สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 509 ฉีกจักรวาล
“ว่านฮว่า เผ่าพันธุ์ภัยพิบัติไม่ตกลงหรือ?”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์ผู้ถูกจองจำรู้สึกใจหายวูบ
หากเรื่องเป็นไปอย่างราบรื่น ผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้งสองของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ
ตอบตกลงที่จะต่อต้านเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก จักรพรรดินีแมลงว่าน
ฮว่าก็คงจะไม่เป็นเช่นนี้
“ใช่”
“ผู้แข็งแกร่งสูงสุดสองคนนั้นปฏิเสธข้าโดยตรง”
จักรพรรดินีแมลงว่านฮว่ารู้สึกจนปัญญา เธอยังไม่ทันได้พูดอะไรเลย แต่
กลับถูกผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้งสองของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติไล่ออกมาแล้ว
เหล่าผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้งสองของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ ไม่ได้ให้โอกาสที่จะพูด
เลย เห็นได้ชัดว่าไม่ได้คิดที่จะต่อต้านเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก
“เป็นไปได้อย่างไร?”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์ผู้ถูกจองจำรู้สึกไม่อยากที่จะเชื่อ
ตามหลักแล้ว เมื่อเหล่าเผ่าพันธุ์ต่างๆ นั้นมีความสมดุล เผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ
ถึงจะใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายที่สุด
หากเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดอย่างพวกเขาดับลงไปแล้ว ก็จะไม่ถึงคราวของ
เผ่าพันธุ์ภัยพิบัติหรือ?
เผ่าพันธุ์ภัยพิบัติไม่เข้าใจหลักการที่ว่า ‘เมื่อริมฝีปากหายไปฟันก็จะหนาว’
หรือ? (ถ้าสิ่งหนึ่งสูญเสียไป อีกสิ่งหนึ่งก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย)
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”
จักรพรรดินีแมลงว่านฮว่าส่ายหน้า
เธอไม่เข้าใจจริงๆ หากเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติคิดที่จะใช้โอกาสนีเรียกร้องอะไร
เธอก็มีโอกาสที่จะได้พูดบางอย่าง
แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดินีแมลงว่านฮว่า หรือเหล่าผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่า
พันธุ์ภัยพิบัติ และเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 คนอื่นๆ ก็ไม่รู้ว่าผู้แข็งแกร่งสูงสุด
ทั้งสองของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ ได้แสดงความเมตตาต่อเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทาง
ช้างเผือกไปก่อนแล้ว
ไม่เพียงแต่เผ่าพันธุ์ภัยพิบัติไม่ได้เข้าร่วมในการวางแผนที่จะจัดการกับเจ้า
แห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก แต่กลับบอกแผนการของพวกเขาให้เจ้าแห่ง
เขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกรับรู้ไปก่อนแล้ว
ในสถานการณ์เช่นนี้ เมื่อถึงเวลาที่เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกก้าว
เข้าสู่ระดับ 12 แล้ว เผ่าพันธุ์ภัยพิบัติไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับความยาก
ลำบากที่มากเกินไป
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้งสองของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ ได้คาด
การณ์ได้ว่าเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกอาจจะเป็นการกลับชาติมาเกิด
ของมหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่
แล้วยังกล้าที่จะต่อต้านเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกกับเหล่าเผ่า
พันธุ์ระดับสูงสุดอื่นๆ อีกหรือ?
นั่นคือมหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่ไร้เทียมทานในความว่างเปล่าแห่งความ
โกลาหลอย่างแท้จริง
หลังจากนั้น
ก็มีผู้แข็งแกร่งระดับ 12 คนหนึ่งกล่าวออกมา
“แล้วในตอนนี้ควรที่จะทำอย่างไรดี?”
มื่
นี้
เมื่อกล่าวคำนี้ออกมา
เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 โดยรอบก็มองหน้ากันไปมา
จะทำอย่างไรดี?
จะทำอะไรได้?
หากเหล่าผู้ที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีทั้งสองของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติไม่
ต้องการที่จะเข้ามาแทรกแซงจริงๆ
นั่นเท่ากับว่า พวกเขาสูญเสียรากฐานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการต่อต้านเจ้าแห่ง
เขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกไปอย่างสิ้นเชิง
ส่วนการเปิดสงครามเต็มรูปแบบกับอารยธรรมมนุษย์ในตอนนี้?
ถึงแม้ว่าจะเป็นวิธีหนึ่ง แต่ก็มีความยากลำบากในการที่จะลงมือจริงมาก
การเริ่มต้นสงครามนั้น ต้องใช้เวลาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สงครามเต็มรูปแบบ เหล่าเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดต่างๆ ก็คงจะต้องใช้เวลาหลาย
ร้อยหลายพันปีในการเตรียมตัว
เมื่อเวลาผ่านไปนานขนาดนั้น เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกก็คงจะ
ก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดไปแล้ว และไม่มีความหมายอะไร
ส่วนการที่ผู้แข็งแกร่งกว่าสิบคนลงมือและบุกไปยังดินแดนของอารยธรรม
มนุษย์ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นจริงมากนัก
เหล่าผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้ง 9 คนของอารยธรรมมนุษย์ก็ไม่จำเป็นที่จะต้อง
ปะทะโดยตรง และสามารถหลบอยู่ในอาวุธประจำเผ่าพันธุ์ได้
เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ต่างก็ไม่อยากที่จะทำเช่นนั้น หากทำให้เหล่าผู้
แข็งแกร่งสูงสุดทั้ง 9 คนของอารยธรรมมนุษย์จนมุมแล้วพวกเขาก็อาจจะต้อง
เอาชีวิตเข้าแลก
แล้วฝั่งพวกเขาจะสามารถอยู่รอดได้โดยที่ไม่มีบาดแผลเลยหรือ?
สิ่
ที่
สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงแค่การรบกวนการก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดของเจ้าแห่งเขต
ดาวฤกษ์ทางช้างเผือก
แล้วจะสามารถรบกวนได้สักแค่ไหนกัน?
“จริงๆ แล้วยังมีอีกวิธีหนึ่ง”
ในขณะนั้นเอง ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์โจวก็กล่าวออกมา
เมื่อเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 โดยรอบได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมา
และมองไปยังเขา
“เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกนั้นแข็งแกร่งก็จริง แต่ถึงจะแข็งแกร่ง
แค่ไหน การก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดก็อาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์โจวกล่าวอย่างช้าๆ
“พวกเราแค่รอให้เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุด
ล้มเหลวก็พอ”
ตราบใดที่เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดล้มเหลว
และดับสูญไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ทั้ง 12 เผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดของจักรวาลย่อมต้องกลับมาสู่จุดสมดุลอีกครั้ง
“รอให้เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดล้มเหลว?”
จักรพรรดินีแมลงว่านฮว่าตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
นี่ก็เหมือนกับการมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้กับโชคชะตาที่มองไม่เห็น?
หลังจากนั้น จักรพรรดินีแมลงว่านฮว่าก็กล่าวออกมา
“แล้วถ้าเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกสามารถก้าวเข้าสู่ระดับ 12 ได้
อย่างราบรื่นล่ะ?”
รื่
“ก้าวเข้าสู่ระดับ 12 ได้อย่างราบรื่น?”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์โจวส่ายหน้า ”
ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าก็ไม่มีวิธีอะไรแล้ว”
ถึงแม้ว่าวิธีของผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์โจวนั้น จะไม่ใช่ทางออก
อะไรเลย
แต่ในความหมายหนึ่งแล้ว ก็เป็นความหวังเดียวของเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ
12
ในการก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดนั้น ต้องเผชิญหน้ากับการย้อนกลับและการ
ปราบปรามของแม่น้ำแห่งกาลเวลา และแม้แต่จักรวาลทั้งหมด
ไม่ว่าพลังชีวิตของเจ้าจะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็มีโอกาสที่จะดับสูญได้อย่าง
สมบูรณ์
และนี่ก็เป็นวิธีเดียวในปัจจุบันที่สามารถทำให้เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทาง
ช้างเผือกดับสูญไปได้
ดินแดนลับ’เซียนฮวง’
หลินหยวนนั่งขัดสมาธิ
ในตอนนี้ทุกๆ ด้านของเขาก็ไปถึงจุดสูงสุด และสมบูรณ์แบบสามารถก้าว
เข้าสู่ระดับสูงสุดได้ทันที
“ประตูสู่ภพหมื่น”
จิตสำนึกของหลินหยวนจมดิ่งลงไปในจิตใจ และมองไปยังประตูสู่ภพหมื่น
ที่ตั้งตระหง่านและยิ่งใหญ่
ในตอนนี้พิกัดของโลกต้นกำเนิดแห่งแรกเริ่มเลือนรางแล้ว มีพลังของ
สวรรค์และโลกที่กว้างใหญ่ไพศาลที่ไม่ด้อยกว่าความว่างเปล่าแห่งความ
โกลาหลกำลังไหลเวียนอยู่
มื่
มั่
นั้
ริ่
“เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับ 12 และทุกอย่างมั่นคงแล้ว กลังจากนั้นเราจะเริ่มการ
เดินทางครั้งที่ 12”
หลินหยวนคิดในใจ
ทำไมจะต้องรอให้ทุกอย่างมั่นคงก่อน ถึงจะเริ่มการเดินทางครั้งต่อไป?
อัตราการไหลของเวลาในโลกต้นกำเนิดนั้น เทียบเท่ากับความว่างเปล่า
แห่งความโกลาหล เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปีที่นั่น ในจักรวาลก็จะผ่านไปประมาณ
300 ปี
และตราบใดที่หลินหยวนอยู่ที่โลกต้นกำเนิดนั้นเป็นเวลา 2-3 ปีในจักรวาล
หลักก็จะผ่านไปหลายร้อยหลายพันปี
ดังนั้นหลินหยวนต้องรอให้ฝั่งของตนเองนั้นไม่มีความเสี่ยงแล้วถึงจะเริ่ม
การเดินทางครั้งที่ 12
ไม่อย่างนั้นแล้ว หากกำลังเดินทางอยู่ แล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นในฝั่งจักรวาล
ต้องหยุดการเดินทางเหรอ?
ในการเดินทาง 11 ครั้งก่อนหน้านี้ อัตราการไหลของเวลาในจักรวาลนั้น
ต่ำกว่าอัตราการไหลของเวลาในโลกที่เดินทางไป หลินหยวนสามารถอยู่ที่โลก
ที่เดินทางไปนานเท่าไหร่ก็ได้ ในเมื่อเวลาในจักรวาลผ่านไปไม่นานเท่าไหร่
“เรารู้สึกได้ว่า เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับ 12 แล้ว ประตูสู่ภพหมื่นน่าจะเกิดการ
เปลี่ยนแปลงบางอย่าง”
หลินหยวนรู้สึกคาดหวังเล็กน้อย เมื่อความเข้าใจในกาลอวกาศของเขาไป
ถึงระดับ 7 เขาก็ค้นพบพิกัดของโลกต้นกำเนิด 33 แห่งทีอยู่ในส่วนลึกของ
ประตูสู่ภพหมื่น
และเมื่อพลังชีวิตของเขาได้ก้าวเข้าสู่ระดับ 12 อย่างสมบูรณ์แล้วความลับ
ของประตูสู่ภพหมื่นมากมาย ก็อาจจะปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา
ที่
ท้ายที่สุดแล้ว ถึงแม้ว่าพลังชีวิตในระดับ 12 จะยังไม่สามารถรองรับตัวตน
ที่แท้จริงของประตูสู่ภพหมื่นได้ แต่อย่างน้อย ก็น่าจะสามารถรับข้อมูลบาง
อย่าง หรือแม้แต่ความสามารถเกี่ยวกับประตูสู่ภพหมื่นได้มากมาย
“เริ่มก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดได้แล้ว”
หลินหยวนเริ่มรวบรวมความคิด และเริ่มติดต่อผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้ง 9 คน
ของอารยธรรมมนุษย์
การก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับทุกชีวิตและไม่ควรถูก
รบกวน
ในโลกเสมือนจริง
หลินหยวนได้พบกับผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้ง 9 คนของอารยธรรมมนุษย์
“เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก เจ้า…”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวนมองไปยังหลินหยวน และในใจก็มีการคาด
การณ์เล็กน้อย
ตั้งแต่ที่เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกต่อสู้กับบรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์
ปีกสวรรค์แล้ว พวกเขาทั้ง 9 คนก็ไม่ได้เข้ามารบกวนเลย
และตั้งใจที่จะให้หลินหยวนมีเวลาในการปรับสภาพของตนเองมากขึ้น
และในตอนนี้ที่หลินหยวนติดต่อมา
“ผมพร้อมก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดแล้วครับ”
หลินหยวนพยักหน้า เขาได้เข้าใจในกาลอวกาศระดับ 7 และได้สร้างกฎ
แห่งความโกลาหลขึ้นมา
หลินหยวนคิดว่าตนเองได้ทำทุกอย่างจนถึงจุดสูงสุดแล้ว
“ก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุด”
ทั้
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวนและผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้ง 9 คน มองไปยัง
หลินหยวน
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้นี้ไปก่อนแล้วแต่ก็อดไม่
ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
และยังมากกว่าความตื่นเต้นตอนที่พวกเขาเองก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดด้วย
ซ้ำ
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้ง 9 คนรู้ดีว่า การที่หลินหยวนก้าวเข้าสู่ระดับ 12 นั้น จะ
ส่งผลกระทบต่ออารยธรรมมนุษย์อย่างไร
อย่างน้อยที่สุดก็สามารถนำพาอารยธรรมมนุษย์ไปเป็นเผ่าพันธุ์ที่
แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาล และเหล่า 11 เผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดอื่นๆ ก็ต้องรวมตัว
กัน ถึงจะพอที่จะต่อต้านได้
ถ้าแข็งแกร่งกว่านั้น ก็คือการครอบครองจักรวาลทั้งใบแต่เพียงผู้เดียว
และพูดอะไรก็เป็นอย่างนั้น
นี่สำคัญกว่าการที่อารยธรรมมนุษย์มีผู้แข็งแกร่งสูงสุดเพิ่มมาอีกคน หรือมี
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเพิ่มมา 5-10 คน
ถึงแม้ว่าอารยธรรมมนุษย์จะมีผู้แข็งแกร่งสูงสุดเพิ่มมา 10 หรือ 20 คน ก็
ทำได้เพียงแค่ทำให้เหล่าเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดต้องรวมตัวกัน
แต่การที่หลินหยวนกลายเป็นผู้แข็งแกร่งระดับ 12 แล้วนั้น ถือเป็นการ
กำเนิดผู้ที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุด และเป็นผู้แข็งแกร่งสูงสุดใน
จักรวาลอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
เผ่าพันธุ์ภัยพิบัติที่มีผู้ที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุดเพียงแค่ 2 คน ที่
ไม่ปกติและไม่สามารถที่จะลงมือได้อย่างเต็มที่ ก็ยังสามารถยึดครองดินแดนที่
ร่ำรวยที่สุดได้ ด้วยจำนวนคนในเผ่าพันธุ์ที่น้อยที่สุด
จะเกิดอะไรขึ้นหากอารยธรรมมนุษย์มีผู้ที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้น
สูงสุดที่มีพลังเต็มที่เพิ่มมาอีกคนล่ะ?
ทั้
ที่
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้ง 9 คนไม่กล้าที่จะจินตนาการ
“เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก เจ้ารออีกสักหน่อยดีหรือไม่? ยังห่าง
ไกลจากการล่มสลายของจักรวาลอีกมาก ไม่ต้องรีบร้อน”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง และเสนอแนะออกมา
ในตอนนี้เขากังวลจริงๆ ว่าหลินหยวนจะก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดล้มเหลว
ชีวิตที่ก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดล้มเหลว จะไม่สามารถถูกชีวิตในระดับ 12 ฟื้น
คืนชีพได้
ที่จริงแล้วผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวนก็รับรู้ได้ว่า ถึงแม้ว่าหลินหยวนจะ
ไม่ก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดล้มเหลว แต่ตราบใดที่ดับสูญไปแล้วเหล่าผู้แข็งแกร่ง
ระดับ 12 ก็ไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้
การที่ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ฟื้นคืนชีพชีวิตที่ตายไปแล้วในอดีต ก็คือการใช้
พลังชีวิตของตนเองในการดึงเอารอยประทับของชีวิตที่อยู่ในส่วนลึกของแม่น้ำ
แห่งกาลเวลาขึ้นมา
แต่กับหลินหยวนล่ะ?
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวนเคยเห็นรูปร่างบางส่วนของหลินหยวนที่อยู่
ในแม่น้ำแห่งกาลเวลาด้วยตาของตนเอง เพียงแค่มือเดียวก็สามารถดึง
บรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์ลงไปได้แล้ว
หากหลินหยวนดับสูญไปแล้ว ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 คงไม่มีความสามารถ
มากพอที่จะดึงเอารอยประทับของหลินหยวนกลับมาได้ ถึงแม้ว่ารอยประทับ
นั้นจะอยู่ในแม่น้ำแห่งกาลเวลาก็ตาม
“ไม่จำเป็นต้องรอแล้วครับ”
หลินหยวนพูดพร้อมกับส่ายหน้า
ในตอนนี้สภาพของเขามาถึงจุดสูงสุดแล้ว ถึงแม้ว่าจะรอไปอีก 1,000 ปี
หรือ 10,000 ปี ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
นี้
มื่
ที่
หากยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ระดับ 12 ตอนนี้ เมื่อถึงเวลาที่หลินหยวนเดินทาง
ครั้งที่ 12 อย่างไรก็ต้องก้าวเข้าสู่ระดับ 12 อยู่ดี
เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว ก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดในจักรวาลหลักย่อมดีกว่า
“ไม่มีปัญหา”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวนพยักหน้า
“พวกเราทั้ง 9 คนจะปกป้องเจ้าอย่างสุดกำลังอย่างแน่นอนโปรดวางใจ”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวนกล่าวอย่างจริงจัง
“ขอบคุณครับ”
หลินหยวนพูด
ที่แห่งหนึ่งในดินแดนของอารยธรรมมนุษย์
ร่างของหลินหยวนปรากฏขึ้นมา
และในวินาทีต่อมา ก็มีพลังของผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้ง 9 คนปรากฏขึ้น
ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดแล้ว หลินหยวนต้องบอกตำแหน่งของสถาน
ที่ที่เขาต้องการก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดให้กับเหล่าผู้แข็งแกร่งสูงสุดก่อน
“เริ่มได้แล้ว”
ร่างของหลินหยวนหลอมรวมเข้าไปในส่วนลึกของชั้นมิติ และนั่งขัดสมาธิ
ลง
“ใช้หัวใจแห่งกาลอวกาศก่อนก็แล้วกัน”
เมื่อหลินหยวนคิดเช่นนั้น หัวใจแห่งกาลอวกาศที่ได้รับมาจากมิติหยก
ปีศาจ ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
ที่
หัวใจแห่งกาลอวกาศเป็นสมบัติที่เจ้าหอหยกปีศาจเตรียมไว้ให้กับศิษย์
สายตรง เพื่อที่จะช่วยในการก้าวเข้าสู่ระดับ 12
ถึงแม้ว่าหลินหยวนจะคิดว่าพื้นฐานของตนเองนั้นไปถึงจุดสูงสุดแล้ว และ
การก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดนั้นก็มั่นใจแน่นอนแล้ว แต่ก็ไม่ขัดข้องที่จะมีหลัก
ประกันเพิ่มมา
หวือ
หลินหยวนกลืนหัวใจแห่งกาลอวกาศเข้าไป และในทันทีนั้นก็รู้สึกได้ว่า
เสียงหัวใจของตนเองได้เปลี่ยนไป และเลือนรางไปจนถึงระดับที่สามารถหลอม
รวมกับกาลอวกาศโดยรอบได้อย่างสมบูรณ์
ในตอนนี้ หลินหยวนก็คือกาลอวกาศ และกาลอวกาศก็คือหลินหยวน
“เป็นแบบนี้นี่เอง”
หลินหยวนพยักหน้าเล็กน้อย
ในตอนนี้เขาสามารถรับรู้ได้ว่าหัวใจแห่งกาลอวกาศนั้นใช้วิธีการใดในการ
เพิ่มโอกาสในการก้าวเข้าสู่ระดับ 12
หนึ่งคือการยืดเวลาที่ตนเองสามารถอยู่ในแม่น้ำแห่งกาลเวลาออกไป
สองก็คือการหลอมรวมกับกาลอวกาศ เพื่อที่จะลดแรงกดดันจากแม่น้ำ
แห่งกาลเวลาและแม้แต่การย้อนกลับของจักรวาล
ในขณะที่ความคิดหมุนวนไป
หลินหยวนค่อยๆหลับตาลง
และจากนั้น
หลินหยวนค่อยๆปล่อยให้พลังชีวิตของตนเองเปลี่ยนแปลง
“หืม?”
ทั้
ที่
นั้
ลี่
เหล่าผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้ง 9 คนที่อยู่โดยรอบนั้น มีสีหน้าทีเปลี่ยนไปเล็ก
น้อย
ในตอนนี้พวกเขารับรู้ได้ว่าห้วงอวกาศนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ราวกับว่า
เป็นการกลับสู่จุดกำเนิด หรือราวกับว่ากลับไปสู่จุดเริ่มต้น
ฮึ่ม
ในวินาทีต่อมา
ขอบเขตที่ผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้ง 9 คนมองเห็นนั้น
ค่อยๆถูกฉีกออก