สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 713 จ้าวเทียนกวงผู้ร่วงหล่น
(จบบท)
แววตาของจ้าวอู๋เลี่ยงฉายแววรำลึกถึงอดีต: “ว่าไปแล้ว ข้าควรจะนับว่า
เป็นศิษย์ของจ้าวเทียนกวงกระมัง? ในช่วงแรกที่ฟ้าดินแห่งนีถือกำเนิด ข้ากับ
สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรกัน”
“ในขณะที่กำลังจะตาย จ้าวเทียนกวงก็ปรากฏตัวขึ้น เป็นพระองค์ที่ช่วย
ข้าไว้”
หลินหยวนฟังอยู่ ในช่วงแรกที่โลกต้นกำเนิดถือกำเนิด จะบ่มเพาะสิ่งมี
ชีวิตที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งยวดออกมามากมาย การต่อสู้แย่งชิงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่
ตอนนั้นแล้ว
“ตอนนั้น ทั่วทั้งร่างของจ้าวเทียนกวงสาดส่องแสงสว่างอันไร้ขอบเขต ข้า
รู้สึกอบอุ่นสบายอย่างยิ่ง จึงคิดที่จะติดตามพระองค์”
“แต่น่าเสียดายที่จ้าวเทียนกวงไม่ได้ตอบตกลง พระองค์ถ่ายทอดเคล็ด
วิชาบำเพ็ญเพียรบางส่วนเข้ามาในจิตใจข้า ซึ่งในนั้นก็มีเกี่ยวกับวิถีแห่งอักขระ
อยู่ด้วย แล้วก็จากไป”
“ข้ามีเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรที่สมบูรณ์แล้ว พลังจึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว”
จ้าวอู๋เลี่ยงหยุดไปครู่หนึ่ง กล่าวต่อไปว่า: “ต่อมา ข้าก็ได้ยินข่าวสารที่
เกี่ยวข้องกับจ้าวเทียนกวงอีก พระองค์เดินทางไปทั่วทุกหน
แห่งในฟ้าดินนี้ เผยแพร่เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียร ทำให้สรรพชีวิตมองเห็น
เส้นทางเบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน วางรากฐานระบบการบำเพ็ญเพียร”
“พลังของข้าแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่จ้าวเทียนกวงถ่ายทอดวิชาก็จะ
ไปร่วมด้วย”
รั้
นึ่
“มีครั้งหนึ่ง หลังจากจ้าวเทียนกวงถ่ายทอดวิชาเสร็จ ไม่ได้จากไป ข้าจึง
รวบรวมความกล้าเข้าไปถาม ถามจ้าวเทียนกวงว่าเหตุใดจึงทำเช่นนี้? เหตุใดจึง
เผยแพร่เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรอันล้ำค่าให้แก่สรรพชีวิต?”
หลินหยวนได้ยินดังนั้น ก็พยักหน้าเล็กน้อย
เขาก็มีความสงสัยนี้เช่นกัน
เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรนั้นล้ำค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับแก่นแท้
แห่งมหาเต๋าเช่นวิถีแห่งอักขระ
เผยแพร่ให้สรรพชีวิตโดยไม่มีเหตุผลหรือ? หรือเป็นเพียงเพราะความ
เมตตา?
การที่หลินหยวนเผยแพร่แขนงย่อยของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ ก็เพื่อ
เสริมความแข็งแกร่งให้ ‘สมอ’ ภายนอก เพิ่มความเป็นไปได้ในการทะลวงผ่าน
วังวนแห่งกาลเวลา
แต่จ้าวเทียนกวงทำไปเพื่ออะไร?
เมื่อถึงระดับสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็นความเมตตาหรือความชั่ว
ร้าย ทุกสิ่งล้วนเป็นเส้นทางของตนเอง
ตัวอย่างเช่นจ้าวเทียนกวง มีร่างแสงสว่างที่สงสารสรรพชีวิต ก็มีร่างมาร
ทมิฬที่เฉยเมยไร้ความรู้สึกเช่นกัน
ผ่านร่างมารทมิฬ หลินหยวนก็รู้ชัดเจนว่าจ้าวเทียนกวงมิใช่ผู้ที่มีความ
เมตตาบริสุทธิ์อย่างแท้จริง
สิ่งที่เรียกว่าความเมตตา คือสิ่งที่ทำเมื่อไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของ
ตนเอง
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาสามารถสังเกตการณ์เส้นเวลาในอนาคตได้ ความ
เมตตาที่พวกพระองค์กล่าวถึง ส่วนใหญ่แล้วน่าจะเป็นตัวเลือกหลังจากได้มอง
ดูเส้นเวลาในอนาคตมากมายแล้ว
นั้
นี่
สิ่
ที่
นี้
“ตอนนั้นจ้าวเทียนกวงตรัสว่า นี่คือสิ่งที่ในอนาคตพระองค์เป็นหนี้สรรพ
ชีวิตในโลกนี้ จึงชดใช้ล่วงหน้า สะสางบุญคุณความแค้น”
จ้าวอู๋เลี่ยงกล่าวเสียงเบา: “ตอนนั้นข้ายังไม่เข้าใจความหมายของประโยค
นี้ เป็นหนี้สรรพชีวิตในอนาคตของโลกนี้หรือ?”
หลินหยวนตั้งใจฟังอย่างจริงจัง สีหน้าราวกับกำลังครุ่นคิด
จ้าวแห่งนิจนิรันดร์อีกสิบสององค์ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
หากว่ากันถึงความเข้าใจในตัวจ้าวเทียนกวงแล้ว จ้าวอู๋เลี่ยงเหนือกว่าพวก
พระองค์อย่างมาก
“ต่อมาอีก ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดข้าก็ได้เป็นจ้าวแห่งนิจนิ
รันดร์ กลายเป็นตัวตนในฟ้าดินแห่งนี้ที่รองลงมาจากจ้าวเทียนกวงเท่านั้น” จ้า
วอู๋เลี่ยงกล่าว
หลินหยวนพยักหน้า
หากนับรวมจ้าวเทียนกวงด้วย จ้าวอู๋เลี่ยงคือจ้าวแห่งนิจนิรันดร์องค์ที่สอง
ของโลกต้นกำเนิดแห่งนี้
“หลังจากข้ากลายเป็นจ้าวแห่งนิจนิรันดร์ จ้าวเทียนกวงก็มาหาด้วยตนเอง
พูดคุยกับข้านานมาก ข้าจึงได้รู้ว่าจ้าวเทียนกวงมิใช่สิ่งมีชีวิตของฟ้าดินแห่งนี้
พระองค์มาจากช่องว่างระหว่างมิติ บังเอิญค้นพบฟ้าดินแห่งนี้ สัมผัสได้ถึงกลิ่น
อายแห่งความสมบูรณ์แบบเพียงเล็กน้อย จึงรอคอยอยู่ภายนอกเป็นเวลาหนึ่ง
วงจรแห่งการทำลายล้างครั้งใหญ่ที่สมบูรณ์”
“สุดท้ายต้องจ่ายราคาอย่างมหาศาล ฉวยโอกาสที่ฟ้าดินแห่งนีเพิ่งถือ
กำเนิดสร้าง เจตจำนงของโลกเพิ่งจะตื่นขึ้นมาในเบื้องต้นบวกกับไม่มีจ้าวแห่ง
นิจนิรันดร์องค์อื่นใดสังเกตเห็น จึงสามารถแทรกซึมเข้ามาได้อย่างราบรื่น”
จ้าวอู๋เลี่ยงกล่าว
“ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง”
การคาดเดาในใจของหลินหยวนได้รับการยืนยัน
ความแข็งแกร่งของจ้าวเทียนกวง กับจ้าวแห่งนิจนิรันดร์สิบสามองค์ใน
ภายหลัง แทบจะมีความแตกต่างอย่างชัดเจน
บรรพบุรุษทั้งหกของโลกต้นกำเนิดแห่งแรก ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือบรรพบุ
รุษต้าฝู แต่พลังของบรรพบุรุษต้าฝู กับบรรพบุรุษห้าองค์ในภายหลัง แม้จะมี
ความแตกต่าง แต่ก็ไม่ถึงกับมากขนาดนี้
ในสายตาของหลินหยวน จ้าวเทียนกวงแทบจะแน่นอนว่าเป็นจ้าวแห่งกาล
เวลาองค์หนึ่ง และภายในหนึ่งวงจรแห่งการทำลายล้างครั้งใหญ่ที่สมบูรณ์ของ
โลกห้วงมิติแห่งหนึ่ง ยากที่จะให้กำเนิดจ้าวแห่งกาลเวลาขึ้นมาได้
จ้าวแห่งกาลเวลาเกือบทั้งหมด ล้วนหลังจากที่โลกห้วงมิติบ้านเกิดของ
ตนเองถูกทำลายล้างครั้งใหญ่แล้ว ท่องไปในช่องว่างระหว่างมิติเป็นเวลาไม่รู้กี่
ปี จึงได้เข้าใจถึงวิธีการรวบรวมเส้นเวลาของตนเองสุดท้ายจึงบรรลุเป็นจ้าว
แห่งกาลเวลา
“โลกของเราแห่งนี้ มีกลิ่นอายแห่งความสมบูรณ์แบบอยู่สายหนึ่งนี่มีความ
สำคัญอย่างยิ่งต่อจ้าวเทียนกวง มีประโยชน์ต่อการทะลวงสู่ขั้นนั้นของ
พระองค์”
จ้าวอู๋เลี่ยงกล่าว
“กลิ่นอายแห่งความสมบูรณ์แบบ?”
หลินหยวนสีหน้าราวกับกำลังครุ่นคิด
ขณะเดียวกันก็ตระหนักได้อย่างเลือนรางว่า นี่อาจจะเป็นความพิเศษของ
โลกต้นกำเนิด
หากว่ากันถึงความแข็งแกร่งและจำนวนสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาทีบ่มเพาะ
ขึ้นมา ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลไม่ได้ด้อยไปกว่าโลกต้นกำเนิด
แต่ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลกลับมิใช่โลกต้นกำเนิด และในส่วนลึก
ของประตูสู่ภพหมื่น กลับมีเพียงพิกัดของโลกต้นกำเนิดสามสิบสามแห่ง
เท่านั้น?
ห้วงมิติอันไร้ที่สิ้นสุด มีห้วงมิติที่แข็งแกร่งอยู่บ้าง ที่เทียบเคียงความว่าง
เปล่าแห่งความโกลาหลได้ย่อมมีมากกว่าสามสิบสามแห่งแน่นอน แต่เหตุใด
ประตูสู่ภพหมื่นจึงกำหนดให้โลกเพียงสามสิบสามแห่งนี้เป็นโลกต้นกำเนิด
เท่านั้น
คาดว่าคงเกี่ยวข้องกับกลิ่นอายแห่งความสมบูรณ์แบบ
หลินหยวนได้ประสบกับห้วงมิติที่แตกต่างกันมาแล้ว กระทั่งได้มองเห็น
การโคจรของต้นกำเนิดโลกต้นกำเนิดแห่งแรก ก็ตระหนักได้ว่าโลกต้นกำเนิด
ใกล้เคียงกับความสมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง ในด้านนีเหนือกว่าความว่างเปล่าแห่ง
ความโกลาหลอยู่มากโข
แน่นอนว่า ความสมบูรณ์แบบเช่นนี้เป็นเพียงความสมบูรณ์แบบของตัว
โลกเอง ไม่ได้ช่วยยกระดับการบ่มเพาะสิ่งมีชีวิตอย่างเห็นได้ชัด
“ใช่แล้ว จ้าวเทียนกวงตรัสว่า ในอนาคตเมื่อพระองค์ทะลวงสู่ขั้นนั้น
อาศัยกลิ่นอายแห่งความสมบูรณ์แบบสายนี้ บางทีอาจจะมองเห็นได้ไกลขึ้น”
จ้าวอู๋เลี่ยงกล่าว
“มองเห็นได้ไกลขึ้น…”
หลินหยวนนึกถึงคำบรรยายของจ้าวเทียนกวงเกี่ยวกับการทะลวงสู่สิ่งมี
ชีวิตแห่งกาลเวลาที่สมบูรณ์แบบระดับ 14
ได้ก็คือได้
ไม่ได้ ต่อให้พยายามเพียงใดก็คือไม่ได้
แต่บัดนี้อาศัยกลิ่นอายแห่งความสมบูรณ์แบบสายนี้ กลับสามารถมองเห็น
ได้ไกลขึ้น?
ขึ้
ที่นี้
บางทีการมองเห็นได้ไกลขึ้นในที่นี้ มิใช่การมีประโยชน์ต่อการทะลวงสู่
ระดับ 14 แต่เป็นความสามารถที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาหยั่งรู้ได้ชัดเจน
ขึ้นว่าตนเองสามารถเปลี่ยนผ่านสู่สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่สมบูรณ์แบบได้หรือ
ไม่?
“ต่อมาอีก เฮยคง อู๋ซาน พวกเขาก็ทยอยกลายเป็นจ้าวแห่งนิจนิรันดร์เช่น
กัน”
จ้าวอู๋เลี่ยงเหลือบมองจ้าวแห่งนิจนิรันดร์สิบสององค์ด้านหลัง
“หลังจากฟ้าดินแห่งนี้ให้กำเนิดจ้าวแห่งนิจนิรันดร์สิบสามองค์แล้ว จ้าว
เทียนกวงก็เรียกพวกเราทั้งหมดไป บอกว่าเตรียมจะทะลวงสู่ขั้นนั้น”
จ้าวอู๋เลี่ยงถอนหายใจ
“ทะลวงสู่ขั้นนั้น?”
หลินหยวนตกใจ
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ จ้าวเทียนกวงตั้งใจที่จะทะลวงสู่สิ่งมีชีวิตแห่งกาล
เวลาที่สมบูรณ์แบบระดับ 14 หรือ?
“ถูกต้อง”
“จ้าวเทียนกวง ทะลวงต่อหน้าพวกข้าทั้งสิบสามคน”
จ้าวเฮยคงเอ่ยปากเสริม
“ผลเป็นอย่างไร?”
หลินหยวนถามทันที
แล้วก็ตระหนักได้ในทันทีว่า ประโยคนี้ไม่มีความหมาย
ผลลัพธ์ย่อมล้มเหลวแน่นอน มิฉะนั้นหากจ้าวเทียนกวงเปลี่ยนผ่านเป็นสิ่ง
มีชีวิตแห่งกาลเวลาที่สมบูรณ์แบบแล้ว โลกต้นกำเนิดแห่งนี้ก็คงไม่ตกอยู่ใน
นี้
สภาพเช่นนี้ในปัจจุบัน
“ผลลัพธ์…”
จ้าวอู๋เลี่ยงเงียบไปครู่หนึ่ง “ข้าเห็นด้วยตาตนเองว่าจิตใจและเจตจำนง
ของจ้าวเทียนกวงกำลังถูกยกระดับ กำลังลุกไหม้ ความเจิดจรัสถึงขีดสุดเช่นนั้น
แม้แต่เส้นเวลาก็ยังปั่นป่วนอย่างรวดเร็ว”
“สุดท้าย จิตใจและเจตจำนงของจ้าวเทียนกวงกลับหายไป ไม่รู้ว่ามอดไหม้
จนหมดสิ้น หรือถูกลบเลือนไปจากความว่างเปล่า”
จ้าวอู๋เลี่ยงมองหลินหยวน กล่าวต่อไปว่า: “น่าเสียดายที่ข้าสุดท้ายก็ไม่ได้
เรียกจ้าวเทียนกวงว่าอาจารย์สักคำ จ้าวเทียนกวงตรัสว่า การชี้แนะของ
พระองค์ต่อพวกข้า เป็นหนี้ที่ติดค้างไว้ในอนาคตไม่จำเป็นต้องฝากตัวเป็น
ศิษย์”
“หลังจากนั้นเล่า?”
หลินหยวนถามต่อ
“หลังจากนั้น… ก็คือเมื่อสูญเสียการกดข่มจากจิตใจและเจตจำนงของจ้าว
เทียนกวง ร่างกายเนื้อของพระองค์ก็สูญเสียการควบคุมอย่างรวดเร็ว ร่างมาร
ทมิฬกับร่างแสงสว่างถูกขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณ เริ่มกลืนกินฟ้าดินแห่งนี้
อย่างตามอำเภอใจ”
จ้าวเฮยคงเอ่ยปาก: “พวกข้าร่วมมือกันต่อต้าน พบว่าทำได้เพียงเร่งการ
ทำลายล้างของฟ้าดินแห่งนี้เท่านั้น หลังจากได้มองดูเส้นเวลานับไม่ถ้วน จึงได้
ล่อร่างแสงสว่างของจ้าวเทียนกวงออกไป มีเพียงทำเช่นนี้เท่านั้น จึงจะสามารถ
ทิ้งประกายความหวังไว้ให้แก่อนาคตได้”
“จ้าวเทียนกวง พระองค์ทราบหรือไม่ว่าการทะลวงสู่ขั้นนั้น จะก่อให้เกิด
ผลลัพธ์เช่นนี้?” หลินหยวนสอบถาม
“น่าจะไม่ทราบ” จ้าวอู๋เลี่ยงส่ายหน้า “การทะลวงสู่สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา
ที่สมบูรณ์แบบ โดยพื้นฐานแล้วไม่ได้อยู่ในเส้นเวลา ไม่สามารถสังเกตการณ์
ที่
สั่
นี้
ผ่านเส้นเวลาได้ การที่จ้าวเทียนกวงเต็มใจสั่งสอนสรรพชีวิตในฟ้าดินแห่งนี้ ก็
เพื่อแลกกับโอกาสในการทะลวงสู่สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่สมบูรณ์แบบ ณ ที่
แห่งนี้ ส่วนผลที่ตามมาของการทะลวงนั้นเล่า? ไม่อาจคาดการณ์ได้”
“หลังจากที่ร่างแสงสว่างและร่างมารทมิฬของจ้าวเทียนกวงสูญเสียการ
ควบคุมแล้ว กลับคืนสู่เส้นเวลาอีกครั้ง จึงสามารถสังเกตการณ์ได้ จากนั้นจึงได้
วางแผนวิธีการต่างๆ นานา”
จ้าวอู๋เลี่ยงกล่าว
สายตาของจ้าวแห่งนิจนิรันดร์ทั้งสิบสามองค์มีทั้งความซับซ้อนและความ
หวาดกลัว
แม้จะแข็งแกร่งดุจจ้าวเทียนกวง ก็ยังจิตใจและเจตจำนงหายไปในระหว่าง
การทะลวงสู่สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่สมบูรณ์แบบ ผลลัพธ์เช่นนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิต
แห่งกาลเวลาตนใดยอมรับได้
“จ้าวเทียนกวง พระองค์ ตอนนี้น่าจะถือว่าร่วงหล่นไปแล้วกระมัง”
จ้าวอู๋เลี่ยงกล่าวเสียงเบา
หากยังไม่ร่วงหล่น ด้วยนิสัยของจ้าวเทียนกวง ย่อมไม่ยอมให้ร่างแท้จริง
ทั้งสองสูญเสียการควบคุมเช่นนี้
“ร่วงหล่น?”
หลินหยวนถอนหายใจในใจ
สำหรับจ้าวแห่งกาลเวลาเช่นจ้าวเทียนกวงแล้ว คาดว่ามีเพียงการทะลวงสู่
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น ที่จะสามารถทำให้พวกพระองค์
ร่วงหล่นโดยสมบูรณ์ได้
“สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่สมบูรณ์แบบ?”
หลินหยวนมีความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในระดับขั้นนี้
สิ่
ยิ่
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาสามารถสังเกตการณ์เส้นเวลาทีละเส้นและยิ่ง
สังเกตการณ์มากเท่าใด ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความเล็กน้อยของตนเองมากขึ้น
เท่านั้น ปรารถนาที่จะเปลี่ยนผ่านสู่สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่สมบูรณ์แบบซึ่ง
หยั่งรู้เส้นเวลาทั้งหมดได้อย่างถ่องแท้
“สหายผู้น้อยหยินเหอ พวกข้าตอนนี้สมควรจากไปแล้ว”
ขณะนั้น จ้าวอู๋เลี่ยงเหลือบมองไอมารที่ค่อยๆ เดือดพล่านขึ้นโดยรอบ ร่าง
เงาเลือนรางสายหนึ่งได้ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว นั่นก็คือเทพมารนั่นเอง
เช่นเดียวกัน ณ นอกโลกต้นกำเนิด ในห้วงเวลาและมิติที่เต็มไปด้วยแสง
สว่างอันไร้ขอบเขตแห่งนั้น ดอกไม้แห่งแสงสว่างก็กำลัง
ปั่นป่วนเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าเนื่องจากการมาเยือนของจ้าวแห่งนิจนิรันดร์
ทั้งสิบสามองค์ ทำให้ร่างแสงสว่างและร่างมารทมิฬของจ้าวเทียนกวงเกิด
ปฏิกิริยาในระดับที่แตกต่างกัน
“ขอรับ”
หลินหยวนพยักหน้า
“ข้าได้สั่งการสำนักนิจนิรันดร์ใหญ่ทั้งหลายแล้ว ต่อไปล้วนฟังคำสั่งของ
สหายผู้น้อยหยินเหอ”
จ้าวอู๋เลี่ยงกล่าว
จ้าวแห่งนิจนิรันดร์องค์อื่นๆ ก็ไม่มีท่าทีคัดค้านใดๆ
กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ นับจากนี้ไปจนกระทั่งภัยพิบัติมารสิ้นสุดลง หลิน
หยวนจะเป็นผู้ปกครองเพียงหนึ่งเดียวของโลกต้นกำเนิดแห่งนี้ คำพูดของเขามี
ผลบังคับใช้ยิ่งกว่าคำพูดของจ้าวแห่งนิจนิรันดร์เสียอีก
“คราหน้าเมื่อพบกัน สหายผู้น้อยหยินเหอก็คงเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา
แล้ว”
“ใช่แล้ว พวกเราไว้พบกันอีกครั้งในฐานะสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา”
นั้
ที่
ฐ
จ้าวแห่งนิจนิรันดร์ทีละองค์กล่าวตามลำดับ จากนั้นร่างแยกจิตสำนึกที่มา
เยือนก็สลายไปอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับการหายไปของร่างแยกจิตสำนึกทั้งสิบสามสาย ไอมารที่ค่อยๆ
เดือดพล่านขึ้นรอบทิศทางก็กลับสู่ความสงบอีกครั้ง
“ไว้พบกันอีกครั้งในฐานะสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลารึ?”
หลินหยวนปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า
จากนั้นก็กลับเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรอีกครั้ง