สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 722 สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาตนใหม่?
เผ่าพันธุ์อารยธรรมมนุษย์ทั้งมวลกำลังเดือดพล่านเพราะการ ‘อัปเดต’
คลังสมบัติ
แต่สำหรับหลินหยวนผู้ก่อให้เกิดเรื่องทั้งหมดนี้ กลับไม่ได้ให้ความสนใจ
มากนัก
หลังจากที่เขามอบของวิเศษล้ำค่าแห่งมิติมากมายให้แล้ว ก็ไม่ได้เข้ามายุ่ง
เกี่ยวอีก
ของวิเศษล้ำค่าแห่งมิติเหล่านั้นจะแลกเปลี่ยนอย่างไร ต้องใช้แต้มผลงาน
เท่าใด ล้วนให้เทพธิดาทั้งสามเป็นผู้ประเมิน
หลังจากเผ่าพันธุ์อารยธรรมมนุษย์เดินออกจากจักรวาลบ้านเกิดหลิน
หยวนได้ลงมือหลายครั้งเพื่อ ‘อัปเกรด’ ให้กับเทพธิดาทั้งสาม
ปัจจุบันพลังการคำนวณของเทพธิดาทั้งสามนั้นแข็งแกร่ง คาดว่าแม้แต่
มหาปราชญ์ไร้เทียมทานก็ยังเทียบไม่ได้
ส่วนจุดยืนของเทพธิดาทั้งสาม หลินหยวนก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงล้วนยืนอยู่
ข้างเผ่าพันธุ์อารยธรรมมนุษย์
“คุณพ่อคุณแม่…”
แววตาของหลินหยวนลึกล้ำ มองทะลุไปทั่วทุกแห่งหนในความว่างเปล่า
แห่งความโกลาหล
สามีภรรยาหลินโส่วเฉิงและลู่ฉง ถูกหลินหยวนจัดให้อยู่ในจักรวาลรองแห่ง
หนึ่งในบรรดาสามสิบสามแห่งแล้ว
จักรวาลรองทั้งสามสิบสามแห่ง ถือเป็นรังเก่าที่แข็งแกร่งที่สุดทีหลินหยวน
ทิ้งไว้ให้แก่เผ่าพันธุ์อารยธรรมมนุษย์ สามารถออกได้เท่านั้น แต่เข้าไม่ได้
สามีภรรยาหลินโส่วเฉิงและลู่ฉงอยู่ในจักรวาลรอง มีจิตวิญญาณจักรวาล
คอยคุ้มครอง กล่าวว่าปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ก็ไม่เกินเลย
ส่วนขีดจำกัดอายุขัยที่ต่ำกว่าสิ่งมีชีวิตระดับ 12 เล่า?
หากพึ่งพาทรัพยากรไปถมอย่างเดียว ขีดจำกัดก็คือระดับ 11 ขั้นสมบูรณ์
ในทางทฤษฎี ความแข็งแกร่งของร่างกายเนื้อและพละกำลังเจตจำนง
วิญญาณ กระทั่งความเข้าใจที่แท้จริงในกฎเกณฑ์ ล้วนสามารถยกระดับได้ด้วย
พลังภายนอก
แต่จากระดับ 11 ถึงระดับ 12 เล่า? ต้องการเจตจำนงที่แน่วแน่อย่าง
ยิ่งยวด เพื่อก้าวกระโดดครั้งสุดท้าย สำเร็จจึงจะสามารถก้าวเข้าสู่ระดับ 12 ได้
ล้มเหลวก็คือตาย จะได้รับผลสะท้อนกลับจากแม่น้ำแห่งกาลเวลาของ
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
ทว่าความเป็นไปได้ที่พ่อและแม่ของหลินหยวนจะก้าวกระโดดครั้งสุดท้าย
เข้าสู่ระดับ 12 นั้นไม่มากนัก
นี่ก็คือสิ่งที่หลินหยวนยืนยันผ่านการสังเกตการณ์เส้นเวลาอนาคต
เพียงแต่การยืดอายุขัย ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการก้าวเข้าสู่ระดับ 12 เสมอ
ไป
แก่นแท้ของขีดจำกัดอายุขัยของสิ่งมีชีวิตระดับ 11 และต่ำกว่านั้น เป็น
เพราะรอยประทับรากฐานแห่งชีวิตของตนเอง ประทับอยู่ในแม่น้ำแห่งกาล
เวลาของจักรวาลปัจจุบัน
หากจักรวาลเข้าสู่การแตกดับครั้งใหญ่ แม่น้ำแห่งกาลเวลาเหือดแห้งพัง
ทลายตามไปด้วย รอยประทับรากฐานแห่งชีวิตใดๆ ก็คงจะพังทลายตามไป
ด้วยเช่นกัน
ตอนที่หลินหยวนอยู่ระดับ 11 ร่างกายเนื้อและวิญญาณสมบูรณ์ดั่งใจ
ปรารถนา อายุขัยไม่มีที่สิ้นสุดแล้ว แต่ก็ยังคงสามารถตายร่วงหล่นไปพร้อมกับ
รั้
การแตกดับครั้งใหญ่ของจักรวาล
แต่ถ้าหากจักรวาลไม่เข้าสู่การแตกดับครั้งใหญ่เล่า?
ดังนั้น
หลินหยวนก็ได้ย้ายรอยประทับรากฐานแห่งชีวิตของพ่อกับแม่ไปยังแม่น้ำ
แห่งกาลเวลาของจักรวาลรองที่อยู่แล้ว
จักรวาลรองทั้งสามสิบสามแห่ง ถือเป็นผลงานชิ้นเอกของหลินหยวน ไม่มี
การแตกดับครั้งใหญ่ การเกิดใหม่ครั้งใหญ่ดำรงอยู่ร่วมกับความว่างเปล่าแห่ง
ความโกลาหลแห่งนี้
รอยประทับรากฐานแห่งชีวิตของสามีภรรยาหลินโส่วเฉิงและลู่ฉงประทับ
อยู่ในแม่น้ำแห่งกาลเวลาของจักรวาลรอง ขีดจำกัดอายุขัยก็ย่อมไม่มีอยู่อีกต่อ
ไปโดยธรรมชาติ
นี่ก็คือสิ่งที่หลินหยวนทำเพื่อพ่อและแม่ของตนเองโดยเฉพาะ
จักรวาลรองแห่งนั้น กว้างใหญ่ไพศาลไร้สิ้นสุด ผ่านการปรับเปลี่ยนโดย
อารยธรรมมนุษย์ รูปแบบความบันเทิงใดๆ ก็มีเพียงพอให้สามีภรรยาหลินโส่ว
เฉิงและลู่ฉงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อไปได้แล้ว
แบ่งจิตสำนึกส่วนหนึ่งจุติลงไปยังจักรวาลรองเพื่ออยู่เป็นเพื่อนพ่อและแม่
จิตสำนึกส่วนใหญ่ของหลินหยวน กลับยังคงมองไปยังความว่างเปล่าแห่ง
ความโกลาหลต่อไป
พร้อมกับการที่หลินหยวนสังเกตการณ์อย่างเจาะลึก แก่นแท้ของความว่าง
เปล่าแห่งความโกลาหลค่อยๆ แสดงออกมาในสายตา
“นั่นคือ…”
หลินหยวนมองเห็นส่วนลึกที่สุดของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล ที่
นั่นคือจุดสิ้นสุดของกาลอวกาศทั้งปวง พลังแห่งกาลเวลาทีละสายๆ แผ่
ขึ้
พื้
ที่
ที่
ขึ้
กระจาย ก่อตัวขึ้นเป็นพื้นที่วังวนที่ประกอบขึ้นจากกาลเวลาโดยสมบูรณ์ทีละ
แห่งๆ
“วังวนแห่งกาลเวลาที่ผู้บรรลุขอบเขตโกลาหลขั้นสมบูรณ์ทั้งหมดในอดีต
ที่ทะลวงสู่ระดับ 13 แล้วติดอยู่?”
หลินหยวนคิดในใจเงียบๆ พื้นที่วังวนที่ประกอบขึ้นจากกาลเวลาโดย
สมบูรณ์เหล่านี้ ต่อให้เป็นเขา ก็ไม่อาจมองทะลุได้ แผ่กระจายกลิ่นอายกฎ
สูงสุดของมิติอันไร้สิ้นสุดออกมา
ไม่ว่าจะเป็นห้วงมิติใด ฟ้าดินมิติใด เพียงแค่ทะลวงสู่ระดับ 13 ย่อมต้องติด
อยู่ในวังวนแห่งกาลเวลาอย่างแน่นอน เห็นได้ชัดว่านีคือกฎเหล็กที่กฎสูงสุด
กำหนดขึ้น
ดังนั้น วังวนแห่งกาลเวลาทุกแห่งจึงมีการบดบังคุ้มครองจากกฎสูงสุด
“เยอะเกินไปแล้ว”
หลินหยวนมองไปแวบเดียว พื้นที่วังวนแห่งกาลเวลาจำนวนมากกระจาย
อยู่ทั่วไป เพียงแต่เกือบทุกพื้นที่วังวนแห่งกาลเวลา ล้วนตกอยู่ในความเงียบ
สงัดโดยสมบูรณ์ เห็นได้ชัดว่าผู้บรรลุขอบเขตโกลาหลขั้นสมบูรณ์ภายในนั้น
หมดหวังที่จะหลุดพ้นแล้ว
“เจ้าหอโม่ยวี่…”
หลินหยวนมองไปยังวังวนแห่งกาลเวลาแห่งหนึ่งที่ใกล้กับพื้นทีส่วนลึก
ตามการสัมผัสเหตุและผลอันเบาบาง ยืนยันได้ว่าวังวนแห่งกาลเวลาแห่งนี้เป็น
ของเจ้าหอโม่ยวี่
มหาปราชญ์ไร้พ่ายผู้เคยผงาดกวาดล้างความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
ยุคหนึ่ง
พื้นที่วังวนแห่งกาลเวลาที่เจ้าหอโม่ยวี่ครอบครองนั้น ใหญ่กว่าพื้นที่วังวน
แห่งกาลเวลาอื่นๆ โดยรอบมากนัก
ขั้
ต่อให้เป็นผู้บรรลุขอบเขตโกลาหลขั้นสมบูรณ์ ก็แบ่งเป็นแข็งแกร่งอ่อนแอ
ตัวอย่างเช่น มหาปราชญ์ธรรมดา มหาปราชญ์ไร้เทียมทาน มหาปราชญ์ไร้พ่าย
เป็นต้น
จุดนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนออกมาในด้านพลังเท่านั้น ยิ่งสะท้อนออกมาใน
พื้นที่วังวนแห่งกาลเวลาที่ครอบครองเมื่อทะลวงสู่ระดับ 13 ด้วย
พลังยิ่งแข็งแกร่ง พื้นที่วังวนแห่งกาลเวลาที่ครอบครองก็ย่อมใหญ่และ
กว้างกว่าโดยธรรมชาติ
“น่าจะไม่มีความหวังที่จะทะลวงผ่านตามปกติแล้ว”
หลินหยวนส่ายหน้าเล็กน้อย
หลังจากผู้บรรลุขอบเขตโกลาหลขั้นสมบูรณ์ติดอยู่ในวังวนแห่งกาลเวลา
แล้ว ย่อมเป็นการดีที่สุดที่จะทะลวงผ่านได้เร็วที่สุด
ทะลวงผ่านภายในหนึ่งยุคจักรวาลนั้นดีที่สุด เร็วหน่อยก็หลายร้อยถึงพันปี
เวลายิ่งลากยาว ความเป็นไปได้ในการทะลวงผ่านก็จะยิ่งต่ำลง
ยุคสมัยที่เจ้าหอโม่ยวี่อยู่ห่างจากปัจจุบันไปนานนับยุคจักรวาลแล้ว โดย
พื้นฐานแล้วไม่มีความเป็นไปได้ที่จะทะลวงผ่านแล้ว
“หลังจากก้าวเข้าสู่ระดับ 13 แล้ว ค่อยลองทำลายวังวนแห่งกาลเวลาที่เจ้า
หอโม่ยวี่อยู่ดูก็ได้” หลินหยวนคิดในใจ
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 ไม่อาจหยั่งรู้ทุกสิ่งภายในวังวนแห่งกาล
เวลาได้ แต่กลับสามารถฝืนทำลายได้
เพียงแต่ต้องจ่ายราคา ไม่มีสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาตนใดเต็มใจทำเช่นนั้น
แต่หลินหยวนกับเจ้าหอโม่ยวี่มีเหตุและผลต่อกัน ได้รับบุญคุณทีอีกฝ่ายทิ้ง
ไว้ไม่น้อย
นั้
ที่
หากราคาในการทำลายวังวนแห่งกาลเวลานั้นไม่สูงนัก หลินหยวนก็ยินดีที่
จะลองดู
แน่นอนว่า หลังจากวังวนแห่งกาลเวลาถูกทำลายโดยพลังภายนอกแล้ว
ต่อให้สิ่งมีชีวิตภายในจะได้รับอิสรภาพกลับคืนมา ก็สูญเสียความเป็นไปได้ที่จะ
กลายเป็นสิ่งมีชีวิตระดับ 13 ไปแล้ว
“ยังมี’เซียนฮวง’ พระองค์ฝืนทำลายวังวน ร่วงหล่นโดยสมบูรณ์รอจน
กลายเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาแล้ว ค่อยฟื้นคืนชีพพร้อมกันรวมทั้งคู่ครอง
ของพระองค์ด้วย” หลินหยวนคิดไปไกล
สิ่งมีชีวิตระดับ 13 มีความสามารถในการฟื้นคืนชีพสิ่งมีชีวิตระดับ 12
เพียงแค่เคยดำรงอยู่ ก็สามารถ ‘ฟื้นคืนชีพ’ ได้ทั้งหมด
หลินหยวนสังเกตการณ์พื้นที่วังวนแห่งกาลเวลาส่วนลึกที่สุดของความว่าง
เปล่าแห่งความโกลาหลต่อไป
พื้นที่ด้านในสุดนั้นโดยพื้นฐานแล้วตกอยู่ในความเงียบสงัดโดยสมบูรณ์
ไม่มีคุณค่าในการสังเกตการณ์
สายตาของหลินหยวนส่วนใหญ่จับจ้องอยู่ที่พื้นที่ภายนอก นี่ก็คือวังวน
แห่งกาลเวลาที่ผู้บรรลุขอบเขตโกลาหลขั้นสมบูรณ์ทีพยายามทะลวงสู่ระดับ
13 ในหลายยุคสมัยล่าสุดติดอยู่
“หืม?”
“พื้นที่วังวนแห่งกาลเวลานี้?”
หลินหยวนมองดูพื้นที่แห่งหนึ่งอย่างละเอียด พื้นที่แห่งนี้ยังใหญ่กว่าพื้นที่
ที่เจ้าหอโม่ยวี่ครอบครองเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้บรรลุขอบเขตโกลาหลขั้น
สมบูรณ์ที่มีพลังระดับมหาปราชญ์ไร้พ่ายเช่นกัน
พลังแห่งกาลเวลาทีละสายๆ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นอย่างต่อเนื่องเห็นได้ชัด
ว่าสิ่งมีชีวิตภายในพื้นที่วังวนแห่งกาลเวลานี้กำลังดิ้นรนอย่างรุนแรง
ที่
“ก็นับว่ามีความหวังที่จะทะลวงผ่านวังวนแห่งกาลเวลา”
หลินหยวนพยักหน้าเล็กน้อย เขาใช้ศักดิ์ฐานะจ้าวของตนเองในการรับรู้
ข้อสรุปที่ได้นั้นแม่นยำกว่าสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาตนอื่นมากนัก
“เจ้าของวังวนแห่งกาลเวลานี้…”
หลินหยวนรับรู้ตามเหตุและผล ในชั่วขณะที่มองไปยังวังวนแห่งกาลเวลานี้
เขาก็เกิดความเชื่อมโยงทางเหตุและผลกับเจ้าของที่ติดอยู่ในวังวนแห่งกาล
เวลานี้
“มหาปราชญ์หลัวโหวรึ?”
หลินหยวนพึมพำเสียงเบา
ในชั่วขณะที่เอ่ยชื่อนี้ออกมา ความเชื่อมโยงทางเหตุและผลลึกซึ้งขึ้น หลิน
หยวนจึงสังเกตการณ์ตามเส้นเวลาของมหาปราชญ์ผู้นี้ทันที
เส้นเวลาอดีต
เส้นเวลาปัจจุบัน
เส้นเวลาอนาคต
“ไม่คิดว่ามหาปราชญ์ผู้นี้กับเราจะยังมีเหตุและผลเช่นนี้อยู่?”
หลินหยวน ‘มองเห็น’ มหาปราชญ์หลัวโหวเคยให้มหาปราชญ์ไร้เทียม
ทานสองคนสืบหาสาเหตุการตายของมหาปราชญ์จิ่วเฟิ่งและมหาปราชญ์อิงโม่
สุดท้ายมหาปราชญ์ทั้งสองคนนั้นก็สืบไปจนถึงทวีปแห่งความโกลาหลหยินเหอ
ผลคือถูกหลินหยวนใช้เป็นโอกาสสร้างบารมี ลบล้างไปอย่างง่ายดาย
ภายหลังชื่อเสียงมหาปราชญ์ไร้พ่ายของหลินหยวนจึงแพร่กระจายออกไป
โดยสมบูรณ์
ที่
ในเส้นเวลาอดีตที่หลินหยวนมองเห็น มหาปราชญ์หลัวโหวได้เห็นพลังของ
ตนเอง ใจคอห่อเหี่ยว ทอดทิ้งชื่อเสียง ‘มหาปราชญ์ไร้พ่าย’ ที่ใฝ่หามาตลอด
ทะลวงสู่ระดับ 13 โดยตรง
“มหาปราชญ์หลัวโหว ปรารถนาในชื่อเสียงมหาปราชญ์ไร้พ่ายอย่างยิ่ง
เคล็ดวิชาสืบทอดระดับ 13 ที่เขาฝึกฝนนั้น ต้องทนรับความทรมานอันไร้สิ้นสุด
แต่ก็ยังถูกเขาฝึกฝนจนสำเร็จ ก็เพราะต้องการเป็นมหาปราชญ์ไร้พ่าย”
หลินหยวนผ่านการมองดูอดีตของมหาปราชญ์หลัวโหว ล่วงรู้ถึงความยึด
ติดของอีกฝ่าย
กระทั่งมหาปราชญ์หลัวโหวเพื่อที่จะฝึกฝนเคล็ดวิชาสืบทอดระดับ 13
ประเภทนั้นให้สำเร็จ ซุ่มซ่อนตัวอยู่ในแต่ละยุคจักรวาล ทน
รอจนผ่านพ้นมหาปราชญ์ไร้พ่ายคนก่อนหน้าไป สุดท้ายจึงฝึกฝนสำเร็จ
กล่าวได้ว่า มหาปราชญ์หลัวโหวไม่ได้หวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะสามารถก้าว
เข้าสู่ระดับ 13 ได้ แต่กลับปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเป็นมหาปราชญ์ไร้พ่าย
“ทอดทิ้งความยึดติดในการเป็นมหาปราชญ์ไร้พ่าย กลับเปิดประตูสู่การ
เป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาให้รึ?”
ในใจของหลินหยวนค่อนข้างทอดถอนใจ
บางทีแม้แต่มหาปราชญ์หลัวโหวเองก็ไม่เคยสัมผัสได้ถึงจุดนี้
เขาละทิ้งการเป็นมหาปราชญ์ไร้พ่ายไป ก็เพราะคิดว่าตนเองมิใช่คู่ต่อสู้
ของหลินหยวน ไม่อาจเอาชนะหลินหยวนได้ ต่อให้บดขยีมหาปราชญ์ไร้เทียม
ทานคนอื่นๆ ได้ ก็ยังไม่อาจเป็นมหาปราชญ์ไร้พ่ายได้
จากนั้นจึงทำให้สภาพจิตใจเปลี่ยนแปลงไป ละทิ้งสิ่งที่เคยต้องการไป นำ
มาซึ่งความหวังในการทะลวงผ่านวังวนแห่งกาลเวลา
“ความยึดติด?”
หลินหยวนคิดในใจ “ความยึดติดมีผลอย่างมากต่อการทะลวงผ่านวังวน
แห่งกาลเวลา ท่าน’เซียนฮวง’ก็เพราะไม่อาจละทิ้งความยึด
ติดในการฟื้นคืนชีพคู่ครอง สุดท้ายจึงไม่ยอมรับการทดสอบที่วังวนแห่ง
กาลเวลากำหนดโดยสิ้นเชิง”
มหาปราชญ์หลัวโหวเป็นเพราะละทิ้งความยึดติดของตนเองไปบัดนี้กลับมี
ความหวังที่จะทะลวงผ่านวังวนแห่งกาลเวลา กลายเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา
ต่างก็เป็นความยึดติด สองทางเลือก กล่าวไม่ได้ว่าถูกผิด กลับก่อให้เกิด
ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน
แน่นอนว่า สิ่งที่เรียกว่าความยึดติด เป็นเพียงมีผลต่อวังวนแห่งกาลเวลา
เท่านั้น มิใช่แน่นอนตายตัว
การสะสมของมหาปราชญ์หลัวโหวแน่นอนว่าเพียงพอแล้ว จุดนีสามารถ
มองเห็นได้จากพื้นที่วังวนแห่งกาลเวลาที่เขาครอบครองนั้นยังใหญ่กว่าเจ้าหอ
โม่ยวี่เสียอีก
วัดจากพลังแล้ว มหาปราชญ์หลัวโหวแข็งแกร่งกว่าเจ้าหอโม่ยวี่
ภายใต้เงื่อนไขที่รากฐานการสะสมเพียงพอแล้ว การเลือกที่จะยึดติดหรือ
ละทิ้งจึงสำคัญอย่างยิ่ง
ณ พื้นที่แห่งหนึ่งในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
‘หมัวซวีจวิน’ และสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 อีกเจ็ดตนรวมตัวกันอยู่
ที่นี่
“ยิ่งมองหยินเหอไม่ออกมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่สวมชุดเกราะสีดำน้ำเสียงทึ่ง ไม่เพียงแต่ในระดับ
เส้นเวลาที่ไม่สามารถสังเกตการณ์หลินหยวนได้ พร้อมกับเวลาที่ผ่านไป ความ
รู้สึกที่หลินหยวนมอบให้พวกเขาก็ยิ่งน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นเรื่อยๆ
“มองไม่ออกสิถึงจะถูก”
สิ่
ที่
ู
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่มีหัวเป็นคนตัวเป็นงูส่ายหน้ากล่าว: “นีคือการ
ดำรงอยู่ที่ต้องกลายเป็นจ้าวแห่งกาลเวลาอย่างแน่นอน ข้าถึงกับรู้สึกว่าใช่การ
วางแผนของจ้าวแห่งกาลเวลาตนใดตนหนึ่งหรือไม่? หรือว่าเป็นการกลับชาติ
มาเกิดโดยตรงเลย?”
หากมิใช่ตนเองเป็นจ้าวแห่งกาลเวลาแล้ว ไฉนเส้นเวลาอนาคตจึงแสดงว่า
เป็นผู้ที่ต้องกลายเป็นจ้าวแห่งกาลเวลาอย่างแน่นอนเล่า?
“จ้าวแห่งกาลเวลารึ?”
สีหน้าของสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาอีกหลายตนเคร่งขรึมลงเล็กน้อย จากนั้น
ก็สงสัยกล่าว: “เพียงแต่จ้าวแห่งกาลเวลาเหตุใดจึงจะกลับชาติมาเกิดในห้วงมิติ
ฝ่ายเรานี้?”
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลแม้จะเป็นห้วงมิติชั้นนำ แต่ก็ไม่คู่ควรให้
จ้าวแห่งกาลเวลาตนหนึ่งละทิ้งทุกสิ่งกลับชาติมาเกิด
ราคาเช่นนี้สูงเกินไปจริงๆ
“ไม่ว่าจะเป็นการกลับชาติมาเกิดของจ้าวแห่งกาลเวลาหรือไม่ก็ตาม สรุป
แล้วหยินเหอก็คือสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
พวกเรา”
‘หมัวซวีจวิน’ กวาดตามองสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาทั้งหกตน ยิ้มกล่าว:
“พวกเรามาจากห้วงมิติเดียวกัน ความสัมพันธ์จึงใกล้ชิดกันมาก”
“ใช่”
“ก็จริง”
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาทั้งหกตนพยักหน้าตามลำดับ
ไม่ว่าหลินหยวนจะมีที่มาอย่างไร วางแผนอะไรไว้ เพียงแค่จำไว้ว่ามาจาก
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลก็พอแล้ว
มิติอันไร้สิ้นสุด กำเนิดสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาทีละตนๆ ขึ้นมา
ที่
ที่
สิ่
สิ่
ุ
และความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุดของสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา ย่อมเป็นสิ่งมี
ชีวิตแห่งกาลเวลาที่มาจากห้วงมิติเดียวกันโดยธรรมชาติ
บ้านเกิดเดียวกัน ความสัมพันธ์ก็ย่อมใกล้ชิดกว่าโดยธรรมชาติ
“จริงสิ การวางแผนในมิติ ‘เทียนเหอ’ ดำเนินไปถึงไหนแล้ว?”
หมัวซวีจวินมองไปยังสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาทั้งหกตน
มิติ ‘เทียนเหอ’ เป็นห้วงมิติที่ใหญ่โตมโหฬารอย่างยิ่ง แต่ก็โกลาหลอย่าง
ยิ่งยวด ไม่ขับไล่สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาจากภายนอก
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาทั้งเจ็ดแห่งความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล ได้เข้า
สู่มิติเทียนเหอแต่เนิ่นๆ แล้ว รวมกลุ่มเป็นพันธมิตรกันที่นั่น ต่อกรกับสิ่งมีชีวิต
แห่งกาลเวลาตนอื่น ครอบครองดินแดนและอิทธิพลผืนใหญ่ไว้ได้
“วางใจได้ หัวใจเทียนเหอที่ถือกำเนิดขึ้นในครั้งนี้ ต้องเป็นของพวกเรา
อย่างแน่นอน”
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่มีหัวเป็นคนตัวเป็นงูกล่าว: “กองกำลังใหญ่เหล่า
นั้นล้วนเคยได้รับหัวใจเทียนเหอมาแล้ว จะไม่ลงมือแทรกแซงขัดขวาง”
หัวใจเทียนเหอ ถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่มิติเทียนเหอต้องใช้เวลานานนับยุค
สมัยจึงจะสามารถบ่มเพาะขึ้นมาได้ หลอมรวมแล้วสามารถสัมผัสการโคจรของ
กฎต้นกำเนิดของมิติเทียนเหอได้โดยตรง
สิ่งที่สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาสนใจในห้วงมิติทีละแห่งๆ นั้น ก็เพื่อการโคจร
ของกฎต้นกำเนิดอันเป็นเอกลักษณ์ภายใน
แม้ว่าหลังจากสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาเข้าสู่ห้วงมิติแห่งหนึ่งแล้ว จะสามารถ
สัมผัสการโคจรของกฎต้นกำเนิดได้อย่างช้าๆ แต่ไหนเลยจะเร็วเท่ากับการ
หลอมรวมหัวใจเทียนเหอโดยตรง
“เช่นนั้นก็ดี”
หมัวซวีจวินพยักหน้า
มื่
สิ่
ทั้
เมื่อมีหัวใจเทียนเหอแล้ว พวกเขาสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาทั้งเจ็ดตนก็จะ
สามารถสัมผัสแก่นแท้การโคจรของมิติเทียนเหอได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น มีประโยชน์
อย่างมากต่อการสะสมของตนเองเช่นกัน
อายุขัยของสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลานั้นยืนยาวไร้สิ้นสุด สะสมไปทีละเล็กที
ละน้อย ไม่ช้าก็เร็วก็จะมีวันที่ได้เข้าใกล้สัมผัสกับจ้าวแห่งกาลเวลา
“เช่นนี้ รอจนหยินเหอก้าวเข้าสู่ระดับ 13 พวกเราก็คงจะมีของขวัญที่มีน้ำ
หนักเพียงพอที่จะมอบให้แล้ว”
หมัวซวีจวินมองดูสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาอีกหกตน เอ่ยปากกล่าว
หัวใจเทียนเหอมีแรงดึงดูดมากพอสำหรับสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาคุณค่าอยู่
เหนือกว่าผลฝันร้ายขนาดหมื่นเมตรมากนัก
หมัวซวีจวินและสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาอีกเจ็ดตนต่อกรกับสิ่งมีชีวิตแห่ง
กาลเวลาของกองกำลังอื่นมานานนับยุคสมัย สุดท้ายจึงได้รับโอกาสในการได้
มาซึ่งหัวใจเทียนเหอในครั้งนี้
หลินหยวนสังเกตการณ์พื้นที่วังวนแห่งกาลเวลาส่วนลึกที่สุดของความว่าง
เปล่าแห่งความโกลาหลต่อไปครู่หนึ่ง
จึงได้ถอนจิตสำนึกส่วนนี้กลับมา เตรียมทำความเข้าใจบุปผาสองกำเนิด
หยินหยางต่อไป
“โลกต้นกำเนิดแห่งที่สาม…”
ความคิดของหลินหยวนไหววูบ ส่วนลึกของประตูสู่ภพหมื่นมีพิกัดโลกต้น
กำเนิดสามสิบสามแห่งอยู่
ปัจจุบันหลินหยวนเพิ่งสำรวจถึงโลกต้นกำเนิดแห่งที่สองเท่านั้นข้างหลัง
ยังมีโลกต้นกำเนิดอีกสามสิบเอ็ดแห่ง…
เหตุผลที่ไม่สำรวจต่อไป เป็นเพราะโลกต้นกำเนิดที่อยู่ข้างหลังนั้น มีภัย
คุกคามถึงชีวิตต่อหลินหยวน
นี้
เพียงแต่ตอนนี้พลังของหลินหยวนแข็งแกร่งเพียงพอแล้วสามารถ
สังเกตการณ์ดูก่อนได้ เตรียมพร้อมว่าจะสำรวจอย่างไรหลังจากก้าวเข้าสู่ระดับ
13 แล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้
หลินหยวนก็จมจิตสำนึกลงสู่ส่วนลึกของจิตใจทันที มองไปยังประตูสู่ภพ
หมื่นอันสูงตระหง่านโอ่อ่าแห่งนั้น