สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 178 จิ้งคง
ในวันที่ท้องฟั้าแจ่มใส
สำนักบัณฑิตและโรงเรียนต่างๆ ในเมืองหลวง
เริ่มทยอยเปิดภาคเรียน สำนักบัณฑิตชิงเหอเองก็
เช่นกัน
ช่วงเช้าตรู่ กู้เหยี่ยนและกู้เสี่ยวชุ่นเดินถือกระเปั๋า
หนังสือเข้ามารายงานตัว
ในวันแรก เนื้อหาที่เรียนมีไม่มากนัก แค่เป็นการ
อุ่นเครื่องเล็กๆ น้อยๆ
ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินผ่านประตูสำนัก ก็บังเอิญ
เจอกับสองพี่น้องจวนโหว คือกู้เฉิงเฟิงและกู้เฉิง
หลิน
กู้เฉิงหลินใช้เวลารักษาตัวอยู่นานสองเดือน
สามารถกลับมาเดินได้เหมือนคนปกติ จะเหลือก็
แค่สภาพจิตใจ ถึงขั้นที่เขาต้องคอยระแวงอยู่
ตลอด ไม่รู้ว่าจะโดนทำร้ายอีกเมื่อไหร่
การพบกันของทั้งสี่คน ช่างเป็นภาพที่น่าอึดอัดใจ
ยิ่งนัก
กู้เฉิงหลินสังเกตที่แววตาของกูเหยี่ยนยังคงเต็ม
ไปด้วยความแค้น และภายใต้ความแค้นนั้น ยัง
แฝงไปด้วยความหวาดกลัว
พอเห็นหน้ากู้เหยี่ยน ภาพเหตุการณ์ตอนที่เขาถูก
กู้เจียวตะลุมบอนอยู่ในห้องแคบอันมืดมิด นั่นก็
ปรากฏขึ้นในหัว ต่อจากนี้เขาคงไม่กล้าไปยุ่มย่าม
อะไรกับกู้เหยี่ยนอีก
เขาได้แต่หวังในใจว่ากู้เหยี่ยนจะแพ้ภัยตัวเองใน
สักวัน วันนั้นเขาคงจะมีความสุขน่าดู!
กู้เสี่ยวซุ่นรีบเดินเข้ามาบังร่างของกู้เหยี่ยน
พยายามไม่ให้พวกเขาสบตากัน
เจ้าพวกนี้คิดว่าตัวเองกำลังเล่นอยู่กับใคร ข้าน่ะ
ผ่านอะไรมาตั้งตั้งเยอะมากมาย จากช่าง
แกะสลักไม้มือฉมัง มาจนถึงตัวแสบประจำ
หมู่บ้าน ก็แค่พวกขี้ปะติ๋วเท่านั้น
ข้า กู้เสี่ยวชุ่น ไม่ได้หยามกันง่ายๆ นะ!
“ไปเถอะ” กู้เฉิงเฟิงไม่อยากปะทะกับพวกเขา
กู้ฉังชิงลั่นวาจากับพวกเขาไว้ว่า หากไปมีเรื่องชก
ต่อยอีก จะลงโทษให้พวกเขานอนที่หอบรรพชน
เป็นเวลาหนึ่งปี!
แต่ที่สำคัญคือตอนนี้เขาต้องทำงานใช้หนี้ หาก
โดนลงโทษแล้วถูกทหารยามของพี่ใหญ่จับตาม
องคงจะไม่สะดวกออกไปทำงานกลางคืนเท่าไหร่
นัก
กู้เฉิงหลินเลยถูกพี่รองลากตัวออกไป
กู้เหยี่ยน “เฮอะ!”
ทั้งสี่คนแยกย้ายเข้าห้องเรียนของตัวเอง
ตัดภาพมาที่เซียวลิ่วหลังและจิ้งคงที่กั๋วจื่อเจียน
เซียวลิ่วหลังเดินมาส่งจิ้งคงที่หน้าโรงเรียน ก่อน
เอ่ย “เดี๋ยวกลางวันมารับไปกินข้าวนะ”
“รู้แล้วน่า!” จิ้งคงเอ่ยแบบขอไปที “ข้าสี่ขวบ
แล้วนะ ไม่ใช่เด็กเล็กๆ แล้ว!”
เซียวลิ่วหลังยังคงสงสัยกับอายุของจิ้งคง ได้แต่
คิดว่าเจ้าอาวาสคำนวณอายุของเขาผิดพลาดไป
หรือเปล่า เพราะดูยังไงเขาก็ตัวเล็กเกินกว่าจะ
เป็นเด็กสี่ขวบได้
“เอาละ เข้าไปเถอะ” เซียวลิ่วหลังเอ่ย
จิ้งคงน้อยเดินถือกระเปั๋าเข้าไปในโรงเรียน
ทำไมเขาต้องมาเรียนหนังสือด้วยนะ
เขาแค่อยากจะอยู่ข้างๆ กู้เจียวเท่านั้น เป็นหาง
น้อยๆ น่ารักของกู้เจียว
ในชั้นเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปมากเพราะ
เด็กๆ โตเร็วขึ้น หนึ่งปีผ่านไป เด็กทุกคนไม่สูงขึ้น
ก็อ้วนท้วนขึ้น มีเพียงจิ้งคงน้อยผู้เดียวที่ยังโตไม่
ทันเพื่อน
เพื่อนร่วมชั้นเริ่มหัวเราะเยาะเขา
“จิ้งคง ไหงเจ้ายังตัวเล็กอยู่ล่ะ เจ้าหยุดโตแล้วรึ”
“นั่นสิ นั่นสิ! นี่เจ้ากินข้าวบ้างหรือเปล่า”
“หรือว่า ที่จริงแล้ว เจ้ายังเป็นทารกน้อยอยู่”
ในกระเปั๋าของเขามีขวดนมที่กู้เจียวใส่มาให้ บอก
ว่า ต้องกินนมเยอะๆ จะได้ตัวสูงๆ
แต่เขาไม่อยากดื่มนมต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้น!
เพราะไม่อยากถูกหัวเราะเยาะ
ในกลุ่มเด็กๆ ที่ล้อเลียนเขา คนที่หัวเราะได้สะใจ
มากที่สุดดูเหมือนจะเป็นฉินฉู่อวี้
ฉินฉู่อวี้เป็นโรคผิวหนังเลยต้องหยุดเรียนไป และ
กลับเข้ามาเรียนใหม่อีกครั้งช่วงหลังปีใหม่
เขาอายุราวๆ แปดขวบ รูปร่างของเขาทั้งอ้วนขึ้น
แต่ก็ตัวสูงขึ้นเช่นกัน
เขาชี้นิ้วไปที่หมวกซิ่วไฉน้อยๆ ของจิ้งคง “เจ้า
เด็กน้อย อยากกินขนมไหม เรียกข้าว่าพี่ชายสิ
แล้วข้าจะให้กิน!”
จิ้งคงมองเหยียดๆ ก่อนจะเอ่ย “ปัญญาอ่อน!”
ฉินฉู่อวี้ “…”
ไม่นาน อาจารย์ก็เดินเข้ามา
คราวนี้ไม่ใช่อาจารย์เจี่ยง แต่เป็นอาจารย์ซุนที่จะ
มาทำหน้าที่เป็นอาจารย์ประจำชั้น
หลังจากที่เขาแนะนำตัวเสร็จ ก็ถึงเวลาตรวจ
การบ้านที่ให้ไว้ตอนช่วงปิดภาคเรียน
กลุ่มเด็กที่หัวเราะเยาะจิ้งคงเมื่อครู่ก็เริ่มหน้าถอด
สี ช่วงปีใหม่เล่นกันเพลินจนลืมไปเสียสนิทเลยว่า
มีการบ้านด้วย
ผู้ปกครองที่คอยตรวจการบ้านของเด็กๆ อย่าง
เซียวลิ่วหลังมีไม่เยอะนัก ส่วนใหญ่มักจะเลี้ยง
เด็กๆ แบบปล่อยตามอำเภอใจ
ผลลัพธ์เลยเป็นฉะนี้
เด็กๆ พากันร้องโอดครวญ
จะมีก็แต่จิ้งคงคนเดียวที่เปิดกระเปั๋าแล้วหยิบ
สมุดการบ้านขึ้นมา แล้วมอบให้อาจารย์
บรรยากาศที่กั๋วจื่อเจียนในวันนี้แลดูแตกต่างกว่า
ที่เคย พวกเด็กๆ ที่ชั้นเรียนปฐมวัยอาจสัมผัส
ไม่ได้ แต่หากเป็นชั้นเรียนเด็กโตขึ้นมาอย่างห้อง
ไชว่ซิ่งของเซียวลิ่วหลัง ที่วันนี้บรรยากาศ
โดยรวมดูจะคร่ำเครียดและผิดสังเกตกว่าเคย ซ้ำ
ยังรายล้อมไปด้วยข่าวลือต่างๆ นาๆ
“นี่ นี่ๆ พวกเจ้าได้ยินข่าวแล้วหรือยัง รองเจิ้งล้ม
ปั่วย!”
“ไหงเป็นเช่นนั้นได้เล่า”
“จะเป็นอะไรไปได้อีก ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องนั้น”
“เรื่องใดรึ”
“โห ข่าวออกจะแพร่หลาย พวกเจ้าไม่ได้ยินมา
บ้างเลยรึ”
“ก็ไม่นะ”
“ก็บอกมาสักทีสิ มัวแต่ลีลาอยู่ได้!”
เหล่าเพื่อนร่วมชั้นไม่เคยทำให้เซียวลิ่วหลัง
ผิดหวังจริงๆ เขาได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น
อย่างละเอียดยิบ
เรื่องก็คือ ในวังปล่อยข่าวว่าจะแต่งตั้งยศหนิง
หวังให้องค์ชายใหญ่ และแต่งตั้งตำแหน่งจี้จิ่ว
ของกั๋วจื่อเจียนให้กับรองเจิ้ง
รองเจิ้งเลยเตรียมซื้อชุดไว้ดิบดี รวมถึงงานเลี้ยง
และบัตรเชิญอะไรต่างๆ ได้ถูกเตรียมพร้อมไว้
ทั้งหมด เหลือก็แค่รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
เท่านั้น
ใครจะไปคิดละว่ารองเจิ้งดันมาเจอะกับเฉิงเหย่า
จินกลางคัน จู่ๆ จี้จิ่วคนก่อนดันส่งจดหมายถึง
ฮ่องเต้ว่ากลับมายังเมืองหลวงแล้ว พอทรงทราบ
เรื่องก็แทบนั่งไม่ติดเก้าอี้ ในเมื่อจี้จิ่วคนเก่ากลับ
มาแล้ว จะแต่งตั้งจี้จิ่วคนใหม่อีกทำไมล่ะ รองเจิ้ง
พอรู้เรื่องเข้าก็โกรธจนหน้าเขียวไปเลย
ก่อนเข้าประชุม รองเจิ้งยังยืนอกผายไหล่ผึ่งได้อยู่
แต่พอออกจากตำหนัก รองเจิ้งกลับก้มหัวตัวงอ
จนแทบจะแนบกับพื้น
ศักดิ์ศรีและหน้าตาของเขามลายสิ้นแล้ว เขา
กลายเป็นตัวตลกของราชสำนักไปโดยปริยาย
และข่าวนี้ถูกแพร่กระจายไปทั่วกั๋วจื่อเจียนเพียง
แค่ในเวลาครึ่งชั่วยามเท่านั้น
“วันนี้รองเจิ้งไม่ได้มาทำงาน เห็นเขายังบอกกับ
พวกเราอยู่เลยว่าจะมาเข้าสอน” เพื่อนร่วมชั้น
คนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“เขาไม่ได้จะมาสอนพวกเราหรอก เขาคงอยาก
ได้ยินเสียงพวกเราเรียกเขาว่าจี้จิ่วต่างหาก”
เพื่อนร่วมชั้นอีกคนเอ่ยต่อ
หลังจากที่รองเจิ้งมีคดีเรื่องโกงข้อสอบเซียวลิ่ว
หลังและโกงสมุดบัญชีของกั๋วจื่อเจียน แม้รองเจิ้ง
จะพยายามล้างมลทินของตัวเองอย่างสุด
ความสามารถ แต่ทุกคนมองเขาไม่เหมือนเดิมอีก
ต่อไป โดยเฉพาะบัณฑิตในชั้นเรียนไชว่ซิ่ง
พอเซียวลิ่วหลังเดินเข้ามาในห้องเรียน ทุกคนใน
ห้องต่างพากันเงียบเสียงลง
ในสายตาเพื่อนร่วมชั้น เซียวลิ่วหลังถือเป็นบุคคล
แปลกประหลาดสำหรับพวกเขา เพราะเขามักทำ
หน้าเย็นชาไม่รับแขก ทั้งๆ ที่เป็นเด็กจากชนบท
แต่ดันสอบได้ที่หนึ่งทุกครั้ง
รวมถึงความพิการที่ขาของเขา
หากเป็นยุคก่อน คนอย่างเขาไม่มีทางได้โอกาส
สอบเข้าหรอก แม้แต่รองเจิ้งเองก็ยังเคยคิดต่อกร
กับเขา
พวกเขานึกว่าเซียวลิ่วหลังจะถูกบังคับให้ลาออก
เสียอีก ใครจะไปนึกกันว่า นอกจากเซียวลิ่วหลัง
จะได้อยู่ต่อแล้ว กลายเป็นว่ารองเจิ้งเองนี่แหละที่
กำลังเจอวิกฤติเสียเอง
ไม่รู้ว่าเป็นความซวยของรองเจิ้ง หรือเซียวลิ่ว
หลังเป็นคนดวงแข็งกันแน่ และแล้วหัวข้อ
สนทนาเรื่องรองเจิ้งก็เป็นอันตกไป เพราะตอนนี้
มีเรื่องที่สำคัญกว่านั้น ซึ่งก็คือการสอบชุนเหวยท
ในเดือนหน้าที่ใกล้เข้ามาทุกที
แล้วทุกคนก็เริ่มก้มหน้าก้มตาทบทวนหนังสือ
อย่างตั้งอกตั้งใจ
ในบรรดาชั้นเรียนทั้งหกห้องของกั๋วจื่อเจียน ชั้น
เรียนปีที่หนึ่งอ่านหนังสือออกเสียงดังที่สุด รอง
ลองมาคือชั้นปีที่สอง และพอมาถึงชั้นปีที่สาม
อย่างห้องไชว่ซิ่ง แทบไม่มีใครอ่านหนังสือออก
เสียงกันแม้แต่คนเดียว
ชั้นเรียนไชว่ซิ่งถูกปกคลุมด้วยความเงียบสงัด
แน่นอนว่าความกดดันก็ยิ่งมากเช่นกัน
การสอบชุนเหวยรอบนี้มิได้มีเพียงแค่บัณฑิตรุ่น
ราวคราวเดียวกันเท่านั้น ยังมีรุ่นก่อนๆ ที่สอบไม่
ติดครั้งก่อนก็มาร่วมสอบในครั้งนี้ด้วย
นับว่าเป็นการสอบแข่งขันที่ดุเดือดมากที่สุดครั้ง
หนึ่ง พอหมดคาบเช้า เหล่าบัณฑิตก็พากันเดินไป
ที่โรงอาหารด้วยสภาพอิดโรย
เซียวลิ่วหลังเดินไปรับจิ้งคงเพื่อจะกลับไปกินข้าว
กลางวันที่เรือน เขายืนรอยู่นานสองนาน จนใน
ที่สุดจิ้งคงน้อยก็เดินออกมา
“วันนี้อาจารย์ปล่อยช้าหรือ” เขาถาม
“ไม่ใช่อย่างนั้น พอดีข้ามีธุระนิดหน่อย” เสี่ยวจิ้ง
คงเอ่ย
ตัวแค่นี้เนี่ยนะมีธุระแล้ว เจ้าตัวเล็กมองตัวเอง
เป็นผู้ใหญ่ไปแล้วสินะ
เซียวลิ่วหลังทั้งหมั่นไส้ทั้งตลก แล้วทั้งสองก็เดิน
กลับไปยังตรอกปีสุ่ย
พวกเขาพักอยู่ใกล้กั๋วจื่อเจียนมากเสียจนเซียวลิ่ว
หลังอดคิดไม่ได้ว่าพระอาจารย์ของจิ้งคงซื้อเรือน
นี้ไว้ให้สำหรับจิ้งคงได้เข้าเรียนจริงๆ
มื้อกลางวันวันนี้ จี้จิ่วอาวุโสเป็นคนทำอาหาร
กลิ่นหอมฟุั้งไปทั่วเรือน
กู้เหยี่ยนและกู้เสี่ยวชุ่นไม่ได้กลับมากินด้วยกัน
พวกเขาเลือกอยู่ในโรงอาหารแทน พอกินเสร็จ
หญิงชรากลับไปนอนในห้องพัก ส่วนเสี่ยวจิ้งคง
ลุกไปล้างจานของตนเอง จะเหลือก็แค่ครูและ
ศิษย์สองคนที่ยังนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร
“เหตุใดถึงได้ทำเช่นนั้นล่ะ” เซียวลิ่วหลังเอ่ยถาม
จี้จิ่วอาวุโส
จี้จิ่วอาวุโสรู้ว่าเซียวลิ่วหลังหมายถึงเรื่องอะไร
เขาไม่อยากให้ศิษย์ของตัวเองต้องมาคาใจ เลย
ตอบออกไป “หาเงินเอามาเลี้ยงครอบครัวยังไง
ล่ะ”
เซียวลิ่วหลัง “…”
เรื่องบางเรื่อง แค่มองตากันก็เข้าใจ
ในวันที่เขาเจอกับความมืดหม่นจนมองไม่เห็น
ทางข้างหน้า ก็มีกู้เจียว และจี้จิ่วอาวุโสนี่แหละที่
คอยส่องแสงให้เขา ตามวิถีของแต่ละคน
ปกติหลังจากกินอิ่ม เสี่ยวจิ้งคงน้อยจะงีบ
กลางวัน แต่วันนี้เขากลับไม่ทำเช่นนั้น ขณะที่
เซียวลิ่วหลังเดินออกมาจากห้อง ก็เห็นว่าเจ้าตัว
เล็กกำลังทำอะไรหลบๆ ซ่อนๆ
“ทำอะไรน่ะ” เซียวลิ่วหลังเอ่ยถาม
“ไม่มีอะไรน่า!” เสี่ยวจิ้งคงทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
วันนี้เขาไม่ยอมนอนกลางวัน แถมยังไม่ส่งเสียงดัง
แบบที่ผ่านๆ มา พิลึกชอบกล
โบราณว่าไว้ ถ้าเด็กนิ่งไป ต้องมีอะไรแน่นอน
แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ พอเซียวลิ่วหลังไปเข้า
เรียนคาบบ่ายได้แค่วิชาเดียว จู่ๆ ก็ถูกเชิญเข้าไป
พบในฐานะผู้ปกครอง
เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อช่วงเช้าจิ้งคงถูกเพื่อนร่วมชั้น
หัวเราะเยาะที่เขาตัวเล็กกว่าใครเพื่อน และคนที่
ล้อเลียนเขามากที่สุดก็คือฉินฉู่อวี้
เสี่ยวจิ้งคงน้อยไม่พอใจ เลยเรียกฉินฉู่อวี้ไปดวล
เปรียบเทียบ ฉินฉู่อวี้หัวเราะงอหาย “ฮ่าๆ เจ้ามี
อะไรใหญ่กว่าข้างั้นรึ”
เสี่ยวจิ้งคงครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนเอ่ยถาม “เจ้า
มีนกไหม”
ฉินฉู่อวี้ถึงกับอึ้งชะงักไปไม่ถูก
“เจ้าพูดอะไรของเจ้าน่ะ ข้าก็ต้องมีอยู่แล้วสิ! เจ้า
ไม่มีหรือไง”
“ก็ต้องมีสิ!” จิ้งคงถลึงตาใส่ “งั้นก็มาดวลนกกัน!
ดูว่านกของใครใหญ่กว่า! หลังกินข้าวเสร็จข้าจะ
มาหาเจ้า! ไปที่ที่ๆ ไม่มีคนอยู่!”
ฉินฉู่อวี้มองจิ้งคงด้วยสายตาแปลกๆ
พอเสี่ยวจิ้งคงกินข้าวเสร็จ กลับมาที่กั๋วจื่อเจียน
เขาก็ตรงเข้ามาหาฉินฉู่อวี้ทันที
ฉินฉู่อวี้ทำท่าอึกอัก “นี่เจ้า เจ้า เจ้า เจ้า เจ้าจะ
เทียบอันนั้นกับข้าจริงๆ รึ”
เขาเป็นถึงองค์ชายนะ ต้องสำรวมกายสิ ให้มาทำ
อะไรแบบนี้ได้ที่ไหน แถมเจ้าเด็กนี่ก็อายุแค่สามสี่
ขวบ จะใหญ่กว่าเขาไปได้อย่างไร
ฉินฉู่อวี้เดินไปพลางนึกในใจ หรือว่าของเขาจะ
ใหญ่กว่าจริงๆ
“เอาละ ที่นี่แหละ!” เสี่ยวจิ้งคงพาเขามาหยุดอยู่
ใต้ต้นไม้ใหญ่
เป็นบริเวณสวนหย่อมของโรงเรียน ปกติไม่มีคน
ผ่านไปผ่านมา เสี่ยวจิ้งคงเดินอ้อมไปทาง
ด้านหลังต้นไม้ แล้วเอ่ยกับฉินฉู่อวี้ “รีบมานี่สิ!
เจ้าพามันมาแล้วใช่ไหม”
ฉินฉู่อวี้นึกในใจ พูดอะไรของเขาน่ะ ของแบบนี้
ต้องพามาด้วยหรือ
ฉินฉู่อวี้จำใจเดินตามเข้าไปด้านหลังต้นไม้
เขาสองจิตสองใจอยู่นาน ยังคงมองว่าเรื่องนี้ไม่
เหมาะสมเท่าไหร่นัก “นี่เจ้า จะเทียบกับข้าจริงๆ
รึ”
จิ้งคงถามย้อน “เจ้ากลัวเหรอ”
ฉินฉู่อวี้เกลียดคำพูดยุแยงแบบนี้มากที่สุด เลย
กระทืบเท้า ตะเบ็งเสียง “ล้อกันเล่นใช่ไหม
ข้าน่ะหรือจะกลัว งั้นก็มาวัดกันเลย! มาสิ! ข้าจะ
นับหนึ่งถึงสาม แล้วเปิดพร้อมๆ กัน!”
จิ้งคงรับคำท้า “ได้ เจ้านับสิ”
ฉินฉู่อวี้กัดฟันแน่น ก่อนจะเอ่ยนับ “หนึ่ง สอง
สาม!”
เขาปลดกางเกงออก!
ส่วนเสี่ยวจิ้งคงน้อยคว้าเจ้านกเหยี่ยวน้อยออกมา
จากกระเปั๋า
เสี่ยวจิ้งคง:: “……”
เจ้าเหยี่ยวน้อย:: “……”
ฉินฉู่อวี้:: “……”
พอฟังถึงตรงนี้ เซียวลิ่วหลังพลันเหงื่อตก
“จากนั้น เกิดอะไรขึ้นหรือท่าน”
อาจารย์ซุนที่เพิ่งได้รับตำแหน่งหมาดๆ พอมาเจอ
เรื่องแบบนี้ยิ่งออกอาการปวดหัวกว่าเซียวลิ่วหลัง
เสียอีก “จากนั้น เจ้าเหยี่ยวก็บินพุ่งเข้าไปที่ฉิน
ฉู่อวี้”
เซียวลิ่วหลังอ้าปากค้าง “บินเข้าไปหา หรือว่า
จะ…”
อาจารย์ซุนรีบโบกมือปัด “ไม่ใช่อย่างนั้น! พอ
ดีจิ้งคงเจารั้งเจ้านกเหยี่ยวไว้ทันน่ะ!”
ฉินฉู่อวี้ขวัญผวาจนคิดว่าตัวเองจะไม่รอดแล้ว
เลยรีบถอยหลังจนเกิดพลาดสะดุดล้มก้นจ้ำเบ้า
ซ้ำยังฉี่ราดกางเกงอีก เป็นถึงองค์ชาย แต่ดันมาฉี่
เลอะกางเกงที่กั๋วจื่อเจียน มันช่างน่าอายยิ่งนัก
แต่เรื่องนี้เสี่ยวจิ้งคงก็เป็นฝั่ายผิดจริงๆ ที่เขาพา
สัตว์ดุร้ายมายังสถานศึกษา ซึ่งเสี่ยงแก่การเกิด
อุบัติเหตุอย่างมาก
เซียวลิ่วหลังกุมขมับ ก็หลงคิดว่าพอโตแล้วจะไม่
ก่อเรื่องอีก ข้ามองโลกในแง่ดีเกินไปเสียแล้ว!
ผู้ปกครองของฉินฉู่อวี้ยังมาไม่ถึง
เซียวลิ่วหลังกับจิ้งคงนั่งรอในห้อง
เสี่ยวจิ้งคงเอามือกุมหัว ทำท่าโอดโอย “อย่าเอา
เรื่องนี้ไปบอกเจียวเจียวนะ” จากนั้นมองไปที่เจ้า
เหยี่ยวน้อยในอ้อมอก “แล้วก็อย่าปล่อยเจ้าเก้า
เสี่ยวจิ่วไปล่ะ”
เซียวลิ่วหลังมองค้อน “ฝันไปเถอะ!”
เสี่ยวจิ้งคงจู่ๆ นึกอะไรขึ้นได้ ทำท่าเอียงคอแล้ว
หันไปทางพี่เขย “ลดค่าเช่าให้หนึ่งเดือนดีไหม”
เซียวลิ่วหลัง “…”