สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 202 เปิดโปง (1)
ราชโองการมาถึงตั้งแต่เมื่อครึ่งเดือนก่อนแล้ว
ช่างเหล็กชราและช่างไม้อยู่ระหว่างการเดินทาง
อีกไม่ถึงวันก็คงมาถึงเมืองหลวงแล้ว
ทางกู้จิ่นอวี๋นั้นไม่ได้รู้เรื่องที่ช่างเหล็กชราและช่าง
ไม้จะมาเยือนเมืองหลวงด้วย หลังจากที่ได้รับ
แต่งตั้งให้เป็นท่านหญิง อันดับแรกก็ได้เดิน
ทางเข้าเฝั้าเซียวฮองเฮา
ณ ตำหนักเซินหนิง เพื่อรับตราประทับทองและ
ราชโองการแต่งตั้ง หลังจากนั้นก็นั่งพูดคุยกับซู
เฟยที่ตำหนักฉางชุน
เจ้านางประจำแต่ละตำหนักต่างมอบของขวัญ
แสดงความยินดี แม้แต่จวงกุ้ยเฟยและไท่จื่อเฟย
ก็ยังส่งของมาให้ ทั้งสองนางคือสตรีที่มีอำนาจ
สูงสุดในวังหลังรองลงมาจากจวงไทเฮาและ
ฮองเฮา การแสดงออกของพวกนางเป็นสัญญาณ
ที่บ่งบอกถึงท่าทีของวังหลังได้ระดับหนึ่ง
น้อยนักที่ท่าทีของทั้งสองจะเป็นไปทิศทาง
เดียวกัน
“ข้ามองคนไม่ผิดจริงๆ” ซูเฟยกุมมือกู้จิ่นอวี๋
เอาไว้ด้วยความภาคภูมิใจ แววตาเปียมไปด้วย
ความชื่นชม
ไม่ใช่เพียงฮ่องเต้ที่เชิดหน้าชูตาเพราะเรื่องนี้ กู้จิ่
นอวี๋เองก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเรื่องที่แม่นางเหยารักกู้
เจียวมากกว่า หรือว่าเรื่องที่กู้จิ่นอวี๋ถูกหมางเมิน
ที่สำนักบัณฑิตสตรี วินาทีนี้ปมในใจทั้งหมดราว
กับถูกกำจัดไปจนสิ้น
กู้จิ่วอวี๋กลับมายังจวนโหวด้วยความภาคภูมิใจ
อย่างล้นพ้น ที่ขาดไปไม่ได้อย่างแน่นอนก็คือ
ท่านโหวกู้และเหล่าฮูหยินกู้ก็ยังเอ่ยชื่นชมนางอีก
หนึ่งเปลาะ
ตั้งแต่เกิดเรื่องอนุหลิงขึ้น เหล่าฮูหยินกู้ก็ปลีก
วิเวกอยู่ลำพังมาโดยตลอด พอได้ยินว่ากู้จิ่นอวี๋
สร้างคุณงามความดี ทั้งยังเป็นหน้าเป็นตาให้กับ
จวนโหว นางถึงได้กลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง
นางดึงมือกู้จิ่นอวี๋มากุมด้วยความรักใคร่ “ท่านปูั่
เจ้าออกไปราชการข้างนอกไม่อยู่ที่จวน หากอยู่
ที่นี่ละก็ เขาต้องชื่นชมเจ้าอย่างแน่นอน”
ท่านปูั่…
คนที่สูงส่งหาใดเปรียบได้ในใจของกู้จิ่นอวี๋ คนที่
นางไม่กล้าแม้แต่จะเรียกชื่อ
ท่านปูั่จะภูมิใจในตัวนางจริงๆ หรือ
ในความทรงจำของนาง ท่านปูั่นั้นเหมือนคนที่ไม่
อาจเอื้อมถึง คนในเรือนนั้นต่างยำเกรงเขาเป็น
อย่างมาก เขาดูเหมือนไม่เคยพึงพอใจกับ
ลูกหลานคนไหน แม้พี่ใหญ่จะมุมานะถึงเพียงใด
แต่ในสายตาของท่านปูั่นั้นก็ยังไม่มีข้อบกพร่อง
มากมาย
หากได้รับคำชมจากท่านปูั่แม้เพียงสักคำ กู้จิ่นอวี๋
คงโอ้อวดได้ตลอดชีวิตแล้ว
กู้จิ่นอวี๋ออกมาจากเรือนของเหล่าฮูหยิน ตั้งใจว่า
จะไปที่เรือนของแม่นางเหยา เพื่อเล่าเรื่องที่ตน
สร้างคุณงามความดีจนได้รับแต่งตั้งให้เป็นท่าน
หญิงให้แม่นางเหยารับรู้ นางต้องการให้ท่านแม่รู้
ว่านางต่างหากคือลูกสาวที่ชาญฉลาดที่สุดใน
ตระกูล คือคนที่นางสมควรจะเห็นคุณค่าและรัก
ใคร่มากที่สุด
เดินได้ครึ่งทาง นางก็บังเอิญพบกับกู้ฉังชิงเข้า
นางยิ้มตาหยี เดินเข้าไปหากู้ฉังชิงแล้วคำนับให้
“พี่ใหญ่”
กู้ฉังชิงพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
กู้จิ่นอวี๋เห็นว่าในมือเขาถือห่อผ้าอยู่ จึงเอ่ยถาม
ด้วยรอยยิ้ม
“ท่านพี่เพิ่งกลับมาจากข้างนอกหรือเจ้าคะ ถือ
อะไรมาด้วยหรือ”
“ของปั่าที่ล่ามาได้น่ะ” กู้ฉังชิงตอบ
วันนี้ที่ค่ายทหารออกไปล่าสัตว์ เขาล่านกน้อยมา
ได้สองตัว ตั้งใจว่าจะเอาไปให้กู้เหยี่ยนและเสี่ยว
จิ้งคงเล่นที่ตรอกปีสุ่ย
กู้จิ่นอวี๋สัมผัสได้ถึงความเฉยชาจากน้ำเสียงของ
เขา หากเป็นแต่ก่อนนางคงเจียมเนื้อเจียมตัวแล้ว
เดินจากไป แต่วันนี้นางรู้สึกมั่นอกมั่นใจเป็น
พิเศษ
นางยิ้ม “โตมาปั่านนี้แล้ว ข้ายังไม่เคยล่าสัตว์เลย
เจ้าค่ะ คราวนี้ท่านพี่พอจะสะดวกพาข้าไปด้วยได้
หรือไม่เจ้าคะ”
“สตรีจะเข้าไปในค่ายทหารสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้” กู้
ฉังชิงปฏิเสธอย่างอ้อมค้อม
“อ๋อ” กู้จิ่นอวี๋ผิดหลังเล็กน้อย แต่ก็ไม่นับว่า
ผิดหวังเท่าใดนัก นางหยิบจี้หยกออกมาจาก
กระเปั๋า เงยดวงหน้าน้อยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม
อบอุ่น “ให้พี่ใหญ่เจ้าค่ะ”
“นี่คืออะไร” กู้ฉังชิงถาม
กู้จิ่นอวี๋เอ่ยด้วยรอยยิ้มเปล่งประกาย “หยกอุ่นที่
ฝั่าบาทประทานให้เป็นรางวัลเจ้าค่ะ”
มอบจี้หยกให้นั้นเป็นเรื่องรอง แต่สิ่งสำคัญที่
อยากจะบอกกับพี่ใหญ่คือนางได้เป็นท่านหญิง
แล้วต่างหาก
เมื่อกู้ฉังชิงเห็นจี้หยก ก็นึกถึงข่าวคราวที่ได้ยินมา
จากค่ายทหารขึ้นมาได้ในที่สุด กู้จิ่นอวี๋สร้างคุณ
งามความดี และได้รับแต่งตั้งเป็นท่านหญิงฮุ่ยชั้น
รอง
“ยินดีกับเจ้าด้วย” กู้ฉังชิงเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบ
เฉย แต่ไม่ได้รับจี้หยกไว้
“ในเมื่อเป็นของรางวัลที่ฝั่าบาทประทานให้
เช่นนั้นเจ้าจงเก็บรักษาไว้ให้ดี อย่าได้ทำหล่น
หาย”
“เอ่อ… เจ้าค่ะ” ทว่ากู้จิ่นอวี๋นั้นหวังจากใจจริงว่า
กู้ฉังชิงจะรับจี้หยกนี้ไว้
กู้ฉังชิงกลับมาถึงเรือน
ในใจของกู้ฉังชิงไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายใดๆ มาก
นัก เขาไม่เคยคาดหวังว่าจะอาศัยกู้จิ่นอวี๋สร้าง
เกียรติยศชื่อเสียงให้กับจวนโหว เพราะการที่กู้จิ่
นอวี๋จะได้เป็นท่านหญิงหรือไม่ สร้างคุณงาม
ความดีหรือไม่ ก็ไม่ข้องเกี่ยวอันใดกับเขามากนัก
กู้จิ่นอวี๋โอ้อวดกับพี่ใหญ่สำเร็จแล้ว ก็อดรนทนไม่
ไหวอยากจะให้คนอื่นได้รับรู้เช่นกัน แต่น่า
เสียดายที่แม่นางเหยาไม่ได้อยู่ที่จวน
แม่นางเหยานั้นไปยังตรอกปีสุ่ย
เสื้อผ้าที่นางตัดเย็บให้กู้เจียวเสร็จเรียบร้อยแล้ว
จึงนำมาให้กู้เจียวลองใส่ ผลปรากฏว่าไม่พอดีสัก
เท่าไหร่ แขนเสื้อและชายกางเกงนั้นสั้นเต่อไป
เด็กคนนี้เพิ่งจะมาสูงขึ้นเอาตอนนี้หรือ
แม่นางเหยาไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
นางเลาะแขนเสื้อและชายกางเกงลงมา
เมื่อซ่อมเสื้อผ้าเสร็จแล้ว นางขนเสื้อผ้าของคนทั้ง
บ้านออกมา ดูสิว่ามีผืนไหนต้องเย็บปะบ้าง
หรือไม่
เสื้อผ้าของคนอื่นในบ้านก็มีช่างเย็บผ้าตัดเย็บให้
เช่นกัน ทุกเดือนจะมีเสื้อผ้าชุดใหม่ เสื้อผ้าของ
หญิงชราและเซียวลิ่วหลังยังคงทนทาน เป็น
เพราะทั้งสองไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายนัก
ส่วนคนของคนอื่นๆ นั้นกลับเก่าโทรมจนแทบดู
ไม่ได้ แต่ก่อนกู้เจียวเป็นคนเย็บซ่อมให้ทั้งหมด
พอแม่นางเหยาได้เห็นฝีมือนางในวันนี้ ก็แทบจะ
เผลอหัวเราะออกมา
นางคิดว่าลูกสาวของนางเก่งกาจไปเสียทุกเรื่อง
ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้เสียอีก แต่แท้จริงแล้วนาง
ยังคงเป็นเพียงเด็กสาวไม่รู้ประสาคนหนึ่ง
กู้เจียวเพิ่งรดน้ำแปลงผักเสร็จ เมื่อกลับมาถึงบ้าน
ก็เห็นแม่นางเหยาชูกองผ้าขึ้นพลางหัวเราะจนหัว
สั่นหัวคลอน
“เป็นอะไรไปหรือ” นางถามอย่างสงสัย
“ไอ้หยา” แม่นางเหยาหัวเราะจนน้ำตาไหล นาน
สองนานกว่าจะหยุดหัวเราะลงได้ นางเอ่ยถามกู้
เจียว
“เจียวเจียว ฝีเข็มเช่นนี้ผู้ใดเป็นคนสอนเจ้ากัน”
กู้เจียวครุ่นคิด “ไม่มีใครสอน ข้าทำของข้าเอง”
แม่นางเหยาเข้าใจในทันที
ใครที่ไหนจะสอนเย็บเช่นนี้กันเล่า
แม่นางเหยาหัวเราะขบขันเพราะลูกสาว พลาง
ตบเบาๆ ลงบนเก้าอี้อีกฝังหนึ่ง ส่งสัญญาณบอก
ให้กู้เจียวนั่งลง
หลังจากนั้นก็หยิบเสื้อผ้าที่กู้เจียวเย็บปะขึ้นมา
“ไม่ต้องขอดปมทุกฝีเข็มก็ได้ แล้วก็ไม่ต้องทิ้ง
ปลายด้ายไว้ด้านนอก แบบนี้…”
แม่นางเหยาเลาะด้ายแล้วเย็บใหม่ให้กู้เจียวดู
“อ๋อ” กู้เจียวครุ่นคิดอย่างจริงจัง “ข้าคิดว่า
ตัวเองเย็บได้ดีแล้วเสียอีก”
การเย็บผ้าช่วยเพิ่มทักษะการเย็บแผลผ่าตัด
ให้แก่นางได้มาก นางเย็บได้เร็วกว่าแต่ก่อน
หลายเท่าตัว สองแม่ลูกกำลังพูดคุยกัน กู้เหยี่ยน
และกู้เสี่ยวซุ่นก็กลับมาจากโรงเรียนแล้ว วันนี้ไม่
ต้องไปเรียนงานฝีมือกับอาจารย์หลี่ว์
ทั้งสองไม่รู้ว่ากู้เจียวกับแม่นางเหยาอยู่บ้าน จึง
เสียงดังเอะอะโวยวาย ต่างคนต่างเสียบขนไก่ไว้
บนหัวแล้วเดินเข้าเรือนมา
ยามอยู่ที่หมู่บ้าน กู้เสี่ยวซุ่นมีพรรคพวกของ
ตัวเอง ตอนนั้นเขาเป็นถึงหัวโจกตัวแสบประจำ
ละแวกนั้น ขนไก่บนหัวคือสัญลักษณ์ของกลุ่ม
พันธมิตรขนไก่ของพวกเขา
หลังจากที่ถูกกู้เจียวส่งตัวไปที่สำนักบัณฑิตเทียน
เซียง ดูเหมือนว่าเขาจะกลับตัวกลับใจ แต่ความ
จริงแล้วลึกในใจยังคงเป็นลิงทโมนจอมซนไม่เคย
เปลี่ยน
จนในที่สุดวันนี้ก็ถูกกู้เจียวจับได้คาหนังคาเขา
“เอ่อ ท่านพี่” กู้เสี่ยวซุนรีบดึงขนไก่บนหัวออก
ในทันที แววตาหลุกหลิก พร้อมทั้งดึงขนไก่บนหัว
กู้เหยี่ยนออกเช่นเดียวกัน
ทั้งสองคนยื่นแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น รอกู้เจียวลงโทษ
“เจียวเจียว!”
เสียงปั้าจางในตรอกดังมาถึงหน้าประตูเรือน
“กำแพงเรือนหลังครัวบ้านข้าจะถล่มแล้ว!”
“ข้าไปดูให้ท่านเอง” กู้เจียวมองสองลิงทโมนของ
บ้าน ก่อนจะวางบัวรดน้ำดอกไม้ลง แล้วเดินตาม
ท่านปั้าจางไปที่เรือนของนาง
เหล่าบ้านใกล้เรือนเคียงได้เห็นฝีมือของกู้เจียว
ครั้งแรกตอนที่หลังคาบ้านของจี้จิ่วอาวุโสรั่ว
เพราะน้ำฝน กู้เจียวปืนขึ้นไปซ่อมหลังคาด้วย
ตัวเอง
หลังจากนั้นกลายเป็นที่รู้กันของบรรดาเพื่อน
บ้านว่าหลานสะใภ้ของยายเฒ่าจวงนั้นเก่งกาจนัก
กำแพงเรือนของบ้านท่านปั้าจางถล่มลงมาแล้ว
ต้องซ่อมด้วยปูนซีเมนต์ แต่ในสมัยโบราณไม่มี
ปูนซีเมนต์ มีแต่ปูนขาวและอิฐดินเหนียว
แรงยืดของปูนขาวนั้นไม่เพียงพอ ยามเจอกับสาย
ฝนมักจะละลายไหลกับน้ำได้ง่ายๆ อิฐดินเหนียว
จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
วัสดุที่ใช้ทำดินเหนียวนั้นคือโคลนแดง ทราย
หยาบและก้อนปูนขาว ที่บ้านของท่านปูั่ยังพอมี
ก้อนปูนขาวและทรายหยาบเหลืออยู่ แต่โคลน
แดงถูกเสี่ยวจิ้งคงเอาไปใช้หมดแล้ว ช่วงนี้เขา
ง่วนอยู่กับการสร้างบ้านกับเพื่อนฝูง เผลอแปั๊บ
เดียวก็ไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้ว
ท่านปั้าจางร้อนใจ “วัน…วันนี้คงซ่อมไม่เสร็จใช่
หรือไม่ ข้าว่าวันพรุ่งนี้คงถล่มลงมาหมดเป็นแน่!”
บทที่ 202 เปิดโปง (2)
กำแพงเรือนของนางเชื่อมต่อกับห้องครัว หาก
ถล่มลงมามีหวังคนที่ทำอาหารอยู่คนครัวต้องเป็น
อันตรายไปแน่ๆ กู้เจียวครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยกับ
นาง “รอประเดี๋ยว”
กู้เจียวกลับมาที่เรือนของตัวเอง นางหาข้าว
เหนียวในครัว ก่อนจะต้มน้ำแกงข้าวเหนียวหม้อ
หนึ่ง หลังจากนั้นก็เทน้ำข้าวเหนียวข้นคลั่กลงไป
ผสมกับปูนขาว
“ท่านพี่กำลังทำอะไรหรือ” กู้เสี่ยวซุ่นถามอย่าง
สงสัย
กู้เหยี่ยนเองก็ย่อตัวลงนั่ง มองนางตาปริบๆ
“เหตุใดถึงเทน้ำต้มข้าวลงไปด้วยเล่า”
กู้เจียวยื่นแท่งไม้ให้กับทั้งสองคนละแท่ง พร้อม
ทั้งบอกให้ทั้งสองคนเคี่ยวไปเรื่อยๆ “นี่คือปูนข้าว
เหนียว ใช้ดีกว่าอิฐดินเหนียวนัก เหมาะแก่การ
ซ่อมกำแพงเป็นที่สุด”
ขั้นตอนการทำอิฐดินเหนียวนั้นยากลำบากนัก
ต้องใช้วัสดุสามอย่างผสมเข้าด้วยกัน หลังจากนั้น
ยังต้องใช้เครื่องมือทุบ ยิ่งทุบมากเท่าไหร่ อิฐดิน
เหนียวก็จะยิ่งทนทาน แต่ปูนข้าวเหนียวไม่ได้
ซับซ้อนถึงเพียงนั้น แต่มีความแข็งแรงทนทาน
กลับมากกว่าเป็นหลายเท่า นั่นเป็นเพราะภายใน
น้ำต้มข้าวเหนียวนั้นมีส่วนประกอบของแปั้งมัน
คอยยืดเกาะ คือตัวประสานชั้นเลิศจากธรรมชาติ
หากพูดให้เกินจริงหน่อย ก็คงเรียกได้ว่าแรงยืด
นั้นแข็งแรงกว่าปูนขาวหลายเท่า หรืออาจจะ
แข็งแรงยิ่งกว่าปูนซีเมนต์ในชาติก่อนด้วยซ้ำ
“พวกเจ้าตั้งใจล่ะ อย่าให้เปรอะเนื้อตัวเชียว” กู้
เจียวเอ่ย
“ได้เลย!” ทั้งสองพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง
เมื่อกู้จิ่นอวี๋มาถึงตรอกปีสุ่ย ก็เห็นภาพขณะที่
พี่สาวน้องชายสามคนกำลังผสมปูน
กู้จิ่นอวี๋หัวใจกระตุกวูบ
ในภาพจำของนาง กู้เหยี่ยนคือเด็กขี้โรคที่เพียง
แค่เดินเหินก็หายใจหอบมาโดยตลอด นางนึกไม่
ถึงเลยว่าเขาจะทำเรื่องแบบนี้ แถมยังเป็นงานใช้
แรงงานอีกต่างหาก
แม่นางเหยานั่งอยู่อีกฝัง กำลังเย็บซ่อมเสื้อผ้า
ด้วยท่วงท่าแสนสง่างาม ราวกับว่าการที่กู้เหยี่ยน
ทำงานหนักไม่ใช่เรื่องผิดแปลกแต่อย่างใด
กู้จิ่นอวี๋ตั้งสติ ก่อนจะเดินเข้ามาในเรือน “ท่าน
แม่ ท่านพี่ น้องชาย พวกท่านทำอะไรกันอยู่หรือ
เจ้าคะ”
กู้เหยี่ยนหันไปมองนางแวบหนึ่ง แต่ไม่สนใจนาง
กู้เหยี่ยนเกลียดนาง เกลียดมาตั้งแต่ตอนที่ยังไม่รู้
ชาติกำเนิด หลังจากรู้แล้วก็เกลียดยิ่งกว่าเดิม
กู้เจียวเองก็ไม่สนใจนาง ยังคงทำปูนข้าวเหนียว
ของตัวเองต่อไป
นางไม่แม้แต่จะพูดคุยกับกู้จิ่นอวี๋สักคำ และ
แน่นอนว่ากู้เสี่ยวซุ่นก็ไม่แยแสนางเช่นกัน
แม่นางเหยาเหลียวไปมองนาง “จิ่นอวี๋เองหรือ
เจ้ามาที่นี่ทำไมหรือ”
กู้จิ่นอวี๋เอ่ยเสียงเย็น “ข้าไม่เห็นท่านแม่ที่จวน
เดาว่าท่านแม่ต้องมาที่นี่แน่นอน ข้าเอาของมา
ฝากท่านพี่กับน้องชายนิดหน่อยเจ้าค่ะ”
กู้เหยี่ยนกลอกตา “ใครอยากได้กัน”
ไม่นานปูนข้าวเหนียวก็เสร็จสมบูรณ์ กู้เจียวหาถัง
ใบใหญ่มาก่อนจะเทปูนลงไป
“ข้าช่วยเอง!” กู้เสี่ยวซุ่นหิ้วถังใบใหญ่ไปที่เรือน
ของท่านปั้าจาง
กู้เหยี่ยนเองก็อยากจะหิ้ว แต่น่าเสียดายที่หิ้วไม่
ไหว เขาจึงทำได้เพียงหอบพลั่วอันน้อยมาด้วย
สามพี่น้องช่วยกันซ่อมกำแพงให้ท่านปั้าจาง
แม่นางเหยาระบายลมหายใจออกมา
กู้จิ่นอวี๋มองน้ำปูนที่สกปรกเลอะเทอะกับน้ำต้ม
ข้าวเหนียวที่ยังไม่หมดหม้อนั้น ก่อนจะขมวดคิ้ว
อย่างนึกรังเกียจ นางหันไปหาแม่นางเหยา “ท่าน
แม่ เหตุใดท่านพี่ถึงให้น้องชายทำงานสกปรก
เช่นนั้นเล่าเจ้าคะ น้องชายอ่อนแอจะตายไป”
“ก็เพราะร่างกายอ่อนแอถึงต้องทำงานออกแรง
อย่างไรเล่า เจ้าไม่เห็นหรือว่าน้องชายเจ้า
กระปรี้กระเปร่ากว่าแต่ก่อนนัก”
หากกู้เหยี่ยนไม่ต้องกินยาอยู่ทุกวัน แม่นางเหยา
คงนึกว่าลูกชายของตัวเองหายเป็นปกติแล้ว
กู้จิ่นอวี๋เบ้ปาก “แต่หมอหลวงบอกว่า น้องชาย
ห้ามทำงานหนัก ต้องพักผ่อนให้มากไม่ใช่หรือเจ้า
คะ”
แม่นางเหยาเอ่ย “พี่สาวเจ้าเป็นหมอ นางรู้ดีว่า
ทำอย่างไรถึงดีที่สุดต่อเหยี่ยนเอ๋อร์!”
กู้จิ่นอวี๋อ้าปากพะงาบ ก็แค่เด็กหยิบยาไม่ใช่หรือ
ใช่หมอเสียที่ไหน
สายตาของกู้จิ่นอวี๋หยุดลงที่น้ำต้มข้าวเหนียวและ
ปูนขาว ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ น้ำ
ต้มข้าวเหนียวเป็นของกิน แต่กู้เจียวกลับเอาไป
ผสมกับปูน จะโทษก็ไม่ได้สินะ เพราะเติบโตมา
ในบ้านนอกคอกนา ความรู้ทั่วไปก็ไม่มีแม้แต่นิด
กู้จิ่นอวี๋ทนดูต่อไปไม่ไหว แต่ก็ยังฝืนทนไม่พูด
ออกไป “ท่านแม่”
“เป็นอะไรไป” แม่นางเหยาถาม
กู้จิ่นอวี๋หัวเราะ ก่อนจะหยิบตราประทับทองคำ
และราชโองการแต่งตั้งออกมาจากแขนเสื้อแล้ว
ยื่นให้แม่นางเหยา
แม่นางเหยาชะงักไป “นี่คือ…”
“ท่านแม่เปิดดูสิเจ้าคะ” กู้จิ่นอวี๋เอ่ยอย่าง
ภาคภูมิใจ
แม่นางเปิดกล่องตราประทับทองคำ พลิกไปมา
มองดู ปรากฏว่าเป็นตราประทับประจำตัวท่าน
หญิง
กู้จิ่นอวี๋รอคำชมของแม่นางเหยา
แม่นางเหยาพอจะได้ยินเรื่องเครื่องสูบลมมาบ้าง
แม่นางเหยาไม่รู้กฎเกณฑ์การแต่งตั้งของราช
สำนักเท่าใดนัก แต่อย่างไรเสียการได้เป็นท่าน
หญิงก็นับว่าเป็นเกียรติยศชื่อเสียง
แม่นางเหยาพยักหน้าอย่างปลื้มอกปลื้มใจ “จิ่
นอวี๋ของแม่ช่างเก่งกาจเสียจริง”
เมื่อได้รับการยอมรับจากแม่นางเหยา กู้จิ่นอวี๋ดี
ใจเป็นอย่างมาก ไม่นาน พี่สาวน้องชายสามคนก็
กลับมา ทั้งสามก่อกำแพงจนเนื้อตัวมอมแมมไป
หมด บนเส้นผมมีแต่เศษฝุั่น
ปั้าจางอุ้มไหผักดองเดินเข้ามาแล้วเอ่ยกับแม่นาง
เหยา “อาเหยาเอ๋ย ลูกเจ้านี่ช่างเก่งกาจนัก!
เดี๋ยวเดียวก็ซ่อมให้ข้าเสร็จแล้ว!”
ความปลื้มใจและภูมิใจในแววตาของแม่นางเหยา
เปล่งประกายออกมา ดีใจเสียยิ่งกว่ายามที่ได้เห็น
ตราประทับทองท่านหญิงของกู้จิ่นอวี๋เสียอีก “ใช่
แล้ว พวกเขาล้วนแต่เก่งกาจนัก”
แค่ก่อกำแพงมีอะไรน่าชื่นชมกัน
กู้จิ่นอวี๋เบ้ปาก
กู้จิ่นอวี๋ขนของกำนัลมาไม่น้อย ก่อนจะบอกข่าว
ดีที่ตนได้เป็นท่านหญิงให้ทุกคนรับรู้ ทว่า
นอกจากคำชมอันแสนน้อยนิดของแม่นางเหยา
ในตอนแรกแล้ว กู้เจียวและน้องชายทั้งสองกลับ
มองเห็นของกำนัลล้ำค่าของกู้จิ่นอวี๋เป็นเพียง
อากาศธาตุ
กู้จิ้นอวี๋ไม่ได้สัมผัสถึงความดีใจจากการโอ้อวดนี้
เลยแม้แต่นิด อัญมณีเงินทองที่นางนำมา ยัง
เทียบไม่ได้กับผักดองไร้ราคานั้น
คนบ้านนอกก็คือคนบ้านนอกอยู่วันยังค่ำ ไม่รู้จัก
ของดี!
ตกดึก กู้จิ่นอวี๋กลับมายังจวนโหว
สาวใช้บอกกับนางว่า สองชั่วยามที่นางออกไป
ข้างนอกนั้น มีคุณหนูตระกูลร่ำรวยมากมายมา
เยี่ยมเยียน ทั้งยังฝากของขวัญไว้ให้ ทั้งหมดเป็น
ของที่นำมาแสดงความยินดีกับนางที่ได้รับแต่งตั้ง
เป็นท่านหญิง
กู้จิ่นอวี๋รู้สึกดีขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
ท่านโหวกู้กลับมาถึงจวน กู้จิ่นอวี๋ก็เล่าเรื่องราวที่
ตรอกปีสุ่ยให้เขาฟัง เมื่อเอ่ยถึงเรื่องที่กู้เจียวซ่อม
กำแพงให้กับเพื่อนบ้าน นางก็จงใจเอ่ยชมอีกฝั่าย
“อันที่จริงพี่สาวก็เก่งกาจไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ”
หากท่านโหวอยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นเช่นกัน คง
รู้สึกว่าสามพี่น้องกู้เจียวนั้นเก่งกาจ แต่หากนำมา
เทียบกู้จิ่นอวี๋ที่คิดค้นเครื่องสูบลมแล้ว ก็แตกต่าง
กันอย่างเห็นได้ชัด
ท่านโหวกู้ส่งเสียงฮึดฮัด
“กับอีแค่ซ่อมกำแพงจะนับว่าเก่งกาจอย่างไร
นางก็ทำได้เท่านั้นแหละ! วันวันให้ไปเรียน
หนังสือก็ไม่ยอมไป! ทำแต่เรื่องไม่มีเกียรติไม่มี
ศักดิ์ศรี! ไม่รู้จักเอาเยี่ยงอย่างเจ้าเสียบ้าง ตั้งใจ
เรียนหนังสือ ตั้งใจดีดฉิน ตั้งใจเป็นคุณหนูใหญ่
แห่งจวนโหว!”
กู้จิ่นอวี๋เอ่ยเสียงนุ่มนวล “หากท่านพี่สุขใจ ก็ย่อม
ดีที่สุดแล้วเจ้าค่ะ”
ท่านโหวกู้ส่งเสียงฮึดฮัด “นางย่อมสุขใจอยู่แล้ว!”
แถมพาลูกชายเขาไปเล่นซนอีกต่างหาก! คบคน
พาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหา
ผล กังวลเหลือเกินว่าเหยี่ยนเอ๋อร์อยู่กับนางนาน
วันเข้า จะกลายเป็นลิงทโมนไปด้วย
กู้เหยี่ยนที่เขากำลังกังวลว่าจะกลายเป็นลิงทโมน
ยามนี้กำลังเล่นหมากรุกกับเสี่ยวจิ้งคงเด็ก
อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเจา และพ่ายแพ้
อย่างราบคาบเป็นตาที่สิบแปดในค่ำคืนนี้
เขาหน้าบึ้งตึงเดินเข้าไปในห้องหนังสือของเจ้าหนู
อัจฉริยะแห่งแคว้นเจา ชวนพี่เขยเล่นหมากห้าตัว
เพื่อปลอบใจตัวเอง กลับกลายเป็นว่าแพ้ห้าตา
รวด
เจ้าหนูน้อยเหยี่ยนพาดวงใจอันบอบช้ำไปยังห้อง
ของหญิงชรา เล่นไพ่ใบไม้กับท่านย่าและขาไพ่
ของนางอีกสองคนได้สักพัก ก็ถูกจี้จิ่วอาวุโสเรียก
ตรวจการบ้าน ก่อนคืนวันอันเต็มเปียม (ไปด้วย
ความพ่ายแพ้) ของเขาจะจบลง
ยาห้ามเลือดชุดแรกที่ส่งเข้ามาในค่ายทหารนั้นได้
เสียงตอบรับค่อนข้างดี ไม่นานค่ายทหารก็สั่งจอง
ยาชุดที่สอง
กู้เจียวหัวหมุนกับการหาเงินหาทอง
กู้จิ่นอวี๋เองก็ไม่ปล่อยตัวเองให้ว่าง
การคิดค้นเครื่องสูบลมนั้นกวนใจนางในระดับ
หนึ่ง นางชาญฉลาดเกินกว่าใคร นางไม่เชื่อว่าคน
อื่นจะคิดค้นสิ่งนี้ขึ้นมาได้ เพราะลำพังสมองของ
นางไม่มีทางคิดออกได้เช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้นเครื่องสูบลมก็เป็นเรื่องใหญ่เรื่อง
หนึ่ง แยบยลก็แยบยลอยู่หรอก แต่หลักการนั้น
ช่างเรียบง่ายนัก
ก็แค่เพิ่มแรงลมให้ไฟแรงขึ้นมิใช่หรือ
มีอะไรซับซ้อนกัน
ความคิดแล่นวาบเข้ามาในหัวกู้จิ่นอวี๋ ก่อนจะ
หยิบพู่กันและกระดาษออกมา ปรับปรุง
อัตราส่วนของเตาเผาและเครื่องสูบลม นางเพิ่ม
แรงเครื่องสูบลมอีกเท่าหนึ่ง แบบนี้ไฟจะแรงขึ้น
ผลผลิตจากการตีเหล็กก็จะเพิ่มสูงขึ้น
กู้จิ่นอวี๋ถือแบบร่างเข้าวังหลวงไป เล่าความคิด
ของตนให้กับซูเฟยฟัง “… อันที่จริงเดือนเดียวก็
ทำสำเร็จแล้ว หลังจากปรับปรุงอีกสักครึ่งเดือนก็
ถือว่าเสร็จงานแล้ว!”
“สวรรค์ เร็วขึ้นขนาดนี้เชียวหรือ” ซูเฟยตกใจ
“เพคะ!” กู้จิ่นอวี๋พยักหน้าอย่างมั่นใจ “สิ่งนี้ดียิ่ง
กว่าท่อน้ำที่ราชสำนักใช้มาตั้งแต่ก่อนหน้า
เพราะแรงลมไม่มากพอ ผลที่ได้จึงไม่สูงมาก”
ซูเฟยไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้สักเท่าไหร่ แต่พอได้ยิน
ว่าใช้งานได้ดีกว่าเตาเผาในตอนนี้ ย่อมเป็นคุณ
งามความดีอย่างหนึ่ง
ซูเฟยไม่พูดพร่ำทำเพลงพากู้จิ่นอวี๋ไปที่หอ
อาลักษณ์หลวงเพื่อเข้าเฝั้าฮ่องเต้
บทที่ 202 เปิดโปง (3)
ยามนี้สถานการณ์แถบชายแดนไม่สงบนัก ฝั่า
บาทกำลังหารือกับเหล่าขุนนางทหาร หากคน
ธรรมดาทั่วไปมาขอเข้าเฝั้า ขันทีย่อมไม่กราบทูล
ให้ฝั่าบาททรงทราบ แต่ใครใช้ให้นางเป็นท่าน
หญิงฮุ่ยผู้โด่งดังที่ฝั่าบาทโปรดปรานเล่า
เว่ยกงกงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พระสนมโปรดรอ
สักครู่ ท่านหญิงฮุ่ยโปรดรอสักครู่ กระหม่อมจะ
ทูลฝั่าบาทเพื่อทราบ”
แต่ไหนแต่ไรมาเว่ยกงกงก็อ่อนถ่อมตนกับกู้จิ่นอวี๋
อยู่เสมอ
“รบกวนกงกงด้วย” ซูเฟยเอ่ย
กู้จิ่นอวี๋เองก็พยักหน้า เว่ยกงกงซอยเท้าถี่เข้าไป
ในห้อง ก่อนจะกระซิบทูลต่อหน้าฝั่าบาท
ฝั่าบาทจะบ้าตายเพราะปัญหาชายแดน กำลัง
อยากได้ยินข่าวดีให้ชื่นใจสักเรื่อง จึงบอกให้เหล่า
ขุนนางทหารออกไปก่อน แล้วเรียกกู้จิ่นอวี๋และซู
เฟยเข้ามา
แน่นอนว่ากู้จิ่นอวี๋ไม่ทำให้เขาผิดหวัง
ฝั่าบาทเองก็เป็นคนนอกวงการคนหนึ่ง แต่เขา
เชื่อมั่นในตัวกู้จิ่นอวี๋ จึงรีบให้คนนำแบบร่างไปให้
กรมโยธา
ขุนนางผู้คุมของกรมโยธาเห็นแบบร่างของกู้จิ่
นอวี๋ ก็แสดงสีหน้าสงสัย “เครื่องสูบลมมากมาย
เพียงนี้ จะไม่เป็นปัญหาหรอกหรือ”
ขุนนางที่อยู่ข้างกันเอ่ย “ที่เป็นแบบร่างของแม่
นางกู้ จะมีปัญหาได้อย่างไร ฝั่าบาทให้คนนำมา
มอบให้ด้วยพระองค์เอง รีบทำเข้าเถิด!”
ในเมื่อเป็นราชโองการของฝั่าบาท เช่นนั้นก็คง
ขัดข้องไม่ได้ ผู้คุมสั่งการลูกน้องในทันใด
ปรับปรุงแก้ไขส่วนประกอบของเตาเผาและ
เครื่องสูบลมตามแบบร่างของกู้จิ่นอวี๋
ผลลัพธ์เป็นที่ประจักษ์ อัตราการผลิตสูงขึ้นจริง
ผลผลิตในหนึ่งวันแทบจะเทียบเท่ากับสองวัน
ฝั่าบาทดีอกดีใจ ประทานรางวัลให้แก่กู้จิ่นอวี๋ ทั้ง
ยังตบรางวัลให้กับท่านโหวกู้และกรมโยธา
เพียงข้ามคืนชื่อเสียงของกู้จิ่นอวี๋เลื่องลือไปทั่วทั้ง
เมืองหลวง
ทุกคนล้วนแต่ขนานนามนางว่าเป็นสตรีผู้เก่งกาจ
รองลงมาจากไท่จื่อเฟย ถึงขั้นมีคนแอบซุบซิบกัน
ว่าความสามารถของนางนั้นทัดเทียมกับไท่จื่อ
เฟยเลยก็ว่าได้
ณ ตำหนักบูรพา
นางกำนัลนางหนึ่งกำลังเรียกร้องความเป็นธรรม
ให้แก่ไท่จื่อเฟย “พระชายาเพคะ เด็กสาวบ้าน
นอกคอกนาคนหนึ่งจะทัดเทียมกันท่านได้
อย่างไร”
เรื่องชาติกำเนิดของกู้จิ่นอวี๋มีหรือจะรอดหูรอด
ตาจากวังบูรพาไปได้ ยามนี้นางได้เป็นถึงท่าน
หญิงแล้ว ยิ่งไม่มีความจำเป็นจะต้องปกปิดคนทั้ง
แผ่นดินอีกต่อไป
เหล่าชาวเมืองนอกจากจะไม่ดูแคลนนางแล้ว แต่
ยังเทิดทูนนางยิ่งกว่าเดิมเพราะเหตุนี้ ยกให้นาง
เป็นท่านหญิงแห่งสามัญชน ไม่วาง
อำนาจบาตรใหญ่ ทั้งยังทำให้คนทั้งแผ่นดินได้
รับรู้ว่า ไก่ปั่าที่บินเกาะกิ่งไม้นั้นก็สามารถ
กลายเป็นหงส์ได้เช่นกัน
ไท่จื่อเฟยนั่งคุกเข่าอยู่บนเบาะ ฝึกคัดอักษรอย่าง
สงบนิ่ง ราวกับไม่ว่าจะพบพานลมพายุใด นางก็
จะเป็นดั่งดอกเบญจมาศ ที่ไม่มีวันไหวหวั่น
สั่นคลอน
“แค่ชื่อเสียงชั่วข้ามคือจะวัดอะไรได้ หากนางคง
ชื่อเสียงนั้นไว้ได้ชั่วชีวิตต่างหาก จึงจะถือว่า
เก่งกาจ”
ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็รู้ได้ว่านางไม่พอใจในตัวกู้จิ่
นอวี๋แม้แต่น้อย ไท่จื่อเฟยพบเห็นคนที่โด่งดัง
เพียงชั่วข้ามคืนมานักต่อนัก เหมือนกับดาวตก
ที่มาให้เห็นเพียงครู่แล้วอันตรธานหายไป คนมี
ชื่อเสียงรอบกายฝั่าบาทผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่
คนที่ยืนหยัดไปได้ตลอดนั้นจะมีสักกี่คนเชียว
นางไม่เคยอิจฉาริษยาบรรดาสตรีที่แย่งชิง
ชื่อเสียงของนางไป เพราะนางนั้นรู้ดีว่าเป็นเพียง
แค่สิ่งชั่วครั้งชั่วคราว
ในยามบ่ายที่สายลมอบอุ่นพัดโชย การเดินทาง
แสนยาวนานนับเดือนของช่างเหล็กชราและช่าง
ไม้ ในที่สุดก็มาถึงยังเมืองหลวงอันเป็นจุดหมาย
ปลายทาง
ตลอดทางมีจากเจ้าหน้าที่ทางการมาคอยรับส่ง
แม้จะไม่ได้ลำบากมากนัก แต่ด้วยอายุอานาม
ของช่างตีเหล็ก จึงรู้สึกอ่อนเพลียไม่น้อย
เพราะฝั่าบาทเรียกเข้าเฝั้า เหล่าเจ้าหน้าที่
ทางการจึงไม่กล้าชักช้า หลังจากเข้าเมืองหลวง
มา ก็พาทั้งสองแวะอาบน้ำผลัดเสื้อผ้าที่ศาลาพัก
ม้าแล้วเข้าวังไปเพื่อเข้าเฝั้าฮ่องเต้ในทันที
ทั้งสองคนไม่เคยมาเมืองหลวงมาก่อน ยิ่งวังหลวง
แล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง ยามเดินบนพื้นหินอ่อนขาว
นวลที่เงาวับจนสะท้อนเห็นเงาคน ทั้งสองก็แทบ
ไม่กล้าหายใจแรง
ช่างฝีมือต้อยต่ำอยากพวกเขา แม้แต่ยามหลับฝัน
ยังไม่คิดว่าจะได้พบกับฮ่องเต้เหมือนเช่นวันนี้
ช่างเป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูลแท้!
ช่างเหล็กชราทั้งประหม่าทั้งตื่นเต้น แต่ละย่าง
ก้าวทำเอาแข้งขาแก่เฒ่านั้นสั่นเทา “ได้เข้าเฝั้า
ฝั่าบาท หากข้า ข้า ข้าตายเสียตรงนี้ก็นับว่า
คุ้มค่าแล้ว!”
คนที่มารับพวกเขาคือเว่ยกงกงขันทีข้างกายของ
ฝั่าบาท เว่ยกงกงยิ้มพลางเอ่ย “ในตำหนัก
จินหลวน ห้ามพูดเช่นนั้น ไม่เป็นมงคล”
ช่างเหล็กชรารีบยกมือขึ้นปั้องปาก แน่นอน เขา
ไม่ลืมที่จะแอบเหลือบมองเว่ยกงกง เป็นผู้ชาย
แท้ๆ เหตุใดถึงพูดจาสำเนียงแปลกแปร่งเช่นนี้
ช่างไม้เป็นหนุ่มอายุสามสิบต้นๆ เพราะยังหนุ่ม
ยังแน่จึงปรับตัวได้ดี แต่ถึงกระนั้นก็ยังตื่นเต้นจน
จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เดินได้ก้าวสองก้าว
สะดุดล้มเสียแล้ว
ขันทีหนุ่มน้อยที่อยู่ข้างกันเม้มปากแอบหัวเราะ
เว่ยกงกงปราดตามอง ขันทีหนุ่มน้อยก็รีบปัน
หน้านิ่ง
เว่ยกงกงเดินนำพวกเข้าไปยังตำหนักปีกข้าง
พวกเขากล่าวรายการอยู่นอกประตู “ฝั่าบาท
ช่างฝีมือจากต่างอำเภอมาถึงแล้วพะย่ะค่ะ”
“เข้ามาได้” ฝั่าบาทอารมณ์ดีไม่น้อย
ทั้งสองเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ศาลาพักม้าเรียบร้อยแล้ว
ส่วนเรื่องท่าถวายบังคมนั้นเหล่าเจ้าหน้าที่
ทางการก็สอนพวกเขาแล้วระหว่างทาง ส่วนสอน
แล้วจะทำเป็นหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งสอง
คนไม่เคยพบฮ่องเต้มาก่อน พอได้ยินสุรเสียงน่า
เกรงขามนั้น แข้งขาก็พากันอ่อนแรงไปหมด
“เชิญขอรับ” เว่ยกงกงยิ้มพลางเอ่ยเรียกสติ
ทั้งสองก้าวข้ามธรณีประตูอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ตำหนักยิ่งใหญ่อลังการ ไม่มีริ้วไรฝุั่นให้เห็น ทั้ง
สองรู้สึกว่าที่แห่งนี้ไม่เหมือนกับวังหลวงแม้แต่
น้อย เหมือนกับเข้ามาในหอสวรรค์ชั้นฟั้าเสีย
มากกว่า
“คุกเข่า” เว่ยกงกงส่งสัญญาณให้ถวายบังคับ
ทั้งสองทรุดเข่าลงในทันใด
พิธีรีตองที่ร่ำเรียนมาก่อนหน้าถูกลืมไปจนหมด
สิ้น ทั้งสองโขกหัวคำนับเหมือนกับเคารพบรรพ
บุรุษที่หน้าหลุมศพ โขกหัวคำนับให้กับฮ่องเต้
อย่างแรงถึงสามหน
เมื่อคำนับเสร็จแล้ว ทั้งสองหมายจะจุดธูปบูชา
แต่น่าเสียดายที่ไม่มี ฝั่าบาทนั้นเมตตาต่อ
ชาวเมืองที่เคารพยำเกรงตน ไม่ได้วางท่าน่าเกรง
ขามเฉกเช่นยามอยู่ต่อหน้าเหล่าขุนนางราชสำนัก
ทั้งหลาย
“ตามสบายเถิด” เขาเอ่ย
ทั้งสองคิดในใจ ‘มีเช่นนี้ด้วยหรือ ขุนนางพวกนั้น
ไม่เห็นบอกเลย!’ ทั้งสองหันมาสบตากัน ก่อนจะ
หมอบลงกับพื้นแล้วทิ้งตัวนอนราบ
ฝั่าบาท “…”
เว่ยกงกง “…”
ใบหน้าของฝั่าบาทเผยรอยยิ้มออกมา “…รีบพยุง
ลุกขึ้น!”
“พ่ะย่ะค่ะ!” เว่ยกงกงกลั้นหัวเราะอย่างลำบาก
ลำบน ก่อนจะพยุงช่างเหล็กชราและช่างไม้ให้ลุก
ขึ้นด้วยตัวเขาเอง ทั้งสองช่างเป็นคนซื่อตรงดีแท้
ไม่อย่างนั้นคงไม่ส่งมอบวิชาให้กับราชสำนักและ
ช่างฝีมือในท้องที่โดยปราศจากความหวงแหน
ตั้งแต่แรก และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ฝั่าบาทประทาน
ยศให้แก่พวกเขา
ทว่าสิ่งที่ทำให้ฝั่าบาทต้องประหลาดใจก็คือ พวก
เขาปฏิเสธรางวัลที่ฝั่าบาทประทานให้
ช่างเหล็กชราเอ่ยน้ำเสียงขึงขัง “เดิมทีก็ไม่ใช่สิ่งที่
พวกกระหม่อมทั้งสองคิดค้นขึ้นมา แต่เป็นแม่
นางผู้นั้นต่างหาก หากฝั่าบาทต้องการจะตบ
รางวัล ก็ประทานให้แม่นางผู้นั้นเถิด พวก
กระหม่อมทั้งสองได้รับประโยชน์มากพอแล้วพ่ะ
ย่ะค่ะ! ร้านเหล็กของกระหม่อมกลายเป็นที่เลื่อง
ชื่อ ร้านของอาเฉิงเองก็มีงานเข้ามาไม่หวาดไม่
ไหวแล้ว หากพวกกระหม่อมกลับไปที่อำเภอ ก็
นับว่าเป็นคนที่เคยได้เข้าเฝั้าฝั่าบาทแล้ว โอ้อวด
ได้ไปอีกแปดชั่วอายุคนแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
คำว่าตายเป็นคำต้องห้ามต่อหน้าฝั่าบาท ในเมื่อ
ชาวเมืองคนหนึ่งพูดจาจากใจจริงเช่นนี้ ฝั่าบาทก็
ยิ่งปลาบปลื้ม
พอยิ่งปลาบปลื้ม ก็ยิ่งตบรางวัลมากขึ้นไปอีก
ฝั่าบาทยิ้มพลางเอ่ย “หากพวกเจ้ายังต้องการสิ่ง
ใดอีก บอกมาได้เลย”
ทั้งสองได้ปรึกษากันระหว่างทางแล้ว
ช่างเหล็กชราเอ่ย “พวกกระหม่อม…อยากพบแม่
นางผู้นั้น อยากจะขอบคุณนางต่อหน้า”
แม่นางผู้นั้นเป็นผู้มีพระคุณของพวกเขา ไม่ว่า
อย่างไรก็ต้องขอบคุณให้ได้
วันนี้ฝั่าบาทอารมณ์ดีไม่น้อย จึงตอบรับคำขอ
ของทั้งสอง
กู้จิ่นอวี๋ถูกพาตัวเข้าวังมา
เว่ยกงกงอยากจะสร้างความประหลาดใจในแก่
นาง จึงไม่ได้บอกอย่างชัดเจนว่าผู้ใดมาเยือน
บอกเพียงแค่ว่าสองคนนั้นเป็นสหายเก่าคนจาก
ต่างอำเภอ
กู้จิ่นอวี๋ยังคิดอยู่ว่านางมีสหายเก่าจากต่างอำเภอ
ตั้งแต่เมื่อใด หรือจะเป็นสาวใช้สองคนจากจวน
บนเขา อวี๋หรูกลับมาแล้วอย่างนั้นหรือ
ปรากฏว่าคนที่นางพบคือชายแปลกหน้าสองคน
ในใจของกู้จิ่นอวี๋สัมผัสได้ถึงลางร้าย นางคิ้ว
กระตุก พยายามเก็บอาการแล้วถวายบังคม
“ถวายบังคมเพคะฝั่าบาท”
ฝั่าบาทยกมือส่งสัญญาณให้นางลุกยืนขึ้น พลาง
มองไปทางช่างไม้และช่างเหล็กชราที่อยู่ข้างกัน
“เจ้าจำพวกเขาได้หรือไม่”
“เอ๊ะ” กู้จิ่นอวี๋ชะงักไป
ทั้งสองคนนี้… นางรู้จักอย่างนั้นหรือ
ความสงสัยแบบเดียวกันก็แล่นวาบเข้ามาในใจ
ของช่างเหล็กชราและช่างไม้ นั่นน่ะสิ แม่นางผู้นี้
พวกเขารู้จักอย่างนั้นหรือ ฝั่าบาทหยอกล้อทั้ง
สองคน “เป็นอะไรไปหรือ เพิ่งผ่านไปครึ่งปีเอง
จำผู้มีพระคุณของตนไม่ได้แล้วหรือ เมื่อครู่ยังเอ่ย
เสียมั่นเหมาะบอกว่าอยากขอบคุณนางด้วย
ตัวเองอยู่เลย”
หัวใจของกู้จิ่นอวี๋เต้นถี่รัว
ช่างเหล็กชราขมวดคิ้วเอ่ย “ฝั่าบาท ฝั่าบาท
เข้าใจผิดและพ่ะย่ะค่ะ นางมิใช่แม่นางผู้นั้นพ่ะย่ะ
ค่ะ!”