัติของ
วิเศษล้าค่ามากมายนับไม่ถ้วน ดวงอาทิตย์ยังคงเป็นหนึ่งในจอมราชันผู้
พิชิตตลอดกาล!
มันมีอายุขัยยาวนาน เป็นแสงสว่างและความร้อนซึ่งไร้ผู้ทัดเทียม สั่ง
สมและกลั่นเกลาผ่านกาลเวลานับล้านปี พลังที่อยู่ภายในทั้งเปี่ยมล้น
สมบูรณ์และบริสุทธิ์ถึงที่สุด
เมื่ออักขระเทพสองสามตัวลอยเข้ามาใกล้ กระแสเปลวสุริยะภายใน
กายจั่วม่อก็มีปฏิกิริยาทันที โดยยึดถือจั่วม่อเป็นศูนย์กลาง คลื่นเปลวไฟ
ระเบิดวาบออกไปทุกทิศทาง
บึม!
คลื่นเปลวไฟสีทองเจิดจ้าสุดเกรี้ยวกราด ไม่ว่ากวาดผ่านไปยังที่ใด
ค่ายกลยันต์ทั้งหมดล้วนถูกเผาเป็นเถ้าธุลีหรือไม่ก็สะเก็ดไฟ
เมล็ดผลึกสุริยัน!
มรดกตกทอดแห่งชนเผ่าเทพสุริยัน หนึ่งในจอมราชันผู้ปกครองยุค
บรรพกาล แม้แต่ในยุคสมัยนั้นก็ยังถือว่าเป็นของวิเศษล้าค่าที่สุดในโลก
?
แต่เพียงเท่านี้ก็สามารถจัดการกับคนเหล่านี้ได้มากเกินพอ!
ผู้อาวุโสสูงสุดเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น!
กระบี่โลหิตสั่นระริกอยู่ในมือของเหวยเสิ้ง ซื่อซื่อซื่อ ปราณกระบี่นับ
ไม่ถ้วนบัดเดี๋ยวปรากฏ บัดเดี๋ยวหายวับไป
ปราณกระบี่สีดำทมิฬที่เบาบางเท่าเส้นผมปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
อักขระเทพ อักขระเทพเปล่งแสงเจิดจ้าอย่างเร่งร้อน เพียะ อักขระเทพที่
เพิ่งจะเปล่งแสงเตรียมจู่โจม พลันแตกกระจายดุจดอกไม้ไฟ
เหวยเสิ้งไม่ชะงักแม้แต่ชั่ววูบ กระบี่ในมือแทงปราดดุจสายน้าไหลไม่
ขาดตอน ร่างบัดเดี๋ยวปรากฏ บัดเดี๋ยวหายวับ ราวกับเงาวิญญาณสีโลหิต
สายหนึ่ง
คนรวดเร็วถึงขีดสุด กระบี่ในมือเคลื่อนตามจิตสำนึก ปราศจาก
ท่วงท่ากรอบเกณฑ์อันใด สำนึกกระบี่วาบขึ้นคราใด อาณาบริเวณหลาย
สิบจั้งจะตกอยู่ภายในรัศมี บรรดาค่ายกลยันต์ที่อยู่ภายในจะแตกสลาย
เป็นเสี่ยง ๆ
กระบี่โลหิตประหารเทพแผดเสียงกรีดแหลม มันตื่นเต้นลิงโลดถึงขีด
สุด กี่ปีมาแล้วที่ไม่ได้ต่อสู้ฆ่าฟันอย่างสุขสำราญถึงเพียงนี้?
ภูตน้อยเคียวคู่เป็นเผ่าพันธุ์นักล่าที่อาศัยอยู่ในห้วงความว่างเปล่าไร้
ขอบเขต เต็มไปด้วยอันตราย มันเฉลียวฉลาดปราดเปรียวและดุร้ายเหี้ยม
เกรียม สามารถไปมาอย่างอิสระภายในห้วงความว่างเปล่าไร้ขอบเขต
เหวยเสิ้งไม่ชะงักรั้งรอ เจตจำนงกระบี่สาดวาบเข้าหาอีกฝ่ายในชั่ว
พริบตา
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปทำให้มันประหลาดใจไม่น้อย ภูตน้อยเคียวคู่ส่ง
เสียงร้องแหลม จากนั้นดูดกลืนเจตจำนงกระบี่สุญตาอันบางเฉียบซึ่ง
สามารถตัดสะบั้นทุกสรรพสิ่ง กลืนกินลงท้องไปอย่างปลอดโปร่ง
สิ่งที่เหวยเสิ้งไม่ล่วงรู้ก็คือ ภูตน้อยเคียวคู่พอถือกำเนิดเกิดมาก็ล่วงรู้
วิธีใช้งานความว่างเปล่าไร้ขอบเขต การใช้รอยแยกความว่างเปล่าเพื่อผ่า
สะบั้น หรือหั่นเฉือน สำหรับพวกมันแล้วไม่ต่างจากการหายใจ
เหวยเสิ้งสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน เจตจำนงกระบี่ยังคงแตกปะทุออกไป!
ภูตน้อยเคียวคู่มีสีหน้าเย้ยหยัน มันอ้าปากสูดแรง ๆ เจตจำนงกระบี่
ถูกดูดหายเข้าไปในปากทันที
เหวยเสิ้งสีหน้าสงบราบเรียบ กระบี่โลหิตสะบัดวูบ เจตจำนงกระบี่
จำนวนมากพวยพุ่งออกมา!
ภูตน้อยเคียวคู่รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้ายิ่งสยายกว้าง เหมือนเช่น
ครั้งก่อน มันอ้าปากทำท่าดูดกลืน เจตจำนงกระบี่ทั้งหมดพุ่งหายเข้าไปใน
ปากของมัน
แต่แล้วสีหน้าของมันพลันแข็งทื่อ
จุดแสงดวงหนึ่งทอประกายขึ้นในท้องของมัน ทันใดนั้นจุดแสงขนาด
เท่าเมล็ดข้าวแตกระเบิดภายในท้องของมัน!
เจตจำนงกระบี่แหลมคมสุดเปรียบปานนับพันนับหมื่นสายระเบิด
ออกมาพร้อมกัน
ภูตน้อยเคียวคู่ส่วนท้องถูกตัดขาดไม่เหลือชิ้นดี เจ้าภูตร้ายกรีดร้อง
โหยหวน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นกลุ่มหมอก สลายหายไปในอากาศ
เหวยเสิ้งหลังจากเฝ้าสังเกตอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ก็ค้นพบจุดอ่อนของภูต
น้อยเคียวคู่ เมื่อมันพบว่าภูตน้อยเคียวคู่สามารถกลืนกินรอยแยกความว่าง
เปล่า ก่อนอื่นมันใช้เจตจำนงกระบี่สุญตาหลอกล่อให้เจ้าสัตว์ร้ายกลืนกิน
เข้าไปมากกว่าเดิม จากนั้นลอบสอดแทรกเจตจำนงกระบี่ที่ถูกบีบอัดถึงขีด
สุดเข้าไปในพายุเจตจำนงกระบี่สุญตา
ภูตน้อยเคียวคู่ให้เฉลียวฉลาดกว่านี้ ยังคงติดกับในทันที
เหวยเสิ้งไม่เหลือบแลซากศพที่ค่อย ๆ เลือนหายไปของภูตน้อยเคียว
คู่ ร่างสาดพุ่งดุจประกายสายฟ้า ท่องทะยานไปในหมู่ค่ายกลยันต์และ
อักขระเทพ เพื่อค้นหาตัวผู้อาวุโสสูงสุด
มันทราบแน่แก่ใจ พวกมันจะได้ชัยอย่างเด็ดขาดก็ต่อเมื่อเสาะพบผู้
อาวุโสสูงสุดและสังหารศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดผู้นี้
ไม่เช่นนั้น การติดอยู่ในทะเลอักขระซึ่งไม่มีที่สิ้นสุด มีแต่จะเผาผลาญ
เรี่ยวแรงกำลังของพวกมันจนหมดสิ้น สุดท้ายนำไปสู่หนทางตายสถาน
เดียว หากผู้อาวุโสสูงสุดตั้งใจถ่วงเวลาจนกระทั่งที่ราบภาคกลางล่มสลาย
ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจรอดชีวิต นี่ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่เป็นไปได้
แต่เหวยเสิ้งยังคงมีความหวังสายหนึ่ง
หากพวกมันสามารถสังหารผู้อาวุโสสูงสุดได้ทันเวลา บางทีพวกมัน
อาจไขว่คว้าโอกาสให้ศิษย์น้องหนีเอาตัวรอดไปได้
แตกต่างจากจั่วม่อที่ต้องดิ้นรนอยู่ในทะเลเปลวเพลิง คนอื่น ๆ ล้วนมี
สติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ดี ทั้งยังแจ่มใสชัดเจนยิ่งกว่ายามปกติ
ม่ออวิ๋นไห่มีวิธีการสื่อสารพิเศษเฉพาะระหว่างพวกมันกันเอง ในเวลา
นี้ทุกคนยังแข็งแกร่งทรงพลังเหนือธรรมดา แม้ว่าจะติดอยู่ในทะเลอักขระ
ของศัตรู เหวยเสิ้งยังคงสามารถสื่อความคิดไปถึงทุกคนยกเว้นจั่วม่อได้
อย่างชัดเจน
นอกเหนือจากอากุ่ย คนอื่น ๆ ล้วนตอบสนองทันที
เหวยเสิ้งไม่แยแสสนใจสิ่งอื่นใดอีก เร่งโถมทะยานไปยังใจกลางของ
ทะเลอักขระ มันไม่มีฝีมือทางด้านคิดอ่านวางแผน สิ่งที่มันถนัดจัดเจนมี
เพียงประการเดียว การต่อสู้!
เหวยเสิ้งพุ่งผ่านค่ายกลอักขระนับไม่ถ้วนราวกับสายฟ้าเส้นหนึ่ง
หลังจากบดขยี้อักขระเทพหลายต่อหลายตัวที่ขวางทางมัน เหวยเสิ้ง
ในที่สุดพบเห็นผู้อาวุโสสูงสุด
แทบจะในเวลาเดียวกัน เงาร่างสามสายผ่านเข้ามาในสายตามัน จง
หยู เขิงเหลียนเอ๋อร์และหว่อหลี มันยังเห็นแสงสีม่วงสายหนึ่งวาบขึ้นที่
ปลายหางตา เป็นอากุ่ย!
ทุกคนล้วนมาถึงแล้ว!
เทียบกับก่อนหน้านี้แล้ว คนทั้งห้าถึงกับมีพลังสภาวะกล้าแข็งยิ่ง
กว่าเดิม แต่ผู้อาวุโสสูงสุดมุมปากอดยกขึ้นเป็นรอยยิ้มไม่ได้ มันสามารถ
รู้สึกได้อย่างชัดเจน นอกจากเหวยเสิ้งแล้ว อีกสี่คนที่เหลือล้วนหมดเปลือง
พลังไปมากมาย
การเผาผลาญพลังเทพแม้สามารถเพิ่มพลังความแข็งแกร่งในช่วง
ระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็จะรีดเค้นศักยภาพในร่างกายของพวกมันออกมาทุก
หยาดหยด ไม่ว่าต้องการหรือไม่ก็ตาม
ผู้ที่เผาผลาญพลังเทพ จะรู้สึกว่าพวกมันแข็งแกร่งทรงพลังกว่าที่เคย
เป็นมา ความรู้สึกของพลังอันแข็งแกร่งมักมอมเมาผู้คน ทำให้จิตประสาท
กลายเป็นชาด้าน ทำให้พวกมันใช้พลังเต็มที่โดยไม่อาจออมรั้งได้ ยิ่งไป
กว่านั้น การเผาผลาญพลังเทพจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อพวกมันไม่คำนึงถึง
แม้แต่ชีวิตของตน ในสภาพเช่นนี้ผู้ใดยังจะมัวมาออมรั้งยั้งมือ?
ในบรรดาคนทั้งห้า สามคนเดินมาถึงประกายไฟวูบสุดท้ายแล้ว เหวย
เสิ้งยังคงมีพลังฝีมือเปี่ยมล้นสมบูรณ์ อากุ่ยซุกงำพลังส่วนใหญ่เอาไว้
บรรดาอักขระเทพในทะเลอักขระสร้างขึ้นจากเศษซากอักขระเทพ
โบราณที่มันเก็บรวบรวมมา ส่วนใหญ่ไม่แข็งแกร่งนัก อย่างไรก็ตาม แม้แต่
อักขระเทพที่อ่อนแอที่สุดก็ยังคงเป็นอักขระเทพ คนเหล่านี้กว่าจะบุกฝ่า
เข้ามาถึงตัวมัน แน่นอนว่าต้องแลกด้วยพลังเทพเกือบทั้งหมดของพวกมัน
รอบกายผู้อาวุโสสูงสุดมีอักขระเทพหกตัวล่องลอยอยู่อย่างเงียบ ๆ
อักขระเทพทั้งหกนี้เป็นอักขระเทพที่กล้าแกร่งที่สุดในบรรดาอักขระเทพ
ทั้งหมดที่มันเก็บสะสมเอาไว้ เป็นท่าไม้ตายสุดท้ายของมัน
เหวยเสิ้งกับพวกทั้งหลายย่อมไม่ล่วงรู้ ผู้อาวุโสสูงสุดจัดเตรียม
อักขระเทพทั้งหกนี้เอาไว้สำหรับหลบหนีจากการล่มสลายของอาณาจักร
ในยามที่ดินแดนที่ราบภาคกลางพินาศสิ้น อักขระเทพทั้งหกจะเป็นเครื่อง
ป้องกันของผู้อาวุโสสูงสุด ช่วยรักษาชีวิตของมันเอาไว้ แต่แม้ว่ามัน
สามารถหลบหนีเอาชีวิตรอดไปได้ แต่หากคิดรอดกลับไปในสภาพสมบูรณ์
เกรงว่าเป็นไปไม่ได้ มันอาจต้องใช้เวลารักษาตัวกว่าสิบปี กว่าจะทุเลาหาย
ดีดังเดิม ดังนั้นหากไม่ถึงที่สุดจริง ๆ ผู้อาวุโสสูงสุดไม่ต้องการใช้อักขระ
เทพทั้งหกนี้
ความตั้งใจของเหวยเสิ้งกับพวกทั้งหลายเห็นได้ว่าต้องการปิดฉากศึก
ครั้งนี้โดยเร็วที่สุด พอดีเป็นที่สบอารมณ์ของมัน
อาศัยคนทั้งห้านี้ยังไม่ใช่คู่มือของมัน ผู้อาวุโสสูงสุดที่เชื่อมั่นอย่าง
เปี่ยมล้นพลันเงยหน้าขึ้น เขม้นมองไปยังเปลวไฟที่มองเห็นอย่างเลือนราง
ในทะเลอักขระส่วนที่ไกลออกไป
หากจะมีปัจจัยใดที่ไม่อาจบอกได้แน่ชัด… …
คงมีเพียงคนในเปลวไฟผู้นั้น… …
เหวยเสิ้งเป็นเหมือนกระบี่ที่หลุดจากฝัก
ในม่ออวิ๋นไห่ หากบอกว่าผู้ที่ทุกคนทั้งครั่นคร้ามและยำเกรงก็คือแม่
นางน้อย เช่นนั้นผู้ที่ทุกคนเคารพเทิดทูนอย่างจริงใจก็คือเหวยซือ (ครู
เหวย) เหวยซือไม่เคยมีโทสะ มันมีแต่แย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน จากนั้นอดทน
ชี้แนะซ้าแล้วซ้าเล่าโดยไม่บ่นว่าตำหนิ เหวยเสิ้งมีคุณลักษณะบางประการ
ที่ยากจะบ่งบอกบรรยาย ทุกคำที่มันกล่าวออกมา ผู้คนมักจะเชื่อถือโดยไม่
รู้ตัว ไม่มีผู้ใดสงสัยว่ามีสิ่งใดที่เหวยซือกระทำไม่ได้
แทบไม่มีใครเคยเห็นเหวยซือบันดาลโทสะ เหวยเสิ้งโอ่อ่าผ่าเผยและ
หนักแน่นดุจขุนเขา เป็นแบบอย่างในใจและผู้นำทางจิตวิญญาณของเซียน
กระบี่ทุกคนในม่ออวิ๋นไห่
เหวยซือเป็นเสมือนขุนเขาตั้งตระหง่านที่ผู้คนเทิดทูนและเชื่อมั่น
เมื่อใดที่ตกลงใจแน่วแน่ มันจะสลัดละทิ้งข้อห่วงกังวลทั้งมวล ในยามนั้น
มันจะเผยความแหลมคมออกมาทั้งหมด ประดุจกระบี่เทพยดาที่ไม่มีสิ่งใด
จะมาหยุดยั้งได้ ผู้คนไม่สงสัยเลยว่ามันจะสามารถแยกฟ้าผ่าปฐพีได้
เมื่อเห็นอักขระเทพทั้งหกหมุนวนอยู่รอบกายผู้อาวุโสสูงสุด เหวยเสิ้ง
ก็ตระหนักถึงจิตเจตนาของอีกฝ่ายทันที
จิตใจของมันสงบเยือกเย็น แม้กระทั่งในยามที่กระบี่โลหิตในมือ
กระหน่าโจมตีจิตใจของมันอย่างไม่หยุดยั้งก็ตาม กระบี่โลหิตประหารเทพ
เหวยเสิ้งแม้ไม่รู้จักอักขระเทพทั้งหก แต่มันทราบว่าสิ่งที่ผู้อาวุโส
สูงสุดซึ่งสามารถเรียกทะเลอักขระอันไพศาลเช่นนี้ยังรั้งเอาไว้ข้างกายเพื่อ
ใช้เป็นท่าไม้ตาย ย่อมมิใช่ธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน
โดยไม่รีรอลังเล กระบี่ในมือตวัดแทง ปลดปล่อยเจตจำนงกระบี่จู่โจม
เหมือนเช่นปกติ
เจตจำนงกระบี่สุญตาราวกับเส้นผมที่ปลิวไปตามลม ลอยไปถึงเบื้อง
หน้าผู้อาวุโสสูงสุดในพริบตา
ทันใดนั้นเอง อักขระเทพสีดำในหมู่อักขระเทพทั้งหกพลันส่องแสง
สว่างวาบ จากนั้นที่ใจกลางของอักขระเทพปรากฏวังวนสีดำสนิทขุมหนึ่ง
เจตจำนงกระบี่สุญตาถูกดูดหายเข้าไปในวังวนสีดำนั้น
วังวนสีดำให้ความรู้สึกที่คุ้นเคย
เหวยเสิ้งหรี่ตาลง ใจกลางวังวนคือความว่างเปล่าไร้ขอบเขต! ไม่น่า
แปลกใจที่มันไฉนรู้สึกคุ้นเคยนัก!
เหวยเสิ้งคาดเดาไม่ผิด อักขระเทพของผู้อาวุโสสูงสุดตัวนี้เรียกว่า ‘วัง
วนไร้สิ้นสุด’ พลังที่ร้ายกาจที่สุดของมันคือสามารถกลืนกินสรรพสิ่ง
ทว่าแม้ล่วงรู้พลังความสามารถของวังวนสีดำ เหวยเสิ้งก็ไม่มีทางออก
ที่ดี เจตจำนงกระบี่สุญตาของมันแม้ร้ายกาจ แต่ทั้งสองมาจากต้นกำเนิด
เดียวกัน เจตจำนงกระบี่สุญตาของมันไม่มีทางเอาชนะวังวนได้
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีวังวนสีเทาที่หมุนคว้างซ้อนอยู่ภายในวังวนใหญ่อีก
ชั้นหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าไม่รวบรัดธรรมดา
เหวยเสิ้งไม่แตกตื่นลนลาน กระบี่โลหิตในมือยกชูขึ้น ทันใดนั้น
ใบหน้าของมันกลายเป็นขาวซีด โลหิตหลายสายปรากฏขึ้นบนตัวกระบี่
กระบี่สั่นระริกราวกับมีชีวิต แรงกดดันที่ยากจะบ่งบอกบรรยายขุมหนึ่งกด
ทับลงทั่วสนามรบอย่างฉับพลัน
เหวยเสิ้งคล้ายไม่สังเกตเห็น กระบี่ตวัดวูบ โลหิตหยดหนึ่งถูกซัดออก
จากปลายกระบี่ ลอยตรงไปยังวังวนสีดำอย่างช้าๆ
ลูกปัดเลือดหยดนั้นแฝงเร้นไปด้วยพลังกดดันที่ไม่อาจบ่งบอก
บรรยายชนิดหนึ่ง วังวนสีดำคล้ายได้รับผลกระทบ ความเร็วในการหมุนวน
เชื่องช้าลงทันที
ผู้อาวุโสสูงสุดสีหน้าเคร่งขรึม เพ่งมองลูกปัดเลือดตาเขม็ง
ลูกปัดเลือดค่อย ๆ ลอยเข้าไปในใจกลางวังวน จากนั้นแตกระเบิด
อย่างฉับพลัน
หมอกโลหิตฉีดพุ่งลงบนวังวน
วังวนถูกย้อมด้วยสีโลหิตที่แทบมองไม่เห็น สีเลือดจางๆ นี้คล้ายไม่มี
ผลกระทบอันใดต่อวังวน แต่เหวยเสิ้งสัมผัสรับรู้ได้ชัดเจน พลังของวังวน
คล้ายอ่อนลงกว่าก่อนหน้านี้เล็กน้อย แต่เหวยเสิ้งยังไม่ทันได้บังเกิดความ
ยินดี สีเลือดเหล่านั้นกลับถูกดูดลงไปในลวดลายวังวนสีเทาที่หมุนคว้างจน
หมดสิ้น
วังวนสีดำกลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์เต็มร้อย
วังวนสีเทาเล็ก ๆ นั้นไม่ธรรมดาสามัญอย่างที่คาดไว้
ผู้อาวุโสสูงสุดเห็นเช่นนี้ มุมปากปรากฏรอยยิ้มที่แทบสังเกตไม่เห็น
วูบหนึ่ง จากนั้นหันเหสายตาไปมองอีกด้านหนึ่ง
ลำแสงสีน้าเงินสายหนึ่งฉายส่องออกมาจากอักขระเทพ ปกคลุมทั่ว
ร่างของอากุ่ยในทันที
ซื่อ!
ควันสีน้าเงินสายหนึ่งลอยออกมาจากชุดเกราะ ‘วิญญาณมิดับสูญ’
ของอากุ่ย
จากนั้นชั้นหมอกสีเทาจาง ๆ ลอยออกมาจากพื้นผิวของ ‘วิญญาณมิ
ดับสูญ’ ดูราวกับว่าชั้นหมอกสีเทานี้กำลังสกัดกั้นลำแสงสีน้าเงิน
ผู้อาวุโสสูงสุดประหลาดใจไม่น้อย …พลังหยินที่เข้มข้นและบริสุทธิ์
นัก!
เป็นครั้งแรกที่มันเพ่งพิศชุดเกราะกระดูกของอากุ่ยอย่างถี่ถ้วน มันไม่
สนใจยังพอทำเนา แต่พอมองดูชัดตาเท่านั้นถึงกับแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ
… ชุดเกราะยุทธภัณฑ์เทพ!
นี่คือชุดเกราะยุทธภัณฑ์เทพ!
ชุดเกราะกระดูกคล้ายแช่อยู่ในพลังหยินมาเป็นเวลานาน จนถึงจุดที่
ไร้สิ่งเจือปนโดยสิ้นเชิง มองผ่าน ๆ ราวกับผลึกใสสีเทาอันดึงดูดใจ หาก
ทว่า กว่าจะบรรลุถึงระดับความบริสุทธิ์และใสกระจ่างเช่นนี้ ไม่ทราบต้อง
ใช้เวลายาวนานถึงเพียงไหน?
นักหลอมสร้างมักเสาะแสวงหาวัตถุดิบที่บริสุทธิ์และใสกระจ่างที่สุด
เสมอ วัตถุดิบยิ่งมีความบริสุทธิ์มากเท่าใด ก็ยิ่งมีระดับสูงมากเท่านั้น ชุด
เกราะกระดูกนี้เห็นได้ว่าจัดอยู่ในระดับสูงยิ่ง อาศัยภูมิความรู้ของผู้อาวุโส
สูงสุดยังไม่เคยพบเห็นของวิเศษเช่นนี้มาก่อน
แม้แต่ชนชั้นผู้อาวุโสสูงสุด มองดูวัตถุดิบอันเลิศพิสดารเช่นนี้สายตา
ยังอดทอแววละโมบไม่ได้ แต่จากนั้นมันหัวร่อเย้ยหยันตัวเอง ระหว่างการ
ต่อสู้ยังแบ่งแยกสมาธิ นับว่าไม่ใช่เรื่องดี!
มันปลุกปลอบสมาธิจิตใจ เร่งเร้าอักขระเทพสีน้าเงินอีกครั้ง ลำแสงสี
น้าเงินเริ่มหมุนเป็นเกลียวอย่างช้า ๆ
ลำแสงสีน้าเงินพอหมุนเป็นเกลียว พลังที่แฝงเร้นอยู่ภายในก็ทวีคค
วามรุนแรงขึ้นอย่างมาก ท่วงท่าโถมทะยานของอากุ่ยชะลอช้าลง ลำแสงสี
ฟ้าคล้ายเปี่ยมไปด้วยพลังอันแกร่งกร้าวไพศาล ชั้นหมอกสีเทาบนชุด
เกราะของนางสูญสลายไปอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นอากุ่ยซัดมีดสั้นกระดูกทั้งสองเล่มหลุดจากมือ ผู้อาวุโสสูงสุด
ค่อยพบว่ายามนี้ปรากฏสายโซ่อันวิจิตรงดงาม ร้อยโยงอยู่ที่ส่วนด้ามของ
มีดสั้นทั้งคู่
มีดสั้นกระดูกอาบด้วยเปลวเพลิงสีม่วง พุ่งวาบราวกับสายฟ้าม่วงสอง
สาย ลากสายโซ่ยาวเหยียด ตรงเข้าหาอักขระเทพที่ปลดปล่อยลำแสงสีน้า
เงิน
ติงติง!
มีดสั้นกระดูกทะลวงผ่านลำแสง ปักใส่อักขระเทพอย่างถนัดถนี่
สายโซ่ที่ปลายด้ามถูกดึงเหยียดตรง ดูคล้ายหอกยาวสองเล่มทิ่มแทง
ใส่อักขระเทพสีน้าเงินพร้อมกัน
วู้ม!
เปลวไฟม่วงสองสายพุ่งวาบจากมือของอากุ่ย แล่นไปตามเส้นโซ่
บรรลุถึงอักขระเทพในชั่วพริบตา ในเวลาเดียวกัน พลังหยินบริสุทธิ์ที่
ห่อหุ้มอยู่รอบเส้นโซ่ช่วยหนุนเสริมให้เปลวไฟระเบิดพลังออกมามากกว่า
เดิม
มีดสั้นกระดูกทั้งสองเล่มพลันเปลี่ยนเป็นกรงเล็บ ขยุ้มจับอักขระเทพ
สีน้าเงินอย่างแน่นหนา
ลำแสงสีน้าเงินคล้ายถูกการโจมตีนี้กระตุ้นโทสะ ยิ่งสว่างเจิดจ้ามาก
ขึ้น เสียงซื่อจากชุดเกราะของอากุ่ยยิ่งดังเสียดหูกว่าเดิม
ชั้นหมอกสีเทาบนพื้นผิวของชุดเกราะกระดูกสลายไปอย่างรวดเร็ว
ผู้อาวุโสสูงสุดจ้องเขม็งไม่วางตา
การโจมตีของอากุ่ยทำให้มันรู้สึกถึงอันตราย อย่างไรก็ตาม ‘แสงฟ้า
บดทำลาย’ เป็นหนึ่งอักขระเทพที่กล้าแข็งที่สุดเท่าที่มันมีอยู่ อย่าได้เห็น
ว่าลำแสงสีน้าเงินดูธรรมดาสามัญ แต่ทุกสิ่งที่ถูกลำแสงสายนี้สาดส่อง จะ
ถูกพลังที่แฝงอยู่ภายในบดขยี้เป็นผุยผง
เมื่อครั้งที่มันได้รับ ‘แสงฟ้าบดทำลาย’ อักขระเทพนี้ไม่ได้ครบถ้วน
สมบูรณ์ ถึงกับขาดพร่องไปมากเสียด้วยซ้า แต่มันมองออกถึงพลังอันร้าย
กาจ จึงเฝ้าทุ่มเทแรงกายแรงใจเป็นจำนวนมากกับอักขระนี้ หลังจากบรรลุ
ด่านเทพยุทธ์ พลังบำเพ็ญเพียรที่เพิ่มสูงขึ้นช่วยให้มันซ่อมแซม ‘แสงฟ้า
บดทำลาย’ ได้ในทันที เพียงแต่อักขระเทพของ ‘แสงฟ้าบดทำลาย’ ลึกล้า
และซับซ้อนยิ่ง คิดฟื้นฟูให้สำเร็จสมบูรณ์เกรงว่าต้องใช้เวลาอยู่บ้าง
แต่ถึงกระนั้น พลังของ ‘แสงฟ้าบดทำลาย’ ในยามนี้ก็ไม่อาจดูแคลน
ได้
ในเรื่องของทัณฑ์เทวะมิดับสูญ มันมีความเข้าใจจำกัดยิ่ง เรื่องราว
เกี่ยวกับการลงทัณฑ์ที่ได้ชื่อว่าโหดร้ายทารุณที่สุดในยุคบรรพกาลนี้ ใน
ในเวลานี้เอง ผู้อาวุโสสูงสุดคล้ายสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง ต้องเงยหน้าขึ้น
สีหน้าทอแววตะลึงลาน หันขวับไปมองในอีกทิศทางหนึ่งทันที!
ในส่วนที่ห่างไกลออกไปของทะเลอักขระ ในทิศทางของเปลวไฟสี
ทอง พลังสภาวะอันไพศาลกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
เปลวไฟลุกโชนอย่างรุนแรง
ประกายไฟปะทุไม่หยุดยั้ง ก่อเกิดสะเก็ดประกายสีทองแทรกตัวอยู่
ทั่วร่างของจั่วม่อ จั่วม่อในความเลอะเลือนงุนงง ไม่ทันสังเกตว่าอักขระ
เทพสุริยันในร่างมันกำลังเติบโตเป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างแช่มช้า
ในทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อ
ผูเยาลอยอยู่กลางอากาศ เปลวไฟสีดำอันน่าขนลุกเต้นเร่าอยู่รอบ
กาย
“เจ้าพร้อมแล้วหรือไม่?”
?
หมอกดำกลุ่มหนึ่งลอยอยู่ในดวงตาข้างซ้ายของผูเยา ราวกับว่ามี
ภูตผีนับหมื่นแผดเสียงกรีดร้องสะท้านขวัญวิญญาณอยู่ภายในหมอก
ทว่าผูเยากับเว่ยไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับเสียงกรีดร้องเหล่านั้น
หมอกดำลอยออกจากดวงตาซ้ายของผูเยา หายเข้าไปในป้ายศิลา
สุสาน
ป้ายศิลาสุสานสั่นอย่างรุนแรง หมอกดำสายหนึ่งไหลออกมาจากใต้
ฐานของป้ายศิลา เข้าปกคลุมร่างของผูเยากับเว่ยอย่างรวดเร็ว ป้ายศิลา
ค่อยๆ เลื่อนขึ้นอย่างแช่มช้า เผยให้เห็นแท่นบูชาโบราณ
ในเวลานี้เอง เว่ยซึ่งอยู่ในชุดเกราะเต็มยศชูดาบใหญ่ขึ้นสุดล้า แล้ว
ฟันลงอย่างรุนแรง
ตูม!
เว่ยผ่าแยกป้ายศิลาสุสานออกเป็นสองส่วนในดาบเดียว
กลุ่มหมอกดำหนาทึบลอยช้า ๆ ออกมาจากป้ายศิลาสุสานที่ถูกผ่า
เป็นสองส่วน สายหมอกหมุนวนดูคล้ายจะเผยให้เห็นใบหน้าที่ไม่อาจมอง
ชัดตา ในชั่วพริบตานี้ สนามพลังประหลาดแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ
สุ้มเสียงเก่าแก่โบราณกังวานออกมาจากกลุ่มหมอก ราวกับคงอยู่มา
เนิ่นนานนับปีไม่ถ้วน และจะคงอยู่ต่อไปชั่วกัลปาวสาน แฝงเร้นไว้ด้วย
กลิ่นอายลี้ลับแห่งนิรันดร์กาลและพลังอำนาจสุดจะพรรณนา
“ปฏิบัติตามวิถีแห่งข้า กระทำการตามประสงค์แห่งข้า สืบทอดคำ
สาบานแห่งข้า เจ้ายินยอมหรือไม่?”
“เจ้ายินยอมหรือไม่?”
“เจ้ายินยอมหรือไม่?”
ประโยคสุดท้ายกึกก้องกัมปนาทดุจฟ้าร้องกรอกหู
ทว่าผูเยากับเว่ยคล้ายไม่แยแสสนใจสุ้มเสียงนี้อย่างสิ้นเชิง ทำท่าราว
กับคนหูหนวกตาบอดสองคนก็มิปาน
เว่ยคร่าครวญ “ไม่รู้ว่าเมื่อใดเจ้าเด็กน้อยจึงจะสามารถนำเรา
ออกไป? แต่ที่ข้านึกไม่ถึงก็คือ คนใจไม้ไส้ระกำเยี่ยงเจ้าจะยินยอมสละตน
เพื่อช่วยผู้อื่น จุ๊จุ๊ ช่างคิดไม่ถึง คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ … …”
ผูเยากล่าวอย่างเย็นชา “ข้าติดค้างค่าเช่านานเกินไปแล้ว จะอย่างไร
ยังคงต้องใช้หนี้”
“นั่นก็ใช่แล้ว” เว่ยพยักหน้าเห็นพ้อง จากนั้นกล่าว “คราครั้งนี้เจ้า
เด็กน้อยอยู่ในสถานการณ์ไม่สู้ดีเท่าใด แต่จะอย่างไรก็เพียงแค่ตาย มิสู้
ตายอยู่ในนั้นจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดมากนัก ข้ากลัวความเจ็บปวด
มาโดยตลอด”
“อย่าได้พิรี้พิไรไร้สาระ ลงมือเถอะ” ผูเยากล่าวเสียงเย็นเยียบ
เว่ยถอนใจยาว ไม่เปลืองวาจามากความอีก ถอยออกไปยืนเคียงข้างผู
เยา “ตกลง!”
ทั้งสองยืนอยู่เบื้องหน้ากลุ่มหมอกอย่างเคร่งขรึม สุ้มเสียง ’ยินยอม
หรือไม่’ ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของพวกมันซ้า ๆ
คนทั้งสองสบตากันแวบหนึ่ง จากนั้นกล่าวอย่างพร้อมเพรียง “ข้า
ยินยอม!”
สุ้มเสียง ’ยินยอมหรือไม่’ ชะงักขาดหายในบัดดล
ทันใดนั้นแสงสีดำสองสายพุ่งวาบออกมาจากกลุ่มหมอกดำ จมหาย
ลงไปในร่างของคนทั้งสอง
ชุดเกราะที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเสียหายของเว่ยฟื้นสภาพในทันที บน
ร่างของผูเยาปรากฏชุดเกราะอันสะโอดสะองและละเอียดอ่อน เปลวไฟ
กลุ่มหนึ่งลุกโชนขึ้นบนชุดเกราะ
บนชุดเกราะสงครามของคนทั้งสองเต็มไปด้วยอักขระรูปสามเหลี่ยม
สีแดงจำนวนมาก หากมีผู้ที่ล่วงรู้ในเรื่องขนบประเพณีโบราณ พวกมันจะ
บอกได้ทันทีว่าอักขระรูปสามเหลี่ยมเหล่านี้ จะปรากฏขึ้นบนเครื่องเซ่น
สังเวย
ผูเยาและเว่ยเสียสละตนเองกลายเป็นเครื่องสังเวย
พลังอันยิ่งใหญ่ไพศาลไหลบ่าไปทั่วร่างของพวกมัน ในบรรดาพิธีการ
เซ่นสังเวยทั้งหมด การสละตนเองเป็นเครื่องสังเวย พลังที่ได้รับมาย่อม
เป็นพลังที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย คนทั้งสองสวมชุดเกราะป้าย
ศิลาสุสาน แต่เนื่องเพราะพวกมันมีเพียงดวงวิญญาณ ปราศจากร่างกาย
ตั้งแต่แรก ทันทีที่พวกมันสังเวยตนเอง พวกมันจะถูกกักขังไว้ในป้ายศิลา
สุสาน กลายเป็นผีเฝ้าสุสาน ไม่มีวันได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกตลอดกาล
เว้นเสียแต่ว่าจะมีใครบางคนที่มีพลังถึงขั้นเลิศภพจบแดน อาจ
สามารถทำลายป้ายศิลาสุสานเพื่อช่วยพวกมันออกมา
“มา!” เว่ยตวาดก้อง ดาบใหญ่ในมือยกชูขึ้นสูง
“มา!” ผูเยาสุ้มเสียงเย็นเยียบดุจคมดาบ เปลวไฟสีดำสายหนึ่งพวย
พุ่งออกจากฝ่ามือ
เปลวไฟสีดำพุ่งเข้ากระทบกับดาบใหญ่ที่ยกสูงของเว่ย
เปลวไฟนั้นยึดตัวเองเข้ากับดาบใหญ่ และในชั่วพริบตาก็ปกคลุมดาบ
ใหญ่ทั้งเล่ม
เปลวไฟไหลออกจากมือของผูเยาอย่างไม่ขาดสาย รอจนเปลวไฟสาย
สุดท้ายพุ่งหายจากมือของผูเยา ผูเยาร่างซวนเซวูบ จากนั้นฝืนทรงกายมั่น
ชุดเกราะที่อยู่บนร่างหม่นประกายลงมาก เต็มไปด้วยรอยแตกร้าว
ผูเยาจ้องมองดาบใหญ่ในมือเว่ยเขม็งนิ่ง
ชุดเกราะของเว่ยพลันระเบิดแสงเจิดจ้า ประกายแสงไหลบ่าไปยัง
ดาบใหญ่ในมืออย่างเร่งร้อน
แกรกแกรกแกรก!
เสียงแตกร้าวบนชุดเกราะของเว่ยเริ่มตั้งแต่สองเท้า ไล่ขึ้นด้านบน
เกราะหน้าแข้ง เกราะเข่า ต้นขา ส่วนเอว … … จนกระทั่งถึงเกราะส่วนมือ
ที่ถือดาบใหญ่
ชุดเกราะบนร่างของมันกลายเป็นสีขาวหม่น ปราศจากแสงประกาย
อย่างสิ้นเชิง
เว่ยแผดเสียงคำรามดังกึกก้อง ดาบใหญ่ที่อาบไปด้วยแสงเรืองรอง
และเปลวไฟสีดำฟาดฟันใส่พื้นอย่างหักโหม!
ตูม!
ทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อถูกฟันขาดจากกันในทันที
อักขระเทพสุริยันที่พยายามกลืนกินกระแสเปลวสุริยะคล้ายทลาย
ห่วงโซ่พันธนาการเส้นสุดท้าย เริ่มเติบโตขึ้นไปยังส่วนศีรษะของจั่วม่อใน
บัดดล
เส้นสายของอักขระเทพสุริยันคล้ายต้นไม้ที่หยั่งรากลงในดิน แผ่
กระจายเข้าไปยังส่วนศีรษะของจั่วม่อ พลังอันเปี่ยมล้นสมบูรณ์ที่กลืนกิน
เข้าไปทำให้พวกมันเปลี่ยนสภาพอย่างรวดเร็ว
ต้นกล้าสีทองเติบโตอย่างเร็วรี่ด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้ชัดเจน
ด้วยตาเปล่า งอกงามอยู่ในบริเวณที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นทะเลแห่งจิตสำนึก
ของจั่วม่อ
จั่วม่อรู้สึกแรงกดดันรอบกายลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว สติสัมปชัญญะ
กลับคืนสู่ความแจ่มใสในทันที
ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด มันค่อยลืมตาขึ้น
ในร่างกายที่พลุ่งพล่านปั่นป่วนในที่สุดก็สงบลง เมื่อจั่วม่อเมื่อตรวจดู
ร่างกายของตนต้องประหลาดใจไม่น้อย กระแสเปลวสุริยะที่อยู่ในร่างกาย
มันกว่าครึ่งสูญหายไปแล้ว
รอจนเมื่อจั่วม่อพบเห็นต้นไม้สีทองงอกเงยอยู่ในร่างของมัน ถึงกับตก
ตะลึงพรึงเพริด นี่มันต้นดวงอาทิตย์มิใช่หรือ?
เกิดอะไรขึ้น?
ทะเลแห่งจิตสำนึกของมันไปยังที่ใดแล้ว?
ผูเยากับเว่ยเล่า?
ในไม่ช้าจั่วม่อก็พบเห็นป้ายศิลาสุสานอยู่ใต้ต้นดวงอาทิตย์ เห็นเงา
ร่างเลือนรางสองร่างสะท้อนอยู่บนพื้นผิวที่ราบเรียบมันวาวของป้ายศิลา
หนึ่งปกคลุมด้วยเปลวไฟ อีกหนึ่งสวมชุดเกราะเต็มยศ
จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่างดุจถูกสายฟ้าฟาดใส่
ผูเยากับเว่ย!
มันคุ้นเคยกับคนทั้งสองมากเกินไป ต่อให้พวกมันถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน
จั่วม่อยังจดจำพวกมันได้ เงาร่างทั้งสองบนป้ายศิลานั้นพร่ามัวยิ่ง แต่จั่วม่อ
เพียงมองปราดเดียวก็ทราบว่านั่นเป็นผูเยากับเว่ย
มันเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในชั่ววิบตา
น้าตาสองสายทะลักลงจากเบ้าโดยไม่อาจสะกดกลั้น
ทว่าหยาดน้าตาพอไหลหลั่งลงมาก็ถูกแผดเผาเป็นไอน้าสองสาย ทิ้ง
ไว้แต่คราบน้าตาบนใบหน้าของมัน
ทันใดนั้นจั่วม่อพบเห็นลูกไฟเล็ก ๆ ลอยนิ่งอยู่ใต้ต้นดวงอาทิตย์
ดวงตาทอแววปิติยินดีวูบ มันคุ้นเคยกับเปลวไฟนี้เป็นอย่างดี นี่คือ
เพลิงทมิฬของผูเยา! เป็นผูเยาทิ้งลูกไฟดวงนี้เอาไว้!
นี่คือ… …
มันระงับความปิติยินดี รีบกวักมือเรียกไฟสีดำเข้าหาตัว
รอจนลูกไฟผ่านเข้าไปในร่างมัน จั่วม่อร่างสะท้านขึ้นเบา ๆ
“รอให้เจ้าเก่งกาจกว่านี้ ค่อยมาช่วยพวกเรา”
เป็นเพียงถ้อยคำสั้น ๆ ไม่กี่คำ แต่จั่วม่อปิติยินดีเป็นล้นพ้นประมาณ
ผูเยายังไม่ตาย เว่ยก็ยังไม่ตาย!
ในช่วงเวลานี้ ความหวังเอ่อล้นเต็มหัวใจ มันกำหมัดแน่น ข้าสาบาน
ข้าจะช่วยพวกเจ้าออกมาให้ได้!
จั่วม่อหันขวับไปในทิศทางหนึ่งทันที …อยู่ที่นั่น!
มันพุ่งตรงไปยังทิศทางของการต่อสู้ในบัดดล
กระแสเปลวสุริยะอันเปี่ยมล้นภายในร่างจั่วม่อ ช่วยให้ต้นดวงอาทิตย์
เติบโตงอกงามอย่างบ้าคลั่ง จากต้นอ่อนกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ จนกระทั่งกิ่ง
ก้านผลิดอกออกผล กลายเป็นดวงอาทิตย์เล็ก ๆ จำนวนหนึ่ง ในที่สุดมัน
ค่อยหยุดการดูดซับกระแสเปลวสุริยะ เนื่องเพราะมันมาถึงขีดจำกัดแล้ว
มีกระแสเปลวสุริยะกว่าครึ่ง ยังคงหลงเหลืออยู่ภายในร่างของจั่วม่อ
เมื่อต้นดวงอาทิตย์หยุดดูดซับกระแสเปลวสุริยะ ความร้อนในร่าง
จั่วม่อก็เพิ่มสูงขึ้นอีกรอบ ความเจ็บปวดมหาศาลกลับสู่ร่างกายของมันอีก
ครั้ง
แต่ครั้งนี้จั่วม่อไม่สูญเสียสติสัมปชัญญะอันชัดเจนแจ่มใส ความ
เจ็บปวดระดับนี้มันยังพอจะรับไว้ได้ แต่กระทั่งกระแสเปลวสุริยะที่
หลงเหลือเพียงครึ่งเดียว ยังไม่ใช่สิ่งที่จั่วม่อจะต้านทานได้ จั่วม่อรู้สึกราว
กับว่าร่างกายสามารถแตกระเบิดได้ทุกเมื่อ
แต่จั่วม่อยังคงค้นพบข้อแตกต่าง แม้ว่าความเจ็บปวดจะยังคงรุนแรง
สุดทานทน ความรู้สึกของการระเบิดยังคงเต็มเปี่ยมเช่นเดียวกันกับก่อน
หน้านี้ จั่วม่อกลับพบว่ามีพลังส่วนหนึ่งภายในร่างอยู่ภายใต้การควบคุม
ของมัน
พลังขุมนี้มาจากอักขระเทพ
อาจบางทีกล่าวให้ถูกต้องไปกว่านั้น คือมาจากดวงอาทิตย์เล็ก ๆ บน
ต้นไม้ดวงอาทิตย์ ต้นดวงอาทิตย์ยามนี้อยู่ในตำแหน่งที่เคยเป็นทะเลแห่ง
จิตสำนึกของจั่วม่อ กระแสเปลวสุริยะที่บ้าคลั่งไหลผ่านอักขระเทพที่คล้าย
กับรากไม้ ไปยังต้นดวงอาทิตย์ สุดท้ายกลั่นตัวออกมาเป็นดวงอาทิตย์ดวง
น้อย ๆ เหล่านั้น
ค่ายกลยันต์ในบริเวณโดยรอบพุ่งตรงเข้าสกัดกั้นอย่างพร้อมเพรียง
แต่จั่วม่อไม่ชะงักแม้แต่ชั่ววูบ หมัดที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงบดขยี้ทุกสิ่งที่
ขวางหน้าเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
อักขระเทพชุดหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้ามัน เห็นลำแสงสีแดงคมกริบ
ปาดวาบอย่างเร่งร้อน
จั่วม่อไม่หยุดชะงัก เพียงไขว้แขนขวางรั้งอยู่ด้านหน้า ยังคงโถมเข้า
หาอักขระเทพโดยไม่พรั่นพรึง
เพียะเพียะเพียะ!
ลำแสงสีแดงกระหน่าซัดใส่มันดุจห่าฝน ทันใดนั้นเปลวไฟของจั่วม่อ
ระเบิดวาบไปข้างหน้า
หลังจากเปลวเพลิงเทพสุริยันกวาดออกไปรอบหนึ่ง ลำแสงสีแดง
เหล่านั้นอันตรธานหายไปสิ้น
กระแสเปลวสุริยะ!
อักขระเทพชุดนี้เดิมทีก็ไม่ได้มีระดับสูงอันใด กระแสเปลวสุริยะเพียง
น้อยนิดก็สามารถทำลายมันได้มากเกินพอ วู้ม อักขระเทพที่บังอาจมา
ขวางทางจั่วม่อแตกสลายกลายเป็นละอองแสงหายไป
จั่วม่อไม่หยุดยั้งรั้งรอ ร่างสาดพุ่งตรงไปราวกับสายฟ้า!
ทว่าจั่วม่อยังอดเหลือบมองวงเปลวไฟสีแดงฉานบนหมัดของมันไม่ได้
นี่ก็คือกระแสเปลวสุริยะ!
หมัดที่ต่อยออกไปเมื่อครู่ มันเพียงโคจรพลังเทพไปยังหมัดเหมือน
เช่นปกติ นึกไม่ถึงว่ากระแสเปลวสุริยะส่วนหนึ่งจะผสานรวมเข้าไปในพลัง
เทพด้วย
พลังเทพของมันสามารถควบคุมใช้กระแสเปลวสุริยะปริมาณ
เล็กน้อยได้!
พลังหมัดของมันทรงอานุภาพมากขึ้นหลายเท่าตัว!
จั่วม่อดวงตาเป็นประกาย กระแสเปลวสุริยะแกร่งกร้าวอหังการไร้ผู้
ต้าน ถือเป็นยอดศาสตราที่ร้ายกาจที่สุด!
จั่วม่อยิ่งขบคิดเท่าใด ก็ยิ่งลิงโลดยินมากขึ้นเท่านั้น กระแสเปลวสุริยะ
แต่ละหยาดหยดบรรจุไว้ด้วยเปลวเพลิงเทพสุริยันเหลือคณานับ ต่อให้เป็น
เทพยุทธ์เช่นผู้อาวุโสสูงสุด หากกระทบถูกแม้สักเล็กน้อย เกรงว่ายังไม่อาจ
อยู่รอดปลอดภัยเช่นกัน
ในเวลานี้เอง อักขระเทพอีกชุดหนึ่งปรากฏขึ้นขวางทางมัน
จั่วม่อต่อยหมัดเหมือนเช่นครั้งก่อน!
มังกรเพลิงตนหนึ่งแผดคำรามดังกึกก้อง พุ่งวาบเข้าหาอักขระเทพ
อย่างดุดัน
อักขระเทพยิงลำแสงนับไม่ถ้วนออกมาโดยพลัน กระหน่าซัดใส่มังกร
เพลิงอย่างเร่งร้อน ทว่ามังกรเพลิงสีทองไม่เพียงไม่ถูกทำลาย ยังคล้ายไม่
สะทกสะท้านแม้แต่น้อย พุ่งชนใส่อักขระเทพอย่างหักโหม
แสงสีแดงในร่างมังกรเพลิงพลันเปล่งประกายวูบหนึ่งแทบมองไม่
เห็น
ตูม!
อักขระเทพแตกกระจายเป็นละอองแสงในบัดดล
จั่วม่อกู่คำรามดังสะท้านฟ้า เปลวเพลิงระเบิดวาบ คนดีดพุ่งออกไป
ดุจดาวหางอันร้อนแรง
มันราวกับมังกรเพลิงที่ปราศจากสำนึกชั่วดีตนหนึ่ง กวาดทำลายทุก
สิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าอย่างไร้ปราณี
บนฟากฟ้าในทิศทางที่เสียงกู่คำรามอันดุร้ายมุ่งตรงมา จู่ ๆ บังเกิด
แสงสว่างวาบขึ้น ผู้อาวุโสสูงสุดม่านตาหดแคบลงทันควัน
จั่วม่อ!
มันรู้สึกได้อย่างชัดเจน พลังสภาวะของจั่วม่อกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่
หยุดยั้ง แทบจะในเวลาเดียวกัน เปลวไฟจุดหนึ่งสว่างขึ้นในมุมมองของมัน
อย่างรวดเร็ว
ผิดท่าแล้ว!
ผู้อาวุโสสูงสุดใจหายวาบ มันยังไม่ทันมีปฏิกิริยาใด เปลวเพลิงจุดนั้น
ก็พุ่งเข้าใส่มันด้วยความเกรี้ยวกราดสุดเปรียบปาน
เปรี้ยง!
ด้านหลังเงาร่างสีทองของจั่วม่อ ไม่ว่าอักขระเทพหรือค่ายกลยันต์อัน
ใด ล้วนพินาศย่อยยับหมดสิ้น เปิดเป็นเส้นทางสายหนึ่งตรงดิ่งเข้ามาด้วย
ระดับความเร็วอันน่าตระหนก!
ผู้อาวุโสสูงสุดหัวใจดิ่งวูบอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสำหรับมันแล้วอักขระ
เทพเหล่านั้นไม่นับเป็นอะไรได้ แต่เห็นจั่วม่อสามารถบดขยี้พวกมันอย่าง
ง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ ยังอดตื่นตะลึงไม่ได้
เปลวไฟสีทองยังคงเป็นเหมือนก่อนหน้านี้ แต่บุรุษหนุ่มในเปลวไฟสี
ทองกลับคล้ายเปลี่ยนเป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง
ผู้อาวุโสสูงสุดแม้ประหวั่นพรั่นพรึงอยู่บ้าง แต่สีหน้ายังคงสงบราบ
คาบ อักขระเทพตัวสุดท้ายที่หมุนวนอยู่รอบกายลอยเอื่อยๆ เข้าหาจั่วม่อ
แต่มันแทบไม่มีความเชื่อมั่นว่าอาศัยอักขระเทพเพียงตัวเดียวนี้จะ
สามารถหยุดยั้งจั่วม่อได้
ในเวลานี้มันค่อยพบว่าสถานการณ์ฝ่ายตนเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว
มันเดิมทีเข้าใจว่าจะสามารถใช้อักขระเทพสามตัวจัดการกับเขิงเหลียน
เอ๋อร์ จงหยูและหว่อหลีได้อย่างง่ายดาย แต่นึกไม่ถึงว่าพวกมันจะทน
ทรหดถึงเพียงนี้
คนทั้งสามแม้ต้องต่อสู้พัวพันอยู่กับอักขระเทพคนละตัว แต่ในทาง
ตรงกันข้าม ก็หมายความว่าทำให้ฝ่ายมันเองก็ไม่มีของวิเศษที่จะใช้คุ้ม
กายเช่นกัน
ถึงยามนี้ผู้อาวุโสสูงสุดค่อยตระหนักว่า คนทั้งสามที่มันมองข้ามด้วย
ความดูแคลนนั้น กลับเป็นเงื่อนปมสำคัญที่สุด!
มันอดสำนึกเสียใจไม่ได้ หากมันยอมออกแรงแข็งขันกว่านี้ ชิงปลิด
ปลงคนทั้งสามตั้งแต่แรก ยามนี้มันจะยังมีอักขระเทพอีกสามตัวอยู่ในมือ
อาศัยอักขระเทพทั้งสี่ มันจึงไม่เชื่อว่าจั่วม่อจะสามารถทำลายแนวป้องกัน
ของมันได้โดยง่าย… …
ต้องปิดฉากการต่อสู้โดยเร็วที่สุด!
มีเพียงกระทำเช่นนั้น มันจึงจะมีโอกาสได้ชัย!
ผู้อาวุโสสูงสุดดวงตาทอประกายฆ่าฟันอย่างรุนแรง
ทว่าผู้อาวุโสสูงสุดผู้ตระหนักว่าเรื่องราวคับขันจวนตัว กลับไม่ได้
คาดคิดเลยแม้แต่น้อย ว่าสถานการณ์หลุดออกจากการควบคุมของมันแล้ว
เมื่อเห็นหยดโลหิตถูกวังวนสีดำกลืนกินลงไปจนหมดสิ้น เหวยเสิ้งไม่
แตกตื่นลนลานแม้แต่น้อยนิด ดวงตากลับยิ่งทอประกายเจิดจ้ากว่าเดิม
ทันใดนั้นมันซัดกระบี่โลหิตประหารเทพหลุดจากมือ
ภายใต้แรงดึงดูดอันแกร่งกร้าวของวังวนสีดำ กระบี่โลหิตประหาร
เทพพุ่งลิ่วเข้าหาวังวนดุจดาวตก
กระบี่โลหิตประหารเทพปักใส่ใจกลางของวังวนสีดำอย่างถนัดถนี่
ขณะที่กระบี่กำลังจะถูกวังวนกลืนกินลงไป พลันระเบิดโลหิตสดๆ อัน
หนักข้นออกมา แผ่กระจายไปในวังวนอย่างรวดเร็ว
วังวนสีดำทมิฬกลับกลายเป็นวังวนสีเลือดในพริบตา
โลหิตเหนียวข้นบันดาลให้ความเร็วในการหมุนของวังวนลดน้อยลง
เรื่อยๆ และยิ่งความเร็วลดต่าลงเท่าใด แรงดึงดูดก็ยิ่งอ่อนโทรมลงเท่านั้น
ในไม่ช้าวังวนก็เปลี่ยนเป็นแอ่งโลหิตกลุ่มหนึ่ง
เหวยเสิ้งพลันหายวับไปจากที่ จากนั้นปรากฏกายขึ้นตรงหน้ากระบี่
โลหิตประหารเทพ ยื่นมือออกไปแตะด้ามกระบี่โลหิตประหารเทพเหมือน
เช่นที่เคยทำมาแล้วนับหมื่นนับแสนครั้ง
ดวงตาทอประกายเจิดจ้าดุจสายฟ้า ตวาดอย่างดุดัน “ทำลาย!”
วังวนที่ถูกย้อมด้วยโลหิตพลันแตกระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย!
อักขระเทพแตกสลาย
เหวยเสิ้งร่างซวนเซวูบ ใบหน้าขาวซีดปราศจากสีเลือดโดยสิ้นเชิง
โดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น บนสายโซ่ที่ขึงตึงทั้งสองเส้น เปลวไฟสีม่วง
อันตรธานไปโดยไร้ร่องรอย
ทันใดนั้นกลิ่นอายสีเทาชนิดหนึ่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างของอากุ่ย
ลามไปตามเส้นโซ่อย่างรวดเร็ว บรรลุถึงอักขระเทพในชั่วพริบตา กล่าวไป
ก็น่าประหลาด กลิ่นอายสีเทานี้ไม่ได้รับผลกระทบจากแสงฟ้าบดทำลาย
แม้แต่น้อย
กลิ่นอายสีเทาแพร่กระจายไปบนอักขระเทพอย่างรวดเร็ว
รอจนกลิ่นอายสีเทาเข้ายึดครองส่วนสุดท้ายของอักขระเทพ มันก็
สลายหายไปในอากาศธาตุอย่างเงียบเชียบ
นัยน์ตาของอากุ่ยก็กลายเป็นสีเทาอันน่าสะพรึงกลัวเช่นกัน
ภายในชั่วพริบตาเดียว อักขระเทพสองตัวกลับแพ้พ่าย ถูกทำลายไป
แทบจะพร้อมกัน ผู้อาวุโสสูงสุดตกตะลึงพรึงเพริดแล้ว
ส่วนอักขระเทพอีกสามตัว ก็ต้องเผชิญศึกหนักกับศัตรูอีกสามคนที่
เหลือ พวกมันทนทรหดอย่างน่าอัศจรรย์ หลายครั้งหลายคราที่ดูคล้าย
สามารถล้มลงได้ทุกเมื่อ แต่พวกมันก็ไม่เคยล้ม มิหนำซ้าพอคนทั้งสามได้
ยินเสียงกู่คำรามของจั่วม่อถึงกับคึกคักขึ้นอักโข เริ่มตอบโต้กลับมาอย่าง
ไม่คิดชีวิต
ไม่ทราบเพราะเหตุใด ผู้อาวุโสสูงสุดรู้สึกเย็นเยียบจับใจ
? เหตุใดยังคงยืนหยัดได้
จนถึงบัดนี้
จั่วม่อพุ่งดิ่งเข้ามาโดยไม่ชะงักรั้งรอแม้แต่ชั่ววูบ โถมทะยานเข้าหาผู้
อาวุโสสูงสุดอย่างเร่งร้อน
อักขระเทพตัวหนึ่งพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้ามัน
ทว่าจั่วม่อในยามนี้คล้ายถูกมารร้ายสิงร่าง ยังคงพุ่งตรงไปข้างหน้า
โดยไม่กลัวเกรงสิ่งใด!
เพียงเพื่อโอกาสเพียงชั่วพริบตานี้ พวกมันไม่ทราบต้องจ่าย
ค่าตอบแทนออกไปมากมายเท่าใด เพื่อที่จะบุกเข้ามาถึงตรงนี้ ไม่ทราบว่า
ต้องเสียสละมากมายถึงเพียงไหน! เพียงเพื่อบุกเข้าถึงตัวผู้อาวุโสสูงสุดใน
ยามนี้!
อาศัยอักขระเทพหนึ่ง ไหนเลยจะหยุดยั้งมันได้?
มันจะถูกหยุดลงเพียงเท่านี้ได้อย่างไร!
จั่วม่อดวงตาเหี้ยมโหดดุดันราวกับสัตว์ร้ายกระหายเลือด โดยไม่รีรอ
ลังเล มันเร่งเร้าพลังเทพทั่วร่างโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด!
จั่วม่อรู้สึกราวกับว่าตัวมันกำลังจะลุกเป็นไฟ!
เช่นนั้นก็ให้มันลุกเป็นไฟไปเถอะ!
บดขยี้มัน!
ฆ่ามัน!
พลังเทพในร่างของจั่วม่อระเบิดออกมาอย่างฉับพลัน กระแสเปลว
สุริยะสีแดงเข้มปะทุออกมาพร้อมกับพลังเทพสุริยันของจั่วม่อ!
ผู้อาวุโสสูงสุดสมองขาวว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าเต็มไปด้วย
ความรู้สึกเหลือเชื่อ จั่วม่อ… จั่วม่อบรรลุด่านเทพยุทธ์แล้ว!
นี่จะเป็นไปได้อย่างไร!
เทพยุทธ์!
จั่วม่อจะบรรลุด่านเทพยุทธ์ได้อย่างไร?
? แต่เพราะเหตุใด… …
ความคิดเหล่านี้บังเกิดขึ้นในใจเพียงชั่วเสี้ยววินาที อาจบางทีเป็น
สัญชาตญาณของมนุษย์ที่ตอบสนองต่อเรื่องราวเหนือความคาดหมาย แต่
จั่วม่อไหนเลยจะปล่อยให้มันมีเวลาครุ่นคิด หมัดขวาที่ลุกโชนด้วยกระแส
เปลวสุริยะต่อยใส่กลางอกของผู้อาวุโสสูงสุดอย่างสุดแรงเกิด!
เปรี้ยง!
ผู้อาวุโสสูงสุดทรวงอกยุบเข้าด้านใน กระแสเปลวสุริยะราวกับน้าป่า
ถาโถมเข้าไปในร่างกายมัน บดขยี้ทำลายพลังชีวิตของมันไป
พลังอันยิ่งใหญ่ไพศาลกระแทกจนผู้อาวุโสสูงสุดร่างปลิวลิ่วลงไป
ด้านล่าง พุ่งชนพื้นอย่างรุนแรง ทิ้งไว้เพียงหลุมลึกที่คล้ายจะมองไม่เห็น
ก้นบึ้งหลุมหนึ่งบนพื้น
กลิ่นอายพลังของผู้อาวุโสสูงสุดดับสลายอย่างสิ้นเชิง แต่จั่วม่อหา
ได้ปิติยินดีไม่
ในการต่อสู้ครั้งนี้ พวกมันต้องเสียสละมากเกินไป!
เมื่อไม่มีผู้อาวุโสสูงสุดคอยควบคุมบงการ ทะเลอักขระก็สูญสลายไป
ทันที
เมื่อปราศจากสิ่งที่คอยค้าจุนให้พวกมันต้องยืนหยัด เหล่าคนที่หมด
สิ้นเรี่ยวแรงตั้งแต่แรกก็สุดจะฝืนอีกต่อไป แต่ละคนร่วงลิ่วลงมาจาก
ฟากฟ้า จั่วม่อร่างหายวับไปจากที่ แล้วปรากฏขึ้นด้านข้างคนเหล่านั้น เข้า
รับร่างของสหายเอาไว้ทีละคน
ในบรรดาคนทั้งหมด มีเพียงเหวยเสิ้งที่ยังคงมีสติรู้สึกตัว ดวงตาของ
มันเต็มไปด้วยความปิติยินดี มันเดิมทีตั้งใจว่าจะจู่โจมสังหารผู้อาวุโสสูงสุด
โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นก่อนที่พลังของมันจะหมดสิ้นไป จะ
ถ่ายทอดพลังที่เหลือให้แก่ศิษย์น้อง อาจบางทีศิษย์น้องจะมีโอกาสรอด
ชีวิต
ด้วยความคิดเช่นนี้ ทุกคนบุกฝ่าทะเลอักขระอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่
คำนึงถึงแม้แต่ชีวิตของพวกมันเอง
แต่สุดท้ายมันก็ได้เห็นจั่วม่อบรรลุด่านเทพยุทธ์ สามารถหลบหนีออก
จากที่นี่ได้ด้วยตัวเอง แม้อยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต เหวยเสิ้งยังคงแย้มยิ้ม
อย่างปลาบปลื้มประโลมใจ
จั่วม่อรู้สึกราวกับมีคมมีดแทงใส่หัวใจมัน ศิษย์พี่ใหญ่ผู้แกร่งกร้าวดุจ
เหล็กกล้า ผู้ที่ไม่มีวันแพ้พ่ายตลอดกาล ยามนี้บนใบหน้าไม่หลงเหลือสี
เลือดแม้แต่หยดเดียว ซีดขาวจนน่ากลัว
“ทำได้ดีมาก!” ศิษย์พี่ใหญ่ตบไหล่จั่วม่อ ดุจเดียวกับเมื่อครั้งที่ยังเป็น
เด็กหนุ่มบนภูเขาสุญตาเมื่อครั้งกระโน้น จากนั้นกระตุ้นเตือนว่า “รีบไปใน
บัดดล!”
กลิ่นอายสีเทาบนร่างอากุ่ยยิ่งมายิ่งหนาหนักมากขึ้นทุกขณะ นางไม่
รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
เขิงเหลียนเอ๋อร์ลมหายใจแผ่วจางยิ่ง ไม่หลงเหลือท่วงท่าเกียจคร้าน
อันเย้ายวนใจเฉกเช่นยามปกติ นางในยามนี้ดูคล้ายเด็กสาวธรรมดาที่บอบ
บางราวกับแก้วผู้หนึ่ง
จงหยูบนร่างเต็มไปด้วยบาดแผลใหญ่น้อยนับไม่ถ้วน ใบหน้าขาว
หม่นหมองราวกับแผ่นกระดาษทอง มันแม้สิ้นสติไม่รู้สึกตัว แต่สีหน้ายังคง
สงบสำรวม
ร่างของหว่อหลีกำลังค่อย ๆ จางหายไป
ในหมัดสุดท้ายของจั่วม่อ กระแสเปลวสุริยะจำนวนมหาศาลถูก
ปลดปล่อยออกมา ในเวลานี้พลังฝึกปรือของจั่วม่อคืนสู่เสถียรภาพอย่าง
รวดเร็ว ซึ่งความจริงผู้อาวุโสสูงสุดกล่าวไม่ผิด ว่ากันตามหลักเหตุผลแล้ว
จั่วม่อไม่มีรากฐานล้าลึกพอที่จะก้าวเข้าสู่ด่านเทพยุทธ์จริง ๆ อย่างไรก็
ตาม จั่วม่อกลับทุบทำลายเมล็ดผลึกสุริยันภายในร่างกายของตน ช่วยให้
มันไขว่คว้าโอกาสอันน้อยนิดไว้ในมือ กระแสเปลวสุริยะที่อัดแน่นอยู่ใน
เมล็ดผลึกสุริยันนั้นยังยิ่งใหญ่ไพศาลกว่ารากฐานพลังฝีมือที่ผู้อาวุโสสูงสุด
สั่งสมมาชั่วชีวิตอยู่มากโข
แต่ในทางกลับกันก็แกร่งกร้าวเกินไปเช่นกัน แกร่งกร้าวเสียจนก่อนที่
จั่วม่อจะทันได้ใช้พลังของกระแสเปลวสุริยะเพื่อก้าวเข้าสู่ด่านเทพยุทธ์
กลับจะถูกแผดเผาเป็นจุณไปเสียก่อน แต่แล้วในช่วงคับขันอันตรายที่สุด
ผูเยากับเว่ยผนึกกำลังผ่าแยกทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อ ช่วยให้อักขระ
เทพสุริยันมีพื้นที่ใหม่สำหรับการเติบโต และดูดซับกระแสเปลวสุริยะใน
ร่างจั่วม่อไปกว่าครึ่ง เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่พลังเทพของมัน และ
ช่วยให้จั่วม่อรอดพ้นจากประตูนรก ทั้งยังได้รับวาสนาในคราเคราะห์
บรรลุสู่ด่านเทพยุทธ์ในที่สุด
การเสียสละของศิษย์พี่ใหญ่กับคนอื่น ๆ ช่วยซื้อเวลาให้แก่จั่วม่อ การ
เสียสละของผูเยากับเว่ยช่วยรักษาชีวิตของมันเอาไว้ ศิษย์พี่ใหญ่กับอากุ่ย
ทำลายอักขระเทพไปคนละตัว เขิงเหลียนเอ๋อร์ จงหยูและหว่อหลีช่วย
พัวพันอักขระเทพอีกสามตัวเอาไว้ แม้ว่าพวกมันจะหลงเหลือเรี่ยวแรง
เพียงส่วนเสี้ยวสุดท้ายก็ตาม ทั้งหมดนี้ช่วยให้จั่วม่อสามารถส่งหมัดสังหาร
สุดท้ายไปยังผู้อาวุโสสูงสุดได้
โอกาสรอดชีวิตของมัน เป็นสิ่งที่ทุกคนใช้ชีวิตของพวกมันเข้าแลกมา
“รีบไป เร็วเข้า!” เหวยเสิ้งเงยหน้ามองท้องฟ้า แล้วเร่งรัดมาอีก
อาณาจักรแห่งนี้กำลังจะแตกดับ!
จั่วม่อยื่นมือไปจับไหล่ของเหวยเสิ้ง จู่ ๆ ก็ยิ้มกว้างออกมา “ศิษย์พี่
ใหญ่ ขออภัยด้วย ครั้งนี้ไม่อาจฟังท่าน”
เหวยเสิ้งงงงันวูบ
ทันใดนั้นพลังเทพสายหนึ่งแล่นจากฝ่ามือของจั่วม่อ ผ่านเข้าไปใน
ร่างของเหวยเสิ้งอย่างกะทันหัน
“ศิษย์พี่ใหญ่เอย ทุกคนใช้ชีวิตตนเองเข้าแลกเพื่อให้ข้ามีชีวิตรอด
หรือท่านคิดจริง ๆ ว่าข้าสามารถทิ้งพวกท่านแล้วกลับไปคนเดียว?”
จั่วม่อลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยพึมพำ จากนั้นเดินไปยังอากุ่ย ทาบมือลงบน
ร่างนาง
“อากุ่ย นายน้อยช่างใช้การไม่ได้นัก นายน้อยบอกว่าจะปกป้องเจ้า
แต่ผลสุดท้ายกลับเป็นเช่นนี้ นายน้อยจะต้องช่วยเจ้าให้ได้ จะปลุกเจ้า
ขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะใช้วิธีการใดก็ตาม!”
อักขระเทพสีทองลอยอยู่เหนือร่างอากุ่ย กลิ่นอายสภาวะของอากุ่ย
ถูกผนึกไว้อย่างสมบูรณ์
เปลวไฟของจั่วม่ออ่อนโทรมลงมาก
แต่มันไม่หยุดมือ ยังคงกระทำเช่นเดียวกันต่อเขิงเหลียนเอ๋อร์ จงหยู
และหว่อหลี
หลังจากบรรลุด่านเทพยุทธ์ ความเข้าใจในอักขระเทพของมันก็บรรลุ
ถึงขั้นสูงล้าสุดหยั่ง อาคมหวงห้ามที่มันใช้ในคราวนี้มีประโยชน์ใช้สอย
เพียงประการเดียว นั่นคือหยุดเวลา
คนทั้งห้าจะคงอยู่ในสภาพนี้ตลอดไป
แม้แต่จั่วม่อในระดับเทพยุทธ์ คิดใช้งานอาคมหวงห้ามชุดนี้ยังไม่ใช่
เรื่องง่ายดาย
ดวงอาทิตย์เล็ก ๆ บนต้นดวงอาทิตย์หายไปจนหมดสิ้น ลำต้นของต้น
ดวงอาทิตย์ก็แตกร้าว เส้นผมที่ขมับเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาว ช่วงอายุขัยของ
มันหดสั้นลงอย่างรวดเร็ว
แต่จั่วม่อไม่รีรอลังเลแม้แต่ชั่ววูบ รอจนมันผนึกคนทั้งห้าเสร็จสิ้น เส้น
ผมก็กลายเป็นขาวโพลนไปทั้งศีรษะ
ทุกคนยินยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้มันมีโอกาสรอดชีวิต ยามนี้เมื่อ
ชีวิตของมันปลอดภัยแล้ว มิหนำซ้ายังบรรลุด่านเทพยุทธ์ มันก็จะใช้ชีวิต
ของมันแลกเอาชีวิตของทุกคนกลับคืนมา
บางทีพวกมันทั้งหมดยังคงต้องตายไปด้วยกัน แต่จะเป็นไรไปเล่า?
รอยยิ้มคลี่บานบนใบหน้าของจั่วม่อ
นี่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุผล
บุรุษหนุ่มยืนหยัดกลางสายลม ผมขาวโพลนราวกับหิมะสะบัดปลิว