สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 1002 บันทึกท้ายเล่ม (1)
แคว้นเจา ตำหนักเหรินโซ่ว
หลายวันมานี้จวงไทเฮาไม่อยากอาหารนัก ฉินกง
กงสั่งให้ห้องเครื่องหลวงเปลี่ยนวิธีปรุงอาหารให้
นางกิน แต่นางก็ยังกินเพียงไม่กี่คำ
ฉิงกงกงแอบส่งจดหมายไปยังตรอกปีสุ่ย แต่กลับ
ถูกจวงไทเฮาจับได้
จวงไทเฮาถลึงตามองเขา
ฉินกงกงแอบถอนหายใจ รู้ว่านางไม่อยากให้
เด็กๆ เห็นตัวเองตอนปั่วย แต่เขาเองก็ทรมานใจ
“ไทเฮา ฝั่าบาทเสด็จพ่ะย่ะค่ะ” เสียงนางใน
รายงานจากด้านนอกตำหนักบรรทม
ฉินกงกงมองไทเฮาสภาพอิดโรยหลังปั่วย จึงเอ่ย
เสียงกระซิบ “ให้บ่าวกลับไปทูลฝั่าบาทว่าท่าน
พักผ่อนอยู่ไหมพ่ะย่ะค่ะ”
จวงไทเฮามองจันทร์เสี้ยวบนท้องฟั้ายามราตรี
ขมวดคิ้วย่นพลางเอ่ย “เขามายามนี้ คงมีเรื่อง
สำคัญ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ฉินกงกงออกไปรับฝั่าบาทเข้ามา
ฮ่องเต้ก้าวเข้ามาในห้อง มองจวงไทเฮาที่นั่งอยู่
บนเก้าอี้พนักสูง เอ่ยถามอย่างเป็นกังวล “เสด็จ
แม่อาการดีขึ้นหรือไม่”
เจ้าลูกชายคนนี้ถึงจะโง่ไปหน่อย แต่ความห่วงใย
ที่มีต่อไทเฮานั้นไม่มีเสแสร้ง
น้อยนักที่จวงไทเฮาจะไม่กลอกตา เอ่ยเสียงไม่
ทุกข์ไม่ร้อน “ข้าหายตั้งนานแล้ว พวกเจ้าตื่น
ตกใจกันเองต่างหาก ว่ามาสิ มาดึกดื่นปานนี้ มี
เรื่องอะไรจะคุยกับข้า”
ฮ่องเต้นั่งลงข้างเสด็จมา ก่อนจะเอ่ยอย่างจนใจ
“ไม่ปิดบังท่านก็แล้วกัน ลูกมีเรื่องอยาจะปรึกษา
เสด็จแม่จริงๆ ”
“เรื่องแต่งตั้งรัชทายาทรึ” จวงไทเฮาถามเข้า
ประเด็น
ไท่จื่อถูกถอดออกจาตำแหน่งมาสองปีแล้ว เริ่มมี
เสียงเรียกร้องให้แต่งตั้งรัชทายาทในราชสักนัก
หากยังไม่แต่งตั้ง เกรงว่าจะแบ่งพรรคแบ่งพวก
แย่งตำแหน่งกันเป็นแน่
ฮ่องเต้ยอมรับแต่โดยดี
จวงไทเฮามองเขา “แล้วเจ้าตัดสินใจเช่นไร”
ฮ่องเต้ตรัส “ลูกคิดว่า รุ่ยอ๋องรับหน้าที่ยิ่งใหญ่นี้
ได้” ตรัสเพียงเท่านั้นก็นิ่งไปก่อนจะตรัสต่อ
“เพียงแต่สองปีมานี่เสี่ยวชีก็เอาการเอางานมาก
ขึ้นเยอะ”
จวงไทเฮามองไปยังฟากฟั้าราตรีไร้ขอบเขต
“เสี่ยวชีอายุสิบแปด ใกล้สิบเก้าแล้ว ตอนอาเหิง
อายุเท่านี้ก็สอบเป็นจอหงวนได้แล้ว”
“ใช่” ฮ่องเต้ตรัสอย่างจนใจ “ลูกกำลังลังเล
ระหว่างรุ่ยอ๋องและเสี่ยวชี อยากฟังความเห็น
เสด็จแม่”
จวงไทเฮาตอบเสียงเรียบ “ข้าจะมีความเห็น
อะไรได้เล่า เจ้าเป็นฮ่องเต้ จะตั้งใครก็เป็นฮ่องเต้
ของข้าอยู่ดี”
“เสด็จแม่!” ฮ่องเต้ไม่ชอบที่นางขีดเส้นเบ่ง
ระหว่างตนอย่างชัดเจน ราวกับนางมิใช่คนใน
ครอบครัวอย่างไรอย่างนั้น
จวงไทเฮาฮึดฮัด “ทำไมรึ ข้าเหนื่อยเพราะราช
สำนักแคว้นเจามาทั้งชีวิตแล้ว ใกล้จากแล้วก็จะ
ไม่ให้คนเขาสงบสุขสักวันเลยหรือ”
ฮ่องเต้คิ้วขมวด “เสด็จแม่ตรัสอะไรเช่นนั้น ท่าน
ยังอายุยืนยาวนับร้อยปี!”
“พอแล้ว พอแล้ว ข้าไม่ชอบฟังคำพวกนั้น” จวง
ไทเฮาโบกมือปัด เปิดขวดโหลผลไม้เชื่อมบนโต๊ะ
ภายในมีผลไม้เชื่อมที่เจียวเจียวทำให้นาง วันหนึ่ง
กินสามลูก นางสะสมมาแล้วห้าวัน
นางหยิบผลไม้เชื่อมออกมาลูกหนึ่ง จ้องมองมัน
พลางเอ่ย “ข้าขอถามเจ้าเพียงแค่คำถามเดียว
หากรุ่ยอ๋องสืบทอดบัลลังก์ เสี่ยวชีจะยอม
หรือไม่”
“เรื่องนั้น…” ฮ่องเต้นิ่งไป
จวงไทเฮาเอ่ยต่อ “หากเขาไม่ยอม ก่อกบฏ รุ่ย
อ๋องจะต้านไหวหรือไม่”
สีหน้าของฮ่องเต้ดูห่อเหี่ยว “ต้านไม่ไหวอยู่แล้ว”
แม้รุ่ยอ๋องจะมีหลัวกั๋วกงหนุนหลังก็จริง แต่ฉิน
ฉู่อวี้นั้นมีทั้งจวนเซวียนผิงโหว องค์หญิงซิ่นหยาง
กับเซียวจี่เองก็คืนดีกันแล้ว ก็คงช่วยเขาเช่นกัน
เขายังเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับเซวียนหยวนซี
ลูกชายของเสนาบดีกลาโหมสวี่โจวโจว
นี่ยังไม่ได้นับรวมเส้นสายในวังของเซียวเหิงไป
ด้วย
นอกจากประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ เสี่ยวชีเป็นลูก
ของฮองเฮา
คำตอบจะออกมาเช่นไรนั้นคงไม่ต้องถาม
ตำแหน่งนี้ ใช่ว่าอยากจะแย่งก็แย่งมาได้ ต่อให้
เสี่ยวชีเองไม่ได้หวังจะครอบบัลลังก์ แต่มีหรือ
เซียวฮองเฮาจะยอม นางลงแรงไปขนาดนั้นแล้ว
มีหรือจะหยุดง่ายๆ
จวงไทเฮาเอ่ยอย่างลึกซึ้ง “คนเราเป็นฮ่องเต้ ไม่
จำเป็นต้องฉลาดที่สุด แต่ต้องเป็นคนที่เหมาะสม
ที่สุด ครองแผ่นดินให้สงบสุขที่สุด”
ต้องแต่งตั้งฉินฉู่อวี้ขึ้นตำแหน่งเขานั้น ถึงจะหยุด
ความคิดชิงบัลลังก์ของราชโอสรพระองค์อื่นได้
เพราะอย่างไรเสียก็ไม่มีผู้ใดมั่นใจว่าจะโค่น
อำนาจได้สำเร็จหากเซียวจี่ยังอยู่
จวงไทเฮามองเขาครู่ก่อนจะตรัส “ยิ่งไปกว่านั้น
เสี่ยวชีมิได้เลวร้ายอย่างที่เจ้าคิด อย่าประเมินเขา
ต่ำไป”
เจ้าเด็กดื้อที่เติบโตมากับจิ้งคง หากไม่มีของดี
เหมือนกันคงเลิกคบกันไปตั้งนานแล้ว
ฮ่องเต้ครุ่นคิด “ลูกเข้าใจแล้ว”
หลังจากฮ่องเต้กลับไป ไทเฮาก็ทำใจกินผลไม้
เชื่อมไม่ลง ใส่กลับลงไปในโหลดอีกครั้ง
ฉินกงกงเดินเข้ามารินน้ำอุ่นให้หนึ่งแก้ว เหมือน
เห็นนางเหม่อลอย จึงเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้
“เรื่องแต่งตั้วรัชทายาทก็คลี่คลายแล้ว ในใจท่าน
ยังมีเรื่องอันใดอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ให้จะรู้ว่าหลังจากที่จวงไทเฮาจ้องลึกเข้าไปใน
แววตาของเขา จู่ๆ ก็โพล่งออกมา “เจ้าแก่แล้ว”
ฉินกงกงชะงักไป ก่อนเอ่ยต่อ “ข้าน้อยเองก็มิใช่
ปีศาจ จะไม่แก่ได้อย่างไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
จวงไทเฮาเม้มปาก อยากจะบอกตัวเองแก่แล้ว
ต่างหาก
นางกลืนคำนั้นลงคอแล้วเอ่ยถาม “เจ้ากับข้าเข้า
วังมาพร้อมกันใช่หรือไม่”
ฉินกงกงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พ่ะย่ะค่ะ เพียงแค่ว่า
ตอนแรกข้าไม่มีวาสนาได้ปรนนิบัติไทเฮา”
จวงไทเฮาทอดถอนใจ “เจ้าไม่รับเลี้ยงเด็กไว้สัก
คนหรือ หากข้าสิ้นแล้ว ตะพาบในสระนั่นก็เลี้ยง
ดูเจ้าไปจนตายไม่ได้หรอกนะ”
ฉินกงกงพลันสะอื้นขึ้นมา “เหตุใดช่วงนี้ท่านถึง
ได้พูดเรื่องเหลวไหลบ่อยนัก”
ข้าก็แค่บ่าวไพร่คนหนึ่ง ท่านไม่ต้องใส่ใจหรอก
จวงไทเฮามิใช่คนเศร้าหมองอยู่แล้ว นางสงบนิ่ง
“เสี่ยวซุ่นไปโยวโจวนานเท่าใดแล้ว คงกลับมา
เมืองหลวงแล้วกระมัง”
ฉินกงกงปาดน้ำตาพลางเอ่ย “นับวันดูแล้ว คง
กลับแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ไทเฮาอยากจะเอ่ยอะไรสักอย่าง แต่กลับห้าม
ตัวเองเอาไว้
…
กู้เสี่ยวซุ่นมุ่งหน้าไปยังโยวโจวตั้งแต่ปีก่อน เขา
แต่งงานมาสามปีแล้ว ภรรยาคือลูกสาวจากตระกู
บัณฑิตที่ท่านย่าตั้งใจเลือกให้ เรือนอยู่ที่เมือง
หลวง แต่บ้านเกิดอยู่โยวโจว คราวนี้กลับไปไหว้
บรรพบุรุษกับภรรยา อีกเหตุผลหนึ่งเพราะได้รับ
ได้มอบหมายจากกรมโยธา ให้สร้างสวนปั่าหลวง
ที่โยวโจว
เขาหาเวลาว่างพาภรรยาไปยังหมู่บ้านชิงเฉวียน
เขาตัดขาดกับตระกูลกู้ตั้งนานแล้ว แน่นอนว่าไม่
มีทางไปเยี่ยมพวกเขา แต่ไปเยี่ยมหลุมศพอาสาม
และอาสะใภ้สาม
ใครจะไปรู้ว่าพอเข้าหมู่บ้านมาก็บังเอิญเจอแม่
นางหลิง แม่แท้ๆ ของตัวเอง
แม่นางหลิวมาตักน้ำที่หน้าประตู นางแก่ตัวลงมา
เพิ่งอายุได้สี่สิบกว่าก็มีผมขาวประปรายแล้ว ข้าง
กายนางมีเด็กหญิงหน้าตามอมแมมนั่งอยู่
เด็กหญิงคว้าพื้นดินตรงหน้าใส่ปาก พอนางเห็นก็
ตีมือเด็กหญิงทันที “อะไรก็ยัดใส่ปากหมด! จะ
ตายเข้าสักวัน!”
ไม่รู้ว่าเด็กหญิงเจ็บหรือว่ากลัว ถึงได้ร้องไห้งอแง
ออกมา!!
“นอกจากกินก็ร้องไห้! ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง!”
แม่นางหลิวบ่นไม่หยุดปาก เด็กหญิงเองก็ร้องไห้
หนักยิ่งกว่าเดิม แม่นางหลิวโมโหจนฟาดนางไป
หลายฝั่ามือ
กู้เสี่ยวซุ่นนึกถึงตัวเองในวัยเด็กอย่างอดไม่ได้ เขา
เองก็เติบโตมาทั้งคำด่าและฝั่ามือของแม่นางหลิว
เช่นกัน
แถมเพราะเขาทั้งดื้อทั้งเถียงคำไม่ตกฟาก แม่นาง
หลิวจึงมือหนักกว่าปกติ
เด็กไม่เชื่อฟังก็ต้องตี เขาไม่เคยโกรธเกลียดแม่
นางหลิวเพราะเหตุนี้
ที่เขาผิดหวังในตัวแม่นางหลิว เพราะว่าลูกชาย
คนนี้ไม่เคยอยู่ในใจของเขาเลย
แม่นางหลิวรักกู้เอ้อร์ซุ่นที่ทั้งฉลาดและช่างเอาใจ
มากกว่าเขา
“สามี เป็นอะไรไปหรือ” ภรรยาเฉินอวิ๋นถาม
“ไม่มีอะไร พวกเราไปกันเถอะ” กู้เสี่ยวซุ่นพยุง
ภรรยาลงจากม้า
แม่นางหลิวหันมาก็เจอเขาในทันที
บทที่ 1002 บันทึกท้ายเล่ม (2)
“เอ๊ะ! เสี่ยวซุ่นใช่หรือไม่” ปั้าจ้าวที่หอบกะละมัง
ผ้าเดินมาจำเขาได้ในทันที ปั้าจ้าวตกตะลึกไม่
น้อย “ไอ้หยา แม่เจ้า! ข้าเกือบจำไม่ได้แหนะ”
กู้เสี่ยวซุ่นเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน
ตอนที่จากหมู่บ้านไปเขายังเป็นเพียงแค่เด็กเกเร
อายุสิบสามสิบสี่ แม้แต่เดินยังไม่เคยเดินถนน
เหมือนคนอื่นเขา ทว่าวันนี้กลับสวมชุดคลุมยาว
ใบหน้าหมดจด หล่อเหลาสง่างาม มองแล้วก็รู้ว่า
เป็นท่านชายตระกูลใหญ่
หญิงสาวสวมผ้าคลุมหน้าข้างกายนางก็ดูสวยสูง
ศักดิ์
ใครจะกล้าคิดกันเล่า
เหล่าชาวบ้านเข้ามาห้อมล้อม
แม่นางหลิวมองกู้เสี่ยวซุ่นอย่างตกตะลึง ถังน้ำใน
มือร่วงลงไปในบ่อเสียโครมคราม
นางไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
ชายหนุ่มที่สง่างามยิ่งกว่าท่านชายในอำเภอคนนี้
คือลูกชายมอมแมมของนางจริงๆ หรือ
“อะแฮ่ม อะแฮ่ม” องครักษ์ที่ติดตามมาเป็นคนที่
ใต้เท้าข้าหลวงตั้งใจส่งมาให้ เพราะเกรงว่า
ปรมาจารย์กู้จะพบเจอเรื่องไม่คาดฝันระหว่าง
ทาง จึงต้องรักษาความปลอดภัยของทั้งสองสามี
ภรรยา
เขากระแอมให้โล่งคอ เอ่ยกับชาวบ้านอย่างเป็น
มิตร “ทุกท่านอย่าเบียดกัน ปรมาจารย์กู้กลับมา
เคารพหลุมศพครอบครัว ขอทุกท่านอำนวย
ความสะดวกด้วย ช่วยถอดด้วย”
“เจ้าเรียกเขาว่าอย่างไรนะ” แม่นางเหยาเดินเข้า
มาถาม
องครักษ์ไม่รู้จักนาง คิดว่านางเป็นชาวบ้านทั่วไป
จึงอธิบายอย่างใจเย็น “ปรมาจารย์กู้น่ะสิ!
ปรมาจารย์กู้เป็นคนดังของราชสำนัก! ครั้งนี้
ได้รับราชโองการให้มาสร้างจวนที่โยวโจว”
ราชสำนัก… ราชโองการ…
แม่นางหลิวเกือบจะเป็นลมล้มพับ
หากรู้ว่ากู้เสี่ยวซุ่นจะเอาการเอางานเช่นนี้ นางไม่
น่าขายเขาไปแค่ยี่สิบตำลึงเลย!
น่าจะขายสักสองร้อยตำลึง… ไม่สิ สองพันตำลึง!
ไม่สิ นางจะขายทำไม
เขาได้เป็นถึงขุนนาง นางก็เป็นแม่ของท่านขุน
นางเชียวนะ!
ใช่แล้ว นางเป็นแม่ของขุนนางแล้ว…
นางเลิกคิ้วพลางถอนใจ…
“เจ้าเด็กนี่ รู้จักกลับบ้านแล้วหรือ! ไปเมืองหลวง
แล้วก็ไม่เหลียวแลพ่อแม่อีกเลย! หัวใจเจ้าถูกหมา
กินไปแล้วรึ!”
นางเอ่ยพลางเดินเข้าไปหากู้เสี่ยวซุ่น
ทว่ากู้เสี่ยวซุ่นนั้นไม่ใช่ลูกน้อยที่จะยอมให้นางทุบ
ตีได้เหมือนแต่ก่อน เป็นนางเองด้วยซ้ำที่ตัด
ความสัมพันธ์แม่ลูกของพวกเขา
กู้เสี่ยวซุ่นถอยหลัง
นางโผเข้าหาความว่างเปล่า
องครักษ์ไม่รู้ว่าที่แม่นางหลิวพูดนั่นจริงหรือไม่
แต่ท่าทางของปรมาจารย์กู้นั้นคือของจริง เขาจึง
รีบกันแม่นางหลิวเอาไว้
ไม่นาน กู้ฉังลู่รู้ข่าวก็รีบตามมาถึงที่
เขาเห็นกู้เสี่ยวซุ่นในยามนี้ ก็ตกตะลึงจนพูดไม่
ออก
เด็กเกเรที่ตระกูลกู้ดูถูกเหยียดหยามที่สุด ได้
เปลี่ยนไปกลายเป็นคนดังของราชสำนัก
เขาตั้งใจว่าจะเข้าไปคุยกับกู้เสี่ยวซุ่น แต่ก็ถูก
องครักษ์ติดตามกันเอาไว้
“ลูกสะใภ้! ลูกสะใภ้! ข้าคือพ่อสามีเจ้า!” เมื่อเขา
เห็นว่ากู้เสี่ยวซุ่นไม่ยอมรับพ่อเช่นเขา จึงรีบไป
ขอความช่วยเหลือจากเฉินอวิ๋น
ผู้หญิงล้วนแต่ใจอ่อนกันทั้งนั้น ขอแค่นางเอ่ย
ปากร้องขอแทนเขา เสี่ยงซุ่นต้องยอมรับฟัง
แน่นอน
ทว่าเฉินอวิ๋นไม่แม้แต่จะหันมา
หลายปีมานี้สถานะของตระกูลกู้ย่ำแย่นัก นาย
ใหญ่กู้ก็เสียชีวิต เหลือไว้เพียงร้านผุพัง บ้านหลัก
บ้านรองแยกจากกัน
เส้นทางการสอบขุนนางของกู้ต้าซุ่นเองก็ไม่
ราบรื่นนัก เมื่อข่าวว่าเซียวลิ่วหลังสอบได้เป็นจอ
หงวนมาถึงหมู่บ้าน เขายิ่งสติแตก จากนั้นก็สอบ
ได้แย่ลงทุกครั้ง ครอบครัวเป็นหนี้มากมายเพื่อ
หาเงินมาให้เขาสอบ
จากนั้นแม้จะได้ภรรยาเป็นลูกสาวของพ่อค้าข้าว
แต่บ้านภรรยาเห็นว่าสอบไม่ได้สักที จึงไม่เต็มใจ
จะจุนเจือเขา
เขาจำต้องเป็นอาจารย์สอนเด็กเล็กในหมู่บ้าน
เขาทะเยอทะยาน ไม่มีความอดทนกับนักเรียน
หลังจากโดนไล่ออกหลายครั้งก็ไม่มีใครจ้างอีก
ตอนนั้นบ้านรองวาดฝันว่ากู้เอ้อร์ซุ่นจะสอบขุน
นางได้ ทุ่มเงินยี่สิบตำลึงจากการขายกู้เสี่ยว
ซุ่นมาไปกับกู้เอ้อร์ซุ่นทั้งหมด แต่ผลที่ได้กลับ
ละลายหายไปกับสายน้ำ
“เสี่ยวซุ่น! พวกข้าคือพ่อแม่เจ้านะ! เจ้าจะทำ
แบบนี้กับเราไม่ได้! ยังรู้จักบาปบุญหรือไม่”
“เจ้าไม่กลัวว่าพวกข้าจะร้องศาลาว่าการหรือ!
โทษลูกอกตัญูน่ะ… ข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้ายังจะ
เป็นขุนนางได้หรือไม่”
“บ้านเมืองยังมีกฎหมายอยู่หรือไม่ เขาคือลูกชาย
ข้า! ลูกชายแท้ๆ ของข้า!”
กู้เสี่ยวซุ่นแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
เหล่าชาวบ้านรู้เรื่องที่บ้านรองขายกู้เสี่ยวซุ่น
หมู่บ้านละแวกนี้ต่างก็เล่าลือกัน ลองถามดูว่าเด็ก
ที่ถูกพ่อแม่ขายคนไหนจะกลับมางานศพพ่อแม่
บุญธรรมบ้าง
ขายหน้ายิ่งนัก!
กู้เสี่ยวซุ่นไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้านนานนัก เขาพา
ภรรยาไปเก็บกวาดหลุมศพให้กับอาสามและอา
หญิงสาม จุดธูปขอขมาแทนกู้เจียว เซียวเหิง
และจิ้งคง
อันที่จริงในบ้านของกู้เจียวก็ตั้งปั้ายไหว้บ้านสาม
ของตระกูลกู้มาตลอด ทุกปีครอบรอบ เชงเม้ง
หรือปีใหม่ต่างก็เซ่นไหว้เสมอ หากนางไม่อยู่
เซียวเหิงก็จะจุดธูปเผากระดาษเงินให้
…
กู้เสี่ยวซุ่นกลับมาถึงเมืองหลวงในเดือนสี่
เมื่อใกล้ถึงเมืองหลวง เฉินอวิ๋นก็เป็นลมกะทันหัน
กู้เสี่ยวซุ่นรีบให้คนส่งข่าวเข้าไปยังเมืองหลวง
กู้ฉังชิงอยู่ที่ตรอกปีสุ่ยพอดี “ข้าไปส่งเจอเอง”
กู้เจียว “ดี”
ทั้งสองคนมุ่งหน้าไปยังศาลาพักม้าที่นอกประตู
เมืองทิศใต้ กู้เจียวจับชีพจรให้เฉินอวิ๋น นางเผย
ยิ้มแล้วเอ่ยกับกู้เสี่ยวซุ่น “เสี่ยวอิ๋วมีข่าวดีแล้ว
แต่ลมแดดเพราะในรถม้าอบอ้าว พักผ่อนสัก
หน่อยก็ดีขึ้น”
กู้เสี่ยวซุ่นตาโตอ้าปากค้าง “ข้า ข้า ข้า… ข้าจะ
เป็นพ่อแล้วหรือ”
แต่งงานมาสามปี นี่เป็นลูกคนแรกของพวกเขา
ความสุขในใจนั้นยากจะอธิบาย
เฉินอวิ๋นตื่นขึ้นมาก็รู้ว่าตัวเองตั้งท้อง นางตื้นตัน
จนเกือบร้องไห้
แต่งงานมาสามปียังไม่มีลูก นางคิดว่าตัวเองคง
หมดหวังแล้ว แม้ว่าครอบครัวจะไม่ได้เร่งเร้า แต่
ในใจนางก็หลังว่าจะให้กำเนิดลูกสักคนแก่สามี
ทุกคนนั่งบนรถม้า
กู้ฉังชิงขี่ม้าอีกตัวประกอบอยู่นอกรถม้า คุ้มกัน
น้องสาว และคนในครอบครัวของตัวเองและ
น้องสาวบนรถม้าอยู่เงียบๆ
นี่เป็นบ่ายอันเงียบสงบ แม้แต่ลมวสันต์ยัง
ราบเรียบเช่นเคย
สวรรค์คงกำหนดมาแล้วว่าให้เป็นวันอันสงบสุข
ทว่าทันใดนั้น ม่านของรถม้าก็ถูกแหวกขึ้น
กู้ฉังชิงเหลียวไปมองน้องสาวที่แหวกม่านพลาง
เอ่ยถาม “มีอะไรรึ”
กู้เจียวมองเขาใต้แสงอาทิตย์ เผยยิ้มบาง “ท่าน
พี่”
กู้ฉังชิงหัวใจเต้นรัว แสงแดดยามบ่ายนั้นสาดส่อง
จนอุ่นซ่านไปทั้งหัวใจของเขา
…
อีกฟากหนึ่ง การสอบเอินเคอรอบพิเศษก็เสร็จ
สิ้น
เดิมทีจวงอวี้เหิงถูกริบตำแหน่งตั้งแต่ตอนที่ถูก
เนรเทศแล้ว แต่ฮ่องเต้ไม่ได้สั่งไม่ให้เขาเข้าสอบ
อีกครั้ง เพียงแค่เขานั้นไม่เคยปรากฏตัวในสนาม
สอบเลย
เพราะเหตุนี้ จวงไทเฮาถึงได้เข้าใจว่าเขาไม่อยาก
กลับเมืองหลวงเอง
ทว่าปีนี้เข้ากลับปรากฏตัวขึ้นที่สภาจัดสอบใน
เมืองหลวง รวมถึงคว้าอันดับหนึ่งจากการสอบ
หน้าพระพักตร์
เขาได้กลายเป็นบัณฑิตคนที่แรกในประวัติศาสตร์
แคว้นเจาที่เดินเข้าสอบประตูกลางของวังและขี่
ม้ารอบเมืองสองครั้ง
เขาไปยังตำหนักเหรินโซ่ว คุกเข่าลงกับพื้น ก้มหัว
จรดพื้นให้กับไทเฮา ดวงตามองลง น้ำตาไหลลง
มา “ท่านย่า…”
จวงไทเฮามองจวงอวี้เหิงร่างผอมแห้งที่ไม่ได้พบ
กันมานาน ก่อนจะกวักมือเรียกเขาให้เดินเข้ามา
จวงอวี้เหิงกลั้นเสียงสะอื้นพลางคลานเข่าเข้าไป
จวงไทเฮากำผ้าเช็ดหน้า ใช้กำปันทุบหัวไหล่เขา
นางทุบแล้วทุบอีก ขอบตาแดงก่ำ ลำคอเริ่ม
ติดขัด “เหตุใดเจ้าถึงเพิ่งกลับมา… เหตุใดเจ้าถึง
เพิ่งกลับมา”
….
เดือนห้า เซียวเหิงได้รับมอบหมายให้จัดการคดี
ติดสินบนร้ายแรง พัวพันไปกว่าครึ่งสำนักฮั่น
หลิน
แม้นโบราณว่าน้ำใสเกินไปย่อมไร้ปลา แต่ทุก
เรื่องย่อมมีข้อยกเว้น ขุนนางสำนักฮั่นหลินเกิน
ครึ่งข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ ช่างเป็นเรื่องอันน่า
สะพรึงกลัว
เมื่อผลการสืบสวนปรากฏ เซียวเหิงคิดไม่ถึงเลย
ว่าผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังจะเป็นบัณฑิตคนหนึ่งใน
สำนักฮั่นหลิง
ภายในห้องขัง
บัณฑิตสำนักฮั่นหลิงผู้นั้นไม่ได้เกรงกลัวต่อโทษที่
ได้รับแต่อย่างใด
เขารับสินบน บงการการสอบซูจี๋ซื่อขุนนางบุ๋นจะ
เป็นที่ปรึกษาแก่เสนาบดีในวันหน้า ส่งคนคะแนน
ต่ำเข้าฮั่นหลิน ทั้งยังปลอมแปลงคะแนน เพื่อให้
สามารถเข้ากรมกองประจำราชสำนักได้ง่ายขึ้น
ภายในห้องสอบสวน เซียวเหิงในชุดขุนนางสีม่วง
นั่งอยู่บนเก้าอี้ มองบัณฑิตฮั่นหลิงตรงหน้าด้วย
แบบตาซับซ้อน “เพราะเหตุใดกัน”
หนิงจื้อหย่วนแค่นหัวเราะ “ลิ่วหลัง ใช่ว่าทุกคน
จะเกิดมาสูงส่ง มดตัวกระจ้อยจากตระกูลยากจน
อย่างข้า ไม่รู้ว่าต้องลำบากลำบนเพียงใดกว่าไต่
เต้าที่ละขั้น ข้ามิได้กลัวความยากลำบาก
เพียงแต่บางครั้งแม้จะอดทนไปก็ไร้ประโยชน์ ข้า
รู้ว่าเจ้าอยากพูดว่าเจ้าอาศัยความสามารถตนเอง
จนเดิมมาถึงสันนี้ เรื่องนั้นข้ายอมรับ ไม่ว่าคนทั้ง
โลกจะเข้าใจเข้าผิดไป แต่ข้านั้นเชื่อมาตลอดว่า
เจ้านั้นพึ่งพาความสามารถของตัวเอง แต่ลิ่วหลัง
เอ๋ย ข้ามิได้เก่งกาจเช่นเจ้า”
“ข้าเกิดมาพร้อมกับความทะเยอทะยานที่ไม่สม
กับความสามารถ”
“ข้า… ห้ามใจตัวเองไม่อยู่”
เซียวเหิงเดินหน้านิ่งของจากคุกกรมยุติธรรม
หลายปีก่อน ภายในห้องทำงานห้องหนึ่งของ
สำนักฮั่นหลิง หนิงจื้อหย่วนตบที่บ่าเขา เอ่ยอย่าง
มุ่นมั่ง “อย่าเห็นว่าข้ามาจากตระกูลยากจน ไม่มี
คนหนุนหลัง ไม่มีเส้นสาย แต่บางครั้งเขาก็ฝัน
ฝันว่าวันหนึ่งจะปีขึ้นไป… ไม่ต้องปีสูงมาก แค่
บัณฑิตฮั่นหลินชั้นห้าก็คือความฝันของข้าแล้ว”
เขากำหมัดแน่น ราวกับกำลังบีบกระดูกของคนที่
เคยดูแคลนจนแหลกละเอียด “ข้าคิดว่า รอข้ามี
วันนั้น รอวันที่ข้าไปกุมอำนาจสำนักฮั่นหลิน ข้า
จะไม่วันเห็นแก่เงิน ไม่มีวันเอื้อประโยชน์ญาติพี่
น้อง ไม่มีวันเอื้อประโยชน์เพื่อความราบรื่น ไม่มี
วันจะเดือดร้อนจะหาเรื่องใคร!”
สายฟั้าฟาดลงมา ราวกับแหวกเส้นทางบน
สวรรค์ ฝนห่าใหญ่กระหน่ำลงมา
เขามองฝนตกหนักตรงหน้า แววตากลับมานิ่งอีก
ครั้ง
เขากางร่ม เดินเข้าไปท่ามกลางสายฝนโดยไม่
แม้แต่จะเหลียวกลับมา
บทที่ 1002 บันทึกท้ายเล่ม (3)
ปีนี้จวงไทเฮาปั่วยออดๆ แอดๆ มาตลอด เดี๋ยวดี
เดี๋ยวไข้
กู้เจียวกับจี้จิ่วอาวุโสลงมือทำผลไม้เชื้อมกับพุทรา
เคลือบนมให้นาง แต่นางกลับกินไม่ลง
จนตอนนี้เก็บสะสมไว้มากมาย
เซวียนหยวนซีนั่งอยู่ข้างหัวเตียงนาง เอ่ยเสียง
แผ่วเบา “ท่านย่า ท่านกินผลไม้เชื่อมเถิด กินได้
ตามใจเลย ข้าไม่บอกเจียวเจียวหรอก”
จวงไทเฮายิ้ม “หลานสะใภ้ข้าเล่า”
เซวียนหยวนซีใบหูแดงก่ำ
จวงไทเฮาเบ้ปากฮึดฮัด “เหมือนกับพี่เขยเจ้าไม่มี
ผิด! เจ้าอย่าเอาอย่างเขาเชียวล่ะ! แต่งงานกันมา
ตั้งนานเพิ่งได้ร่วมหอ!”
เดือนแปด กู้เจียวรับเซวียหนิงเซียงและโกว่วามา
จากชนบท
โกว่วาอายุน้อยกว่าจิ้งคงหนึ่งปี ปีนี้อายุสิบสี่แล้ว
เป็นเด็กหนุ่มรูปหล่อคนหนึ่ง
จวงไทเฮานอนอยู่บนเตียงหงอันอ่อนนุ่ม สายตา
ทอดมองเงาร่างกำลังเดินข้ามาหาตัวเอง เสียง
อ่อนแรงเอ่ย “เซียงเซียงรึ”
เซวียหนิงโผเขาหาพลางคุกเข่าลงกับพื้น กุมมือ
ของหญิงชราเอาไว้ เอ่ยเสียงสะอื้น “ข้าเอง ท่าน
ย่า ข้าเอง…”
“โกว่วาเล่า” จวงไทเฮาถาม
โกว่วายืนอยู่ข้างเซวียหนิงเซียง ทว่าสายตาของ
นางนั้นมองไม่เห็นแล้ว
เซวียหนิงเซียวเหมือนโดนมืดกรีดกลางใจ นาง
ลากลูกชายที่อยู่ข้างตัว “โกว่วา! รีบถวายบังคม
ไทเฮาเร็ว!”
โกว่วาคุกเข่าลง ก่อนจะจรดหน้าผากลงกับพื้น
เพื่อถวายบังคมให้กับจวงไทเฮาอย่างแรงถึงสอง
ครั้ง
“จะโขกหัวไปทำไม สงสารเด็กมัน” จวงไทเฮา
ล้วงลูกอมงาที่แอบซ่อนไว้ใต้หมอนยื่นให้เขา
“โกว่วา กินสิ”
ตอนเด็กโกว่วาชอบกินลูกอมงาเป็นที่สุด
เซวียหนิงเซียงยกมือขึ้นปั้องปก ร้องไห้อย่างห้าม
ตัวเองไม่อยู่
…
“พวกเจ้าไม่พูดมาก” นานทีจวงไทเฮาจะเอ่ยกับ
เด็กๆ ทั้งสาม “ท่านน้าจิ้งคงของพวกเจ้าตอน
เด็ก พูดมากจนคนจะบ้าตาย”
เจ้าหนูทั้งสามนอกใช่ว่าจะไม่เสียงดัง เพียงแต่
เรียบร้อยต่อหน้านางก็เท่านั้น
แม้แต่โทรโข่งน้อยอย่างเซียวเยียนยังรู้จักหักห้าม
สัญชาตญาณดิบของตัวเองและพลังวิเศษของตน
เซียวเหิง เซวียนหยวนซี กู้เสี่ยวซุ่น กู้เหยี่ยน และ
กู้เสี่ยวเปั่าก็จะเข้าวังมาเยี่ยมนางทุกวัน กู้ฉังชิง
กับกู้เฉิงเฟิงเองก็มาเป็นประจำ
ที่ควรเอ่ยถึงเป็นพิเศษก็คือ กู้ฉังชิงและหยวนเปั่า
หลินมีลูกสาวด้วยกันคนหนึ่ง ทว่าจวบจนวันนี้กู้
ฉังชิงยังคิดว่าตัวเองนั้นแค่ปฏิบัติตามข้อตกลง
หยวนเปั่าหลิงบอกเขา “หญิงสาวนั้นย่อมต้องมี
ลูกชายสักคนเข้ากายถึงจะใช้ชีวิตที่เหลือได้อย่าง
สงบสุข”
กู้ฉังชิงจอมซื่อบื้อจึงเริ่มปฏิบัติการมอบลูกชายใน
หยวนเปั่าหลินตามข้อตกลง
กู้เจียวรู้เรื่องเขาก็ตื่นตกใจ นางคิดไม่ถึงเลยว่ากู้
ฉังชิงจะซื่อบื้อได้ถึงขั้นนี้
นางถามหยวนเปั่าหลิง “หากมีลูกชายแล้วเล่า
เจ้าจะกล่อมเขาให้ขึ้นเตียงอย่างไร”
หยวนเปั่าหลินเชิดหน้าเอ่ย “ข้าก็จะบอกเขาว่า
ลูกชายคนเดียวคงเหงาแย่ วันหน้าหากเกิดอะไร
ขึ้นไม่มีน้องชายคอยช่วยเหลือ ดูเจ้าสิมีน้องชาย
ตั้งห้าคน!”
กู้เจียวยกนิ้วให้นาง
คนทั้งห้องพากันถามไถ่จวงไทเฮาอย่างอบอุ่น
นางเอ่ยเสียงฮึดฮัด “มากันได้ทุกวี่ทุกวัน ไม่ต้อง
ทำการทำงานกันรึ”
จี้จิ่วอาวุโสเองก็มาด้วย
เพียงแต่เขามักจะนั่งเงียบอยู่ตรงนั้น ไม่พูดไม่จา
จวงไทเฮาสายตาไม่ดีแล้ว ย่อมไม่รู้ว่าเขามา
เดือนสิบสอง ความทรงจำของจวงไทเฮาเริ่ม
เสื่อมถอย เรียกคนผิดเป็นประจำ
เรียกเซียวเซวียนว่าจิ้งคง เรียกกู้เสี่ยวเปั่าว่ากู้เห
ยี่ยน ทั้งยังถามกู้เจียวว่าเสี่ยวซุ่นไปไหน ลิ่วหลิง
ไปสอบในเมืองอีกแล้วหรือ
นางได้ยินเสียงหิมะนอกหน้าต่างพลางเอ่ย
“อากาศเย็นนัก ลิ่วหลังเอาเสื้อผ้าไปพอหรือไม่
สนามสอบโยวโจวหนาวนัก ไม่เหมือนเมือง
หลวง”
“เอาไปพอแล้ว” กู้เจียวตอบ “ท่านย่าวางใจเถิด
เสี่ยวซุ่นก็ไปเรียนที่สำนักบัณฑิตแล้ว”
หญิงชรากำตั๋วเงินไว้ในมือ ก่อนจะจับมือกู้เจียว
“เจ้าเอาให้เขาแทนข้าที เขาทะเลาะกับตระกูลกู้
แล้วไปอยู่ที่สำนักบัณฑิตนู่นแล้ว ท้องเขาน่ะกิน
เท่าไรก็ไม่อิ่มเสียที”
กู้เจียวรับตั๋วเงินมา “เจ้าค่ะ ไว้ข้าได้เข้าหมู่บ้าน
แล้วจะเอาไปให้เขา ท่านย่ากินผลไม้เชื่อมหรือไม่
วันนี้จะกินกี่ลูกก็ได้นะ…”
จวงไทเฮาปิดตาหลับไปแล้ว
…
ในวันส่งท้ายปีเก่า เซียวหยวนซีต้อนรับวันเกิด
อายุสิบหกปีของตัวเอง ส่วนเซียวเหิงนั้นก็ย่างเข้า
อายุที่เพิ่มขึ้นอีกปีเช่นกัน
จวงไทเฮาสดใสดีไม่น้อย ตื่นขึ้นมาแล้วก็กินผลไม้
เชื่อมไปหกลูก ทำเอาฉินกงกงดีใจแทบแย่
เดิมทีจากฉลองวัดเกิดนั้นจัดขึ้นที่ตำหนักเหริน
โซ่ว ทว่าจวงไทเฮาอยากเล่นไพ่ใบไม้ ทั้งครอบ
ครั้งจึงกลับมาที่ตรอกปีสุ่ย
จวงไทเฮา ท่านปั้าหลิว ท่านย่าโจว และท่านปั้าลู่
รวมตัวกันบนโต๊ะ
หลังจากสายตาของหญิงชราฝั้าฟาง กู้เจียวก็ทำ
ไพ่ใบไม่เป็นไพ่นกกระจอกแทน ใช้มือคลำได้
จี้จิ่วอาวุโสยืนอยู่ข้างหลังหญิงชรา คอยปรนนิบัติ
ยกน้ำรินชา รวมถึงเติมเงินในกระเปั๋า
จวงไทเฮาเลิกคิ้วเอ่ยเสียงเย้ยหยัน “วันนี้อารมณ์
ดี ให้พวกเจ้าเสียน้อยหน่อยก็แล้วกัน”
อันที่จริงเหล่าขาไพ่นั้นตั้งใจจะอ่อนข้อให้นาง แต่
กลับกลายเป็นว่าไม่จำเป็น เพราะแม้ท่านย่าใน
ยามนี้ยังคงคือมือหนึ่งแห่งตรอกปีสุยดังเดิม
เหล่าขาไพ่แพ้ราบคาบ
แม่นางเหยาทำขนมอยู่ในครัว องค์หญิงซิ่นหยาง
เองก็หัดเรียนจากนาง
เด็กโตอย่างกู้เสี่ยวเปั่าและเซียวอีเป็นหัวโจกพา
เด็กๆ จุดประทัดในตรอก
เซวียนหยวนซีไม่ได้ไปร่วมสนุกด้วย เขาลากเก้าอี้
มานั่งข้างกายจวงไทเฮา เกยคางมนบนไหล่นาง
จวงไทเฮาเอ่ยอย่างรำคาญ “ทำอะไร คลอเคลีย
อยู่นั่น”
“ใช่แล้ว คลอเคลียอยู่นั่น เป็นเด็กก็ไปเล่นตรง
นู้นไป” กู้เหยี่ยนเดินเข้ามาแล้วผลักเซวียนหยวน
ซีไปอีกทาง แล้วเกยหน้าบนบ่าหญิงชราแทน
จวงไทเฮาโวยวาย “เจ้าอายุยี่สิบเจ็ดแล้ว! ใช้ได้ที่
ไหน! ภรรยาก็ไม่หาสักคน! ลูกชายเสี่ยวซุ่นโตจน
ใช้ไปซื้อได้แล้ว!”
ลูกชายกู้เสี่ยวซุ่นที่ยังอยู่ในท้อง “…”
กู้เหยียนออดอ้อนนางพลางเอ่ย “เช่นนั้นท่านกับ
ท่านแม่ก็ให้ข้าสู่ขออวี้หยาเอ๋อร์สิ”
จวงไทเฮากรอกตามองบน เอ่ยในใจว่าเพ้อเจ้อ
อะไรของเจ้า
เรื่องแบบนี้ต้องอาศัยชะตาวาสนา มีหรือจะได้
สมใจหมาย ตอนแรกของแค่ให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป
เขาทำได้แล้ว ชีวิตนี้นางไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว
นางพลิกไพ่หมดหน้าตัก “หยิบได้! กินเรียบ!”
….
ช่วงบ่าย จวงไทเฮานอนอยู่ในห้องของตัวเอง
เซวียวหยวนซีก็นอนข้างนาง “ตอนข้าเป็นเด็ก
ท่านชอบนอนกับข้ามากใช่หรือไม่ ท่านมักจะพา
ข้าไปห้องท่านเสมอ”
จวงไทเฮาเอ่ยเสียงเย็น “เพราะข้าอยากได้หลาน
ต่างหากเล่า!”
เซวียนหยวนซีเอ่ย “ข้าไม่สน ท่านชอบข้า
ต่างหาก”
จวงไทเฮา… หน้าไม่อายเช่นนี้ไปเอาอย่างใครมา
เซียวจี่ กับนักบวชหนุ่มขี้อายผู้นั้นสินะ
เดิมทีเซวียนหยวนซีตั้งใจจะมาหยอกหญิงชรา
เล่นเท่านั้น แต่ใครจะไปรู้ว่าตัวเองจะผล็อยหลับ
ไปจริง เขาตื่นขึ้นมาก็ฟั้ามืดแล้ว เขาเอ่ยเรียก
ท่านย่าข้างกาย
หญิงชราไม่ตอบโต้ เขาตกใจจดหน้าซีดเผือด
“ท่านย่า!”
จวงไทเฮาค่อยๆ เอ่ย “โวยวายอะไร คิดว่าฆ่า
ตายแล้วรึ”
เซวียนหยวนซีลนลานตอบ “ข้าไม่ได้หมายความ
เช่นนั้น!”
จวงไทเฮาเอ่ยเสียงยานคาง “วางใจเถิด วันนี้วัน
สิ้นปี ข้าไม่ตายวันสิ้นปีหรอก”
ข้าไม่มีวันเปลี่ยนวันเกิดของเจ้ากับเอาเหิงเป็นวัน
ไว้อาลัยข้าหรอก เช่นนั้นแล้วพวกเด็กๆ จะ
เจ็บปวดมากเพียงใด
วันแรกของปี ครอบครัวตรอกปีสุ่ยเข้าวังอวยพร
ปีใหม่แก่นาง
นางกุมมือกู้เจียวเอาไว้ บอกให้กู้เจียวดูแลฉินกง
กงให้ดี
…
จวงไทเฮาจากไปในวันที่สามของเดือนหนึ่ง
หลายวันมานี้นางสดชื่นแจ่มใส ความจำแม่นยำ
ทุกคนต่างนึกว่าอาการนางดีขึ้นแล้ว แต่ใครจะ
คาดคิดว่าเมื่อนางหลับไป จำให้นางหลับใหลไป
ตลอดกาล
นางจากโลกนี้ไปในความฝัน จากไปอย่างสงบ
นางไม่ได้สั่งเสียอะไรไว้ มีเพียงฉินกงกงที่บอกว่า
คืนก่อนหน้านางนำบทกลอนที่แต่งไว้ก่อนออก
เรือนขึ้นมาอ่าน
จวงไทเฮากุมอำนาจราชสำนักมานานหลายสิบปี
ผู้คนต่างจดจำวิธีการแสนโหดร้ายของนาง ทว่า
กลับลืมไปว่านางนั้นเคยเป็นคุณหนูแสน
อ่อนหวานผู้รักในกวีประพันธ์
นางสละชีวิตให้กับแคว้นเจา นางมีโอกาสนับไม่
ถ้วนที่จะไปจากราชสำนัก ออกไปใช้ชีวิตอย่างเริง
สำราญตามใจหมาย
ทว่านางกลับไม่ทำเช่นนั้น
เพื่อแผ่นดิน เพื่อมิให้ลูกหลานต้องอับอายเพราะ
นาง
วังหลวงคือคุก คุกที่จองจำนางมาตลอดชีวิต
ไทเฮาสวรรคต ตามกฎมณเฑียรบาลแล้วต้องฝัง
ร่วมสุสานเดียวกับฮ่องเต้พระองค์ก่อน
เซียวเหิงถวายฎีกา ของสร้างสุสานให้แก่จวง
ไทเฮาแยกต่างหาก
มิใช่ในนามของจวงไทเฮา แต่ในนามของจวงจิ่
นเซ่อ
ยามถูกจองจำ ชีวิตหลังความตายนั้นขอให้นางได้
เป็นอิสระ
วันที่สุสานสร้างเสร็จ กู้เจียว เซียวเหิง จิ้งคง กู้เห
ยียน กู้เสี่ยวซุ่น กู้เสี่ยวเปั่า กู้ฉังชิง และกู้เฉิงเฟิง
ต่างร่วมส่งดวงวิญญาณของท่านย่า
ท่านย่ามิได้ทิ้งเลือดเนื้อเชื้อไขไว้บนโลกนี้
แต่พวกเขาล้วนแต่เป็นลูกหลานของท่านย่า
….
หากชาติหน้ามีจริง ขอให้ท่านอย่าได้ต้องเป็น
ราชวงศ์อีกเลย