สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 711 พบสหายผู้น้อย
“เหลือเชื่อ”
“ไม่เคยได้ยินมาก่อน”
“ยากจะหยั่งถึง”
จ้าวแห่งนิจนิรันดร์ทีละองค์ต่างเอ่ยปาก บอกความรู้สึกของตนเอง
ในฐานะสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา ได้เห็นเส้นเวลาในอนาคตมานับไม่ถ้วน แม้
อนาคตที่ดูเหลือเชื่อเพียงใดก็เคยเห็นมาแล้ว
แต่กรณีเช่นหลินหยวนนี้ หากมิได้เห็นด้วยตาตนเอง ก็ยากที่จะเชื่อโดยสิ้น
เชิง
จ้าวอู๋เลี่ยงมองไปยังโลกต้นกำเนิดที่ห่างไกลออกไป กล่าวว่า:
“ทุกท่าน ข้าตั้งใจจะกลับไปสักครั้ง เพื่อพบกับ ‘หยินเหอ’ สหายผู้น้อยผู้
นั้น”
แม้ว่าในเส้นเวลาในอนาคตจำนวนมาก จ้าวอู๋เลี่ยงประเมินได้ว่าหลิน
หยวนมิใช่คนที่เข้าหาได้ยาก
แต่ในอนาคตที่ห่างไกลออกไปยิ่งกว่านั้น พวกตนเหล่าจ้าวแห่งนิจนิรันดร์
ยังคงต้องพึ่งพาอีกฝ่าย
ดังนั้น การพบปะล่วงหน้าเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีก็มีความสำคัญอย่าง
ยิ่งเช่นกัน
เส้นเวลาในอนาคตที่มีหลินหยวนดำรงอยู่ สิ่งที่เรียกว่าภัยพิบัติมาร โดย
พื้นฐานแล้วล้วนสามารถผ่านพ้นไปได้
นั้
สิ่
ที่
สิ้
ดังนั้น สิ่งที่เหล่าจ้าวแห่งนิจนิรันดร์พิจารณาคือ หลังจากภัยพิบัติมารสิ้น
สุดลง ตนเองกับหลินหยวนควรจะอยู่ร่วมกันอย่างไร
“กลับไปสักครั้งรึ?”
จ้าวเฮยคง จ้าวอู๋ซาน และจ้าวแห่งนิจนิรันดร์องค์อื่นๆ สีหน้าเปลี่ยนแปลง
ไปเล็กน้อย
การจะกลับไปยังโลกต้นกำเนิด จำเป็นต้องข้ามผ่านกำแพงกั้นสองสาย
แห่งแสงและมาร
เมื่อครั้งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฟ้าดิน เหล่าจ้าวแห่งนิจนิรันดร์เพื่อ
ที่จะตรึงร่างแสงสว่างของจ้าวเทียนกวงไว้ ได้ใช้พลังแยกส่วนไปมากมาย จึงได้
ตกอยู่ในสภาวะคุมเชิงกัน ณ ที่แห่งนี้
เช่นนี้ ไม่เพียงแต่ผนึกร่างแสงสว่างของจ้าวเทียนกวงไว้ แม้แต่ตนเองก็ถูก
ผนึกไว้ที่นี่โดยสิ้นเชิงเช่นกัน
แต่ไม่มีอะไรแน่นอน เมื่อถึงระดับจ้าวแห่งนิจนิรันดร์ วิธีการมีมากมายเห
ลือคณานับ การจะหลุดพ้นจากการผนึกนี้ กลับไปยังโลกต้นกำเนิดชั่วคราว
ก็มิใช่ว่าจะทำไม่ได้
เพียงแต่ต้องจ่ายราคาอันมหาศาล
และต่อให้กลับไปยังโลกต้นกำเนิดได้ ก็เป็นเพียงร่างแยกจิตสำนึกร่างหนึ่ง
ไม่อาจต้านทานร่างมารทมิฬของจ้าวเทียนกวงได้
ดังนั้น โดยพื้นฐานแล้วจึงไม่มีความหมายใดๆ เลย
ก่อนหน้านี้ จ้าวแห่งนิจนิรันดร์ทั้งสิบสามองค์ก็ไม่เคยมีความคิดนี้มาก่อน
แต่บัดนี้เล่า?
ต่อให้ต้องจ่ายราคาที่สูงส่งเพียงใด
ขอเพียงสามารถกลับไปยังโลกต้นกำเนิดได้ สร้างความสัมพันธ์กับ ‘หยิน
เหอ’ ผู้นั้นล่วงหน้า ราคาที่สูงส่งเพียงใดก็คุ้มค่าแล้ว
ในฐานะสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา สิ่งที่มองเห็นและวางแผนมิได้จำกัดอยู่
เพียงปัจจุบัน หากแต่เป็นอนาคตอันห่างไกล
บางที การจ่ายราคาอันมหาศาลเพื่อกลับไป ในระยะสั้นถือว่าเสียเปรียบ
อย่างมาก
แต่หากมองในระยะยาว ขอเพียงสามารถผูกมิตรกับหลินหยวนได้ ผูกมิตร
กับจ้าวแห่งกาลเวลาในอนาคต
ราคาเพียงเท่านี้ จะนับเป็นอะไรได้เล่า?
อีกทั้ง หลินหยวนย่อมมิใช่จ้าวแห่งกาลเวลาธรรมดาทั่วไป
สิ่งมีชีวิตที่มีอนาคตแทบจะแน่นอนเช่นนี้ ที่มาของเขายิ่งใหญ่เพียงใด จ้าว
แห่งนิจนิรันดร์ทั้งสิบสามองค์ล้วนไม่กล้าคิดให้ลึกซึ้งนัก
“ข้าก็จะกลับไปด้วย”
“ในเมื่อท่านอู๋เลี่ยงจะกลับไป เช่นนั้นข้าก็จะกลับไปด้วย”
จ้าวแห่งนิจนิรันดร์อีกสิบสององค์เมื่อได้ยินดังนั้น ก็ตัดสินใจทันที
หากจ้าวอู๋เลี่ยงไม่เอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา อาจมีจ้าวแห่งนิจนิรันดร์บางองค์ลังเล
เพราะคำนึงถึงราคาที่ต้องจ่ายสูงเกินไป
แต่ในเมื่อจ้าวอู๋เลี่ยงตั้งใจจะกลับไปแล้ว จ้าวแห่งนิจนิรันดร์องค์อื่นๆ ย่อม
ทำได้เพียงตามไปด้วยโดยธรรมชาติ
มิฉะนั้น หากจ้าวแห่งนิจนิรันดร์สิบสององค์กลับไปสร้างความคุ้นเคยกับ
‘หยินเหอ’ สหายผู้น้อยแล้ว เหลือเพียงจ้าวแห่งนิจนิรันดร์องค์เดียวที่ไม่ได้ไป
ในเส้นเวลาอนาคต โอกาสวาสนามากมายคาดว่าคงไม่มีความเกี่ยวข้อง
ใดๆ กับตนเองอีกแล้ว
………..
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
ร่างต้นแท้จริงของหลินหยวนนั่งขัดสมาธิ ออร่าแห่งความโกลาหลล่องลอย
อยู่รอบๆ
พร้อมกับการสร้างโลกอนุภาคเม็ดทรายอนันต์ภายในร่างอย่างต่อเนื่อง
กลิ่นอายของหลินหยวนยิ่งมายิ่งลึกล้ำ ราวกับหลุมดำขนาดมหึมาที่ไม่เคยมีมา
ก่อน กลืนกินทุกสิ่งในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลรอบทิศทางตาม
สัญชาตญาณ
“อักขระ?”
หลินหยวนไม่ได้ทุ่มเทสมาธิจิตใจไปกับการสร้างโลกอนุภาคมากนัก
ในโลกต้นกำเนิดแห่งที่สอง เขาเคยเดินผ่านเส้นทางนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง บัดนี้
เป็นเพียงการทำซ้ำอีกครั้ง ย่อมทำได้อย่างง่ายดายสบายๆ
สิ่งที่หลินหยวนให้ความสนใจในขณะนี้ คือการประยุกต์ใช้อักขระ
“กาลเวลา…”
ความคิดของหลินหยวนเคลื่อนไหวเล็กน้อย อักขระขนาดเล็กจิ๋วทีละตัว
รวมตัวกันขึ้นในระหว่างความคิดของตน ก่อเกิดเป็นเส้นเวลาขนาดเล็กทีละเส้น
คลี่กางออกไปสู่อนาคตอย่างต่อเนื่อง
เมื่อบรรลุถึงระดับขั้นที่ความคิดก่อเกิดเป็นอักขระได้ทันที ความเข้าใจใน
อักขระของหลินหยวนในขณะนี้ราวกับเป็นสัญชาตญาณการมองดูเส้นเวลาก็
เป็นเช่นเดียวกัน แม้จะยังห่างไกลจากสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่แท้จริงทั้งในด้าน
ความชัดเจนและจำนวนเส้นเวลาทีมองเห็น
แต่ความรู้สึกของการควบคุมเส้นเวลาได้อย่างสมบูรณ์แบบนี้ ก็ยังคงทำให้
เขาหลงใหล
“อนาคต”
นึ่
หลินหยวนมองไปยังเส้นเวลาในอนาคตเส้นหนึ่งของตนเอง
ในเส้นเวลาเส้นนี้ หลินหยวนในอีกแปดพันปีต่อมาเปลี่ยนผ่านเป็นสิ่งมี
ชีวิตแห่งกาลเวลาที่แท้จริง จากนั้นก็เริ่มพยายามสำรวจห้วงมิตินอกความว่าง
เปล่าแห่งความโกลาหล
หลังจากนั้น เมื่อหลินหยวนสังเกตการณ์ลึกลงไปอีก ก็สัมผัสได้ถึงแรง
ต้านทานบางอย่าง
“ยิ่งสังเกตการณ์เส้นเวลาที่ห่างไกลออกไป ก็จะยิ่งได้รับแรงต้านทาน ตอน
นี้เรายังมิใช่สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่แท้จริง ต่อให้ใช้ทางลัดอื่น ก็สามารถมองดู
เส้นเวลาได้ แต่ก็มองดูได้ไม่นานนัก”
หลินหยวนคิดในใจ
“แต่ขอเพียงเราก้าวเข้าสู่ระดับ 13 อาศัยความเข้าใจในวิถีแห่งอักขระ
บวกกับการเปลี่ยนผ่านแก่นแท้ของชีวิต เส้นเวลาที่มองเห็นไม่ว่าจะเป็นด้าน
จำนวนหรือความลึก ก็น่าจะเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่เพิ่งก้าวขึ้นมา
ใหม่ตนอื่นๆ อย่างมาก”
หลินหยวนคิดอย่างเงียบๆ ในใจ
ยังไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา ก็สามารถลองพยายามมองดูเส้นเวลา
ด้วยตนเองได้แล้ว
หากได้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา การยกระดับที่ได้รับย่อมต้องเหนือ
กว่าสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่เพิ่งก้าวขึ้นมาใหม่ตนอื่นๆอย่างแน่นอน
“เพียงแต่อนาคตของเรา…”
หลินหยวนใช้เวลาไปกว่าครึ่งค่อนวัน สังเกตการณ์เส้นเวลาของตนเอง
หลายสิบเส้น พบว่าเป็นจริงดังที่บรรพบุรุษทั้งหกกล่าวไว้ ทุกๆเส้นเวลาเขา
ล้วนก้าวเข้าสู่ระดับ 13 กลายเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา
“เป็นเพราะเหตุใดกันแน่?”
ยิ่
หลินหยวนสงสัยในใจ พร้อมกับการยกระดับขอบเขตพลัง เขายิ่งตระหนัก
ถึงความยากลำบากในการทะลวงจากระดับ 12 สู่ระดับ 13
การทะลวงผ่านวังวนแห่งกาลเวลา ไม่เคยมีคำว่าแน่นอน อย่างมากที่สุดก็
เพียงแค่เพิ่มความเป็นไปได้ในการทะลวงผ่าน แต่พอมาถึงตัวเขา กลับกลาย
เป็นแน่นอนหรือ?
“เกี่ยวข้องกับประตูสู่ภพหมื่น?”
หลินหยวนคาดเดาในใจ “หรือจะกล่าวว่า ต่อให้เป็นวังวนแห่งกาลเวลา ก็
ไม่อาจขัดขวางประตูสู่ภพหมื่นได้?”
หลินหยวนเชื่อมโยงความคิดมากมาย
แน่นอนว่า
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดเดาของหลินหยวน
ส่วนว่าจะเป็นจริงหรือไม่ ก็ต้องรอหลังจากติดอยู่ในวังวนแห่งกาลเวลา
แล้วเท่านั้นจึงจะทราบได้
“ด้วยรากฐานของเราในตอนนี้ ต่อให้ไม่พึ่งพาประตูสู่ภพหมื่นความเป็นไป
ได้ที่จะทะลวงผ่านวังวนแห่งกาลเวลาก็สูงมากอยู่แล้ว”
หลินหยวนคิดในใจ ผู้ฝึกฝนเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์กระจายอยู่ทั่วห้วง
มิติหลายสิบแห่ง จำนวนมหาศาล ‘สมอ’ ที่ก่อตัวขึ้นนั้นแข็งแกร่งมั่นคง น่าสะ
พรึงกลัวอย่างยิ่งยวดแน่นอน
ประการที่สอง อาศัยเคล็ดวิชาสืบทอดที่จ้าวเทียนกวงทิ้งไว้ การประยุกต์
ใช้อักขระของหลินหยวนก็บรรลุถึงระดับที่ความคิดก่อเกิด
ได้ทันที ต่อให้ติดอยู่ในวังวนแห่งกาลเวลาอย่างลึกซึ้ง ก็สามารถ ‘โกง’ ได้
ในระดับหนึ่ง
ประการสุดท้าย ก็คือความเข้าใจท้าทายสวรรค์ของหลินหยวน
มื่
ที่
ตลอดหมื่นปีที่ผ่านมา หลินหยวนได้ศึกษาทำความเข้าใจกฎแห่งวิถีนับ
หมื่นพัน ขอบเขตที่เกี่ยวข้องกว้างขวางอย่างยิ่ง คาดว่าแม้แต่สิ่งมีชีวิตแห่งกาล
เวลาที่แท้จริงก็ยังเทียบเขาไม่ได้
หากติดอยู่ในวังวนแห่งกาลเวลาอย่างลึกซึ้งเมื่อใด ต่อให้เผชิญกับการ
ทดสอบที่ตนเองไม่เคยสัมผัสมาก่อน แต่เมื่อเข้าใจจุดหนึ่งก็ย่อมเข้าใจร้อยจุด
ยิ่งขอบเขตที่เชี่ยวชาญกว้างขวางมากเท่าใดวิธีการรับมือก็จะยิ่งมีมากขึ้น
เท่านั้น
หลินหยวนอยากรู้จริงๆ ว่า วังวนแห่งกาลเวลาจะสามารถกักขังตนเองไว้
ได้นานเพียงใด
“หืม?”
ทุกที่ที่สายตาของหลินหยวนมองไป ล้วนคืออักขระ ในไม่ช้าก็มองทะลุ
แก่นแท้ส่วนใหญ่ของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
“ที่นั่นคือสถานที่ที่สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 ในความว่างเปล่าแห่ง
ความโกลาหลประจำอยู่เหรอ?”
หลินหยวนอาศัยพลังแห่งอักขระ ค้นพบว่าในความว่างเปล่าแห่งความ
โกลาหลมีสถานที่เจ็ดแห่งที่มีกลิ่นอายลึกล้ำ ตนเองยังไม่อาจ
มองทะลุได้ในตอนนี้ คาดเดาว่าน่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาของความ
ว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
“สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาเจ็ดตนรึ?”
หลินหยวนคิดในใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้จำนวนสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาใน
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
สถานที่พิเศษในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลมีอยู่หลายสิบแห่ง แต่ก็
ไม่ได้หมายความว่ามีสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาหลายสิบตนสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา
แต่ละตนได้สร้างสถานที่พิเศษหลายแห่งขึ้นเพื่อชดเชยภัยซ่อนเร้นเกี่ยวกับ
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลทีตนเองสังเกตการณ์เห็น
สิ่
“ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลไม่ใช่โลกต้นกำเนิด แต่สิ่งมีชีวิตแห่ง
กาลเวลาที่ถือกำเนิดขึ้นกลับมีไม่น้อยเลย” หลินหยวนอดทอดถอนใจมิได้
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาของโลกต้นกำเนิดแห่งแรก มีเพียงหกตนนั่นก็คือ
บรรพบุรุษทั้งหก
แน่นอนว่า นี่ก็เป็นเพราะโลกต้นกำเนิดแห่งแรกถือกำเนิดมายังไม่นานนัก
ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะบ่มเพาะให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาตนใหม่ขึ้นมา
“ตอนนี้เราสามารถพยายามทะลวงสู่ระดับ 13 ได้ทุกเมื่อ”
ความคิดของหลินหยวนหดกลับคืนมา สัมผัสได้ถึงพลังแห่งกาลเวลาสาย
หนึ่งอย่างเลือนรางวนเวียนอยู่รอบกายเขา
นี่เป็นเพราะแก่นแท้ชีวิตของหลินหยวนแข็งแกร่งเกินไปแข็งแกร่งจนพลัง
แห่งกาลเวลาเข้ามาเกาะติดโดยสมัครใจ ขอเพียงหลินหยวนตัดสินใจที่จะ
ทะลวงสู่ระดับ 13 เริ่มยกระดับแก่นแท้ชีวิตพลังแห่งกาลเวลาเหล่านี้ก็จะก่อตัว
เป็นวงจรขึ้นทันที กักขังหลินหยวนไว้ภายใน
“รอให้สร้างโลกอนุภาคจนเสร็จสมบูรณ์ก่อนค่อยว่ากัน”
หลินหยวนส่ายหน้าเบาๆ
ในเส้นเวลาอนาคตสิบกว่าเส้นที่เขาเพิ่งมองเห็นเมื่อครู่ ตัวเขาอย่างเร็ว
ที่สุดก็ต้องรออีกหลายพันปีจึงจะพยายามทะลวงสู่ระดับ 13
ในเมื่ออนาคตของตนเองทำเช่นนี้ ย่อมต้องมีเหตุผลที่ทำเช่นนั้นแน่นอน
เขาก็ไม่จำเป็นต้องทำตรงกันข้าม
อย่างน้อยผลลัพธ์ของอนาคตเหล่านี้ ตนเองล้วนก้าวเข้าสู่ระดับ 13 ได้
อย่างราบรื่น หากทำตรงกันข้าม ให้กำเนิดเส้นเวลาใหม่ขึ้นมาทำให้การก้าวเข้า
สู่ระดับ 13 ของตนเองเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดฝัน
ถึงตอนนั้นก็คงถึงคราวที่หลินหยวนต้องปวดหัวแล้ว
………..
ที่
โลกต้นกำเนิดแห่งที่สอง
หลินหยวนนั่งขัดสมาธิ
ณ ที่ห่างไกลออกไป มองเห็นไอมารที่เจือจางอย่างเลือนราง
“เทพมาร…”
หลินหยวนสีหน้าครุ่นคิด “สิ่งที่เรียกว่าเทพมาร คือร่างมารทมิฬที่จ้าว
เทียนกวงสร้างขึ้น เช่นนั้นแล้วร่างแสงสว่างของพระองค์เล่า?”
ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้นมา
หลินหยวนก็มีคำตอบอยู่ในใจแล้ว
ร่างแสงสว่างของจ้าวเทียนกวง ถูกเหล่าจ้าวแห่งนิจนิรันดร์รั้งไว้แล้ว
นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฟ้าดินเริ่มต้นขึ้น เหล่าจ้าวแห่งนิจ
นิรันดร์ก็หายตัวไปพร้อมกัน และร่างแสงสว่างของจ้าวเทียนกวงก็หายไปอย่าง
ไร้ร่องรอยเช่นกัน
ไอมารที่ปกคลุมโลกต้นกำเนิดทั้งใบ ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากร่างมารทมิฬ
ของจ้าวเทียนกวง นั่นก็คือเทพมาร แต่ร่างแสงสว่างกลับไม่เคยปรากฏตัวออก
มาเลย
เหล่าจ้าวแห่งนิจนิรันดร์กับร่างแสงสว่างของจ้าวเทียนกวงหายตัวไป
พร้อมกัน
สาเหตุในเรื่องนี้ย่อมชัดเจนในตัวเอง
“ตามความหมายของจ้าวเทียนกวง พลังของร่างแสงสว่างของพระองค์
เหนือกว่าร่างมารทมิฬอยู่ขั้นหนึ่ง”
หลินหยวนคิดในใจ “คาดว่าจ้าวแห่งนิจนิรันดร์ทั้งสิบสามองค์ในตอนนี้
กำลังคุมเชิงอยู่กับร่างแสงสว่างของจ้าวเทียนกวง”
ทั้
หากจ้าวแห่งนิจนิรันดร์ทั้งสิบสามองค์ปราบปรามร่างแสงสว่างได้แล้ว
บัดนี้ก็ควรจะกลับมานานแล้ว
หากยังไม่ได้ปราบปราม กลับถูกร่างแสงสว่างของจ้าวเทียนกวงปราบ
ปรามแทน เช่นนั้นร่างแสงสว่างก็ควรจะกลับมาแล้วเช่นกัน
“จ้าวเทียนกวง…” หลินหยวนสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของจ้าวแห่งนิจนิ
รันดร์ผู้นี้อีกครั้ง
ภายใต้เงื่อนไขที่สูญเสียจิตใจและเจตจำนงไป ร่างแท้จริงทั้งสองร่างต่างก็
รั้งโลกต้นกำเนิดทั้งใบและจ้าวแห่งนิจนิรันดร์ทั้งสิบสามองค์ไว้
ขณะนั้นเอง——
ครืน ครืน ครืน~ กาลอวกาศโดยรอบเกิดความผันผวนจิตสำนึกอันยิ่งใหญ่
สายแล้วสายเล่ามาถึงในชั่วพริบตา ปรากฏลง ณที่ไม่ไกลจากหลินหยวน
จิตสำนึกอันยิ่งใหญ่แต่ละสายรวมตัวกันเป็นร่างสูงตระหง่านอย่างรวดเร็ว
รวมเป็นร่างเงาสิบสามร่างยืนนิ่งอยู่ที่นั่น
การปรากฏตัวของร่างเงาสิบสามร่างนี้ ทำให้โลกต้นกำเนิดทั้งใบเริ่มสั่น
สะเทือน ไอมารไร้ที่สิ้นสุดเริ่มปั่นป่วน กลิ่นอายของเทพมารปรากฏแนวโน้มที่
จะรวมตัวกันขึ้นใหม่
“นี่?”
หลินหยวนสีหน้าตกใจ มองไปยังร่างสูงตระหง่านสิบสามร่างที่อยู่ไม่ไกล
ร่างสูงตระหง่านที่เป็นผู้นำใบหน้าประดับรอยยิ้ม สายตาฉายแววเป็นมิตร
มองมายังหลินหยวน “อู๋เลี่ยงคารวะสหายผู้น้อย”