สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 852 บุรุษผู้ลากโลงศพ
เหมือนเช่นทุกครั้ง อาหมานนั่งซุ่มอย่างเงียบเชียบ เฝ้ารอคอยการ
ปรากฏตัวของสิ่งที่สามารถเป็นเหยื่อของมัน
ร่างของมันจมอยู่ในบึงโคลน มีเพียงส่วนศีรษะที่โผล่พ้นออกมาจาก
พื้นผิวโคลน แต่มันก็ซ่อนใบหน้าอยู่ในพุ่มไม้หนาทึบ ในบึงหานหมิง (มืด
มิดยะเยียบ) แห่งนี้ มักมีสัตว์ปิศาจแปลก
ครืด ครืด ครืด!
อาหมานขมวดคิ้ว เสียงประหลาดนี้มันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
มันใจหายวาบ หรือว่ามีสัตว์ปิศาจร้ายกาจจากส่วนลึกของบึงหานห
มิงหลุดออกมาภายนอก?
สุ้มเสียงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ มันก็ยิ่งหวาดวิตกมากขึ้นทุกขณะ เสียง
นั้นดังมาจากดงไม้ที่อยู่ไม่ห่างออกไปนัก มันจ้องเขม็งไปยังดงไม้ด้านนั้น
เผลอกลั้นหายใจอย่างลืมตัว ยามนี้มันไม่พยายามหลบหนีจากไป นั่นเป็น
พฤติการณ์ที่โง่เขลาเบาปัญญาที่สุด เสียงนั้นเมื่อได้ยินถนัดชัดเจนถึงเพียง
นี้ หมายความว่าสัตว์ร้ายนั้นอยู่ในระยะใกล้มากแล้ว การซ่อนตัวอยู่ในบึง
โคลนอย่างที่มันถนัด จึงจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
ทันใดนั้นเอง เมื่อเห็นสิ่งที่ปรากฏตัวออกมาจากดงไม้ มันถึงกับตก
ตะลึงพรึงเพริด
ผู้คน!
นั่นเป็นคนผู้หนึ่ง!
หรือจะกล่าวให้ถูกต้อง นั่นเป็นบุรุษผมขาวราวหิมะผู้หนึ่ง ปรากฏ
กายออกมาจากดงไม้หนาทึบ คนผู้นั้นพาดเชือกหนาหลายเส้นไว้บนบ่า
เชือกหยาบหนาเหล่านั้นล้วนขึงตึง ปลายอีกด้านหนึ่งยังคงซ่อนอยู่ในดงไม้
ดูท่าคนผู้นี้กำลังใช้เชือกเหล่านี้ฉุดลากอะไรบางอย่าง
บุรุษผมขาวเดินบนพื้นโคลนราวกับเดินบนที่ราบ พร้อมกับฉุด
ลากเส้นเชือกหนามุ่งตรงมาข้างหน้าอย่างไม่ลำบากกินแรง
เสียงครืดครืดดังออกมาจากภายในดงไม้ด้านหลังมัน
ทันใดนั้นเอง เห็นโลงไม้ห้าใบถูกลากออกพ้นจากดงไม้ อาหมานหน้า
ซีดเผือด เต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง มันร้อยคิดพันคาดเดายังนึก
ไม่ว่าสิ่งที่คนผมขาวฉุดลากออกมา จะเป็นโลงศพห้าใบ!
ในสถานที่อันร้างไร้ผู้คน เห็นบุรุษผมขาวลากโลงศพห้าใบออกมา
จากแดนลี้ลับในเบื้องลึกของบึงหานหมิง ต่อให้เป็นคนขวัญกล้าบังอาจ
กว่านี้ ยังต้องเนื้อตัวเย็นเฉียบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นคนผู้นั้นจู่ ๆ ก็หันมองมาทางมัน
อาหมานในบึงโคลนสมองขาวว่างเปล่าไปหมด
มันถูกพบตัวแล้ว!
สิบปีเต็ม!
พวกมันซัดเซพเนจรอยู่ในห้วงความว่างเปล่าไร้ขอบเขตถึงสิบปีเต็ม!
ห้วงความว่างเปล่าไร้ขอบเขต ดินแดนไร้ชีวิตที่ปราศจากผู้คน เต็มไป
ด้วยภยันตรายไร้ที่สิ้นสุด พวกมันเดินทางอย่างไร้จุดหมาย เพียรหาทาง
กลับมายังโลกแห่งอารยธรรม แม้แต่ผู้ที่มีจิตใจแกร่งกร้าวดุจเหล็กกล้าเช่น
จั่วม่อ เมื่อได้พบพานผู้คนอีกครั้ง ยังอดลิงโลดยินดีไม่ได้ อย่าว่าแต่ชิงเสี่ยว
ซึ่งยังอ่อนวัย
อาหมานที่ซ่อนตัวอยู่ในโคลนพลันรู้สึกร่างตึงวูบ บางสิ่งรัดพันรอบ
กายมันโดยไม่รู้ตัว จากนั้นพลังอันรุนแรงเกินต้านทานก็ฉุดลากมันไป มัน
ร่างหมุนคว้าง ลอยละลิ่วไปตกลงตรงหน้าคนผมขาว
เส้นชีพจรเขียวที่เบาบางเท่าเส้นผมรัดพันรอบกายอาหมาน ยกร่าง
มันขึ้นกลางอากาศ
อาหมานคลายใจลงเล็กน้อย มองดูใบหน้าอ่อนโยนเป็นมิตรของฝ่าย
ตรงข้าม พวกมันคล้ายไม่ได้ต้องการชีวิตตนจริงๆ จึงรีบกล่าวว่า “ผู้อาวุโส
เชิญถามเท่าที่ท่านพอใจเถอะ ผู้ต่าต้อยรับประกันว่าไม่กล้าปิดบังแม้แต่
ครึ่งคำ”
อาหมานหาใช่เด็กน้อยไม่รู้ความไม่ ซึ่งความจริงมันเจนจัดคร่าโลกไม่
น้อย มันแม้ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสท่านนี้มีความเป็นมาอย่างไร แต่เห็นได้ชัด
ว่าเป็นบุคคลอันร้ายกาจผู้หนึ่ง ผู้ที่สามารถเดินออกมาจากส่วนลึกของบึง
หานหมิงไหนเลยจะอ่อนแอได้?
จากประสบการณ์ของมัน ผู้อาวุโสเหล่านี้ยิ่งมีพลังฝีมือสูงเยี่ยมเท่าใด
ยิ่งมีนิสัยใจคอประหลาดพิกลเท่านั้น มันต้องระมัดระวังให้มาก
มองดูท่าทีหวาดระแวงและระมัดระวังของบุรุษหนุ่มตรงหน้า จั่วม่อก็
ไม่ถือสามากความ เพียงถามอย่างอ่อนโยน “นี่เป็นสถานที่ใด?”
อาหมานงงงันวูบ แต่มันมีไหวพริบปราดเปรียว รีบตอบคำถามทันที
“ต้าเหริน ที่นี่เรียกว่าบึงหานหมิง”
“บึงหานหมิง?”
?”
จั่วม่อสังเกตเห็นคำ ‘หมิง3’ ปรากฏขึ้นถึงสองครั้งแล้ว จึงถามว่า “อยู่
ในดินแดนแห่งความมืดกระมัง?”
บุรุษหนุ่มรีบผงกศีรษะ “ใช่ขอรับ อยู่ในดินแดนแห่งความมืด!”
จั่วม่อถอนหายใจอย่างโล่งอก นึกไม่ถึงว่ามันจะมาโผล่ในดินแดนแห่ง
ความมืด ในใจเต็มไปด้วยความยินดี ดินแดนแห่งความมืดแม้เป็นสถาน
ที่สุดลี้ลับ แต่จะอย่างไรยังคงเป็นส่วนหนึ่งของภพปิศาจ ย่อมต้องมีหนทาง
กลับไปยังม่ออวิ๋นไห่
นึกถึงทุกคนที่ม่ออวิ๋นไห่ จั่วม่ออดลิงโลดยินดีไม่ได้ หลายปีมานี้ตัวมัน
เองอยู่ในสภาพมิสู้ดีมาโดยตลอด เมื่อครั้งที่มันฝืนปิดผนึกพี่น้องทั้งห้า
นอกเหนือจากสูญเสียอายุขัยไปมากมายแล้ว พลังบำเพ็ญเพียรของจั่วม่อ
ในยามนั้นเพิ่งบรรลุด่านเทพยุทธ์ ยังไม่มีความมั่นคงอันใดแม้แต่น้อย พลัง
ฝึกปรือถึงกับแทบแตกซ่านไป ในหลายปีที่จั่วม่อท่องไปทั่วห้วงความว่าง
เปล่าไร้ขอบเขต มันก็พยายามฟื้นฟูพลังฝีมือของตนมาโดยตลอด
แต่อาการบาดเจ็บของมันกระทบถึงรากฐาน มิหนำซ้าห้วงความว่าง
เปล่าไร้ขอบเขตยังไม่ใช่สถานที่ดีงามอันใด มันเพียรพยายามอย่างสุด
ความสามารถ ในที่สุดปรับความมั่นคงให้แก่พลังบำเพ็ญเพียรของตน
สำเร็จ เพียงแต่พลังฝีมือยังไม่ฟื้นคืนสู่สภาพสมบูรณ์ดังเดิม หากมิใช่ว่านก
โง่กลายร่างเป็นเฟิ่งหวง เหล่าเจ้าตัวเล็กล้วนยกระดับขึ้น รวมถึงชิงเสี่ยวที่
3
?” จั่วม่อเกรงอกเกรงใจยิ่ง
อาหมานพอฟังคำร้องขอ ค่อยคลายใจลงอย่างสมบูรณ์ อีกฝ่ายเมื่อมี
เรื่องให้ใช้สอยมัน ย่อมหมายความว่าไม่เชือดมันทิ้งจริง ๆ จึงรีบรับคำ
“ยินดี ยินดี! ตัวเมืองที่อยู่ใกล้ที่สุดเรียกว่าเมืองเสี่ยวโยว หากพวกเราเดิน
เท้าไป จะใช้เวลาประมาณหนึ่งวันครึ่ง”
“ขอบคุณมาก น้องชาย” ทันใดนั้นไข่มุกสีแดงลูกหนึ่งปรากฏขึ้นบน
ฝ่ามือของจั่วม่อ มันโยนลูกแก้วนั้นให้แก่บุรุษหนุ่ม “น้องชาย น้าใจ
เล็กน้อยหวังว่าอย่าได้ปฏิเสธ”
บุรุษหนุ่มยื่นมือรับไข่มุกสีแดงตามสัญชาตญาณ แต่พอเห็นชัดตา
ถึงกับใจหายวาบ ความปิติยินดีพลุ่งขึ้นในใจ
ดวงตาของสุนัขป่ารัตติกาลเนตรเพลิง!
กระแสความร้อนจาง ๆ แผ่ออกมาจากเม็ดลูกปัดที่คล้ายทับทิม แฝง
ไว้ด้วยกลิ่นอายเปลวไฟหนาแน่น รวมถึงพลังความมืดที่เงียบสงบและ
บริสุทธิ์ เห็นได้ว่าคุณภาพเลิศล้า!
อาศัยเพียงลูกแก้วเพลิงสุนัขป่ารัตติกาลเม็ดนี้ ก็ทำกำไรได้มากกว่า
สิ่งที่มันเพียรล่ามาทั้งเดือน!
“ขอบคุณผู้อาวุโส! ขอบคุณผู้อาวุโส!” มันลิงโลดยินดี คราครั้งนี้
นับเป็นโชควาสนาครั้งใหญ่ของมันแล้ว ที่พบพานผู้อาวุโสซึ่งไม่ได้มีนิสัย
แปลกพิกล ทั้งยังใจกว้าง
จั่วม่อยังคงแย้มยิ้มเป็นปกติ “น้องชาย ไม่ต้องเกรงใจ”
ลูกแก้วเพลิงสุนัขป่ารัตติกาลสำหรับมันไม่นับเป็นอะไรได้ นี่เป็นเพียง
สิ่งที่พวกมันเชือดทิ้งในระหว่างที่เดินทางอยู่ในบึงหานหมิง อาศัยเพียง
สิ่งของระดับนี้ เหล่าเจ้าตัวเล็กกระทั่งเหลือบแลยังไม่เหลือบแลด้วยซ้า
ห้วงความว่างเปล่าไร้ขอบเขตนั้นเต็มไปด้วยภัยอันตรายนับไม่ถ้วน
แต่ไม่ว่าสิ่งใดที่เหลือรอดอยู่ภายในนั้นล้วนมีอายุนับแสนปี เหล่าเจ้าตัวเล็ก
ได้ลิ้มลองรสชาติอันเลอเลิศเหล่านั้นมาตลอดหลายปี กระทั่งเจดีย์น้อยที่
เคยกินไม่เลือก ยังไม่เหลือบแลวัตถุดิบชั้นต่าเช่นลูกแก้วเพลิงสุนัขป่า
รัตติกาลเม็ดนี้ อย่าว่าแต่คนอื่นๆ
อาหมานยามนี้อารมณ์พลิกกลับตาลปัตรโดยสิ้นเชิง แม้แต่สุ้มเสียง
ยังเต็มไปด้วยความสนิทสนมคุ้นเคย ขณะเดินทางก็บอกเล่าสถานการณ์
ในละแวกใกล้เคียงแก่จั่วม่อไปพลาง
จั่วม่อจะอย่างไรเป็นราชาของดินแดนหนึ่ง เพียบพร้อมไปด้วย
เหลี่ยมคูรอบตัว เพียงถามคำถามที่ดูคล้ายไม่เกี่ยวข้องกันไปเรื่อยๆ ก็ล่วงรู้
สถานการณ์ในละแวกตัวเมืองเสี่ยวโยวอย่างกระจ่างชัดเจน
จั่วม่อมีข้อสรุปในใจอย่างรวดเร็ว
เมืองเสี่ยวโยวเป็นเมืองที่รกร้างห่างไกลมากแห่งหนึ่ง ไม่มีกองทัพอยู่
ในละแวกใกล้เคียง มีประชากรจำนวนน้อยนิด การเดินทางยากลำบาก
เป็นสถานที่ซึ่งแทบจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก มันฟังจากน้าเสียงของ
บุรุษหนุ่ม ก็พอจะอนุมานได้ว่าประชากรส่วนใหญ่ไม่เคยออกจากเมือง
น้อยแห่งนี้มาก่อน
แต่บุรุษหนุ่มมีปากคอเฉลียวฉลาด บอกเล่าว่าตนเองเคยออกไป
ท่องเที่ยวโลกภายนอกหลายครั้ง ดังนั้นรอบรู้เรื่องราวด้านนอกอยู่ไม่น้อย
เมืองเสี่ยวโยวหาเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์ในบริเวณโดยรอบบึงหานห
มิง พลังความมืดในบริเวณบึงหานหมิงมีความบริสุทธิ์สูง วัตถุดิบแห่งความ
มืดทุกชนิดที่เติบโตในที่แห่งนี้นับว่าคุณภาพไม่เลว ชาวเมืองเสี่ยวโยวส่วน
ใหญ่หาเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์เก็บสมุนไพร
จั่วม่อไม่ล่วงรู้เรื่องราวของดินแดนแห่งความมืดมากนัก จึงรับฟัง
อย่างตั้งอกตั้งใจ
ดินแดนแห่งความมืดปกปิดตนเองอย่างลึกลับมาโดยตลอด ในฐานะ
หนึ่งในสองดินแดนหลักของเผ่าปืศาจ มันแทบไม่เคยติดต่อสื่อสารกับโลก
ภายนอก แม้แต่การคบหาสมาคมกับดินแดนร้อยเถื่อนที่เป็นเผ่าพันธุ์
เดียวกันยังเกิดขึ้นน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย อย่าว่าแต่ภพซิวเจ่อ
สิ่งที่เรียกว่าพลังความมืดเป็นพลังชนิดหนึ่งที่คล้ายคลึงกับพลังแห่ง
ความตายเป็นอย่างยิ่ง มันมีคุณลักษณะสุดหยินสุดเย็นเยียบ แฝงไว้ด้วย
กลิ่นอายแห่งความตาย
สามารถเห็นได้ว่าพลังงานที่คล้ายคลึงกับพลังแห่งความตายชนิดนี้มี
อยู่ทั่วดินแดนแห่งความมืด อาหมานเองก็ฝึกปรือพลังเทพ แม้ว่าพลังเทพ
ของมันแฝงไปด้วยกลิ่นอายของพลังความมืด แต่อาหมานกลับบอกเล่าว่า
พลังฝีมือของมันไม่ใช่พลังเทพแห่งความมืดที่แท้จริง พลังเทพแห่งความ
มืดของแท้พัฒนาขึ้นจากพลังความมืด
อาหมานขณะที่กล่าวเช่นนี้ จั่วม่อยังสามารถได้ยินแววมุ่งมาด
ปรารถนาอยู่ในสุ้มเสียงของมันอย่างชัดเจน
ชาวเมืองเสี่ยวโยวเฝ้ามองจั่วม่อด้วยความหวาดระแวง แต่จั่วม่อหา
ได้แยแสสนใจไม่ เมืองน้อยแห่งนี้ไม่ค่อยมีผู้มาเยือนมากนัก จึงมีโรงเตี๊ยม
ที่พักเพียงแห่งเดียว จั่วม่อเข้าพักอยู่ที่นั่นเอง
แม้จะเป็นแค่เมืองเล็ก ๆ เพียงเท่านี้ แต่ความรู้สึกในการหวนคืนสู่
โลกมนุษย์ยังยากจะหาสิ่งใดมาบรรยายได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ
เร่งติดต่อกับม่ออวิ๋นไห่
แม้ว่าดินแดนแห่งความมืดจะอยู่ห่างไกลจากม่ออวิ๋นไห่มาก แต่จั่วม่อ
ยังคงมีหนทาง หลังจากเข้าสู่ด่านเทพยุทธ์ หลายสิ่งหลายอย่างที่เคยรู้สึก
ว่าลึกลับคลุมเครือก็ไม่ลึกลับอีกต่อไป ในศึกกับผู้อาวุโสสูงสุดเทียนหวน
ครั้งนั้น จั่วม่อได้เรียนรู้เรื่องราวมากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอักขระเทพ
จำนวนมากซึ่งผู้อาวุโสสูงสุดเก็บสะสมไว้ ล้วนเป็นประโยชน์ต่อจั่วม่อ
ทั้งสิ้น
ฝีมือเชิงอักขระเทพของจั่วม่อแม้ไม่เทียบเท่าผู้อาวุโสสูงสุด แต่
หลังจากบรรลุระดับเทพยุทธ์ การทำความเข้าใจก็เป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง
หลายปีที่จั่วม่อท่องไปในห้วงความว่างเปล่าไร้ขอบเขต จั่วม่อหวนคิด
ย้อนกลับไปถึงอักขระเทพมากมายซึ่งผู้อาวุโสสูงสุดใช้ออกมาในสภาพ
ของทะเลอักขระ สำหรับชนชั้นเทพยุทธ์ ขอเพียงจดจำได้สักเสี้ยวส่วนเล็ก
ๆ จะสามารถสร้างอักขระเทพตัวนั้นขึ้นใหม่อย่างสมบูรณ์ในระยะเวลา
เพียงไม่นาน
? แต่ว่าค่ายกลยันต์อาคมหวงห้ามที่สามารถปิด
ตายหลายร้อยอาณาจักรในคราวเดียว ไม่ทราบต้องมีขนาดใหญ่โต
มโหฬารถึงเพียงไหน นอกเหนือจากผู้ปกครองดินแดนแห่งความมืด
?
?
มันในเมื่อสามารถท่องทะยานอยู่ในห้วงความว่างเปล่าไร้ขอบเขตนับ
สิบปี ระยะทางเพียงเท่านี้ยังจะนับเป็นอะไรได้?
จั่วม่อดวงตาทอแววเด็ดเดี่ยว
มันเริ่มครุ่นคิดว่าจะหาทางกลับไปยังม่ออวิ๋นไห่อย่างไรดี จึงจะมี
ประสิทธิภาพสูงสุดและรวดเร็วที่สุด
“เฮ้ อาหมาน คนประหลาดที่เจ้านำกลับมา เป็นอย่างไรไปแล้ว
ชาวเมืองเสี่ยวโยวผู้หนึ่งถามเสียงเบาต่า
อาหมานขมวดคิ้ว ตำหนิว่า “คนประหลาดอันใด?
เดิมทีเรื่องนี้ไม่มีปัญหาอันใด แต่เมื่อชาวเมืองครุ่นคิดเกี่ยวกับโลงศพ
ทั้งห้า พวกมันอดประหวั่นพรั่นพรึงไม่ได้ ในดินแดนแห่งความมืด มีคน
จำนวนมากหลอมสร้างซากอสุภะ ผู้อาวุโสท่านนี้ใช่ไปยังบึงหานหมิงเพื่อ
ขุดหาซากศพหรือไม่?
นักหลอมสร้างซากอสุภะแม้พบเห็นได้อย่างดาษดื่นในดินแดนแห่ง
ความมืด แต่คนทั่วไปยังคงไม่ชมชอบพวกมัน หลายปีก่อนในเมืองแห่ง
หนึ่งมีผู้ที่ทำผิดพลาดในระหว่างหลอมสร้างซากศพ เป็นเหตุให้ชาวเมือง
กว่าครึ่งกลับกลายเป็นผีดิบไป
ปิศาจนักหลอมสร้างซากอสุภะที่มีฝีมือร้ายกาจไม่ได้ปรากฏขึ้นเป็น
เวลานานแล้ว แต่เมื่อพวกมันนึกถึงคนผมขาวที่ออกมาจากส่วนลึกของบึง
หานหมิง ทุกผู้คนยังอดหวาดวิตกไม่ได้
อาหมานกลับไม่เห็นว่าผู้อาวุโสจะเหมือนกับพวกนักหลอมสร้าง
ซากศพตรงที่ใด ผู้อาวุโสกระทั่งกลิ่นอายของพลังความมืดยังไม่มี มัน
ถึงกับรู้สึกว่าผู้อาวุโสดูไม่เหมือนเผ่าปิศาจด้วยซ้า มันเองก็ไม่ทราบว่าไฉน
รู้สึกเช่นนี้ แต่ในใจมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า เพียงแต่มันไม่คิดแพร่ง
พรายต่อผู้ใด
ทันใดนั้นเอง แสงสีทองสาดส่องออกมาจากโรงเตี๊ยม
พลังสภาวอันไพศาลกวาดซัดออกมาอย่างบ้าคลั่ง โรงเตี๊ยมทั้งหลัง
แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยราวกับสร้างขึ้นจากแผ่นกระดาษ
รถศึกสีทองคันหนึ่งปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าทุกผู้คน
รถศึกทั้งคันคล้ายหลอมสร้างจากทองคำ โอ่อ่าสง่างามสุดบรรยาย
หลังคาของรถศึกโค้งมนราวกับเวิ้งฟ้าเวหาหาว พู่สีทองห้อยระย้าลงมา
จากหลังคาราวกับม่านเปลวไฟสีทอง ล้อรถศึกลุกโชนด้วยเปลวไฟสีทอง
ลอยอยู่ในอากาศ ตัวรถสลักเสลาไว้ด้วยแผนภาพดวงอาทิตย์อันวิจิตร
บรรจง ใจกลางของดวงอาทิตย์แต่ละดวงฝังอัญมณีล้าค่าที่อาหมานไม่รู้ว่า
เป็นสิ่งใด สาดประกายแสงแทบทุกสีสัน
รถศึกทั้งคันใหญ่โตกว่ายี่สิบจั้ง ใหญ่โตมโหฬารจนน่าตระหนก
ทั่วทั้งเมืองเสี่ยวโยวถูกรถศึกคันนี้ขู่ขวัญจนตะลึงลาน หลายคน
คุกเข่าลงอย่างลืมตัว แต่ละคนยอมศิโรราบต่อรถศึกคันนี้โดยไม่มีเงื่อนไข
พลังสภาวะอันลึกล้าไพศาลนั้นราวกับจักพรรดิโบราณทอดตามองโลก
หล้าอย่างอหังการ!
“อาหมาน เจ้ายินดีเป็นผู้นำทางให้แก่ข้าหรือไม่?”
สุ้มเสียงราบเรียบแผ่วเบาดังออกมาจากภายในรถศึก
อาหมานสีหน้าทอแววลิงโลดยินดี กล่าวโดยไม่ลังเล “อาหมานยินดี
ติดตามต้าเหริน!”
“เช่นนั้นก็ขึ้นมา!”
อาหมานรู้สึกราวกับมีเมฆกลุ่มหนึ่งผลักร่างของมันลอยขึ้นไปยังรถ
ศึก คนผู้นี้ไหวพริบปราดเปรียวยิ่ง หลังจากเข้าไปในรถศึกก็ค้อมกาย
คารวะ พลางถามไถ่ “ผู้อาวุโส พวกเราจะไปยังที่ใด?”
“เมืองใดเจริญรุ่งเรืองที่สุดในอาณาจักรนี้?”
“เป็นเมืองหวูเกอ” อาหมานตอบอย่างนอบน้อม
“อย่างนั้นก็ไปที่นั่นเถอะ”
“ขอรับ!” อาหมานไม่สิ้นเปลืองวาจามากความ
รถศึกทะลวงผ่านอากาศธาตุ เกิดเป็นเสียงดังกึกก้องกัมปนาท ทิ้ง
เปลวไฟสีทองยาวเหยียดไว้เบื้องหลัง
ยิ่งไปกว่านั้น การวางท่าสูงส่ง อวดโอ่โอหังและแฝงด้วยกลิ่นอาย
สภาวะที่คล้ายไม่สมควรตอแยด้วย จะช่วยลดปัญหายุ่งยากให้แก่มันได้
มากหลาย
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน จั่วม่อตัดสินใจหลอมสร้างรถศึกสุริยะ
อหังการคันนี้ขึ้นมา
ด้วยระดับพลังของมันในปัจจุบัน ฝีมือหลอมสร้างของมันบรรลุถึง
จุดสูงสุด นอกจากนี้มันยังเก็บสะสมวัตถุดิบที่ดีไว้มากมาย ผนวกกับที่ว่า
คราครั้งนี้มันแสวงหารูปแบบที่โอ่อ่า หรูหราและน่าเกรงขาม รถศึกสุริยะ
อหังการพอหลอมสร้างแล้วเสร็จ ก็เปล่งประกายสูงศักดิ์ออกมาอย่าง
เต็มที่!
เปลวไฟที่ลุกโชนอยู่บนวงล้อของรถศึกคือเปลวเพลิงเทพสุริยัน ทั่ว
ตัวรถมีอักขระเทพทั้งสิ้นแปดชุด สามารถเรียกได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเอก
ของจั่วม่อ เมื่อรถศึกพุ่งทะยานจะบังเกิดเสียงกึกก้องกัมปนาท ฟ้าสะท้าน
ดินสะเทือน ผู้ใดได้ยินล้วนต้องแตกตื่นตกใจ
ผู้ชมดูไม่อาจมองเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของรถศึก พวกมันเพียง
มองเห็นดวงไฟมหึมาที่แผ่ซ่านกลิ่นอายอันยิ่งใหญ่ไพศาลเยี่ยงสัตว์ร้าย
แดนร้าง สะท้านขวัญวิญญาณผู้คนนัก
ด้วยพลังสภาวะเช่นนี้เอง พวกมันไม่ว่าผ่านไปยังที่ใดล้วนดึงดูดความ
สนใจของผู้คน แต่ไม่มีผู้ใดกล้าตอแยพวกมัน
ซึ่งความจริง ความตั้งใจของจั่วม่อไม่ใช่แค่เพียงดึงดูดความสนใจ
เพียงอย่างเดียว รถศึกสุริยะอหังการคันนี้ยังเพียบพร้อมด้วยค่ายกล
ภายในโลงไม้ทั้งห้า ล้วนมีค่ายกลอักขระเทพห้าชุดที่มีความสามารถ
ในการเติมพลังหล่อเลี้ยงชีวิต
ในสิบปีมานี้ จั่วม่อไม่ได้อยู่นิ่งเฉยแม้แต่วันเดียว เพื่อที่จะรักษาชีวิตพี่
น้องทั้งห้า มันคิดค้นค่ายกลอักขระเทพซึ่งมีอักขระเทพเป็นแกนกลาง ใช้
ค่ายกลยันต์เป็นกิ่งก้านสาขา มันฉุดลากโลงไม้ห้าใบ นำพวกชิงเสี่ยวและ
เหล่าเจ้าตัวเล็กท่องไปราวกับตั๊กแตนหิวโหยฝูงหนึ่ง ไม่ว่าผ่านไปยังที่ใด
ต้องพากันขุดค้นทุกสิ่งทุกอย่างที่มีค่าออกมาจนหมดสิ้น เพื่อค้นหาวัตถุดิบ
ที่เหมาะต่อความต้องการของพวกมัน จั่วม่อนำสมบัติของวิเศษที่ล้วน
แล้วแต่ประเมินค่ามิได้มาใช้กับพวกเหวยเสิ้งทั้งห้า รวมถึงใช้เสริมสร้าง
ความแข็งแกร่งให้แก่เหล่าเจ้าตัวเล็กโดยไม่ลังเลและไม่เสียดาย
นอกเหนือจากเรื่องราวจำเป็นเหล่านี้ มันยังต้องฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียร
เป็นประจำทุกวัน เพื่อปรับรากฐานอันมั่นคงให้แก่พลังฝึกปรือด่านเทพ
ยุทธ์ของตน
ผู้อาวุโสทรงพลังอำนาจนัก!
ในเวลานี้มันแทบจะหมอบราบกราบกราน มันช่างมีโชควาสนาโดย
แท้
“อาหมาน”
สุ้มเสียงเรียกหาของผู้อาวุโสดังออกมาจากห้องภายในตัวรถ อา
หมานสะท้านขึ้นทั้งร่าง รีบกล่าวอย่างนอบน้อม “อาหมานอยู่!”
เมืองหวูเกอเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในอาณาจักร จั่วม่อได้รับ
ข่าวสารจำนวนมากจากที่แห่งนี้สมดังความตั้งใจ
หลังจากผ่านไปสิบปีเต็ม แผ่นดินบังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก
เมื่อฝึกฝีมือเป็นเวลาสิบปี หากเอ่ยถึงยอดยุทธ์ ไม่ว่าฝ่ายใดก็มียอดยุทธ์
จำนวนมากผุดเด่นขึ้นมา ยอดยุทธ์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นรายนามที่จั่วม่อไม่
เคยได้ยินมาก่อน
ข่าวสารเหล่านี้จั่วม่อได้รับมาจากการสืบข่าวของอาหมาน มัน
ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน หากบอกว่าสิบปีที่แล้วเป็นยุค
สมัยที่พลังเทพเพิ่งเปิดฉากขึ้น เช่นนั้นผ่านไปสิบปี พลังเทพกำลังเข้าสู่ฤดู
ใบไม้ผลิที่ร้อยบุปผาบานสะพรั่ง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้มันปลาบปลื้มประโลมใจมากที่สุด คือข่าว
คราวของม่ออวิ๋นไห่
แตกต่างจากเทียนหวนที่ระเบิดสงครามกลางเมือง และไม่เหมือนกับ
ซีเซวียนที่ถูกเขมือบกลืน ม่ออวิ๋นไห่เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก ยามนี้ม่ออวิ๋น ไห่
กลายเป็นมหาอำนาจอันดับสองแห่งภพซิวเจ่อ เพียงรองจากคุนหลุน
เท่านั้น สิบปีมานี้กงซุนชากรำศึกไม่เคยว่างเว้น ทำศึกร้อยครั้งประสบชัย
ร้อยครา กวาดพิชิตไปโดยไร้ผู้ต้าน สะกดข่มคู่ต่อสู้ทั้งมวล ทะยานขึ้นเป็น
คุนหลุนเองก็กล้าแข็งขึ้นเรื่อย ๆ พวกมันแม้ถูกกงซุนชาดับฝันในศึก
เฉือนแบ่งซีเซวียน ไม่อาจบรรลุเป้าหมายสมดังความตั้งใจของพวกมัน แต่
ยังคงสามารถเขมือบกลืนพื้นที่กว่าหนึ่งในสามของซีเซวียน ผนวกกับห้า
นิกายในเก้ามหานิกายพุทธที่เลือกเข้าข้างฝ่ายคุนหลุน ดินแดนคุนหลุน
ยามนี้ใหญ่โตมโหฬารเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ตาม หลังจากศึกในที่ราบภาคกลาง หลินเชียนกลับปิดด่าน
ฝึกตน ไม่เคยปรากฏตัวออกมาอีกเลย
จั่วม่อเมื่อทราบข่าวที่ดูเหมือนไม่มีอะไรสำคัญนี้ ต้องม่านตาหดแคบ
ลงทันที จริงอยู่ว่าหลินเชียนที่หลบหนีจากไปในยามนั้นจะต้องได้รับ
บาดเจ็บหนักหนาสาหัสไม่เบา แต่อาศัยระดับพลังของจั่วม่อในปัจจุบัน มัน
สามารถคาดคำนวณอาการบาดเจ็บของหลินเชียนในครั้งนั้นได้อย่าง
แม่นยำ
หลินเชียนสมควรทุเลาหายดีตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว
เหตุที่มันยังคงปิดด่านฝึกตนไม่ยอมออกมา มีความเป็นไปได้เพียง
ประการเดียว หลินเชียนพยายามจะฝ่าด่านเทพยุทธ์!
ผ่านไปสิบปีนับตั้งแต่ครั้งนั้น ระดับพลังเทพโดยทั่วไปยังยกระดับขึ้น
ไม่รู้ว่าเท่าใด อาศัยขีดความสามารถของหลินเชียน เป็นไปได้มากว่าจะฝ่า
ด่านเทพยุทธ์เป็นผลสำเร็จ
จั่วม่อยังคาดเดาจิตเจตนาของหลินเชียนได้โดยคร่าว ๆ
หากหลินเชียนฝ่าด่านเทพยุทธ์สำเร็จ มันจะกลายเป็นเทพยุทธ์เพียง
หนึ่งเดียวของแผ่นดิน ทั้งยังเป็นผู้นำของสำนักที่เข้มแข็งที่สุดเยี่ยงคุนหลุน
ชื่อเสียงของมันจะขึ้นไปถึงระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ถึง
เวลานั้นจะมีแต่คนต้องการเข้าร่วมกับมัน กระทั่งม่ออวิ๋นไห่ก็ไม่อาจ
หยุดยั้งมันได้อีก
นี่เรียกว่าเคลื่อนไหวหนึ่งครั้งพิชิตใต้หล้าอย่างแท้จริง!
แต่หลินเชียนต้องคิดไม่ถึงเป็นแน่ ว่าจั่วม่อจะรอดชีวิตกลับมา
จั่วม่อรีบดึงความสนใจของมันกลับมาอย่างรวดเร็ว อ่านเนื้อหาที่อยู่
ในมือต่อไป
โลกแห่งซิวเจ่อเกิดความเปลี่ยนแปลง จากสามฝ่ายคานอำนาจอย่าง
สมดุล กลายเป็นสองขุมกำลังเปิดศึกช่วงชิงแผ่นดินอย่างเต็มรูปแบบ การ
แตกแยกและเสื่อมทรุดลงของเทียนหวน การทะยานขึ้นของม่ออวิ๋นไห่
ล้วนเป็นสองปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน
เปรียบกับเมื่อสิบปีที่แล้ว ยังมีขุมกำลังเล็ก ๆ ผุดขึ้นอีกมากมาย
เทียนหวนแตกออกเป็นเทียนหวนเหนือและเทียนหวนใต้ ทั้งสองฝ่าย
ต่างอ้างตัวเป็นเทียนหวนที่แท้จริง ศึกภายในที่ยืดเยื้อมานานปี บั่นทอน
กำลังของพวกมันทั้งสองฝ่ายจนยากจะกระทำการใดได้อีก
นอกเหนือจากนี้ การแตกแยกของเก้ามหานิกายพุทธไม่ใช่เรื่องน่า
แปลกใจอันใด อย่างไรก็ตาม ที่น่าประหลาดอยู่บ้างคืออีกสี่นิกายที่เหลือ
กลับยังไม่ได้ยืนอยู่ฝ่ายม่ออวิ๋นไห่แต่อย่างใด
จั่วม่อทราบว่านี่สืบเนื่องจากการหายสาบสูญไปของตัวมันเอง ส่งผล
ให้ความเชื่อมั่นที่หย่างหยวนเฮ่ามีต่อม่ออวิ๋นไห่พลอยสั่นคลอนไปด้วย
เรื่องนี้มันไม่โทษว่าหย่างหยวนเฮ่า กล่าวตามความสัตย์ พัฒนาการของม่อ
อวิ๋นไห่ในวันนี้ กระทั่งจั่วม่อเองยังต้องประหลาดใจไม่น้อย
เมื่อครั้งนั้นเวลากระชั้นยิ่ง นกกระเรียนกระดาษที่มันส่งกลับไปมี
เพียงห้าคำ “รอให้พวกเรากลับมา”
ในเวลานั้น มันเองยังไม่มีความเชื่อมั่นว่าพวกมันจะรอดชีวิตกลับมา
ได้หรือไม่ แต่มันยังคงต้องส่งข่าวออกไป ความคิดของมันในครั้งนั้นเรียบ
ง่ายยิ่ง นั่นคือทิ้งความหวังสายหนึ่งไว้ให้แก่ทุกคน
มันไม่อาจล่วงรู้ว่าความหวังที่มันทิ้งไว้จะมีส่วนช่วยต่อเรื่องราวมาก
น้อยเท่าใด ทั้งยังไม่ทราบว่าความหวังนี้จะมีวันเป็นจริงหรือไม่ มันเพียงไม่
ต้องการให้ม่ออวิ๋นไห่แตกแยก จนล่มสลายไปทั้งอย่างนั้น มันหวังว่าทุกคน
จะยังคงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันต่อไป
การที่ต้องสูญเสียมัน สูญเสียศิษย์พี่ใหญ่ รวมทั้งสุดยอดฝีมืออีกสี่คน
พร้อมกัน ผลกระทบนี้สำหรับม่ออวิ๋นไห่แล้ว นับว่าร้ายแรงถึงชีวิต!
ในเวลาเช่นนั้น ความหวังเพียงเสี้ยวหนึ่งก็เหมือนกับฟางช่วยชีวิต
เส้นสุดท้าย
จั่วม่อทราบแน่แก่ใจ สำหรับขุมกำลังอีกมากมาย ความหวังที่จับต้อง
ไม่ได้นี้เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น ไม่มีคุณค่าความหมายใด พวกมันจะ
ยังคงแตกแยกและล่มสลายไป
แต่ม่ออวิ๋นไห่กลับไม่ใช่
ทุกคนไม่เคยยอมถอดใจ!
ไม่ทราบเพราะเหตุใด จั่วม่อรู้สึกน้าตารื้นขึ้นมาเล็กน้อย
ความหวังที่เป็นเพียงภาพลวงตาสายหนึ่ง แลกกับการยืดหยัดต่อสู้
เป็นเวลาสิบปี
นี่ก็คือม่ออวิ๋นไห่!
… …
ชิงเสี่ยวกวาดตามองบรรดาปิศาจที่ชุมนุมกันอยู่เบื้องหน้ามัน ซึ่ง
ความจริงมันเองก็ไม่ทราบว่าพี่ใหญ่ไฉนคิดรับตัวผู้คนมาเป็นบริวาร ใน
สายตาของมัน คนเหล่านี้เพียงมีฝีมือพื้นเพธรรมดาเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ชิงเสี่ยวแม้ขบคิดไม่เข้าใจ แต่ในเมื่อพี่ใหญ่บอกให้มัน
กระทำเช่นนี้ มันก็จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
คุณสมบัติประการแรก อายุเยาว์ คุณสมบัติประการที่สอง พลังฝีมือ
เข้มแข็ง
ชิงเสี่ยวนึกทบทวนอยู่ในใจ พลางกวาดตามองอีกรอบหนึ่ง จากนั้นชี้
เร็วๆ ไปในกลุ่มคน “เจ้า เจ้า เจ้า… …แล้วก็เจ้า… …”
?
เมื่อรถศึกทองคำของผู้อาวุโสปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเหนือเมืองหวูเกอ
เมืองหวูเกอทั้งเมืองก็ปั่นป่วนทันที แม้แต่เจ้าเมืองยังแล่นมาต้อนรับด้วย
ตัวเองถึงหน้าประตูเมือง ยามที่มองดูเจ้าเมืองหวูเกอซึ่งแก่หง่อมจนแทบ
จะลงโลงอยู่แล้ว กลับค้อมกายคารวะอย่างสุภาพเรียบร้อยเยี่ยงชนรุ่นหลัง
คำนับบรรพชนของมันก็มิปาน อาหมานรู้สึกแปลกพิกลยิ่ง
ยามนี้ผู้อาวุโสพำนักอยู่ในคฤหาสน์ของเจ้าเมือง
จากนั้นผู้คนนับไม่ถ้วนก็แห่แหนกันมา พยายามประจบสอพลอผู้
อาวุโสอย่างสุดความสามารถ เมื่อมีคนเริ่มกระทำเป็นตัวอย่าง ทุกวันนี้คน
กลุ่มใหญ่พากันแล่นมายังคฤหาสน์เจ้าเมืองไม่เว้นแต่ละวัน เพื่อขอคำ
ชี้แนะจากผู้อาวุโส
เฮอะ เจ้าพวกหลงละเมอเพ้อพก!
เมื่อนึกถึงเคล็ดวิชาเทพซึ่งผู้อาวุโสประทานให้แก่มัน อาหมานรู้สึก
อัศจรรย์พันลึก หลายวันมานี้เมื่อฝึกฝีมือ มันรู้สึกถึงความแตกต่างอย่าง
ชัดเจน เคล็ดวิชาเทพซึ่งผู้อาวุโสมอบให้เลิศพิสดารดังที่คาดไว้!
เป็นไปตามที่อาหมานกังวล ผู้คนกลับไม่แยกย้ายจากไป ยังคงรวมตัว
กันอยู่ที่เดิม สีหน้าอัปลักษณ์ขัดตาอยู่บ้าง ในจำนวนนี้ยังมีบุตรหลานของ
ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นอยู่เป็นจำนวนมาก ยากนักที่ผู้อาวุโสจะออกปากว่า
ต้องการข้ารับใช้สิบคน หรือจะให้พวกมันยอมเลิกราเพียงเท่านี้?
และแล้ว… …ก็เป็นเช่นนี้จริง ๆ!
ผู้คนมากกว่าพันคนรุมล้อมรอบประตูใหญ่ของตำหนักเจ้าเมือง ภาพ
นี้นับว่าน่าดูชมเสียจนอาหมานถึงกับปากอ้าตาค้าง
อาหมานแม้ลอบภาคภูมิใจ แต่ยังคงรู้สึกใจสั่นหวั่นไหวอยู่บ้าง คน
เหล่านี้ไม่ว่าผู้ใดก็สามารถทุบตีมันเยี่ยงสุนัขข้างถนน พลังฝีมือของมันถือ
ว่ากล้าแข็งก็เฉพาะในเมืองเสี่ยวโยวเท่านั้น เมื่ออยู่ในเมืองหวูเกอไม่อาจ
นับเป็นอะไรได้
มองดูชิงเสี่ยวต้าเหรินคัดเลือกคนสิบคนอย่างส่ง ๆ อาหมานรีบกลืน
คำทักท้วงที่ขึ้นมาถึงปากกลับลงไปในท้อง อาศัยคนระดับมันยังคิดยุ่ง
เกี่ยวอันใด?
?”
?
? โอ้ นกโง่จัดการกับเฮยจินอย่างไรกันหนอ?
ทุบตีมัน!
ทหารยันต์ทองคำดำชมชอบรังแกคนอ่อนแอ เกรงกลัวคนเข้มแข็ง
เมื่ออยู่ต่อหน้าพี่ใหญ่ มันช่างประจบสอพลอ แต่พออยู่กับคนอื่นกลับ
ชมชอบวางท่าอวดโอ่โอหัง มันยังละโมบโลภมาก ยามใดที่มีเรื่องขัดแย้ง
กับเหล่าเจ้าตัวเล็กอื่น ๆ มันจะถูกนกโง่ทุบตี แล้วจึงค่อยกลับกลายเป็น
เรียบ ๆ ร้อย ๆ
ใช่แล้ว ทุบตีพวกมัน!
ชิงเสี่ยวตระหนักในบัดดล ที่แท้พี่ใหญ่ต้องการสั่งสอนเรื่องนี้ให้แก่มัน
นี่เอง!
เมื่อคิดตก ชิงเสี่ยวก็ไม่รีรอลังเล ทะยานร่างขึ้นกลางอากาศทันที เส้น
ชีพจรเขียวในมือแผ่กระจายออก
ทุกผู้คนเหม่อมองชิงเสี่ยวที่กลางอากาศอย่างงุนงง กลุ่มแสงในมือ
ของมันเห็นได้ชัดว่าอันตรายสุดขีด สีเลือดพลันเลือนหายไปจากใบหน้า
ของพวกมันด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
แสงสีเขียวเข้มสะท้อนบนใบหน้าสงบราบเรียบของชิงเสี่ยว กลุ่มคนที่
ด้านล่างไม่อาจมองเห็นสิ่งใดจากใบหน้าของมัน ไม่ว่าจะเป็นความลังเลใจ
หวั่นไหวหรือตื่นกลัว
มันราวกับว่ากำลังกระทำเรื่องที่ทั้งง่ายดายและธรรมดาสามัญยิ่ง
พลังเทพอันเปี่ยมล้นสมบูรณ์ครอบคลุมทั่วเมืองหวูเกอ
มัน…. …มันคิดทำลายเมืองหวูเกอทั้งเมือง!
บัดซบ!
เจ้าเมืองหวูเกอแข้งขาอ่อนยวบ ทรุดแปะลงกับพื้น หากรู้ล่วงหน้า
มันจะส่งกองทัพมาคอยดูแลความสงบเรียบร้อยตั้งแต่แรก! เหล่าตัว
อุบาทว์บัดซบที่สมควรตาย! พวกเจ้ากล้าตอแยผู้อาวุโสมีโทสะได้อย่างไร!
ในใจมันร้อนรุ่มดุจไฟสุม มันเมื่อสามารถนั่งอยู่ในตำแหน่งเจ้าเมือง
มานานปี ย่อมต้องมีภูมิรอบรู้เหนือกว่าคนทั่วไป ไม่ต้องกล่าวถึงอื่นใด
ลำพังรถศึกทองคำคันนั้นก็เจิดจรัสบาดตามันนัก มันหาใช่ตัวโง่งมไม่รู้
ความ แต่เรียกได้ว่าคบค้าสมาคมกับเหล่าตระกูลสูงศักดิ์มากมาย แต่ไม่
เคยพบเห็นรถศึกที่โอ่อ่าหรูหราถึงเพียงนี้มาก่อน
แม้แต่คนตาบอดยังรู้ว่านี่ไม่ใช่รถศึกธรรมดาทั่วไป นอกจากนี้ แม้แต่
คนตาบอดยังสามารถเห็นได้ว่าผู้อาวุโสท่านนี้มีความเป็นมาไม่รวบรัด
ธรรมดา!
มันบังเกิดความคิดฆ่าฟันอย่างแรงกล้า อยากจะเข่นฆ่าคนทั้งพันเสีย
ให้สิ้นซาก เหล่าตัวโง่งม หรือเจ้าไม่เห็นว่ากระทั่งข้าผู้เป็นเจ้าเมืองยังต้อง
หมอบราบกราบกราน พวกเจ้าไฉนยังก่อเรื่อง!
ตัวอุบาทว์บัดซบ!
หากทำให้เราผู้เป็นเจ้าเมืองต้องเสียเรื่อง ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทั้งหมด
ด้วยตัวเอง!
เจ้าเมืองหวูเกอขบกรามกรอด!
?
ชิงเสี่ยวกลับไม่ได้ครุ่นคิดมากความ มันจำได้มั่นว่านกโง่ทุบตีเฮยจิน
ราวกับสุนัขข้างถนนตัวหนึ่ง
ดังนั้นชิงเสี่ยวปล่อยสายธนู
ลำแสงสีเขียวเจิดจ้าและใหญ่โตมโหฬารกลืนกินคนนับพันลงไป
พร้อมกัน!
บึม!
แสงลุกวาบร้อนแรงดุจดวงอาทิตย์ยามเที่ยง ในสายตาผู้คนกลับ
กลายเป็นสีขาวพร่าง ชั่วพริบตานั้นผู้คนเพียงมองเห็นแต่แสงเจิดจ้า ทั้ง
ไม่ได้ยินสรรพเสียงใด กาลเวลาคล้ายหยุดนิ่งอย่างฉับพลัน แต่ละคนอ้า
ปากหวอ สีหน้าซีดเผือด สมองขาวว่างเปล่าไปหมด รอจนคลื่นกระแทก
กวาดซัดเข้ามา พวกมันล้วนถูกกระแทกปลิวลิ่วขึ้นไปบนอากาศ
คลื่นกระแทกอันดุร้ายกวาดซัดไปทุกทิศทุกทาง ราวกับฝูงสัตว์คลั่ง
ห้อตะบึง ไม่มีผู้ใดหยุดยั้งได้
เงียบ เงียบสงัดเสมือนตาย
ชิงเสี่ยวบนฟากฟ้าสีหน้าราบเรียบเย็นชา ประหนึ่งว่ามันหยามดู
แคลนทุกสรรพสิ่ง ในสายตาไม่มีร่องรอยทระนงภาคภูมิอันใด คล้ายว่ามัน
เพิ่งจะกระทำบางสิ่งที่ปกติธรรมดายิ่ง ซึ่งความจริงสิ่งที่มันทำก็ไม่มี
ความสำคัญอันใดเลยจริง ๆ ชิงเสี่ยวติดตามจั่วม่อท่องทะยานไปในห้วง
ความว่างเปล่าไร้ขอบเขตเป็นเวลากว่าสิบปี ยังมีภยันตรายใดที่มันไม่เคย
ผ่านพบมา?
ประเสริฐมาก คนเหล่านั้นยังไม่ตาย
ชิงเสี่ยวกวาดตามองทั่วบริเวณรอบหนึ่ง จากนั้นเผยสีหน้าพึงพอใจ
นกโง่ยามที่ทุบตีเฮยจินก็ไม่เคยทุบตีมันจนตายเช่นกัน นี่เป็นจุดสำคัญยิ่ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองดูสีหน้าสงบราบคาบที่ปราศจากเค้าทระนงถือ
ดีของมัน ในที่แห่งนี้ไม่มีผู้ใดหลงเหลือความคิดต่อสู้แม้สักส่วนเสี้ยว
พื้นที่บริเวณหน้าประตูใหญ่ของตำหนักเจ้าเมืองกลายเป็นซาก
ปรักหักพัง
เห็นผู้คนนับพันนอนแผ่ระเกะระกะอยู่บนพื้น ล้วนสลบเหมือดทั้งสิ้น
ไม่มีผู้ใดยืนอยู่ได้แม้แต่คนเดียว
“ใครยังมีปัญหาหรือไม่?”
ผู้คนเหม่อมองร่างของเด็กหนุ่มบนท้องฟ้าด้วยสีหน้าหวาดสะพรึง
คลื่นพลังเทพที่ยังตกค้างอยู่กลางอากาศ บันดาลให้พวกมันรู้สึกอกสั่น
ขวัญแขวนไม่คลาย คลื่นพลังนี้ไม่ใช่พลังเทพแห่งความมืด! พลังเทพของ
บุรุษหนุ่มไม่มีกลิ่นอายของพลังความมืดแม้แต่น้อยนิด ผู้ที่มีความคิด
ปราดเปรียวเริ่มคาดเดาความเป็นมาของบุรุษหนุ่มผมเขียว แต่ไม่มีผู้ใด
กล้าส่งเสียงแม้สักครึ่งคำ ไม่มีผู้ใดกังขา ว่าบุรุษหนุ่มร่างเล็กที่ดูคล้ายยังไม่
เห็นได้ชัดว่าบุรุษหนุ่มออมรั้งยั้งมือเอาไว้ ผู้คนบนพื้นแม้สลบไสล แต่
ไม่มีผู้ใดถึงแก่ชีวิต
แม้แต่โลหิตยังไม่หลั่งไหลแม้แต่หยดเดียว ฝีมือควบคุมพลังเทพอัน
น่าแตกตื่นสะท้านโลกของบุรุษหนุ่มบันดาลให้ผู้คนรู้สึกเย็นเยียบจับใจ
การโจมตีขนาดมหึมาที่จู่โจมทำร้ายผู้คนนับพันพร้อมกัน แต่กลับควบคุม
ได้อย่างละเอียดอ่อนแม่นยำถึงเพียงนี้ หากมิใช่ว่าพวกมันประจักษ์ชัดด้วย
สายตาตนเอง รับประกันว่าไม่ยินยอมเชื่อเรื่องเช่นนี้เป็นอันขาด
คนผู้นี้ใช่เริ่มฝึกฝีมือตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดาหรือไม่?
ผู้คนพลันฉุกคิดถึงผู้อาวุโสผมขาวลึกลับซึ่งอยู่ด้านหลังบุรุษหนุ่ม
หลายคนความคิดแล่นปราด พากันคึกคักขึ้นอักโข
ขาใหญ่!
นี่เป็นขาที่ทั้งใหญ่ทั้งหนามากไม่ผิดแน่!
จั่วม่อไม่สนใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้านนอก
ข่าวสารที่มันรวบรวมได้จากเมืองหวูเกอแม้มีไม่มากนัก แต่มีสิ่งหนึ่งที่
ยืนยันได้แน่ชัด นั่นคือจนกระทั่งถึงบัดนี้ ยังไม่มีปรมาจารย์ด่านเทพยุทธ์
ปรากฏขึ้นอีกแม้แต่คนเดียว ในปัจจุบันผู้ที่สามารถเป็นภัยคุกคามต่อ
จั่วม่อ มีเพียงชนชั้นเทพยุทธ์เท่านั้น
แต่จั่วม่อมิเพียงไม่รู้สึกคลายใจลงแม้แต่น้อย มันกลับยิ่งรู้สึกกดดัน
เป็นทวีคูณ แรงกดดันที่ยากจะบ่งบอกบรรยายนี้สืบเนื่องมาจากคนผู้หนึ่ง
หลินเชียน นับตั้งแต่ฟังว่าหลินเชียนเข้าปิดด่านฝึกตนเป็นเวลาสิบปี จั่วม่อ
ก็ทราบว่าหลินเชียนสามารถปรากฏตัวออกมาได้ทุกเมื่อ
และหากหลินเชียนกลับออกมาจากการปิดด่านฝึกตน จะต้อง
กลายเป็นเทพยุทธ์อย่างแน่นอน
ร่างกายของจั่วม่อกลับยังต้องการเวลาในการรักษาฟื้นฟู
จั่วม่อประเมินระดับความคืบหน้าของพลังเทพภายในกาย จากนั้น
ลอบสั่นศีรษะ หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าสามปี
กว่าที่มันจะทุเลาหายดีดังเดิม เพื่อที่จะปิดผนึกเหวยเสิ้งกับคนอื่นๆ จั่ว
ม่อต้องแบกรับความเสียหายรุนแรงที่กระทบถึงฐานราก ทั่วร่างถูกทำลาย
อย่างสาหัส และเพื่อที่จะฉุดรั้งคนทั้งห้ากลับจากเงื้อมหัตถ์ของพญา
มัจจุราช วัตถุดิบแทบทั้งหมดที่หาได้ในช่วงสิบปีมานี้ล้วนถูกใช้ไปกับโลง
ไม้ทั้งห้า รวมถึงใช้ในการยกระดับของเหล่าเจ้าตัวเล็กทั้งหลายด้วย ตัว
จั่วม่อเองแทบไม่มีความก้าวหน้าอันใด มันแทบจะรอดชีวิตมาได้ด้วยความ
เด็ดเดี่ยวของตนเท่านั้น
ร่างกายของมันได้รับความเสียหายร้ายแรง จนถึงขั้นที่ไม่อาจก่อเกิด
พลังเทพด้วยตัวเอง
พลังเทพหลังจากก้าวเข้าสู่ด่านเทพยุทธ์ ข้อแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดก็
คือกระบวนการเผาผลาญและกลั่นเกลาพลังเทพ เทพยุทธ์เมื่อลงมือต่อสู้
พลังเทพของพวกมันจะเผาผลาญอย่างรุนแรง ราวกับเปลวเพลิงลุกไหม้
แต่ยังคงรักษาระดับความมั่นคงเอาไว้ พลังเทพของพวกมันจะเปี่ยมไป
ด้วยอานุภาพ หนาแน่นเข้มข้นยิ่งกว่าผู้ที่ไม่ใช่เทพยุทธ์หลายเท่าตัว
ร่างกายของจั่วม่อแม้อยู่ในสภาพเลวร้าย แต่พลังเทพของมัน
หนาแน่นเข้มข้นกว่าเดิมร่วมห้าสิบเท่า
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็ตือ พลังเทพที่มันสามารถดูดซับได้จะต้องผ่านการ
กลั่นเกลาอย่างยิ่งยวด เป็นพลังเทพที่ถูกบีบอัดห้าสิบเท่า พลังเทพเป็น
หนึ่งในพลังที่กล้าแข็งที่สุดในโลก เมื่อพลังอื่นแปรสภาพเป็นพลังเทพ
ความจริงมีจำนวนน้อยลงมากอยู่แล้ว หลังจากกลั่นเกลาและบีบอัดจน
กลายเป็นพลังเทพบริสุทธิ์เข้มข้นอย่างที่จั่วม่อต้องการ ปริมาณที่เหลืออยู่
ย่อมน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
นี่ยังเป็นเหตุผลที่ทำให้ปรมาจารย์เทพยุทธ์ทรงพลังสุดฟ้าสุดดิน ด้วย
พลังเทพที่ผนึกรวมตัวมากกว่าเดิมห้าสิบเท่า พลังของพวกมันย่อมกล้า
แข็งกว่าพลังเทพในกาลก่อนนับร้อยเท่า เรียกได้ว่าเป็นความแตกต่างจาก
รากฐาน
พลังเทพที่ผ่านการกลั่นเกลามาแล้วจะถูกใช้เพื่อฟื้นฟูร่างกายของ
จั่วม่อ รอจนร่างกายของจั่วม่อทุเลาหายดี ความสามารถในการก่อเกิดพลัง
เทพก็จะฟื้นคืนมาด้วย หลังจากนั้นระดับพลังเทพของมันจะฟื้นคืนอย่าง
รวดเร็ว
เทพยุทธ์เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ความแข็งแกร่ง
นี้ไม่เพียงมีรากฐานมาจากพลังฝึกปรือของพวกมัน แม้กระทั่งร่างกายของ
พวกมันก็แข็งแกร่งทรงพลังยิ่ง ขีดความสามารถในการก่อเกิดพลังเทพ
“ผู้น้อยคารวะผู้อาวุโส!” เจ้าเมืองหวูเกอค้อมกายคารวะอย่างนอบ
น้อม “เมืองชนบทเล็กๆ ไม่ล่วงรู้มารยาทธรรมเนียม หากมีที่ใดขาดตก
บกพร่อง ขอผู้อาวุโสอย่าได้ถือโทษ”
จากนั้นมันนำท่อนไม้สีเทาหยาบหนาเท่าลำแขนออกมา ประคองส่ง
ให้ด้วยสองมือ กล่าวอย่างเรียบร้อยว่า “นี่คือไม้แกร่งวิญญาณหยิน
รัตติกาล ไม่อาจถือเป็นการเคารพ ผู้อาวุโสโปรดยิ้มรับไว้”
จั่วม่อกวักมือเบา ๆ ท่อนไม้สีเทาลอยเข้าสู่มือของมัน ท่อนไม้นี้ไม่มี
อันใดสะดุดตา แต่หนักหน่วงยิ่ง ทั้งแกร่งกระด้างปานเหล็กกล้า เปี่ยมล้น
ไปด้วยพลังความมืด
จั่วม่อประหลาดใจเล็กน้อย มันเพิ่งจะเคยพบเห็นวัตถุดิบประเภทนี้
เป็นครั้งแรก หลังจากเพ่งพิศพิจารณาอยู่ชั่วครู่ มันมีความรู้สึกว่าไม้ท่อนนี้
นับเป็นของวิเศษชนิดหนึ่ง
?”
ชิงเสี่ยวคันไม้คันมือเป็นกำลัง มันอยู่ในวัยเลือดระอุ ไม่เกรงกลัวการ
รบราฆ่าฟันแม้แต่น้อย
“อาเสี่ยว หักแขนหักขามัน”
จั่วม่อเอ่ยเสียงเย็น
“ทราบแล้ว!” ชิงเสี่ยวคึกคักฮึกเหิม วาจายังไม่ทันจะขาดเสียง ร่าง
พลันหายวับไป
ปิศาจที่โถมผ่านประตูใหญ่เข้ามาพลันหยุดกึก มันกรำศึกมาอย่าง
โชกโชน มีประสาทสัมผัสเฉียบไวต่ออันตรายเป็นพิเศษ ยามนั้นรีบตะโกน
อย่างตื่นตะลึง “ตั้งขบวน!”
มันร้องสั่งการยังไม่ทันจบคำ เงาร่างสีเขียวสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้น
ในสายตาของมันราวกับเงาผี
ลางสังหรณ์สุดอันตรายยิ่งรุนแรงขึ้นอีก มันผมเผ้าลุกชี้ชันจนสุด
ปลาย ไม่กล้ารีรอลังเลแม้แต่ชั่ววูบ ผนึกรวมรั้งพลังเทพทั่วร่างในชั่ววิบตา
พลังเทพแห่งความมืดปะทุขึ้นที่หมัดขวา จากนั้นต่อยออกไปอย่าง
สุดกำลัง!
‘หมัดพยัคฆ์รัตติกาล!’
ปราณหมัดสีเทาเข้มแผดเสียงกระหึ่มก้อง พุ่งวาบเข้าหาเงาร่างสี
เขียวอย่างดุดัน
จิตสังหารหนักหน่วงรุนแรง ผสานรวมกับพลังความมืดอันเย็นเยียบ
ราวกับพยัคฆ์ร้ายกระโจนเข้าขย้าเหยื่อ เกรี้ยวกราดดุร้ายสุดต้านทาน!
ชิงเสี่ยวรู้สึกสนุกสนานน่าสนใจไม่น้อย มันหัวร่อฮิฮะ แล้วสูดลม
หายใจลึก หมัดขวาพลันระเบิดแสงสีเขียวเจิดจ้าไม่แพ้ศัตรู แสงสีเขียวทับ
ซ้อนเป็นชั้นๆ อย่างเร่งร้อน เพียงชั่วพริบตาก็มีรูปลักษณ์กระจ่างใสดุจ
กระจก!
‘หมัดคลื่นสวรรค์กระจกฟ้า!’
หมัดคลื่นสวรรค์กระจกฟ้า เพลงหมัดที่เรียบง่ายถึงที่สุดชุดนี้
หลังจากจั่วม่อทำการแก้ไขปรับเปลี่ยน ก็สอนให้แก่ชิงเสี่ยว และมิใช่แค่
เพียงเพลงหมัดคลื่นสวรรค์กระจกฟ้า จั่วม่อยังสอนทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่ชิง
เสี่ยว นอกเหนือจากเคล็ดวิชาเทพเถาวัลย์เขียว มันยังสอนวิชาอื่นอีก
มากมายโดยไม่ปิดบังอำพราง หลังจากก้าวเข้าสู่ด่านเทพยุทธ์ สายตาและ
ภูมิความรู้ของจั่วม่อบรรลุถึงขั้นกว้างไกลไร้ขอบเขต ทุกสิ่งที่มันเคยร่า
เรียนในอดีต เมื่อผ่านมือของเทพยุทธ์เช่นมันก็แปรเปลี่ยนเป็นขอบเขตขั้น
ใหม่อย่างสมบูรณ์
หมัดคลื่นสวรรค์กระจกฟ้าเป็นหนึ่งในวิชาที่ผ่านการชุบสร้างใหม่
เหล่านั้น
ชิงเสี่ยวสืบเชื้อสายจากชนเผ่าเถาวัลย์เขียว มีสายเลือดโบราณที่
บริสุทธิ์ที่สุด ความสามารถในการทำความเข้าใจของมันนับว่าสูงล้าสุด
ยอด การฝึกปรือพลังเทพของมันรุดหน้ารวดเร็วกว่าคนทั่วไปมาก
ปัง!
ปราณหมัดสีเขียวทะลวงผ่านปราณหมัดพยัคฆ์รัตติกาลโดยไม่
ลำบากกินแรงแม้แต่น้อย ผู้พิทักษ์สุสานหยินตกตะลึงพรึงเพริด มันไม่ห่วง
ว่าจะเสียหน้า รีบถลันหลบไปทางด้านข้างอย่างไม่คิดชีวิต
ปราณหมัดที่คล้ายแก้วผลึกสีเขียวพุ่งผ่านตำแหน่งที่มันอยู่เมื่อครู่
เฉียดร่างมันเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด อดถอนหายใจอย่างโล่งอกไม่ได้
ตาเฒ่าฉินเสาะหายอดฝีมือที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้มาจากที่ใดกัน?
บึม!
ปราณหมัดที่เฉียดผ่านไปพลันแตกระเบิดโดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า!
ผู้พิทักษ์สุสานหยินคล้ายถูกต่อยใส่อย่างถนัดถนี่ สติดับวูบในทันที
ชิงเสี่ยวถลันตามติด ลงมือโดยไม่รอช้า
กร๊อบ กร๊อบ กร๊อบ กร๊อบ!
คนผู้นั้นมือเท้าทั้งสี่ห้อยร่องแร่งในชั่วพริบตา ชิงเสี่ยวร่างหายวับ
แล้วปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าจั่วม่อ โยนร่างไร้สติของผู้พิทักษ์สุสานหยินลง
บนพื้น “พี่ใหญ่ เรียบร้อยแล้ว”
มันยังคงกระหายการต่อสู้ไม่คลาย เจ้าผู้นี้ไม่ครณามือแม้แต่น้อย
จั่วม่อพยักหน้า “เก็บกวาดข้างนอกให้เรียบร้อยด้วย”
“ทราบแล้ว!” ชิงเสี่ยวไม่กล่าวมากความ พกพาความยินดีหายวับไป
อีกครั้ง
ที่ด้านนอกบังเกิดเสียงติง ๆ ตัง ๆ อยู่ชั่วครู่ ระคนไปด้วยเสียงกรีดร้อง
ระงมและเสียงแค่นอย่างเจ็บปวด ไม่นานหลังจากนั้น ชิงเสี่ยววาบกลับเข้า
มาด้วยสีหน้าปลอดโปร่งเฉื่อยชา
“พี่ใหญ่ ล้วนหมดสติไปแล้ว”
เจ้าเมืองหวูเกอตกตะลึงจนปากอ้าตาค้าง