สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 15 ฝันร้าย (2)
เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไม “วิชามาร” ถึงน่าหวาดกลัว?
เพราะมันสามารถผสานรวมกับพลังปราณใดก็ได้ นี่เป็นสิ่งที่ข้าตระหนักได้อย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับวิชาที่ข้าฝึกอยู่
“เคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อ” ที่ข้าฝึกนั้นเป็นวิชาปราณที่ดุดันและรุนแรง ลมปราณที่โคจรไปทั่วร่างช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกายของผู้ใช้ เพิ่มพละกำลังและความสามารถทางกายภาพให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ แต่ถึงกระนั้น ร่างกายมนุษย์ก็มีขีดจำกัดเช่นกัน และเมื่อถึงจุดสิ้นสุด มันจะพังทลายลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ว่าการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญอาจช่วยให้ควบคุมพลังปราณได้ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าวิชานี้เป็นวิชาที่รุนแรงและทำลายร่างกายผู้ฝึกอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ หากข้าลองฝึก “เคล็ดวิชาไท่เก๊กของสำนักบู๊ตึ๊ง” หรือ “เคล็ดวิชาดอกเหมยของสำนักฮวาซาน” ล่ะก็ พลังปราณจากวิชาเหล่านี้จะขัดแย้งกับ “เคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อ” และกัดกินกันเองภายในร่าง
ผลลัพธ์คือเส้นลมปราณแตกสลาย นำไปสู่ภาวะจิตคลุ้มคลั่ง
พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ผู้ฝึกจะกลายเป็นคนพิการ
แต่ “วิชามาร” นั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
หลังจาก “ลัทธิมาร” ปรากฏขึ้นในยุทธภพ ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นฝ่ายธรรมะหรืออธรรม ก็ไม่มีใครที่ไม่เคยต้องเผชิญกับความเย้ายวนของมัน
หากผู้ฝึกปราณของสำนักบู๊ตึ๊ง “เคล็ดอี้เทียนกง” ซึ่งเป็นวิชาที่โคจรลมปราณอย่างสงบคล้ายกระแสน้ำ เมื่อผสานกับ “วิชามาร” มันกลับกลายเป็นพลังที่คมกริบและอันตรายยิ่งขึ้น
หากเป็น “เคล็ดวิชาดอกเหมยของฮวาซาน” ซึ่งเป็นวิชาปราณที่งดงามสูงส่งประดุจบุปผาในฤดูหนาว เมื่อปนเปื้อนด้วย “พลังมาร” มันจะกลายเป็นความงามอันชั่วร้ายและอำมหิตยิ่งกว่าเดิม
หากเป็น “หนึ่งฝ่ามือเทพของวัดเส้าหลิน” ซึ่งเป็นวิชาที่เน้นพลังอันหนักแน่นและมั่นคง มันจะถูกเติมเต็มด้วยพลังทำลายล้างอันเหนือจินตนาการ
นี่คือเหตุผลที่เหล่าผู้ฝึกยุทธมากมายหันหลังให้กับฝ่ายธรรมะ เพราะข้อจำกัดที่เคยกักขังพวกเขาถูกขจัดออกไปหมดสิ้น
นี่คือพลังของ “มารสวรรค์”
และสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ
“วิชามาร… ไม่ต้องฝึกฝน ไม่ต้องทำความเข้าใจ”
“เพียงแค่กลายเป็นสาวกลัทธิมาร มันก็จะหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเจ้าเอง”
“นี่คือพร… และคำสาปที่ ‘มารสวรรค์’ มอบให้แก่เหล่าสาวกของมัน”
“บัดซบ…นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่?”
วิชามารที่ข้าได้รับจาก “มารสวรรค์” มีเพียงหนึ่งเดียว”เคล็ดวิชามารดูดกลืนสวรรค์”
มันคือวิชามารที่ข้าได้มาจากความกระหายที่ต้องการแข็งแกร่งขึ้นเป็นวิชาที่สามารถดูดกลืน “แก่นพลัง” ไม่ว่าจะเป็น “แก่นอสูร” หรือ “โอสถล้ำค่า” แล้วเปลี่ยนเป็นลมปราณของตนเอง
นั่นคือวิชาที่ทำให้ข้า ผู้ไร้พรสวรรค์ สามารถเอาตัวรอดในหมู่ยอดฝีมือ
แต่…นั่นเป็นเรื่องของชาติที่แล้ว
“ชาตินี้ ข้ายังไม่ได้ข้องเกี่ยวกับลัทธิมารเลยด้วยซ้ำ”
“ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ยุทธภพก็ยังไม่มีวี่แววของ ‘มารสวรรค์’ หรือแม้แต่มารตัวใดเลย”
“แล้วนี่มันเรื่องอะไรกัน?”
ข้าลองออกแรงบีบ “แก่นพลัง” ที่โปร่งใสในมือ มันแตกสลายอย่างง่ายดาย
นี่คือสัญลักษณ์ของพลังที่ถูก “เคล็ดวิชามารดูดกลืนสวรรค์” ดูดกลืนไปจนหมดสิ้น
และที่สำคัญ…
ข้าสัมผัสได้ว่าพลังภายในของข้าเพิ่มขึ้น แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม
“พลังภายในเพิ่มขึ้นไม่ใช่เรื่องดีหรือไง?”
ถ้ามองเผินๆ มันควรเป็นเรื่องดีแต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ปริมาณพลังภายใน
เพราะผู้ที่กลายเป็นมาร…ไม่ได้เป็นเพราะพวกเขาฝึกฝนวิชามาร แต่เป็นเพราะพวกเขาถูก “ปราณมาร” กลืนกิน!
“ปราณมาร” เป็นสิ่งที่ทำให้พลังของผู้ฝึกยุทธ์แปดเปื้อน
ไม่ว่าจะเป็น “เคล็ดวิชาไท่เก๊กของบู๊ตึ๊ง” หรือ “เคล็ดวิชาดอกเหมยของฮวาซาน”หากถูกปนเปื้อนด้วยปราณมาร พลังที่เคยบริสุทธิ์ก็จะมืดหม่น
และข้ารู้ดีว่าผู้ที่ถูกกลืนกินโดย “ปราณมาร” จะลงเอยเช่นไร
“…แต่เดี๋ยวก่อน”
“ทำไมร่างกายข้าถึงไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของปราณมาร?”
ข้ารีบใช้ “เคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อ” เพื่อตรวจสอบลมปราณในร่างกาย
“ไม่มี…?”
“ไม่มีร่องรอยของปราณมารเลยสักนิด!?”
“ถ้าปราณมารเข้าไปในร่างกาย มันจะต้องทิ้งร่องรอยไว้แน่”
พลังที่แปลกแยกเช่นนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่ข้าจะมองข้าม
แต่ไม่ว่าข้าจะพยายามตรวจสอบมากเพียงใดข้าก็ไม่พบแม้แต่เศษเสี้ยวของปราณมาร
“หรือว่า…มันน้อยเกินไป?”
หากพิจารณาเรื่องปริมาณ แก่นพลังที่ข้าดูดซับไปเมื่อครู่ก็เป็นแค่ “แก่นมารเขียว” เท่านั้น
พลังที่ได้จากมันเมื่อเทียบเป็นลมปราณยังไม่พอแม้แต่ครึ่งปีของการฝึกฝน
ข้ากำลังจมอยู่กับความคิดจนไม่ได้สังเกตว่ามีใครเข้ามาใกล้
“คุณชาย! ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่!? มีบาดแผลตรงไหนหรือไม่!?”
“ข้าไม่เป็นไรเลย” ข้าตอบโดยอัตโนมัติ
“ข้าบอกแล้วมิใช่หรือ ให้ท่านอยู่ในรถม้า! แล้วเหตุใดท่านถึงต้องกระโจนเข้าสู่การต่อสู้อย่างนั้น! หากได้รับบาดเจ็บจะทำเช่นไร!?”
“ข้าขอโทษ ครั้งหน้าข้าจะระวัง”
ข้ารู้ดีว่ามันเป็นปัญหาของผู้คุ้มกัน “หากเจ้านายดื้อด้าน”สำหรับมู่ยอน ข้าถือว่าเป็นฝ่ายทำให้เขาลำบาก ข้าจึงเอ่ยขอโทษ
แต่ในใจของข้า…ข้ายังคงครุ่นคิด
ข้าหันไปทางซากศพของ “สุนัขเขามาร” ที่มู่ยอนสังหารตั้งแต่แรก
เขาตัดมันอย่างสะอาดด้วยกระบี่แสดงให้เห็นถึงฝีมือของเขา
“คุณชาย?”
ข้าไม่ได้ตอบ แค่เดินไป ใช้กระบี่ไม้แทงทะลุร่างของมัน แล้วควัก “แก่นพลัง” ออกมาอีกครั้ง
“ถึงจะขยะแขยง แต่ข้าต้องลองให้แน่ใจ”
หากจะคิดเข้าข้างตัวเองก็ควรหวังว่าแก่นพลังนี้จะไม่มีปราณมาร
ถ้าปราณมารเข้าสู่ร่าง แม้เพียงน้อยนิด สุดท้ายมันก็จะกัดกินร่างกายทีละน้อยและเมื่อนั้นทุกอย่างจะสายเกินไป
ข้าไม่ลังเลที่จะดูดซับพลังจาก “แก่นมารเขียว” อีกครั้ง
…!
ความรู้สึกเดิมเกิดขึ้นมวลพลังในร่างกายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
“แค่นี้ข้าไม่กังวล”
“แต่…”
ปัญหาคือ…
ครั้งนี้…มันแตกต่างจากเมื่อครู่
“ข้ารู้สึกถึงพลังแปลกปลอม”
พลังที่ข้าไม่อยากสัมผัสอีกมันอยู่ที่นี่
“แย่แล้ว…”
มันคือปราณมารแน่นอน ข้าไม่มีทางเข้าใจผิดได้
แม้จะมีเพียงเล็กน้อย แต่มันก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว พยายามกัดกินพลังภายในของข้าเหมือนสัตว์หิวโหย
แต่ในขณะที่ปราณมารกำลังจะดูดกลืนพลังของข้า…
ฟุ่บ!
“อะไรนะ…?”
แทนที่จะถูกกลืนเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อ กลับเป็นฝ่ายกลืนกินปราณมารเสียเอง
ข้าอ้าปากค้าง มันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนไม่แม้แต่ครั้งเดียวในอดีตชาติ
“มันกำลังชำระล้างปราณมารงั้นหรือ?”
คำว่า “ชำระล้าง” เป็นคำที่เหมาะสมหรือไม่?
เพราะในสายตาของข้า… มันไม่ใช่แค่การขจัด แต่มันกลืนกินไปทั้งหมด
พลังของปราณมารที่เคยก่อความหวาดกลัวให้แก่โลกยุทธภพ ถูกข้ากลืนเข้าไปอย่างไร้ร่องรอย?
ในอดีต ข้าเคยเห็นยอดยุทธ์ของฝ่ายธรรมะถูกกลืนกินโดยปราณมารแม้แต่วิชาของสำนักเต๋าหรือเคล็ดวิชาของเส้าหลิน ก็ไม่สามารถต้านทานมันได้
แล้วทำไม…เคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อของข้าถึงสามารถทำเช่นนี้ได้?
ข้ากัดฟันแน่นทุกอย่างมันผิดเพี้ยนตั้งแต่ข้าหวนคืนมาเกิดใหม่
“แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องดี…”
“ถ้าข้าสามารถกลืนกินปราณมารและแปรเปลี่ยนมันเป็นลมปราณของข้าเองได้ล่ะก็…”
บางทีข้าอาจจะสามารถดูดซับพลังของแก่นมารโดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบจากปราณมาร
แต่…
“ปัญหาคือ…”
“เหตุใดข้ายังคงใช้เคล็ดวิชามารดูดกลืนสวรรค์ของมารสวรรค์ได้?”
นี่เป็นสิ่งที่เข้าใจไม่ได้มากที่สุด
แม้เวลาจะล่วงผ่าน ข้ายังไม่อาจสลัดพ้นจากเงามืดของมันได้
หากข้ายังถูกพันธนาการด้วยสิ่งนี้…มันคงไม่ใช่พรแต่เป็นคำสาปอย่างแท้จริง
“ข้าไม่มีวันยอมให้มันควบคุมข้าอีกเป็นอันขาด”
‘…อย่างน้อยก็ไม่มีปราณมารตกค้างในร่างกาย’
เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้ต้องจัดการสถานการณ์ก่อน
“คุณชาย…!”
ประตูรถม้าถูกเปิดออกพร้อมกับที่ วีซอลอา พุ่งตรงเข้ามาจับมือของข้าแน่น
“ทำยังไงดี…มือของท่านเละไปหมดแล้ว!”
ข้าก้มลงมองมือของตนพันแผลที่นางอุตส่าห์ห่อไว้อย่างดีเมื่อวาน กระจัดกระจายยุ่งเหยิงจากการต่อสู้เมื่อครู่
“คุณชายเจ็บมากไหมเจ้าคะ? ได้รับบาดเจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่า?”
“เจ้าก็เห็นอยู่นี่” ข้าตอบกลับ
“หมายความว่าบาดเจ็บหนักมากเลยใช่ไหมเจ้าคะ!?”
“…ไม่ ข้าหมายถึงข้าปลอดภัยดี” ข้าถอนหายใจ “เจ้าคิดว่าข้าบาดเจ็บตรงไหนกัน?”
“ใบหน้า!”
“ว่าไงนะ?”
นี่นางกำลังว่าเรื่องหน้าตาข้าอยู่รึไง? หรือเห็นว่าตัวเองหน้าตาดีเลยมาหาเรื่องข้า?
วีซอลอาค่อยๆ เอื้อมมือมาสัมผัสแก้มข้า
“คุณชาย…ดูเหนื่อยมากเลยนะเจ้าคะ คล้ายกับคุณปู่ของข้าเลย”
“…ข้าดูแก่ขนาดนั้นเลยหรือ?”
“คุณชายดูน่าเกรงขาม แต่ไม่ได้ดูแก่หรอก!”
“…เจ้ายอมรับว่าข้าดูน่ากลัวสินะ?”
“พูดตามตรง ข้ารู้สึกว่าเจ้ากำลังดูถูกข้าอยู่นะ”
ในจังหวะนั้นเองหนึ่งในบ่าวรับใช้ที่เพิ่งออกจากรถม้ามาเห็นพวกเราสองคน ก็รีบพุ่งตรงมาหา ก่อนจะคว้าตัววีซอลอาแล้วดึงออกห่างจากข้า
“ซอลอา! เจ้าไม่ควรไปจับใบหน้าคุณชายมั่วซั่วแบบนั้น!”
“อ๊า!” วีซอลอาร้องออกมาเบาๆ ขณะที่ถูกดึงตัวออกไป
…นางทำเหมือนโดนอะไรน่ากลัวอย่างนั้นแหละ ถึงกับสะดุ้งขนาดนั้น ข้าก็แอบน้อยใจนะ
“คุณชาย”
ก่อนที่ข้าจะพูดอะไรต่อ มู่ยอน ก็เดินเข้ามาหาข้าด้วยสีหน้าจริงจังดูเหมือนจะมีเรื่องสำคัญต้องรายงาน
ข้าหันไปมองด้านหลังศพของ หมาป่าเขาเขียว กองสุมอยู่เป็นจำนวนมาก
“หนังหรือกระดูกของพวกมันพอจะมีมูลค่าอยู่บ้าง”
“ดังนั้นเมื่อใดที่ ‘ประตูนรก’ ถูกปิดลง เหล่ายอดฝีมือก็มักจะรวบรวมชิ้นส่วนของพวกมันกลับไป”
มู่ยอนรายงานเสียงเข้ม
“หน่วยกระบี่ของตระกูลกู่มาถึงแล้วขอรับ”
“ว่าไงนะ? ถึงที่นี่แล้วงั้นหรือ?”
“มันยังไม่ทันผ่านไปหนึ่งชั่วยามเลย…พวกเขาจะมาถึงเร็วขนาดนั้นได้อย่างไร?”
ข้าหันไปมองและพบว่ามีคนคุ้นหน้าอยู่ในกลุ่มนั้น
“นักรบหน่วยกระบี่กลุ่มเดียวกับที่เข้าร่วมสมัชชาเก้ามังกร”
ชายผู้นำเดินเข้ามาพร้อมกับคำนับ
“ข้าน้อย ฮยอก จูยอม รองหัวหน้ากองทัพกระบี่ที่สี่ ขอคารวะคุณชายกู่”
ข้านึกออกเขาเป็นผู้ที่เข้าร่วมสมัชชาเก้ามังกร ในฐานะตัวแทนของหัวหน้าหน่วยกระบี่คนปัจจุบัน
“ท่านผู้อาวุโสส่งข้ามา ข้าน้อยรีบเร่งมาทันที…แต่ก็มาถึงช้าไป”
เขาก้มศีรษะต่ำ สีหน้าเคร่งขรึม
“ต้องขออภัย นี่เป็นความผิดพลาดของข้าเอง”
“…ผู้อาวุโส?”
ข้าขมวดคิ้วเรื่องนี้มันดูแปลกๆ
“ข้าได้ยินว่าเขาออกเดินทางไปก่อนแล้วมิใช่รึ?”
ฮยอก จูยอม ดูตกใจที่ข้าถามกลับ
“เอ๋? ท่านไม่ทราบหรือขอรับ?”
“ผู้อาวุโสกล่าวว่า…เขาจะเดินทางไปพร้อมกับคุณชายกู่”
“ว่าไงนะ?”
ข้าถึงกับพูดไม่ออกเขาไม่อยู่ในขบวนนี้ตั้งแต่แรก
“เขาไม่มากับข้าเลยด้วยซ้ำ…”
“ตาเฒ่านั่น…ทำอะไรของเขาอีกแล้ว?”
“หรือว่าแอบตามมาลับๆ ?”
“…แต่ถ้าทำแบบนั้น เขาน่าจะปรากฏตัวช่วยตอนที่ ‘ประตูนรก’ เปิดขึ้นมาไม่ใช่หรือ?”
มันไม่มีเหตุผลเลย ที่จะไม่ช่วย ตอนที่พวกเรากำลังเผชิญหน้ากับพวกมาร
ข้ากำลังครุ่นคิดแต่ก่อนที่ข้าจะหาคำตอบได้ นักรบหน่วยกระบี่คนหนึ่งจากด้านหลังเดินตรงเข้ามาใกล้
นักรบหน่วยกระบี่รายงาน
“รองหัวหน้า! สภาพศพของหมาป่าเขาเขียวสะอาดหมดจด ไม่มีอะไรเสียหายเลย พวกเราควรทำอย่างไรดี?”
“อะไรนะ? ทั้งสิบเอ็ดตัวสภาพสมบูรณ์ทั้งหมดเลยหรือ?”
“อ้อ… มีสองตัวที่ถูกเจาะเข้าที่สีข้าง แต่มันก็ไม่ได้เสียหายหนักอะไร”
…นั่นมันฝีมือของข้านี่นา
ข้านั่งนิ่งเงียบ ไม่พูดอะไร
“เราไม่สามารถขนพวกมันทั้งหมดไปได้ ดังนั้นให้แล่เอาแต่หนังและกระดูกกลับไป”
“รับทราบ!”
“ส่วนเรื่องอื่น…”
ฮยอก จูยอม หยุดพูดทันทีสายตาของเขาหันไปสบเข้ากับมู่ยอน
บรรยากาศดูตึงเครียดขึ้นมาทันที
มู่ยอนก้มศีรษะเล็กน้อยเพื่อทำความเคารพ ส่วน ฮยอก จูยอม ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ
“คิดว่าตัวเองจะได้พักสบายๆ อยู่แต่ในจวน แล้วสุดท้ายก็ต้องกลับมาจับกระบี่อีกงั้นรึ?”
“…รู้จักกันมาก่อนงั้นหรือ?”
ข้ามองสองคนนี้สลับกันแต่ มู่ยอน ไม่ได้ตอบอะไร
ฮยอก จูยอม เองก็ไม่ได้ดูสนใจจะซักไซ้อะไรต่อ
“เอาเถอะ เจ้าเองก็รู้ดีอยู่แล้วนี่ ว่ามันไม่ใช่ความผิดของเจ้า”
“…ขอรับ”
คำตอบสั้นๆ ไม่มีอารมณ์อะไรแฝงอยู่ในน้ำเสียงของมู่ยอน
ข้าอดสงสัยไม่ได้แต่ก็ตัดสินใจ ไม่ถามอะไร
“ที่เหลือให้เป็นหน้าที่พวกเราเอง คุณชายกู่พักผ่อนเถิด”
หลังจากพูดจบ ฮยอก จูยอม ก็เดินจากไปพร้อมกับนักรบของหน่วยกระบี่
ข้ามองไปทางมู่ยอน แต่เขายังคงมีสีหน้าลำบากใจ
“…ถ้ามันเป็นเรื่องที่เจ้าจะพูดได้ เจ้าคงพูดเองแล้วล่ะ”
สุดท้ายข้าก็ปล่อยมันผ่านไป แล้วเดินกลับไปที่รถม้า
พอเปิดประตูเข้าไป
“คุณชาย!”
วีซอลอา พุ่งเข้ามาทันทีในมือถือผ้าพันแผลแน่น
ข้ารีบสั่งให้สาวใช้ จับนางไว้ให้แน่น ก่อนจะทิ้งตัวลงพิงเบาะอย่างหมดแรง
ความคิดที่ยุ่งเหยิงอยู่แล้วกลับยุ่งยากขึ้นไปอีก เหมือนกับว่าปัญหาใหม่ๆ ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาไม่รู้จบ
“การจะมีชีวิตที่ถูกต้องนี่มันยากเย็นเสียจริง”
อาจเป็นเพราะฝันร้ายที่เจอเมื่อครู่ ข้าคิดว่าคงนอนไม่หลับไปอีกหลายวัน
จวนของกู่หยางชอน
ภายในจวน จักรพรรดิกระบี่และผู้อาวุโสสอง กำลังอยู่ด้วยกัน
จักรพรรดิกระบี่สวรรค์ถือไม้กวาดในมือ พลางกวาดลานบ้านอย่างช้าๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ขอบใจเจ้ามากนะ กู่ รยอน”
“ฮึ่ม…”
ผู้อาวุโสสองกระแอมออกมาเล็กน้อย สีหน้าของเขาดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าไม่ได้ทำอะไรมากหรอก”
“ไม่ว่าจะแบบไหน เจ้าก็ยังอุตส่าห์ลงมือเพื่อหลานของข้า”
ปกติแล้ว ผู้อาวุโสระดับนี้มักจะไม่ออกมายุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมของตระกูล อย่างเช่นพิธีสมัชชาเก้ามังกร ยิ่งไม่จำเป็นต้องมีผู้อาวุโสมาร่วมด้วยเลย
ที่ผู้อาวุโสสองออกมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็เพราะได้รับคำขอร้องจาก จักรพรรดิกระบี่สวรรค์
“ข้าก็แค่ออกไปเดินเล่น แถมยังได้ดูเด็กๆไปด้วย ก็ถือว่าเหมาะสมดี”
เขาตอบพลางหัวเราะกลบเกลื่อน
วีซอลอา หลานสาวของจักรพรรดิกระบี่สวรรค์ เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ ผู้อาวุโสสอง ตัดสินใจเข้าร่วมงาน
ในเมื่อนางเข้าร่วมสมัชชาเก้ามังกรอยู่แล้ว มันก็ไม่แปลกที่เขาจะถือโอกาสไปดูนางสักหน่อย
“ข้าก็มีเรื่องที่ต้องขอบคุณท่านอาวุโสเช่นกัน ถือว่าเรื่องนี้ตอบแทนกันก็แล้วกัน”
แต่เรื่องที่น่าแปลกใจที่สุดก็คือทำไมจักรพรรดิกระบี่สวรรค์ถึงมาอยู่ที่ตระกูลกู่กันนะ?
เมื่อครั้งที่ ประมุขตระกูลและจักรพรรดิกระบี่ ขอร้องให้ดูแลความปลอดภัยของ วีซอลอา
ผู้อาวุโสสองเคยเสนอว่า หากกังวลถึงเพียงนั้น จักรพรรดิกระบี่สวรรค์ ก็น่าจะไปเอง หรือไม่ก็ควรห้ามไม่ให้นางเข้าร่วมสมัชชาเก้ามังกรเสียเลย
แต่สุดท้ายเขาก็ต้องเปลี่ยนใจ และสาเหตุก็คือสีหน้าของจักรพรรดิกระบี่สวรรค์ในตอนนั้น
สีหน้าที่หนักอึ้งและอ่อนล้าเสียจน แม้แต่ในช่วงที่เขาเคยเป็นยอดฝีมือที่ออกท่องยุทธภพในฐานะเสาหลักแห่งฝ่ายธรรมะ ก็ไม่เคยแสดงออกมาเช่นนี้
“แม้แต่จักรพรรดิกระบี่สวรรค์เอง… ก็ยังหนีจากวิกฤติทางจิตใจไม่ได้สินะ”
เพราะเป็นผู้ที่เคยโลดแล่นในยุคเดียวกัน ผู้อาวุโสสองจึงรู้สึกเสียดายที่เห็นอีกฝ่ายเป็นเช่นนี้
แต่ในอีกมุมหนึ่ง… นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายนัก
หลังจากละสายตาจาก จักรพรรดิกระบี่ เขาก็นึกถึงเด็กคนหนึ่งขึ้นมากู่หยางชอน
เด็กหนุ่มที่เป็นเหมือนบาดแผลของ ประมุขตระกูล เป็นตัวปัญหาที่แม้แต่เขาเองก็ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร
เด็กหนุ่มผู้สืบทอดนามของตระกูลกู่ แต่กลับมีนิสัยเกียจคร้าน เอาแต่หนีหายเมื่อพบหน้า และที่สำคัญคือ มีพรสวรรค์ด้านยุทธ์ที่ต่ำเตี้ยเสียจนน่าผิดหวัง
หาก เขาไม่ใช่บุตรชายคนเดียวของตระกูลกู่ คงถูกตัดออกจากสายสกุลหลักไปนานแล้ว
และก็ถึงเวลาที่ต้องปล่อยมือจากเขาแล้วกระมัง?
แต่แล้ว… ในวันนั้น… กู่หยางชอนกลับแตกต่างจากเดิม
การที่เขาสำเร็จเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อถึงระดับสามดารา ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
อย่างน้อย กู่ยอนซอ ก็ทำได้เช่นกัน
แต่สิ่งที่ทำให้แตกต่างคือความเข้มข้นของพลังปราณในเคล็ดวิชานั้น
หากเปรียบกับ กู่ยอนซอ ภายในร่างของนางยังคงเต็มไปด้วยพลังปราณที่ปะปนกันไม่เป็นระบบระเบียบ
เคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อเป็นวิชาที่ต้องโคจรภายในร่างตลอดเวลา แม้จะไม่ได้ปล่อยออกมาใช้งานโดยตรง
แต่ของกู่ยอนซอนั้นยังโคจรไม่สมบูรณ์ ความเร็วในการโคจรนไม่คงที่ บางครั้งก็รุนแรงเกินไป บางครั้งก็เบาบางจนแทบไร้พลัง
ยิ่งไปกว่านั้น หากยังไม่ชำนาญ เคล็ดวิชานี้จะถูกชักนำด้วยอารมณ์ได้ง่าย
ทว่าของ กู่หยางชอนกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
“ข้าไม่ได้หมายความว่า กู่ยอนซอ อ่อนด้อยกว่าหรอก”
“เพียงแต่ว่า เมื่อเทียบกับกู่หยางชอนแล้ว นางยังถือว่าห่างชั้นอยู่มาก”
แม้ว่าจะเป็นระดับที่เหนือกว่าคนวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ปัญหาอยู่ที่ “คู่เปรียบเทียบ”
พลังภายในของ กู่หยางชอนนั้นเบาบางจนน่าขัน แต่…
ระดับการควบคุมพลังที่อยู่ในร่างของเขา กลับเหนือกว่า กู่ยอนซอ อย่างชัดเจน
เมื่อพบกันอีกครั้งในสมัชชาเก้ามังกรผู้อาวุโสสองแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
เคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อที่หมุนเวียนอยู่ในจุดตันเถียนของกู่หยางชอนนั้น ไหลเวียนอย่างสม่ำเสมอ
แม้ว่าเขาจะถูกยั่วโทสะจนโกรธเคืองระหว่างศึกเก้ามังกร
แต่… วงแหวนพลังปราณภายในของเขายังคงหมุนเวียนอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
นี่หมายความว่า เขามีความเข้าใจและความชำนาญในระดับสูงมาก
ในฐานะผู้อาวุโสสอง เขาเข้าใจสิ่งนี้เป็นอย่างดี
กระทั่งประมุขตระกูลกู่เอง ยังต้องใช้เวลากว่าครึ่งชีวิต จึงจะเข้าถึงระดับนั้นได้
จากนั้น ในช่วงที่กู่หยางชอนประมือกับกู่ยอนซอ ผู้อาวุโสสองก็ได้รับ “คำตอบที่แน่ชัด”
“เด็กคนนั้นกำลังปกปิดบางสิ่งอยู่”
แม้จะไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด แต่เขาก็มั่นใจในสิ่งที่ตนเองสังเกตเห็น
ระหว่างที่เขากำลังเรียบเรียงความคิดอยู่นั้น จักรพรรดิกระบี่สวรรค์ ก็เอ่ยขึ้น
“ว่าแต่ กู่รยอน”
“หืม?”
“เจ้าจัดการเด็กของตระกูลเผิงเสียจนปางตาย แถมยังทำให้เด็กๆ ของเจ้าถูกลากไปเป็นตัวตลกในสายตาผู้คน…”
“เจ้าคิดว่ามันไม่เป็นปัญหาหรือ?”
“ข่าวลือผิดเพี้ยนไปหน่อยนะขอรับ ข้าไม่ได้เล่นงานถึงขั้นปางตายเสียหน่อย”
“…หมายความว่าข่าวลือเรื่องอื่นเป็นความจริงสินะ แล้วเจ้าคิดว่าปลอดภัยดีแล้วหรือ?”
“ท่านหมายถึงอะไรหรือ? ท่านอาวุโส?”
“ประมุขตระกูลของเจ้า… ดูเหมือนจะกำลังตามหาเจ้าอยู่นะ”
“…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้อาวุโสสอง ก็กระโดดหนีไปอย่างรวดเร็ว
และเขาตัดสินใจว่า… ต่อจากนี้ไป จะต้องหลบหน้าประมุขตระกูลกู่ไปสักระยะ!