สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 861 จ้าวภูตผีสุสานหยิน
ยุทโธปกรณ์เทพชุดนี้เป็นสีเทาจาง ๆ ไม่มีอันใดโดดเด่นสะดุดตา
ทว่าเมื่อนางถืออยู่ในมือ จู้หนานเยวี่ยก็ไม่อาจรักษาความเยือกเย็น
เอาไว้ได้อีก นางเบิกตากว้าง กล่าวอย่างเหลือเชื่อ “ยุทโธปกรณ์เทพชุดนี้
เป็นอีกระบบหนึ่งที่แตกต่างกัน!”
ยุทโธปกรณ์เทพทั้งสองชุดนี้แตกต่างกันมาก เห็นได้ว่าเป็นคนละ
ระบบ คนละรูปแบบกันอย่างสิ้นเชิง
นักหลอมสร้างผู้สามารถหลอมสร้างยุทโธปกรณ์เทพที่แตกต่างกัน
อย่างสิ้นเชิงสองรูปแบบ ไม่ทราบต้องมีระดับฝีมือน่าแตกตื่นสักเพียงไหน
“ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ข้าเคยลอบสังเกตคนตระกูลหวูเหล่านั้นทำการ
ฝึกฝีมือ ข้าแน่ใจว่ายุทโธปกรณ์เทพชุดนี้ออกแบบมาให้เหมาะสมกับพวก
มันโดยเฉพาะ” หลานปิงสีหน้าทอแววตื่นเต้นจนแดงซ่านอยู่บ้าง “หากมี
ยอดฝีมือหลอมสร้างเช่นนี้อยู่กับวังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือเรา ยังจะมีผู้ใด
สามารถหยุดยั้งเราได้อีก!”
จู้หนานเยวี่ยดวงตาคู่งามพลันเปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับเคลือบ
คลุมด้วยเพลิงน้าแข็งชั้นหนึ่ง วาจาของหลานปิงกระทบใจนาง ควรทราบ
ว่าระหว่างจ้าวรัตติกาลทั้งสี่นั้นขุมกำลังของพวกมันแทบไม่มีข้อแตกต่าง
อันใด แต่หากพวกนางสามารถรับตัวปรมาจารย์หลอมสร้างที่มีฝีมือลึกล้า
เช่นนี้ท่านหนึ่ง วังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือจะชิงล้าหน้ากว่าผู้อื่นทันที
ทันใดนั้นเอง เสียงคำรนเบา ๆ ดังกระหึ่มมาจากฟากฟ้า ราวกับว่า
พายุอัสนีบาตกำลังเริงระบำอยู่ภายในชั้นเมฆหนาทึบ
“ต้าเหริน! รถม้าศึกของผู้อาวุโสพุ่งตรงเข้าไปในกลุ่มเมฆ!”
ผู้ใต้บังคับบัญชารีบเข้ามารายงานอย่างร้อนใจ
สองสตรีชะงักกึก อดไม่ได้ให้เงยหน้าขึ้น มองไปยังชั้นเมฆหนาทึบ
ตามสัญชาตญาณ
“ไม่ดีแล้ว!” จู้หนานเยวี่ยสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ในหมู่เมฆ
หนาแน่นเป็นตำแหน่งที่ดีสำหรับการซุ่มโจมตี ไห่ซินปิงที่รีบส่งนางมาคุ้ม
กันขบวนเดินทาง ก็เพื่อป้องกันการแก้แค้นของผู้พิทักษ์สุสานหยินเอง
ในเวลานี้เอง เสียงอัสนีบาตจู่ ๆ แตกปะทุขึ้นอย่างรุนแรง
จู้หนานเยวี่ย หลานปิงกับพวกทั้งหลาย ได้เป็นประจักษ์พยานของ
ภาพเหตุการณ์ที่สะท้านขวัญวิญญาณผู้คนฉากหนึ่ง
เห็นหมู่เมฆหนาทึบสุดลูกหูลูกตา จู่ ๆ พลันเดือดพล่านอย่างรุนแรง
สายฟ้าสีเงินใหญ่น้อยนับไม่ถ้วนพุ่งทะลุชั้นเมฆ อาละวาดอย่างกราด
เกรี้ยว ประจุสายฟ้าเล็ก ๆ รวมตัวกันอย่างรวดเร็ว ก่อเกิดเป็นสายฟ้า
หยาบหนามากมายเหลือคนานับ สายฟ้าหยาบหนาเหล่านั้นยิ่งนานยิ่ง
สว่างเจิดจ้ามากขึ้นทุกขณะ
สภาวะอันเกรี้ยวกราดรุนแรงของสายฟ้า แม้ว่าพวกมันจะอยู่ที่บนพื้น
ด้านล่างยังสามารถสัมผัสได้ชัดเจน
นั่นคือพลังอันคลุ้มคลั่งที่สามารถฉีกทำลายทุกสรรพสิ่ง!
ทันใดนั้นสายฟ้าทั้งมวลในหมู่เมฆ จู่ ๆ ก็เริ่มหดตัวกลับไปยังใจกลาง
ของชั้นเมฆอย่างรวดเร็ว คล้ายกับว่ามีบางสิ่งในชั้นเมฆกำลังดูดซับสายฟ้า
มหาศาลเหล่านั้น
ครืน ครืน ครืน!
เสียงฟ้าคำรามดังกึกก้องกัมปนาทไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้า
ในสายตาของจั่วม่อ มองเห็นเพียงอสรพิษเงินนับไม่ถ้วนแล่นวาบเข้า
มาจากทั่วสี่ทิศแปดทาง จู่โจมเข้าหารถศึกอย่างเกรี้ยวกราด พลังงาน
สายฟ้าอันเปี่ยมล้นสมบูรณ์ถูกค่ายกลอักขระเทพเปลี่ยนให้กลายเป็นพลัง
และรถศึกที่กลางเวหา เปล่งประกายเจิดจรัสราวกับเม่นสายฟ้าหยาม
หยันปฐพี!
รถศึกคันนี้ถูกฝังไว้ด้วยอัญมณีล้าค่าทั้งคัน อัญมณีน้างามที่สุกใสไร้
รอยตำหนิเหล่านั้นเปล่งประกายระยิบระยับ หากนางครอบครองอัญมณี
เหล่านี้ อาจเพียงพอที่จะซื้ออาณาจักรแห่งหนึ่งทีเดียว!
จู้หนานเยวี่ยเองก็ตะลึงงันไป ทว่าไม่ได้สืบเนื่องจากความหรูหรา
ตระการตาของรถศึกเหมือนเช่นหลานปิง แต่เป็นคลื่นพลังอันรุนแรงที่
กวาดซัดออกมาจากรถศึก สายฟ้าเหลือคนานับได้ทำลายคราบปลอม
แปลงบนรถศึกที่จั่วม่อทำไว้ เผยให้เห็นสภาวะแท้จริงของมัน
รัศมีกลิ่นอายของความร้อนซึ่งทั่วหล้าไร้ผู้ต้าน เช่นเดียวกันเปลว
เพลิงอหังการที่ผู้คนไม่อาจจ้องมองตรงๆ
ทั้งหลานปิงและจู้หนานเยวี่ยพากันนิ่งงันไป
หลานปิงพบว่าเรื่องราวเกรงว่าจะไม่ง่ายดายอย่างที่คิด ระหว่างที่ตก
ลงการค้ากับจั่วม่อ นางมีความรู้สึกว่าจั่วม่อยากจนข้นแค้น หากนางเสนอ
ราคาดีงาม แทบจะเชื่อได้ว่าต้องประสบความสำเร็จเป็นแน่ แต่รอจนรถ
ศึกคันนี้เผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมา นางค่อยพบว่านางผิดแล้ว ซ้ายังผิด
อย่างมหันต์
ฝ่ายตรงข้ามมิเพียงไม่ยากจนข้นแค้น ตรงกันข้าม มันยังมั่งคั่งร่ารวย
อย่างเหลือล้น!
เพียงรถศึกที่เบื้องหน้านี้คันเดียว ก็ยากจะประเมินค่าได้แล้ว
ทันใดนั้นนางไม่มีความเชื่อมั่นในการรับตัวผู้อาวุโสผมขาวผู้นี้เข้า
ร่วมวังที่ราบน้าแข็งแดนเหนืออีก
จู้หนานเยวี่ยสีหน้าขัดตาอยู่บ้าง นางกระซิบเสียงต่า “พวกเรานำคน
มาน้อยเกินไป”
“อา!” หลานปิงงงงันวูบ แต่นางเข้าใจด้วยปัญญาไว สีหน้าซีดขาวลง
ทันที “เจ้าหมายความว่า … …”
“มันสามารถหลอมสร้างยุทภัณฑ์เทพจริง ๆ !” จู้หนานเยวี่ยกล่าว
ด้วยน้าเสียงมั่นใจเต็มเปี่ยม
หลานปิงสีหน้าแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง ซึ่งความจริงนางลอบกังขามา
โดยตลอด ว่าผู้อาวุโสผมขาวมีขีดความสามารถในการหลอมสร้าง
?” หลานปิงรีบถามอย่างร้อนใจ
“ขอความช่วยเหลือเร่งด่วน!” จู้หนานเยวี่ยกล่าวเสียงหนัก
ห่างไกลจากขบวนของจั่วม่อ เงาร่างหลายสายปรากฏขึ้นพร้อมกัน ผู้
ที่ยืนอยู่ด้านหน้าสวมใส่เสื้อคลุมดำ ใบหน้าแข็งทื่อเย็นชาราวกับผีดิบ
“นับเป็นกำไรก้อนโตนัก คราครั้งนี้เราแทบไม่ได้ลงทุนลงแรงอะไร
เลย” ผู้กล่าววาจาทั้งร่างปกคลุมด้วยพลังหยิน สุ้มเสียงลี้ลับเปี่ยมอันตราย
บันดาลให้ผู้ที่ได้ฟังรู้สึกไขสันหลังเย็นวาบ
“คนผู้นี้สามารถหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพจริงดังคาด” โครงกระดูก
ขาวที่ครบถ้วนสมบูรณ์ชุดหนึ่งพลันกล่าวขึ้น ในเบ้าตาที่กลวงเปล่าของมัน
เห็นดวงไฟวิญญาณสองดวงกะพริบไหววูบเป็นระยะ
ผีดิบเสื้อคลุมดำกล่าวเสียงแหบพร่า “ไปกันเถอะ!”
เงาร่างทั้งหกหายวับไปกลางอากาศราวกับหมอกควัน
“อา” จั่วม่อภายในรถศึกสัมผัสรับรู้ถึงบางสิ่ง เงยหน้าขึ้นทันที
แทบจะในเวลาเดียวกัน เสียงจู้หนานเยวี่ยตะโกนสั่งการมาจาก
ทางด้านนอก “ศัตรูโจมตี! ตั้งค่ายกล!”
พวกมันมาเร็วยิ่ง!
จั่วม่อตกตะลึงอยู่บ้าง มันเพิ่งพบว่ามีใครบางคนลอบสังเกตการณ์
จากระยะไกล แต่คิดไม่ถึงว่าฝ่ายตรงข้ามจะมาเร็วถึงเพียงนี้ มิหนำซ้ายัง
เปิดเผยถึงปานนี้ นี่หมายความว่าผู้มาจะต้องมีความเชื่อมั่นในพลังฝีมือ
ของตนอย่างเปี่ยมล้น
มันผุดลุกออกจากรถศึก พอดีเห็นเงาร่างหกสายปรากฏกายออกมา
จากหมอกอย่างช้า ๆ
ชิงเสี่ยวยืนอยู่ข้างกายจั่วม่อ สีหน้าขรึมเคร่งทอแววระแวดระวัง มัน
สามารถสัมผัสได้ว่าเหล่าผู้มามีพลังฝีมือสูงส่ง ชนิดที่ชนชั้นทวอปาอวี้ไม่
อาจเทียบได้
จู้หนานเยวี่ยเมื่อพบเห็นเงาร่างทั้งหก ถึงกับม่านตาหดแคบลงทัน
ควัน “จ้าวภูตผีสุสานหยิน!”
ประโยคนี้พอหลุดจากปาก หลานปิงที่ด้านข้างใบหน้าเปลี่ยนเป็นขาว
เผือด บรรดาองครักษ์ที่ตั้งค่ายกล รูปขบวนปั่นป่วนรวนเรเล็กน้อย
“เด็กน้อยสายตาไม่เลว” ผีดิบเสื้อคลุมดำกล่าวเนิบนาบ สุ้มเสียงของ
มันทั้งแหบแห้งทั้งระคายหู ราวกับนำกิ่งไม้สองท่อนมาเสียดสีกัน
จู้หนานเยวี่ยกวาดตามองอย่างรวดเร็ว หัวใจยิ่งดิ่งวูบลงกว่าเดิม
โครงกระดูกขาวที่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้นคือกู่อู๋ซวง หนึ่งในยอดยุทธ์ที่มี
ชื่อเลื่องลือที่สุดแห่งผู้พิทักษ์สุสานหยิน ผู้ที่ทั้งร่างปกคลุมอยู่ในควันดำ
? ผู้น้อยรับคำสั่งท่านจ้าววัง คุ้มครองส่งอาคันตุกะผู้
ทรงเกียรติของวังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือ… …”
ผีดิบเสื้อคลุมดำกลับไม่แยแสสนใจนาง กวาดตามองทั้งขบวนแวบ
หนึ่ง จากนั้นสายตาจ้องมองมายังจั่วม่อ ค้อมคำนับเล็กน้อย “ในนามของ
ทวอปาอวี้กับพวก ขอท่านปรมาจารย์โปรดให้อภัยพวกเราด้วย”
จั่วม่อเพ่งตามองอีกฝ่าย พลางกล่าว “เพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ไม่
จำเป็นต้องเกรงอกเกรงใจเกินไป!”
“ฟังว่าใต้เท้ากำลังเสาะหาไม้แกร่งวิญญาณหยินรัตติกาลกระมัง” ผี
ดิบชุดดำสุ้มเสียงยังคงแหบพร่าระคายหูดุจเดิม “ไม้แกร่งวิญญาณหยิน
รัตติกาลห้าชิ้นนี้ถือว่าแทนคำขออภัยจากใจจริงของพวกเรา นอกจากนี้
ข้าคิดขอให้ท่านปรมาจารย์หลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพให้เรา ข้อเสนอของ
เราจะไม่ด้อยกว่าวังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือ”
จู้หนานเยวี่ยกับหลานปิงหน้าขาวเผือดไร้สีเลือด
“ฟังว่าท่านปรมาจารย์ยังมีความสนใจในศาสตร์วิชาหลอมสร้างซาก
อสุภะ บ่อน้าพลังงานความตายของผู้พิทักษ์สุสานหยินเรานับว่าล้าเลิศ
ที่สุดในแดนดิน” เฮยอู๋เมื่อเอ่ยปาก บรรยากาศรอบข้างพลันเย็นเยือกลง
ทันควัน บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยพลังหยิน
“บ่อน้าพลังงานความตาย!” จั่วม่อหัวใจโลดขึ้น
“เอ่ยถึงการสั่งสมความมั่งคั่ง ผู้พิทักษ์สุสานหยินเราไม่อาจเทียบได้
กับผู้อื่น แต่หากเป็นเรื่องของพลังงานความตายและวัตถุดิบความมืด ผู้ที่
เหนือกว่าผู้พิทักษ์สุสานหยินเกรงว่ามีอยู่ไม่มากนัก” สุ้มเสียงลี้ลับชั่วร้าย
ของเฮยอู๋เต็มไปด้วยแรงดึงดูดใจ
“ผู้อาวุโส… …” หลานปิงอดร้องเรียกไม่ได้ ในเวลานี้เอง กลิ่นอายลี้
ลับสุดยะเยียบขุมหนึ่งพลันม้วนกวาดมาที่นาง นางแตกตื่นลนลานจนไม่
อาจกล่าววาจาสืบต่อ
จั่วม่อไม่แยแสสนใจหลานปิง มันไม่สนใจว่าทำการค้ากับผู้ใด สิ่งที่มัน
กังวลสนใจคือเยียวยารักษาร่างกายของตนโดยเร็วที่สุด และหาทางปลุก
คนทั้งห้าให้ฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
บ่อน้าพลังงานความตายดึงดูดความสนใจของจั่วม่อเป็นอย่างยิ่ง
“ไม้แกร่งวิญญาญหยินรัตติกาลคุณภาพยอดเยี่ยมห้าสิบชิ้น” จั่วม่อ
ไม่รีรอลังเล กล่าวอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา “ผลึกกระดูกสุสานภูตพราย
ไม้ชีวิตเปื่อยผุ ดอกบัวน้าพุเหลือง ทั้งหมดนี้ใช้ทดแทนได้ แต่แน่นอนว่า
ต้องเป็นของระดับสูงเช่นเดียวกัน”
ผีดิบเสื้อคลุมดำกล่าว “ตกลงตามนั้น!”
หลานปิงมีสีหน้าเดือดดาล นางใบหน้าแดงก่า ถลึงตากลมกว้างจ้อง
หน้าจั่วม่อเขม็ง แต่ไม่อาจส่งเสียงแม้สักครึ่งคำ
จั่วม่อไม่แยแสสนใจนางโดยสิ้นเชิง มันไม่มีความสัมพันธ์อันใดกับวัง
ที่ราบน้าแข็งแดนเหนือ ทั้งสองฝ่ายเพียงตกลงทำการค้ากันเท่านั้น จั่วม่อ
จึงไม่ถือสาว่ามันทำการค้ากับผู้ใด สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับมันคือการฟื้นฟู
สภาพร่างกาย ไม่ว่าต้องใช้วิธีการใดก็ตาม และหากเทียบกันแล้ว จู้หนาน
เยวี่ยยังนับว่าสงบเยือกเย็นกว่าหลานปิงมาก ทั้งความท้อแท้หดหู่และ
ความไม่พอใจของนางถูกลบล้างไปในพริบตา นางสงบสติอารมณ์ทันที
เด็กหญิงนางนี้นับว่าไม่เลว!
มีส่วนคลับคล้ายกับถังเฟยอยู่บ้าง!
ถังเฟยก็เป็นบุคคลเช่นนี้ นางไม่ยินยอมให้ความรู้สึกพ่ายแพ้มาบดบัง
สติสัมปชัญญะของนางเช่นกัน!
พอประหวัดนึกถึงถังเฟยขึ้นมา จั่วม่ออดใจลอยอยู่บ้างไม่ได้ มัน
ครุ่นคิดว่าม่ออวิ๋นไห่ยามนี้จะเป็นเช่นไร ดินแดนแห่งความมืดถูกปิดตาย
อย่างแน่นหนา ไม่มีข่าวจากโลกภายนอกผ่านเข้ามามากนัก
ทันใดนั้นกู่อู๋ซวงเอ่ยถามว่า “ปรมาจารย์ยินดีขายรถศึกคันนี้
หรือไม่?”
จั่วม่อสั่นศีรษะ “ขออภัย รถคันนี้ไม่อาจขาย”
ซึ่งความจริงการหลอมสร้างรถศึกคันนี้ไม่ได้เปลืองแรงสักเท่าใด แต่
มันไม่ต้องการให้ค่ายกลอักขระเทพบนรถศึกแพร่งพรายออกไป
กู่อู๋ซวงหัวร่อเหอเหอสองคำ โครงกระดูกขาวโพลนทั้งตัว กลับหัวร่อ
จนกระโหลกศีรษะสั่นกระเพื่อมเช่นนี้ จั่วม่อเพิ่งจะเคยพบเห็นเป็นครั้ง
แรก
จั่วม่อไม่คิดเปลืองเวลาสูญเปล่า “ในเมื่อตกลงกันได้ เช่นนั้นก็ไปกัน
ได้แล้วกระมัง”
จากนั้นหันไปกล่าวกับผู้เฒ่าหวู “ให้ทุกคนเตรียมตัว”
ผู้เฒ่าหวูคล้ายเพิ่งสะดุ้งตื่นจากฝัน รีบพยักหน้ารัวเร็ว “ขอรับ
ขอรับ!” มันรีบรุดไปจัดเตรียมขบวนเดินทาง ในใจลอบคร่าครวญ โลกนี้
เปลี่ยนแปลงเร็วเกินไปแล้ว! ก่อนหน้านี้ไม่นานพวกมันคล้ายยังต่อสู้กับผู้
พิทักษ์สุสานหยินชนิดที่ต้องตายกันไปข้างหนึ่ง วันนี้ไฉนกลับมาสนิทสนม
กลมเกลียวกันเสียแล้ว
หลานปิงอ้าปากคิดกล่าววาจา แต่จู้หนานเยวี่ยที่ข้างกายลอบฉุดดึง
นางไว้ บอกใบ้ว่าอย่าได้กระทำเรื่องโง่เขลา ต่อหน้าพลังอำนาจอัน
เบ็ดเสร็จเด็ดขาด อาศัยเพียงวาจาไหนเลยจะมีประสิทธิภาพเท่ากับหมัด
เว้นเสียแต่ว่าจ้าวรัตติกาลไห่ซินปิงและเหล่ายอดยุทธ์วังน้าแข็งอยู่ที่นี่
อย่างพร้อมหน้า ไม่เช่นนั้นกล่าวสิ่งใดออกไปก็ล้วนแล้วแต่ไร้คุณค่า
ความหมาย
ผีดิบเสื้อคลุมดำอดไม่ได้ให้ชื่นชมความรวบรัดชัดเจนของจั่วม่อ มัน
กล่าวชมเชยด้วยสีหน้าแข็งทื่อ “ประเสริฐ”
“เหล่าต้า สมควรเชือดพวกมันทิ้งหรือไม่?”
จั่วม่อลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ มันในที่สุดก็ดูดซับไม้แกร่งวิญญาณหยิน
รัตติกาลที่มีอยู่ในครอบครองจนหมดสิ้น ร่างกายของมันฟื้นฟูถึงระดับที่
สิบเอ็ด กล่าวได้ว่าทุเลาไปเกือบหนึ่งในสามแล้ว ระดับความคืบหน้าเช่นนี้
ทำให้จั่วม่อพึงพอใจไม่น้อย
มันเงยหน้ามองขึ้นไปยังท้องฟ้าดำมืดที่ด้านนอก
เหนือหมื่นสุสานแห่งดินแดนแห่งความมืดไม่เคยมีดวงอาทิตย์ฉาย
แสง สถานที่นี้เปี่ยมล้นไปด้วยพลังแห่งความตาย ไม่มีร่องรอยของต้นไม้
ใบหญ้าให้เห็น แต่กลับมีกระดูกขาวโพลนอยู่ทั่วทุกแห่งหน แม่น้าดำเข้ม
ดุจหมึก บนภูเขาที่มองเห็นอยู่ในสายตาล้วนปกคลุมไปด้วยสุสานนับไม่
ถ้วน
ชิงเสี่ยวไม่ชมชอบสถานที่นี้ มันชมชอบที่ที่มีแสงแดดสดใสจัดจ้า
ชมชอบต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี กลุ่มคนตระกูลหวูก็ไม่ชมชอบสถานที่นี้
พลังความมืดที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย
ทว่าจั่วม่อชมชอบสถานที่นี้เป็นอย่างยิ่ง เนื่องเพราะมันพบว่า
พลังงานความตายที่นี่มีประโยชน์มากต่อเหวยเสิ้ง อากุ่ยและคนอื่น ๆ
มันเดินออกจากห้อง
ชิงเสี่ยวกำลังสั่งสอนวิชาฝีมือให้แก่กลุ่มคนตระกูลหวู ผู้พิทักษ์
สุสานหยินปฏิบัติต่อพวกมันด้วยความสุภาพนอบน้อม ไม่ว่าต้องการอันใด
ล้วนจัดหามาให้พร้อมสรรพ เหล่าผู้พิทักษ์สุสานหยินโดยทั่วไปแล้วไม่ได้มี
นิสัยใจคอโหดร้ายกระหายเลือดเช่นทวอปาอวี้ นี่ทำให้ทุกคนรู้สึกดีขึ้นไม่
น้อย
จั่วม่อไม่รบกวนชิงเสี่ยว มันเดินไปตามทางระเบียง มุ่งหน้าไปยังลาน
กว้างข้างเคียง ในลานกว้างมีบ่อน้าเล็ก ๆ ห้าบ่อ พวยพุ่งหมอกสีเทาม้วน
ตลบ บ่อน้าเหล่านี้ก็คือบ่อพลังงานความตายซึ่งห้าผีสุสานหยินเคย
อวดอ้าง
ในบ่อพลังงานความตายแต่ละบ่อจัดวางโลงไม้ใบหนึ่ง หากจับตามอง
อยู่ชั่วครู่ สามารถมองเห็นหมอกสีเทาแทรกผ่านเข้าไปในโลงไม้ด้วยระดับ
ความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
โลงไม้ทั้งห้านี้ไม่ธรรมดาสามัญ จั่วม่อสร้างพวกมันขึ้นจากต้นไม้
มหัศจรรย์ที่เจริญเติบโตอยู่ในตาน้าพุพลังเทพ ซึ่งเคยพบเจอครั้งหนึ่งใน
ห้วงความว่างเปล่าไร้ขอบเขต จั่วม่อไม่เคยพบเห็นสิ่งใดที่เปี่ยมล้นไปด้วย
พลังชีวิตอันมากมายมหาศาลถึงเพียงนี้มาก่อน ทันทีที่พบต้นไม้มหัศจรรย์
ด้วยขีดความสามารถของจั่วม่อในปัจจุบัน ต่อให้มันหลอมสร้าง
ยุทธภัณฑ์เทพก็ไม่ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปี ความแข็งแกร่งของต้นไม้วิเศษนี้
ย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้ ต้นไม้เทพมีพลังชีวิตเข้มข้นจนแทบจะกลั่นตัว
เป็นผลึก เมื่อรวมเข้ากับค่ายกลอักขระเทพที่จั่วม่อบรรจงสลักลงไป โลงไม้
ทั้งห้าจะช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตและร่างกายของศิษย์พี่ใหญ่ อากุ่ยและทุกคน
เอาไว้
ทุกคนค่อย ๆ ฟื้นสภาพขึ้นมาทีละน้อย ๆ ย่อมไม่อาจปฏิเสธความดี
ความชอบของโลงไม้เหล่านี้
จั่วม่อเมื่อได้ยินผู้พิทักษ์สุสานหยินเอ่ยถึงบ่อพลังงานความตาย ก็
หวั่นไหวใจทันที ไม้แกร่งวิญญาณหยินรัตติกาลช่วยให้มันฉุกใจคิด พลัง
ชีวิตที่ก่อเกิดจากพลังแห่งความตายอันหนาแน่นนับว่าบริสุทธิ์ยิ่ง
จ้าวภูตผีสุสานหยินกับพวกรู้ใจจั่วม่อ ดังนั้นจัดให้พวกมันเข้าพำนัก
ในบ้านที่มีลานบ้านบ่อน้าพลังงานความตายโดยเฉพาะ
ใต้พิภพของหมื่นสุสานเต็มไปด้วยสุสานโบราณอายุนับหมื่นปี ตาม
ตำนานเล่าว่าสถานที่แห่งนี้เป็นหลุมฝังศพขนาดใหญ่โตมโหฬารในยุค
บรรพกาล สุสานจำนวนมากมายเหลือคนานับที่ทับซ้อนเป็นชั้นๆ เป็นเหตุ
ให้พลังแห่งความตายในพื้นปฐพีเปี่ยมล้นสมบูรณ์ถึงที่สุด
พลังแห่งความตายบางส่วนจะปะทุขึ้นจากพื้นดิน ก่อเกิดเป็นบ่อ
พลังงานความตาย
สำหรับเหล่าปิศาจที่หลอมสร้างซากอสุภะ บ่อพลังงานความตาย
นับเป็นสถานที่อันประเสริฐ พวกมันสามารถดูดซับพลังความตายที่ไม่รู้จัก
หมดสิ้น เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นพลังเทพ
พลังเทพที่เหล่าผู้พิทักษ์สุสานหยินฝึกปรือแตกต่างจากขุมกำลังอื่น
พลังเทพของพวกมันเปี่ยมล้นไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย แฝงพลัง
ทำลายล้างอย่างน่าตระหนก
จั่วม่อเดิมทีต้องการชมดู ว่ามันจะสามารถหาทางสร้างพลังชีวิตจาก
พลังแห่งความตายอันหนาแน่นหรือไม่ ดอกบัวกลับชาติทลายปรภพที่มัน
เคยใช้รักษาดวงวิญญาณของอากุ่ยก็มีพลังเช่นนั้น ทว่ามันไหนเลยจะ
คาดคิด โลงไม้ทั้งห้านี้กลับสามารถดูดซับพลังงานความตายโดยตรง
เรื่องนี้ทำให้จั่วม่อประหลาดใจไม่น้อย
โลงศพไม้วิเศษดูดซับพลังงานความตายอย่างต่อเนื่อง พลังงานความ
ตายหลังจากถูกดูซับเข้าไป จะหลอมรวมเข้ากับพลังชีวิตของต้นไม้เทพ
ก่อเกิดเป็นพลังงานอันแปลกประหลาดชนิดใหม่
การผสานรวมของชีวิตและความตายเหมาะเจาะพอดีตามธรรมชาติ
ทว่าในขณะเดียวกันก็ยากจะคาดเดา
จั่วม่อเฝ้าสังเกตและศึกษาอย่างต่อเนื่อง ในไม่ช้าก็พบว่าพลังชนิด
ใหม่ที่เกิดขึ้นมานี้คลับคล้ายพลังเทพอยู่บ้าง เพียงแต่ว่าไม่ได้เอนเอียงไป
ทางคุณสมบัติด้านใดอย่างชัดเจน จั่วม่อเรียกมันว่าพลังเทพต้นกำเนิด
เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อพบเห็นพลังเทพซึ่งไม่อาจจำแนกแยกแยะว่าเป็น
ชนิดใด โดยทั่วไปแล้วพลังเทพที่ฝึกฝนกันอยู่ทุกวันนี้ สามารถแยก
ออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามคุณสมบัติของพลังเทพ ยกตัวอย่างพลังเทพ
สุริยันที่มันฝึกปรือ นับเป็นแบบอย่างของพลังเทพประเภทไฟที่เห็นได้
ชัดเจนที่สุด
พลังเทพต้นกำเนิดกลับไม่อาจจัดอยู่ในประเภทใดเลย แต่พลังเทพ
ประหลาดนี้ง่ายที่จะดูดซับ ถึงแม้ว่าศิษย์พี่ใหญ่กับพวกทั้งห้าสูญเสียขีด
ความสามารถทางร่างกายไปแทบทั้งหมด แต่พลังเทพต้นกำเนิดยัง
สามารถผสานรวมเข้าไปในร่างของพวกมันอย่างง่ายดาย
เมื่อพลังเทพต้นกำเนิดหลอมรวมเข้าไปในร่างของศิษย์พี่ใหญ่และคน
อื่นๆ นับว่ามีส่วนช่วยต่อการฟื้นฟูร่างกายของพวกมันอย่างมาก
การค้นพบโดยไม่คาดคิดนี้ บันดาลให้จั่วม่อทั้งประหลาดใจ ทั้งปิติ
ยินดี
กระทั่งหมื่นสุสานอันมืดครึ้มอึมครึม ในสายตามันยังต้องบอกว่าช่าง
งดงามนัก ร่างกายของมันค่อยๆ ฟื้นคืนสภาพอย่างช้าๆ ขอเพียงมีไม้แกร่ง
วิญญาณหยินรัตติกาลมากพอ มันเชื่อมั่นว่าสามารถฟื้นฟูร่างกายจนทุเลา
หายดีอย่างรวดเร็ว และเมื่อร่างกายของมันหายดีดังเดิม การฟื้นฟูพลัง
เทพก็เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น
แต่ต่อให้มันฟื้นฟูพลังฝีมือดังเดิม ต้นเหตุที่แท้จริงในปัญหาของศิษย์
พี่ใหญ่และคนอื่น ๆ จั่วม่อยังไม่มีหนทางแก้ไขได้
ต่อเมื่อมันได้เห็นการผสานรวมอย่างสมบูรณ์ของบ่อพลังงานความ
ตายและโลงไม้วิเศษ นำมาซึ่งผลลัพธ์อันน่าอัศจรรย์ของพลังเทพต้น
กำเนิด มันจึงค่อยมองเห็นความหวังสายหนึ่ง
ความหวังที่คนทั้งห้าจะทุเลาหายดีและฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจากกัดฟันยืนหยัดมาตลอดสิบปีเต็ม ความลิงโลดยินดีของจั่วม่อ
ยามเมื่อมองเห็นแสงแห่งความหวัง ย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
เวลาไม่เช้า ทุกคนได้เวลาตื่นกันแล้ว!
จั่วม่อครุ่นคิดเงียบ ๆ อยู่ในใจ มันตรวจสอบทุกคนอย่างระมัดระวัง
จากนั้นตรวจดูอาคมหวงห้ามที่อยู่รอบ ๆ อีกครั้ง แล้วค่อยจากมา
มันไม่สมควรถ่วงเวลาเรื่องยุทธภัณฑ์เทพอีกต่อไป
แม้แต่จั่วม่อยังรู้สึกว่าจ้าวภูตผีสุสานหยินดีต่อพวกมันมาก อย่างน้อย
ที่สุดก็มีความอดทนมากพอ จากข้อนี้สามารถเห็นได้ว่าจ้าวภูตผีสุสานหยิน
ผู้นี้มีใจเปิดกว้างเหนือธรรมดา
แตกต่างจากความสุขสงบภายในลานบ้าน ภายนอกตัวบ้านได้รับการ
คุ้มกันอย่างแน่นหนา ทุกห้าก้าวจัดตั้งป้อมระวังภัย ทุกสิบก้าวมียาม
รักษาการณ์ผู้หนึ่ง เห็นทหารลาดตระเวนอยู่ทั่วทุกแห่งหน หากเป็นคน
ภายนอกที่ไม่ทราบเรื่อง ยังเข้าใจว่าที่นี่เป็นค่ายทัพใหญ่ของกองทหารที่มี
ระเบียบวินัยเคร่งครัดเสียอีก
เมื่อจั่วม่อเดินออกจากลานบ้าน องครักษ์ที่ด้านนอกรุดเข้ารับหน้า
ทันที “ท่านปรมาจารย์!”
จั่วม่อกล่าวอย่างเกรงอกเกรงใจ “นำข้าไปพบท่านกุ่ยจู่”
องครักษ์ผู้นั้นรีบรับคำ “ขอรับ!”
อย่างรวดเร็ว รถม้าที่เทียมรถด้วยม้ากระดูกเพลิงฝันร้ายสี่ตัวปรากฏ
ขึ้นที่ด้านหน้าจั่วม่อ จั่วม่อไม่ปฏิเสธน้าใจ ก้าวขึ้นรถม้าอย่างง่าย ๆ
ภายในลานบ้าน
ผู้เฒ่าหวูเห็นเช่นนั้น อดกล่าวกระตุ้นเตือนชิงเสี่ยวไม่ได้ “ปล่อยให้ต้า
เหรินไปตามลำพังจะไม่มีปัญหารึ?”
ชิงเสี่ยวเหลือบมองผู้เฒ่าหวูแวบหนึ่ง ย้อนถามอย่างยิ้มแย้ม “ปัญหา
อันใด?”
“ความปลอดภัย!” ผู้เฒ่าหวูสีหน้าร้อนใจ
ชิงเสี่ยวตบไหล่ผู้เฒ่าหวู “เจ้าคงไม่คิดว่าพี่ใหญ่ไม่มีขีดความสามารถ
ในการป้องกันตัวหรอกกระมัง?”
ผู้เฒ่าหวูอึ้งงันไป
ชิงเสี่ยวโบกมือ “ไม่ต้องห่วงกังวลกับพี่ใหญ่แล้ว โลกนี้ผู้ที่สามารถ
เอาชนะพี่ใหญ่ได้ ฮ่า! เกรงว่ายังไม่เกิด!” สุ้มเสียงเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น
อย่างเปี่ยมล้น
ผู้เฒ่าหวูอดไม่ได้ที่จะกังขา หากมิใช่ว่าชิงเสี่ยวเป็นที่น่าเชื่อถือ มันคง
ด่าทอกลับไปสักคำแล้ว
ชิงเสี่ยวเกาศีรษะแกรก ๆ กล่าวราวบ่นพึมพำกับตัวเอง “พี่ใหญ่บอก
ว่าการสอนของข้าการไม่ได้ ที่แท้ใช้การไม่ได้ที่ใด?”
ผู้เฒ่าหวูหลุดออกมาจากห้วงความคิด ถูกดึงดูดด้วยวาจาของชิงเสี่ยว
ทันที “ต้าเหรินบอกว่าการสอนของอาเสี่ยวใช้การไม่ได้?
“อาจเป็นเพราะเจ้าพวกนี้ไม่มีความสามารถมากพอที่จะทำความ
เข้าใจ ทำให้ต้าเหรินเกิดไม่พอใจขึ้นมา… …” ผู้เฒ่าหวูพยายามขบคิดหา
สาเหตุ
ชิงเสี่ยวดวงตาเป็นประกาย “ความเข้าใจ! ใช่แล้ว! ในเมื่อข้าไม่รู้
วิธีการสั่งสอน เช่นนั้นพวกเจ้าสามารถเข้าใจได้ด้วยตัวเอง! ฮ่าฮ่า!
เหมือนกับข้าอย่างไรเล่า!”
ผู้เฒ่าหวูเข้าใจว่าชิงเสี่ยวจนปัญญากับพวกมัน จนคิดเลิกล้มความ
ตั้งใจชี้แนะ ต้องร้อนใจขึ้นมา รีบคิดหาคำพูดมาหยุดยั้งชิงเสี่ยว
ชิงเสี่ยวพลันหมุนตัวกลับมา สีหน้ายิ้มกริ่ม “นับตั้งแต่วันนี้ไป ผู้ใด
สามารถหลุดรอดจากมือข้านับว่ามีคุณสมบัติ! มา เข้ามาพร้อมกันให้
หมด!”
ทุกคนตะลึงลานจนอ้าปากค้าง
นี่เป็นดินแดนแห่งความตายโดยแท้!
จั่วม่อทอดตามองทิวทัศน์ภายนอก อดบังเกิดความเศร้าหดหู่ไม่ได้
เห็นทิวเขาสีเทาทอดตัวเหยียดยาวไร้ที่สิ้นสุด ยอดเขาจำนวนมากปกคลุม
ด้วยหมอกสีเทา ที่แห่งนี้เป็นโลกที่มีแต่สีเทา สีขาวและสีดำ ไม่มีสีอื่นอีก
เมื่อเห็นว่าจั่วม่อมีความสนใจในทิวเขาที่ห่างไกล องครักษ์ผู้นำทาง
กล่าวเป็นเชิงแนะนำว่า “นั่นคือทิวเขากระดูกเหลือคณา”
“ทิวเขากระดูกเหลือคณา?” นามนี้นับว่าขู่ขวัญผู้คนไม่น้อย
“ใช่ขอรับ ยอดเขาเหล่านั้นล้วนสุมซ้อนขึ้นมาจากกองกระดูก ทุกหน
ทุกแห่งมีแต่กระดูก บางครั้งเมื่อฝนตก กระดูกเหล่านั้นจะไหลมาตามน้า
กระดูกที่เห็นอยู่ในบริเวณนี้แทบทั้งหมดล้วนถูกชะล้างลงมาจากทิวเขา
เหล่านั้นเอง” องครักษ์ในเวลานี้ทำหน้าที่เหมือนผู้นำทางเต็มตัว
“กระดูกมากมายถึงเพียงนี้มาจากที่ใดกัน?” จั่วม่อสนอกสนใจยิ่ง
“ไม่มีผู้ใดบอกได้!” องครักษ์สั่นศีรษะ “ในกาลก่อน มีผู้คนมากมาย
ให้ความสนใจต่อทิวเขากระดูกเหลือคณา แต่หลังจากสืบเสาะอยู่นานปี
กลับไม่พบพานสิ่งใด บางคนยังบุกลึกเข้าไปในทิวเขากระดูกเหลือคณา
เพื่อเสาะหาแหล่งที่มา แต่ไม่เคยมีผู้ใดรอดชีวิตกลับมา ที่นั่นเต็มไปด้วย
กระดูกมากมายสารพัดชนิด มีคนจำนวนหนึ่งลุ่มหลงงมงายในวัตถุดิบ
ประเภทกระดูก ดังนั้นพวกมันชมชอบไปยังที่แห่งนั้น เพื่อเก็บรวบรวม
กระดูกที่ใช้การได้ กู่อู๋ซวงต้าเหรินถึงกับอาศัยอยู่ที่นั่น”
?”
“บ่อพลังงานความตายที่ดีที่สุด… …” องครักษ์ผู้นั้นนิ่งครุ่นคิด “เรื่อง
นี้ข้าไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่ในที่แห่งนี้มีทะเลหมื่นสระเดือด ท่านปรมาจารย์
หากมีความสนใจ สามารถลองไปชมดู”
“ทะเลหมื่นสระเดือด!” จั่วม่อจดจำไว้ในใจ
องครักษ์ผู้นี้มีความสามารถในการสนทนา บอกเล่าถึงสถานที่พิเศษ
เฉพาะหลายแห่งที่มีอยู่ในเขตหมื่นสุสานแห่งโลกความมืด นับว่าช่วยเปิด
หูเปิดตาให้แก่จั่วม่อไม่น้อย หมื่นสุสานแห่งโลกความมืด แม้แต่ในดินแดน
แห่งความมืดยังถือว่าเป็นสถานที่พิเศษไม่เหมือนผู้ใด เหตุที่ผู้พิทักษ์
สุสานหยินสามารถครองอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในหมื่นสุสานแห่งโลก
ความมืด สืบเนื่องเพราะเผ่าปิศาจอื่น ๆ ไม่อาจทนรับพลังงานความตายที่
หนาแน่นเข้มข้นถึงเพียงนี้ได้
หากผู้ที่ไม่ได้ฝึกปรือเคล็ดวิชาเฉพาะดังเช่นเคล็ดวิชาของผู้พิทักษ์
สุสานหยินเสนอหน้าเข้ามา พวกมันจะถูกพลังงานความตายกัดกินจนตาย
จั่วม่อฟังออกว่าองครักษ์ผู้นี้จงรักภักดีต่อจ้าวภูตผีสุสานหยิน ทั้ง
เคารพเทิดทูนและเลื่อมใสศรัทธาอย่างสุดหัวใจ จั่วม่อรู้สึกว่าผู้พิทักษ์
สุสานหยินที่เคยได้ยินได้ฟังจากโลกภายนอก คล้ายจะผิดแผกแตกต่าง
จากสิ่งที่มันได้สัมผัสด้วยตัวเองอย่างสิ้นเชิง
ในไม่ช้า พวกมันก็เดินทางมาถึงที่พำนักของกุ่ยจู่ (จ้าวภูตผี)
ที่พำนักของจ้าวภูตผีสุสานหยินกลับเรียบง่ายสามัญยิ่ง หากมิใช่ว่า
องครักษ์นำพามันมาที่นี่ จั่วม่อต้องไม่มีทางคาดเดาได้ ว่าหนึ่งในคนระดับ
สูงสุดของดินแดนแห่งความมืด จะอาศัยอยู่ในตัวตึกที่ทั้งธรรมดาและ
สมถะถึงเพียงนี้
ภายนอกที่พักไม่มีแม้กระทั่งทหารยามสักคน
องครักษ์ก้าวเข้าไปที่ประตู กล่าวอย่างนอบน้อม “กุ่ยจู่ ท่าน
ปรมาจารย์มาแล้ว!”
“เชิญเข้า” สุ้มเสียงระคายหูของกุ่ยจู่ดังออกมาจากด้านหลังประตู
ประตูเปิดออกด้วยตัวเอง
จั่วม่อเดินเข้าไปด้านใน ลานบ้านนั้นยังคงเรียบง่ายธรรมดา ไม่มี
เครื่องประดับตกแต่งใด ๆ กุ่ยจู่นั่งอยู่ที่ใจกลางลาน มันลุกขึ้นยืนช้า ๆ พยัก
หน้าให้จั่วม่อ ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการทักทาย
“ปรมาจารย์เมื่อมาแล้ว แสดงว่าเรื่องของยุทธภัณฑ์เทพมีความคิด
อันใดกระมัง?”
โต๊ะและเก้าอี้กระดูกสองตัวผุดขึ้นจากพื้นดิน กุ่ยจู่ทรุดกายลงนั่งบน
เก้าอี้กระดูกตัวหนึ่ง พลางทำท่าเชื้อเชิญให้จั่วม่อนั่งลง หลังจากจั่วม่อนั่ง
ลงเรียบร้อย ถ้วยกระดูกสองใบพลันปรากฏขึ้นบนโต๊ะ เต็มไปด้วย
ของเหลวสีแดงดุจเลือด
“เชิญ” กุ่ยจู่ยกถ้วยขึ้น ดื่มลงไปจนเกลี้ยงฉาด
จั่วม่อยกถ้วยกระดูกขึ้นมองดูอย่างอยากรู้อยากเห็น มันลองสูดดม
กลับไม่มีกลิ่นคาวเลือดฉุนกึกอย่างที่คาด แต่เต็มไปด้วยกลิ่นหอม
เฉพาะตัวชนิดหนึ่ง
กุ่ยจู่มองดูสีหน้าท่าทางของจั่วม่อ ต้องหัวร่อเสียงระคายหู “นี่เป็น
หนึ่งในสินค้าพิเศษของหมื่นสุสานแห่งโลกความมืด เรียกว่าไขกระดูกแดง
ชาด ดูผิวเผินคล้ายโลหิตสด ๆ แต่อันที่จริงเป็นน้านมหินชนิดหนึ่ง”
จั่วม่อยกถ้วยดื่มจนหมด ไขกระดูกแดงชาดเมื่อไหลผ่านลงไปใน
ลำคอ มันรู้สึกถึงความสดชื่นมีชีวิตชีวาสายหนึ่งแล่นตรงไปยังหัวใจ
ไม่อาจเป็นวัตถุดิบระดับต่า ส่วนการลงแรงอย่างแข็งขัน หมายถึงว่าการ
สลักอักขระเทพและลวดลายอักขระจะต้องเหมาะสมกลมกลืน เพื่อให้
สามารถแสดงคุณสมบัติของวัตถุดิบเหล่านั้นออกมาได้ถึงขีดสุด ช่วยหนุน
เสริมเจ้าของอย่างเต็มกำลังความสามารถ” จั่วม่ออรรถาธิบายอย่างปลอด
โปร่ง
“กล่าวได้ดี” กุ่ยจู่ผงกศีรษะ “เช่นนั้นปรมาจารย์ต้องการวัตถุดิบ
ประเภทใด?”
“ข้าไม่รู้จักคุ้นเคยกับวัตถุดิบความมืด” จั่วม่อกล่าวหลังจากขบคิด
ชั่วขณะ “มีวัตถุดิบชนิดใดบ้างที่กุ่ยจู่ไม่อาจทำลายได้ด้วยพลังเทพของ
ท่าน?”
กุ่ยจู่งงงันวูบ มันเอียงศีรษะครุ่นคิด แล้วกล่าวว่า “ปรมาจารย์ โปรด
รอสักครู่”
จากนั้นมันหายตัวไป
หายตัวไปครั้งนี้กลับหายไปเป็นเวลานาน แต่จั่วม่อหาได้แตกตื่น
ตกใจไม่
กุ่ยจู่ปรากฏตัวอีกครั้งในครึ่งชั่วยามให้หลัง เคล้ง เคล้ง เคล้ง วัตถุดิบ
หลายชนิดร่วงกราวลงบนพื้นโต๊ะ กุ่ยจู่กล่าวว่า “พลังเทพของข้าไม่อาจ
ทำลายวัตถุดิบเหล่านี้”
จั่วม่อเลือกหยิบกระดูกชิ้นหนึ่งขึ้นมาเป็นอันดับแรก นี่ดูคล้ายว่าจะ
เป็นกระดูกต้นขาของมนุษย์ แต่กลับเป็นสีทองเข้มอันพิเศษเฉพาะ ราวกับ
หล่อหลอมขึ้นจากโลหะก็มิปาน
เมื่อถืออยู่ในมือ จั่วม่อพลันสัมผัสถึงความรู้สึกอันคุ้นเคยชนิดหนึ่ง
ความอบอุ่นจาง ๆ สายหนึ่งแล่นผ่านมาจากท่อนกระดูก
“สามารถมอบกระดูกนี้ให้แก่ข้าหรือไม่ ข้ายินดีแลกเปลี่ยนกับสิ่งอื่น
ที่ไม่ด้อยไปกว่ากัน” จั่วม่อเงยหน้ากล่าวกับกุ่ยจู่
กุ่ยจู่พอฟังต้องประหลาดใจเล็กน้อย แต่มันสั่นศีรษะพลางกล่าว “ไม่
จำเป็นต้องแลกเปลี่ยน ปรมาจารย์หากต้องการกระดูกนั่น ข้าจะยกให้”
จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยน มันจึงไม่เชื่อว่ากุ่ยจู่จะมองไม่เห็น
คุณลักษณะที่ไม่ธรรมดาสามัญของกระดูกท่อนนี้ แต่คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่าย
จะใจกว้างถึงเพียงนี้ ถึงกับมอบให้แก่มันโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน จั่วม่อแย้ม
ยิ้ม “เช่นนั้นน้าใจของกุ่ยจู่ ข้าขอรับเอาไว้แล้ว”
มันไม่มีเจตนาจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่าย ๆ ลอบตัดสินใจว่าจะหลอม
สร้างยุทธภัณฑ์เทพที่ดีที่สุดให้แก่กุ่ยจู่ จั่วม่อมีวัตถุดิบที่ดีมากมาย ดังนั้นมี
ความเชื่อมั่นว่าจะทำได้อย่างแน่นอน
มันเก็บกระดูกสีทองเข้มชิ้นนั้นเข้าไปในแหวนมิติ จากนั้นจั่วม่อเริ่ม
ตรวจดูวัตถุดิบอื่น ๆ
มีหัวกะโหลกสีซีดศีรษะหนึ่ง เบ้าตากลวงเปล่าคล้ายลึกล้าไร้ก้นบึ้ง
จั่วม่อเมื่อมองดู บังเกิดความรู้สึกราวกับว่าทั้งร่างจะถูกดูดเข้าไป พลัน
บังเกิดความตื่นตัว ได้สติขึ้นมาทันที นิ่งงันอยู่กับที่ไปชั่วครู่
หัวกะโหลกนี้แปลกประหลาดอยู่บ้าง!
ลูกกลมหมอกสองดวงในเบ้าตากลวงเปล่า ทั้งลึกล้าและสงบนิ่งอย่าง
บอกไม่ถูก
แทบไม่ต้องตรวจดู จั่วม่อก็ทราบว่านี่เป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ กระทั่งด้วย
พลังฝึกปรือด่านเทพยุทธ์ของมันยังแทบจะถูกดึงเข้าไป ความสามารถลวง
ตาของหัวกะโหลกนี้นับว่าไม่อาจหยั่งคำนวณได้
จั่วม่อวางหัวกะโหลกลงดังเดิม จากนั้นยื่นมือไปยังวัตถุดิบอีกชิ้นหนึ่ง
นั่นเป็นศิลาดำก้อนหนึ่ง มองจากภายนอกธรรมดาสามัญยิ่ง แต่เมื่อ
จั่วม่อลองหยิบขึ้นมา กลับไม่สามารถยกก้อนศิลาขึ้นมาได้
มันทดลองเป็นหนที่สอง ก้อนศิลายังคงไม่เคลื่อนไหว
“ศิลาก้อนนี้มีน้าหนักกว่าหมื่นจิน ครั้งหนึ่งข้าได้รับมาโดยบังเอิญ”
กุ่ยจู่บอกเล่าด้วยสุ้มเสียงแข็งทื่อ
จั่วม่อตื่นตะลึงอยู่บ้าง ก้อนศิลาที่มีขนาดเท่ากำมือกลับหนักหน่วงถึง
หนึ่งหมื่นจิน! ไม่ต้องแปลกใจเลยที่มันไม่อาจยกขึ้นได้ จั่วม่อแม้มีพลัง
ฝึกปรือด่านเทพยุทธ์ แต่ร่างกายของมันยังไม่ทุเลาหายดี ย่อมไม่อาจยก
ก้อนศิลาที่หนักหน่วงถึงปานนี้ได้
วัตถุดิบชิ้นที่สามเป็นท่อนไม้สีเทาชิ้นหนึ่ง ตลอดทั้งท่อนเต็มไปด้วย
รอยไหม้
ไม้ท่อนนี้มีน้าหนักเบาอย่างยิ่ง ถืออยู่ในมือราวกับไม่ได้ถือสิ่งใดอยู่
เลย สิ่งที่ทำให้จั่วม่อประหลาดใจมากที่สุด คือไม้ท่อนนี้แผ่กลิ่นอายของ
แดนร้างออกมาอย่างชัดเจน
จั่วม่อศึกษาบันทึกโบราณหลายฉบับ พอจะคาดเดาได้ว่าของสิ่งนี้
สมควรเป็นไม้ขนนกเทา หนึ่งในต้นไม้เทพแห่งโลกยุคบรรพกาล เป็น
ธรรมดาที่กุ่ยจู่ไม่อาจใช้พลังเทพของตนทำลายท่อนไม้วิเศษนี้
จั่วม่อยื่นส่งไม้ขนนกเทาให้แก่กุ่ยจู่ กล่าวว่า “กุ่ยจู่ ลองโคจรพลังเทพ
ด้วยของสิ่งนี้ดู”
กุ่ยจู่ไม่พิรี้พิไรมากความ รับไม้ขนนกเทาและเริ่มโคจรพลังเทพใน
บัดดล
กลิ่นอายลี้ลับชั่วร้ายอันเย็นยะเยียบพลันครอบคลุมทั่วลานบ้าน
จั่วม่อสีหน้าสงบราบเรียบ ไม่สะท้านหวั่นไหวแม้แต่น้อย ในใจทำการ
วิเคราะห์อย่างรวดเร็ว ชั่วอึดใจให้หลัง ค่อยพยักหน้าพลางกล่าว “นี่ไม่
เลว”
กุ่ยจู่ไม่เคยคิดเลยว่า อาศัยช่วงเวลากระชั้นสั้นถึงเพียงนี้ จั่วม่อจะ
สำรวจตรวจสอบพลังเทพของมันจนทะลุปรุโปร่งไปแล้ว
พลังฝึกปรือด่านเทพยุทธ์ของจั่วม่อ ช่วยให้มันมีความสามารถในการ
วิเคราะห์ถึงขั้นน่าแตกตื่นสะท้านโลก กุ่ยจู่แม้เพิ่งสำแดงพลังเทพของตน
เพียงชั่วครู่ แต่สำหรับจั่วม่อเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
“ศิลาก้อนนี้ไม่เหมาะกับท่าน ไม้ขนนกเทาและหัวกะโหลกกลับใช้
การได้ แต่ยังจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบอื่น ๆ อีกด้วย” จั่วม่อกล่าวด้วยสุ้มเสียง
ของปรมาจารย์ผู้ช่าชองชำนาญ
มันไม่ได้หลอกลวงอีกฝ่าย ในศาสตร์วิชาหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพ
ใต้หล้านี้เกรงว่าไม่มีผู้ใดเชี่ยวชาญไปกว่ามันอีกแล้ว
“ไม้ขนนกเทา?”
“อา” จั่วม่ออธิบาย “นี่เป็นต้นไม้เทพที่หาได้ยากมากที่สุดชนิดหนึ่ง
เบาเหมือนขนนก ชนเผ่าโบราณมักนำมาใช้ทำเป็นลูกธนูเทพ ยากนักที่จะ
ได้พบเห็นไม้ขนนกเทาชิ้นใหญ่ถึงเพียงนี้”
“ปรมาจารย์รอบรู้กว้างขวางนัก” กุ่ยจู่กล่าวสืบต่อด้วยสุ้มเสียง
ระคายหูของตน “ยังต้องการวัตถุดิบชนิดใดอีกบ้าง?
?”
“ดี” กุ่ยจู่สงวนถ้อยคำประหนึ่งล้าค่าดุจทองคำ
องครักษ์ซึ่งเป็นผู้นำทางจั่วม่อมาที่นี่ถูกเรียกเข้ามา ยืนหน้าเคร่งขรึม
อยู่ด้านข้างกุ่ยจู่
“นำท่านปรมาจารย์ไปยังคลังเก็บวัตถุดิบ ไม่ว่าท่านบอกให้ทำสิ่งใด
เจ้าก็ทำสิ่งนั้น” กุ่ยจู่กำชับ
“ขอรับ!” องครักษ์พยักหน้ารับคำ
จั่วม่อพลันกล่าวว่า “ข้าต้องการชมดูทะเลหมื่นสระเดือด และเลือก
บ่อน้าพลังงานความตายจำนวนหนึ่ง”
กุ่ยจู่พยักหน้า “ตามสบาย”
จากนั้นหันไปกล่าวกับองครักษ์ “เรื่องนี้มอบให้เจ้าดูแลเช่นกัน”
“ทราบแล้ว!” องครักษ์ผู้นั้นรีบรับคำ
“ที่นี่คือคลังสินค้า” เบื้องหน้าวัตถุดิบกองเท่าภูเขาเลากา องครักษ์ดู
เล็กจ้อยไปถนัดตา “สิ่งที่อยู่ในคลังสินค้าแห่งนี้ล้วนเป็นวัตถุดิบที่ค่อนข้าง
ดี”
ด้านหลังของมันปรากฏวัตถุดิบหลายร้อยชนิดลอยตามมา จั่วม่อหยุด
เท้า กวักมือเรียกผู้ดูแลคลังสินค้า “เข้ามาที่นี่ จดรายการวัตถุดิบเหล่านี้”
ผู้ดูแลคลังสินค้าคุ้นเคยกับวัตถุดิบทั้งหมดเป็นอย่างยิ่ง มันจดรายการ
วัตถุดิบทั้งหมดที่จั่วม่อเลือกออกมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นจั่วม่อระบุจำนวน
ของวัตถุดิบแต่ละชนิดที่มันต้องการ
จั่วม่อพอเอ่ยคำหนึ่ง ผู้ดูแลคลังสินค้าก็จะผงกศีรษะรับครั้งหนึ่ง
แต่รอจนจั่วม่อกล่าวถึงวัตถุดิบสุดท้าย ผู้ดูแลคลังสินค้าสีหน้าทอแวว
ขัดแย้ง
จั่วม่อสังเกตเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย จึงถามว่า “มีไม่พอรึ?”
“ผู้น้อยไม่กล้าปิดบังต้าเหริน ในรายการสินค้าของเรามีไม่พอจริง ๆ
ของสิ่งนี้มีค่ามาก เกรงว่าพวกเราจะมีเพียงแค่หนึ่งในสิบของจำนวนที่ต้า
เหรินต้องการ” ผู้ดูแลคลังสินค้าสุ้มเสียงเจือสะอื้น
องครักษ์สีหน้าดำทะมึน ก้าวเข้ามามองดูใบรายการ แต่รอจนเห็นคำ
‘กระดูกผลึก’ ก็ไม่เอ่ยคำใดอีก และเมื่อเห็นตัวเลขบอกจำนวนที่ต่อท้ายคำ
ต้องนิ่งเงียบงันไป
เห็นสีหน้าท่าทีคล้ายเผชิญวันสิ้นโลกของคนทั้งสอง จั่วม่องุนงงอยู่
บ้าง มันกวักมือเบา ๆ กระดูกชิ้นหนึ่งพลันลอยออกจากภูเขาวัตถุดิบ มา
หยุดอยู่ตรงเบื้องหน้า “เจ้านำของสิ่งนี้มาหลอมกลั่นอีกสักเล็กน้อย ไยมิใช่
กลายเป็นกระดูกผลึกแล้ว?”
องครักษ์และผู้ดูแลคลังสินค้าสะท้านขึ้นทั้งร่างดุจถูกสายฟ้าฟาด พา
กันยืนตะลึงลานอยู่กับที่