สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 160.1 เปิดเผย (1)
กู้เหยี่ยนหน้าดำคร่ำเครียดหย่อนตัวนั่งลงข้างๆ กู้
เจียว
“โมโหรึ” กู้เจียวยิ้มให้เขาแล้วเอ่ยถาม
“แล้วเจ้าล่ะ ไม่โมโหบ้างหรือ” กู้เหยี่ยนเอ่ยย้อน
อย่างไม่สบอารมณ์ ถามไปก็เหมือนกับไม่ได้ถาม
นางโกรธหรือไม่ไยเขาจะไม่รู้
จิ้งคงยังเด็กนัก ยังไม่เข้าใจเรื่องซับซ้อนเช่นนี้
เขายังพอเข้าใจได้ แต่กับกู้เจียวนี่สิ เขาไม่เข้าใจ
เลยว่าทำไมนางถึงไม่อะไรเลย
กู้เจียวเอนตัวลงบนเก้าอี้ “มีอะไรน่าโมโหรึ ดูจิ้ง
คงสิ สนุกใหญ่เลย”
“แล้วเจ้าล่ะ” กู้เหยี่ยนหันไปถามนาง
กู้เจียวยกมุมปากขึ้น “อาเหยี่ยน ข้าไม่เก็บมาใส่
ใจหรอกน่า”
“เจียวเจียว เนื้อตัวข้าเลอะหมดแล้ว” จิ้งคงกิน
ลูกพลับอย่างเอร็ดอร่อยจนน้ำฉ่ำของลูกพลับ
เปรอะไปทั้งตัว
“ไม่เป็นไร ข้าเอาเสื้อมาเผื่อเจ้าแล้ว” กู้เจียว
จูงจิ้งคงเข้าไปในห้องแล้วช่วยล้างหน้าล้างมือให้
จากนั้นก็คว้าชุดผ้ากระสอบมาเปลี่ยนให้จิ้งคง
เหยาหย่วนเองก็มีลูกชายหนึ่งคน และลูกสาวอีก
หนึ่งคน ลูกสาวนามว่าเหยาซิน ส่วนลูกชายมี
นามว่าเหยาเฟิงอี้
เหยาเฟิงอี้เรียนหนังสืออยู่ที่นอกเมือง ได้ข่าวว่าปี
นี้จะยังไม่กลับมา พอถึงเวลาทานข้าว ทุกคนนั่ง
พร้อมหน้าพร้อมตาโดยไม่ได้แบ่งแยกที่นั่งว่าชาย
หญิงต้องนั่งตรงไหน
เหล่าฮูหยินเหยาคีบน่องไก่ชิ้นโตให้จิ้งคง เสี่ยวจิ้ง
คงเอ่ยอย่างสุภาพ “ขอบคุณท่านยาย แต่ข้าไม่
กินเนื้อสัตว์”
ยายเฒ่าเคยบอกไว้ว่า ต้องรอเขาโตกว่านี้ก่อนจึง
จะกินเนื้อสัตว์ได้!
“เช่นนั้นก็กินนี่สิ” นางจึงตักไข่ตุ๋นให้จิ้งคง
ไข่ตุ๋นของจวนเหยาถูกทำออกมาอย่างพิถีพิถัน
ผสมไปั่เหอลงไปด้วย หน้าตาแลดูน่าทานยิ่งนัก
เสี่ยวจิ้งคงก้มหน้าก้มตากินอย่างไม่รอช้า
มื้อนี้ทุกคนกินกันอย่างอิ่มหมีพีมัน พอทานข้าว
เสร็จ ฮูหยินก็ให้เหยาซินพากู้เจียวและคนอื่นไป
เดินเล่นรอบสวน
กู้เหยี่ยนคว้าผ้าห่มออกไปด้วย
พอเดินออกไปได้พักเดียว เสี่ยวจิ้งคงก็เริ่มขยี้ตา
“ง่วงแล้วหรือ” กู้เจียวเอ่ยถาม
เสี่ยวจิ้งคงส่ายหัว “ข้าไม่ง่วงซักหน่อย! ก็แค่กิน
เยอะเกินไปต่างหาก”
กู้เจียวหัวเราะให้เขาก่อนจะคว้าตัวเด็กน้อย
ขึ้นมาอุ้ม เสี่ยวจิ้งคงจ้องเขม็งไปที่กู้เจียว “ข้าไม่
ง่วงจริงๆ ข้าไม่ได้อยากหลับสักหน่อย!”
ไม่นาน จิ้งคงน้อยก็เอนหัวแล้วผล็อยหลับไปใน
อ้อมอกกู้เจียว ตอนแรกเหยาซินไม่เข้าใจว่าทำไม
กู้เหยี่ยนต้องถือผ้าห่มออกมาด้วย แต่พอได้เห็น
ภาพที่กู้เหยี่ยนห่มผ้าห่มให้เจ้าจิ้งคงน้อย ก็รู้แล้ว
ว่าทำไม
ลูกพี่ลูกน้องคนนี้ ช่างใส่ใจรายละเอียดนัก
“นี่ เมื่อไหร่ท่านพี่จิ่นอวี๋จะมาล่ะ” เหยาซินเอ่ย
ถาม
กู้เหยี่ยนเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “อยากรู้ก็ถาม
นางเองสิ ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร”
เหยาซินอ้ำอึ้งไปพักหนึ่ง นางทำตัวไม่ถูก จากนั้น
ก็เอ่ยถามต่อ “ข้าได้ยินมาว่าจิ่นอวี๋ได้เข้าสำนัก
บัณฑิตสตรีแล้ว เป็นเรื่องจริงหรือไม่”
กู้เหยี่ยนเดิมรำคาญกู้จิ่นอวี๋อยู่แล้ว ยิ่งเหยาซิน
เอาแต่เอ่ยปากถามถึงนาง เขาก็ยิ่งโมโห พลางนึก
ในใจ นี่พี่สาวแท้ๆ ยืนอยู่ตรงหน้าขนาดนี้ไม่เห็น
หัวกันบ้างเลยรึ
“ข้าเองก็ง่วงแล้ว ไปนอนก่อนล่ะ!” กู้เหยี่ยนเอ่ย
ก่อนจะลากกู้เจียวเดินออกไปจากตรงนั้น
เหล่าฮูหยินเหยาแยกเด็กๆ ออกไปตามแผนของ
นาง จากนั้นก็ให้สัญญาณให้แม่นางเฮ่อ แม่นาง
เฮ่อจึงเดินเข้าไปหาแม่นางเหยา “ท่านแม่ล้าแล้ว
ให้ท่านได้พักผ่อนเถอะ พวกเราไปคุยกันต่อที่
ห้องของข้าดีกว่า”
แม่นางเหยาไม่ชอบหน้าพี่สะใภ้คนนี้อยู่แล้ว แต่ก็
ไม่อาจปฏิเสธนางได้ เลยปล่อยตามเลย และแม่
นางเฮ่อก็ไม่ทำให้ผิดหวังอีกเช่นกัน พอพูดคุยกัน
ไปได้สักพัก ก็เริ่มเปิดประเด็น “จิ่นอวี๋จะออก
เรือนแล้วหรือยัง”
แม่นางเหยารู้ว่าแม่นางเฮ่อไม่มีทางเอ่ยถามเรื่อง
นี้ขึ้นมาอย่างลอยๆ แน่นอน นางจึงคิดสงสัย
หรือว่า แม่นางเฮ่อคิดจะจับคู่กู้จิ่นอวี๋กับเหยาเฟิง
อี้กันนะ
“ยังเลย เรื่องนั้นเป็นหน้าที่ของเหล่าฮูหยินกับ
ท่านโหวกู้ ข้าไม่เข้าไปยุ่งเรื่องนี้หรอก” แม่นาง
เหยาเอ่ยตอบ
“จิ่นอวี๋เป็นเด็กอนาคตไกล เรื่องออกเรือน คงไม่
มีทางน้อยหน้าใครแน่นอน จะว่าไปแล้ว ในเมื่อจิ่
นอวี๋อายุครบสิบห้าแล้ว แม่อย่างเจ้าควรจะคิด
เรื่องนี้ให้ดี”
“อืม” แม่นางเหยาเริ่มสงสัยกว่าเดิม นี่พี่สะใภ้
ไม่ได้จะมาคุยเรื่องจิ่นอวี๋หรอกรึ สรุปแล้วนาง
ต้องการอะไรกันแน่
แม่นางเฮ่อทำหน้ายิ้มกริ่ม “เหยาซินเองก็ใกล้จะ
อายุครบสิบห้าแล้ว แต่ก็ไม่ได้เก่งเท่าจิ่นอวี๋ ข้า
เลยอยากจะรีบจัดการเรื่องหาคู่ให้นาง ไม่เช่นนั้น
พออายุเยอะเข้าเดี๋ยวจะหาคู่ครองยากเอา”
แม่นางเหยาหันไปมองหนึ่งที ก่อนจะเอ่ยถาม
“พี่สะใภ้อยากให้ข้าช่วยหาคู่ให้แม่นางเหยาซิน
รึ”
เรื่องนี้ไม่ยากเท่าไหร่
หลังจากที่อนุหลิงโดนพักงาน เหล่าฮูหยินเองก็
งานเยอะ จึงมอบงานต่างๆ ให้แม่นางเหยา
จัดการ ช่วงนี้แม่นางเหยากำลังเตรียมงานปีใหม่
ของจวน เลยกะว่าจะใช้โอกาสนี้ในการมองหา
คู่ครองที่เหมาะๆ ให้
แม่นางเฮ่อยิ้มกริ่มไม่เอ่ยอะไร
แม่นางเหยาเริ่มใจคอไม่ดี “อย่าบอกนะว่า ถูกใจ
บุตรชายของจวนโหวเข้าน่ะ ข้าขอบอกเลยว่า
เป็นไปไม่ได้!”
แม่นางเฮ่อกำลังจะเอ่ยถึงชื่อจื่อของจวนโหวอยู่
พอดี แต่พอเห็นท่าทีของแม่นางเหยา ก็รีบ
หัวเราะกลบเกลื่อน พลางดึงแขนแม่นางเหยา
“แหม แม่นางเหยาก็ เรือล่มในหนอง ทองจะไป
ไหนเล่า ข้าเองก็เห็นแก่เจ้านะ หากเหยาซินแต่ง
เข้าจวนโหว พวกเราสองตระกูลก็ยิ่งปรองดองขึ้น
ให้เหยาซินเข้าไปช่วยงานของเจ้า จะได้ผ่อนหนัก
เป็นเบาบ้าง แถมเจ้ายังได้เลื่อนสถานะกับตระกูล
กู้จากคู่ปรับกลายเป็นคู่บุญยังไงล่ะ!”
แม่นางเหยาไม่เข้าใจเลยว่าแม่นางเฮ่อพูดอะไร
แบบนี้ออกมาได้อย่างไร นางกับกู้เหยี่ยนโดน
กระทำจนปางตายขนาดนั้น พี่สะใภ้ยังจะยัด
เยียดให้หลานสาวแต่งเข้าจวนโหวอีกอย่างนั้นรึ
คู่บงคู่บุญอะไรกัน
ชั่วชีวิตนี้ นางไม่มีวันให้อภัยสามพี่น้องนั่น
เด็ดขาด!
“พวกเจ้า เอาตัวข้าไปขายยังไม่สาแก่ใจพอใช่
ไหม ถึงคิดจะลากเหยาซินไปขายด้วยอีกคน”
“เป็นความสมัครใจของเหยาซินเองต่างหาก!”
แม่นางเฮ่อเถียงกลับ
แม่นางเหยาหัวเราะ “เหยาซินก็เห็นอยู่ว่าน้า
ตัวเองโดนกลั่นแกล้งมาขนาดนี้ ยังคิดอยากจะ
แต่งงานกับคนที่ทำร้ายน้าตัวเองอีกอย่างนั้นรึ
พี่สะใภ้สอนลูกแบบนี้สินะ!”
สีหน้าแม่นางเฮ่อเริ่มไม่สู้ดี จึงอธิบายกับแม่นาง
เหยา “ก็ตัวเจ้าเองได้ดีมาแล้วนี่ ไม่ได้มารู้ร้อนรู้
หนาวเลยสินะว่าตระกูลนี้ต้องเจอกับอะไร หาก
ครั้งนั้นพวกเราไม่ได้ให้เจ้าแต่งเข้าจวนโหว คิด
หรือว่าเจ้าจะมีวันนี้ สิบกว่าปีที่ผ่านมาเจ้าไม่เคย
มาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบที่นี่เลยสักครั้ง พวกเรา
เองก็ไม่เคยไปยุ่งวุ่นวายกับเจ้า! ในเมื่อวันนี้หลาน
ของเจ้าถึงเวลาต้องออกเรือน เจ้ากลับเห็นคน
นอกดีกว่าคนในจวนอย่างนั้นรึ! ทำไม หรือเป็น
เพราะเจ้าไม่อยากให้พวกเราได้ดีกว่าเจ้าใช่ไหม”
แม่นางเหยาฟังจบก็แสยะยิ้มใส่ “แล้วพี่สะใภ้จะรู้
ได้อย่างไรว่าหากนางแต่งเข้าจวนแล้วจะมีชีวิต
ดีกว่าข้า”
“เหยาซินเป็นเด็กเรียบร้อยพูดจารู้เรื่อง ต้องเป็น
ที่โปรดปรานของน้องเขยกับเหล่าฮูหยินอย่าง
แน่นอน”
หากเป็นเมื่อก่อน แม่นางเหยาคงต่อปากต่อคำไม่
หยุด ดึงเหตุผลต่างๆ นานามาอธิบาย แต่ต่อมา
นางก็ตระหนักได้ว่า คนบางคนไม่สามารถใช้
เหตุผลคุยด้วยได้ เพราะคนเหล่านั้นเอาแต่ฟัง
เหตุผลของตัวเอง
แม่นางเฮ่อไม่ได้สนใจเลยว่าที่ผ่านมานางต้องเจอ
กับความทรมานทรกรรมมามากเพียงใด หรือว่า
ง่ายๆ ก็คือ แม่นางเฮ่อเห็นแก่ตัว แม่นางเหยาไม่
โต้ตอบอะไร แล้วลุกเดินออกไป
แม่นางเฮ่อพอเห็นว่าอีกฝั่ายเริ่มอารมณ์ไม่ดี ก็
พยายามเข้าไปรั้ง “ไอ้หยา ข้าก็ไม่ได้หมายความ
เช่นนั้นเสียหน่อย เจ้าอย่าเข้าใจผิดสิ ข้าผิดไป
แล้ว เจ้าอย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะ”
“เรื่องการแต่งงานของจวนโหว ข้าพูดให้เจ้าไม่ได้
หรอก” แม่นางเหยาเอ่ย
ต่อให้พูดได้ คิดหรือว่าจะถูกใจพวกเขาน่ะ
“อย่างน้อยเจ้าก็พาเหยาซินไปนั่งเล่นที่จวนโหว
บ้างสิ ไม่แน่เกิดอาจมีคนสนใจนางขึ้นมาก็
เป็นได้” แม่นางเฮ่อเอ่ย
แม่นางเหยา “แล้วพี่สะใภ้คาดหวังให้ใครมา
สนใจกัน”
แม่นางเฮ่อหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยตอบ “แน่นอนว่า
ถ้าเป็นซื่อจื่อก็คงจะดี…”
แม่นางเหยาถึงกับนิ่งอึ้งไป
นี่นางคิดจะให้เหยาซินแต่งกับซื่อจื่อของจวนโหว
อย่างนั้นรึ
ฝันกลางวันชัดๆ !
บทที่ 160.2 เปิดเผย (2)
แม่นางเฮ่อเอ่ยต่ออย่างเคอะเขิน “ท่านชายรองก็
ได้…ท่านชายสามก็ดี…ท่านชายสามก็ได้ไหม”
แม่นางเหยาเอ่ยเสียงแข็ง “เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาทำ
เป็นเลือกท่านชายของจวนติ้งอันโหว”
ไม่ใช่ว่าแม่นางเหยาพูดปกปั้องท่านชายสามคน
นั้นแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะเดิมทีทั้งสองตระกูล
ไม่ได้สมน้ำสมเนื้อกันตั้งแต่แรก ลำพังตัวเองแต่ง
เข้าจวนโหวก็โดนเหล่าฮูหยินรังเกียจจะแย่
แล้วนี่จะให้เหยาซินเข้าไปเป็นภรรยาหลวงของ
ทายาทติ้นอันโหวเนี่ยนะ จะเรียกว่าเป็นการ
ช่วยเหลือ หรือเรียกว่าเป็นการส่งให้ไปตายด้วย
น้ำมือของเหล่าฮูหยินดี
แม่นางเฮ่อเริ่มแสดงอาการเอาแต่ใจอีกครั้ง “เจ้า
เองก็แต่งเข้าจวนโหวมิใช่รึ แถมตอนนั้นเจ้ายัง
หมั้นหมายกับคนอื่นไว้แล้วด้วย! ไม่เหมือนกับ
เหยาซินที่เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ในเมื่อท่านโหว
สนใจแม่นางเหยา ไฉนซื่อจื่อจะมาสนใจเหยาซิน
มิได้ หน้าตาก็พิมพ์เดียวกันนี่ล่ะ หรือจะบอกว่า
เหยาซินหน้าตาไม่ดีเท่าเจ้าอย่างนั้นรึ”
บอกว่าตนไม่บริสุทธิ์ ใช้ความสวยล่อลวง จนได้
แต่งเข้าจวนโหวอย่างนั้นรึ…
ดี ก็ดี!
แม่นางเหยาสูดหายใจลึกก่อนเอ่ยถามคน
ตรงหน้า “คำพูดพวกนี้มาจากพี่สะใภ้เอง หรือว่า
ท่านแม่เป็นคนพูดล่ะ”
แม่นางเฮ่อเงียบไป
พลางคิดในใจ คำพูดพวกนี้แน่นอนว่าเป็น
ความคิดของนางกับฮูหยิน เพียงแต่ฮูหยินไม่อ
ยากให้นางพูดเท่านั้นเอง
แม่นางเหยาเริ่มเข้าใจทุกอย่างแล้ว
เปลี่ยนงั้นรึ
มองโลกในแง่ดีเกินไปแล้วสิเรา
เดิมแม่นางเหยาวางแผนว่าจะอยู่ทานข้าวเย็น
ก่อนค่อยกลับ แต่ตอนนี้นางทนไม่ไหวอีกต่อไป
แล้ว
“เจียวเจียว กลับจวนกัน”
“ตกลง” กู้เจียวไม่ถามไถ่ว่าทำไม กู้เหยี่ยนเองก็
เช่นกัน
เหล่าฮูหยินเหยาพยายามเดินตามแม่นางเหยา
ขณะที่บ่าวคอยรั้งไว้ จากนั้นก็ต่อว่าแม่นางเฮ่อ
ยกใหญ่ แล้วบอกกับแม่นางเหยาว่าอย่าถือสาแม่
นางเฮ่อ ก่อนจะมอบกล่องของขวัญที่เตรียมไว้ให้
เด็กๆ
กู้เหยี่ยนหัวเราะอย่างเยือกเย็น ก่อนจะเปิดกล่อง
ของตนและกู้เจียวต่อหน้าทุกคน
ในนั้นเป็นของว่างเหมือนๆ กัน แต่กล่องของกู้เห
ยี่ยนกลับมีซองแดงอยู่ในนั้น
ในขณะที่ในกล่องของกู้เจียวกลับไม่มีซองแดง
ปรากฏ
ของจิ้งคงเองก็เช่นกัน
ส่วนกล่องที่ฝากให้แม่นางเหยามอบให้กู้จิ่นอวี๋
เองก็มีซองแดงเหมือนกัน
แม่นางเหยาโกรธจนหน้าซีด
ด้วยความที่เสี่ยงจิ้งคงกำลังหลับอยู่ กู้เหยี่ยนเลย
คร้านจะหาเรื่องด้วย
เขาจึงโยนกล่องของจิ้งคงลงไปในแม่น้ำ!
รวมถึงกล่องของกู้จิ่นอวี๋ด้วย
คิดจะประจบก็เข้าไปประจบเองสิ อย่าริอาจมา
ยืมมือพวกเขาเด็ดขาด!
…
ระหว่างทางกลับ กู้เหยี่ยนเองก็ผล็อยหลับไป
เขาหนุนหัวที่ตักของแม่นางเหยา ส่วนเสี่ยงจิ้งคง
นั้นยังหลับอยู่ในอ้อมอกของกู้เจียว
“เจียวเจียว ขอโทษด้วยนะ วันนี้ข้าไม่ควรพาเจ้า
มาที่นี่” แม่นางเหยารู้สึกผิด
“ข้าว่าดีออก” กู้เจียวเอ่ย
“เอ๋”
“ข้าเคยสงสัยว่าฮูหยินเติบโตมาใน
สภาพแวดล้อมแบบใด พอวันนี้ ข้าได้มาเห็น
แล้ว”
“เจียวเจียว…สงสัยข้างั้นรึ เหตุใดเล่า”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ ก็แค่รู้สึกสงสัย อยากรู้ว่าอดีต
ของฮูหยินเป็นอย่างไร อีกทั้งอยากรู้ว่าแต่ละวัน
ใช้ชีวิตอย่างไร” แม่นางเหยาเอามือปั้องปากราว
กับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
นี่เจียวเจียวของนางกำลังสนใจนางงั้นรึ
“เจียวเจียว…”
“ฮูหยินเสียใจหรือไม่ที่แต่งงานกับท่านโหวกู้”
ตอนที่แม่นางเหยามีปากเสียงกับแม่นางเฮ่อ กู้
เจียวยืนอยู่ตรงสวนด้านนอกในระยะไม่ไกล เลย
พอได้ยินบ้าง แม่นางเหยาตอบอย่างไม่ลังเล “ไม่
เสียใจหรอก”
“เพราะอะไรหรือ”
แม่นางเหยาก้มดูกู้เหยี่ยนที่กำลังหลับปุั๋ยพลาง
เอามือลูบใบหน้าของเขา “หากข้าไม่ได้แต่งงาน
กับท่านโหวกู้ ข้าก็คงไม่มีเจ้าและกู้เหยี่ยน พวก
เจ้าคือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของข้า”
กู้เจียวไม่เข้าใจความรู้สึกเช่นนี้
เพราะเหตุการณ์ในวัยเด็ก ทำให้กู้เจียวปิดกั้น
ความรู้สึกของตัวเอง เป็นวิธีการปั้องกันตัวเพื่อ
ไม่ให้ตัวเองถูกทำร้ายจากความเจ็บปวดที่ผู้เป็น
พ่อแม่นำมาให้ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้นาง
สูญเสียวิธีการรับมือทางด้านอารมณ์เช่นกัน
ในโลกของนาง ชอบเป็นชอบ เกลียดเป็นเกลียด
มีแต่ขาวกับดำเท่านั้น
แต่สำหรับแม่นางเหยาแล้ว โลกของนางดูจะเป็น
สีเทาเสียมากกว่า ต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก
เพื่อให้กำเนิดคนที่นางรักมากที่สุด แม่นางเหยา
เกิดหลุดขำพอได้เห็นสีหน้ามึนงงของกู้เจียว
พลางคิดในใจ ลูกสาวตนช่างน่ารักและเอาใจใส่
ยิ่งนัก
ความรู้สึกขุ่นเคืองในใจที่เกิดขึ้นก็พลันหายไป
แม่นางเหยาส่งเด็กๆ สามคนที่ตรอกปีสุ่ย ก่อน
จะกลับไปที่จวน
กู้จิ่นอวี๋อยู่ในวังกับซูเฟยทั้งวัน แล้วกลับมายัง
จวนตอนฟั้ามืด
…
อีกไม่ถึงสิบวันก็จะเป็นวันสิ้นปีแล้ว สำนักบัณฑิต
ชิงเหอปิดเทอม
ส่วนที่กั๋วจื่อเจียน ชั้นเรียนปฐมวัยยังมีเรียนอีก
หนึ่งวัน ส่วนชั้นเรียนบัณฑิตยังต้องเรียนอีกสาม
วัน
กู้เจียวเดินทางไปยังโรงหมอแต่เช้าตรู่
ส่วนหญิงชรากำลังเล่นโกะกับชาวบ้านละแวกนั้น
โดยมีจี้จิ่วยืนอยู่ข้างๆ ที่กำลังทำหน้าบูดบึ้งก่อน
จะควักเงินค่าน้ำชาออกมา
ส่วนกู้เสี่ยวซุ่นก็กำลังง่วนอยู่กับการแกะสลักไม้
กู้เหยี่ยนเดินย่องออกมาหน้าเรือน ชำเลืองดูซ้าย
ดูขวาอยู่ตรงหน้าประตู สักพักก็ขยับไปที่บริเวณ
หน้าตรอก แล้วทำท่าชะเง้อมองซ้ายมองขวา
สุดตรอกเป็นจุดที่เชื่อมกับถนนฉางอัน
ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาราวกระแสน้ำที่ไหลไม่หยุด
ประตูหน้าต่างตามร้านค้าต่างประดับประดาด้วย
แผ่นปั้ายติดประตูหรือตุ้ยเหลียนสีแดงและคำ
อวยพร สมกับเป็นบรรยากาศอันสดใสที่เกิดขึ้น
ในช่วงเฉลิมฉลองปีใหม่
ขณะที่กู้เหยี่ยนกำลังด้อมๆ มองๆ อยู่นั้น จู่ๆ ก็มี
เงาของร่างสูงใหญ่ปรากฏขึ้นทางด้านหลัง
“เจ้าทำอะไรอยู่รึ”
เป็นเสียงของกู้ฉังชิง
เขาแต่งกายด้วยเสื้อขนสัตว์ราคาแพง นั่งบนหลัง
ม้า แลดูภูมิฐานและสง่างามยิ่งนัก กู้เหยี่ยนตกใจ
จนสะดุ้ง หันหลังไปมอง ก็แทบเก็บอาการไม่อยู่
“ข้าไม่ได้มารอเจ้าสักหน่อย!”
กู้ฉังชิง “…”
กู้ฉังชิงเห็นว่าเขาแอบอะไรไว้ด้านหลัง จึงเอ่ย
ถาม “ถืออะไรไว้รึ”
กู้เหยี่ยนสองจิตสองใจอยู่พัก แต่สุดท้ายก็ยอม
เฉลย แล้วยื่นของในมือให้คนตรงหน้า “อะ ให้
เจ้า”
กู้ฉังชิงรับมา
เป็นหุ่นไม้แกะสลัก
หากให้ดูว่าแกะสลักเป็นรูปอะไรนั้น…เขาเองก็ไม่
แน่ใจ
กู้ฉังชิงเอ่ยถาม “นี่หุ่นรูปลิงรึ”
กู้เหยี่ยนตีโพยตีพาย “ลิงเลิงอะไรกัน เจ้าแหกตา
ดูสิ! ลิงที่ไหนดูดีขนาดนี้!”
นี่เขาล้อเล่นอยู่ใช่ไหม ตนอุตส่าห์เรียนแกะสลัก
ไม้กับกู้เสี่ยวซุ่นอยู่หลายวันหลายคืนจนมือไม้
บวมซ้ำยังเป็นแผลเลือดออกอีกต่างหาก!
มาบอกว่าเขาเป็นลิงได้อย่างไรกัน!
เจ้าบ้านี่ มีตาหามีแววไม่!