สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 242 ใช่ลูกเราหรือไม่ (1)
อวี้ชินอ๋องเฟยกำลังรออยู่ในห้องอย่างกระวน
กระวาย นางเดินวนไปมา ด้วยความประหม่า
ใจก็หนึ่งรู้สึกว่าเด็กคนนั้นจะต้องใช่ลูกของนาง
แน่ๆ แต่อีกใจหนึ่งก็กังวลว่าถ้าไม่ใช่แล้วจะเกิด
อะไรขึ้น
แล้วก็ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน จนท้องฟั้า
มืดสนิท โคมไฟถูกแขวนไว้ที่ระเบียงรวมถึง
ตะเกียงน้ำมันสองสามดวงในเรือนเริ่มสว่างขึ้น
เสียงฝีเท้าข้างนอกประตูดังขึ้น อวี้ชินอ๋องเฟยรีบ
ไปที่ประตูด้วยความอดใจรอไม่ไหว โดยก่อนที่
นางจะไปถึงประตู ประตูก็ถูกผลักให้เปิดออก
แล้วก็ ปรากฏร่างของอวี้ชินอ๋องขึ้น
อวี้ชินอ๋องเฟยมองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตาที่
เปียมไปด้วยความคาดหวัง “ท่านอ๋อง เป็น
อย่างไรบ้าง เป็นลูกของพวกเราใช่หรือไม่เพคะ”
นัยน์ตาอวี้ชินอ๋องมีแต่ความอ่อนโยน เขาไม่เอ่ย
ปฏิเสธแต่อย่างใด
อวี้ชินอ๋องเฟยรู้สึกราวกับว่าหัวใจของตนได้กลับ
เข้าที่เข้าทางแล้ว “ว่าแล้วเชียว! ใช่จริงๆ ด้วย!
ลูกชายของพวกเรายังไม่ตาย…เขายังมีชีวิตอยู่…มี
คนใจดีช่วยเขาไว้…ข้า…ข้า”
พอเอ่ยถึงตรงนี้ อวี้ชินอ๋องเฟยก็เริ่มปล่อยโฮออก
มาก
หมิงเอ๋อร์จึงตกใจตื่น ก่อนจะขยี้ตาแล้วถาม
มารดาของตน “ท่านแม่ เกิดเรื่องอันใดขึ้นรึ”
อวี้ชินอ๋องเฟยเช็ดน้ำตาตัวเองออก แต่น้ำตาก็
ยังคงไหลพรากไม่ขาดสาย ซึ่งคือน้ำตาแห่งความ
ปีติ หาใช่ความเศร้าไม่
“หมิงเอ๋อร์…หมิงเอ๋อร์!” อวี้ชินอ๋องเฟยคว้าตัว
ลูกชายมากอดด้วยความตื่นเต้น ดูเหมือนจะดีใจ
เกินไปหน่อย นางกอดร่างลูกชายไว้แน่นเสียจน
เขารู้สึกเจ็บ
“ขอโทษนะลูก…แม่ขอโทษ” นางจึงรีบผละเขา
ออก
ทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหันเกินไปจนอวี้ชินอ๋องเฟย
รู้สึกว่าทุกอย่างมันช่างเกินจริงนัก
อีกทั้งนางยังมองว่าเรื่องนี้ควรจะให้หมิงเอ๋อร์ได้
รับรู้ หมิงเอ๋อร์เป็นลูกของนาง แม้จะไม่ใช่ลูก
แท้ๆ แต่นางก็รักหมิงเอ๋อร์เหมือนกับลูกของ
ตัวเอง
พวกเขาเป็นแม่ลูกกัน และนั่นคือความจริงที่ไม่มี
วันเปลี่ยนแปลง
แต่ก็อดห่วงไม่ได้ว่าหมิงเอ๋อร์อาจจะรับเรื่องนี้ไม่
ไหว
เพราะอย่างไรเสีย หมิงเอ๋อร์ก็ไม่ใช่เด็กธรรมดา ดู
ภายนอกเหมือนเขาจะเข้ากับคนง่าย แต่ในใจ
ลึกๆของเขาลึกๆ ต้องการแข่งขันอยู่ตลอดเวลา
เขาจะไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร ไม่เช่นนั้นเขาก็จะ
บันดาลโทสะ อย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้
อวี้ชินอ๋องเฟยเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าหมิงเอ๋อร์จะรับ
ได้หรือไม่ที่เขากำลังจะได้น้องชายที่ฉลาดกว่าเขา
หลังจากลังเลอยู่นาน สุดท้ายอวี้ชินอ๋องเฟยก็
ตัดสินใจว่าจะพูดความจริงออกไป
“หมิงเอ๋อร์ลูกแม่ เจ้าน่ะ มีน้องชายนะ เมื่อสี่ปีที่
แล้ว แม่ได้ให้กำเนิดเขา แต่ด้วยความเข้าใจผิด
อะไรบางอย่าง แม่เลยคิดว่าเขาตายไปแล้ว…
จนกระทั่งวันก่อน แม้ได้พบเจอกับเขาอีกครั้ง…”
อวี้ชินอ๋องเฟยพยายามถนอมคำพูดให้ได้มาก
ที่สุดเพื่อรักษาความรู้สึกของผู้ฟังอย่างหมิงเอ๋อร์
หมิงเอ๋อร์จำได้ลางๆ ว่าตอนเขาอายุสี่ขวบ ท่าน
พ่อกับท่านแม่ออกไปนอกวัง เลยไม่รู้ว่าระหว่าง
นั้นเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น
เขามีน้องชายอย่างนั้นรึ
นี่มันช่าง…น่าประหลาดใจยิ่งนัก
เขาชินกับการเป็นคนสุดท้องในวัง แต่จู่ๆ เขา
จะต้องกลายมาเป็นพี่ชาย แน่นอนว่าเรื่องนี้
สะเทือนจิตใจของเขาอย่างมาก
การมีน้องชาย นั่นหมายความว่า เขาจะไม่ใช่จุด
ศูนย์กลางของความสนใจอีกต่อไป
พวกท่านพี่ทั้งหลายเคยเอื้อเฟือเขาอย่างไร คราว
นี้เขาจะต้องเป็นฝั่ายมาเอื้อเฟือให้แก่คนที่เด็ก
กว่าแทน
อ้อมกอดของท่านแม่ ก็จะไม่ใช่ของเขาแต่เพียงผู้
เดียวอีกต่อไป
น้องชายตัวเล็กกว่า ไม่เพียงแต่จะได้กอดจาก
ท่านแม่เท่านั้น แต่ยังนอนกับท่านแม่ด้วย
เพราะตอนที่เขาสี่ขวบ เขาเคยนอนด้วยกันกับ
ท่านแม่มาก่อน
“แล้ว…น้องชายของข้า คือผู้ใดหรือ” เขาเอ่ย
ถามด้วยน้ำเสียงอึกอัก
เห็นได้ชัดว่าเขาคาดเดาบางอย่างอยู่ในใจแล้ว
และภาพความปวดร้าวก็แวบเข้ามาในหัวของเขา
และเขาก็ตะโกนสุดหัวใจว่า อย่านะ ไม่ ไม่ ไม่
ต้องไม่ใช่เจ้าเด็กนั่น!
“เจ้าเจอเขาแล้ว” อวี้ชินอ๋องพูดเบา ๆ พลางลูบ
ใบหน้าของหมิงเอ๋อร์
หมิงเอ๋อร์รู้สึกราวกับมีเสียงสายพิณขาดดังขึ้นใน
หัวของเขา
จะเป็นใครไปไม่ได้อีก นอกจากเจ้าหัวกลมตัวเล็ก
น่ารำคาญคนนั้น เจ้าเด็กบ้านั่น
ทำไมนะ ทำไมต้องเป็นเจ้านั่นด้วย
อวี้ชินอ๋องเฟยไม่ได้ตั้งใจจะเอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
ในวันนี้ พลางกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “แม่รู้ว่ามี
ความเข้าใจผิดระหว่างพวกเจ้าสองคน แต่ข้ารู้ว่า
เจ้าเป็นเด็กดีมาก และข้าเชื่อว่าวันหนึ่ง น้องชาย
เจ้าจะเห็นว่าเจ้าเป็นคนดีขนาดไหน แล้วเจ้าเองก็
จะพบความดีในตัวเขาเองเช่นกัน”
ประโยคนี้แน่นอนว่าผ่านการขัดเกล้ามาอย่างดี
ที่สุดๆ แล้ว หากให้พูดออกไปว่า ‘เขาเป็นน้อง
ของเจ้า อยู่ด้วยกันไปเดี๋ยวก็รู้จักกันเอง’ ล่ะก็ มี
หวังได้เรื่องใหญ่กว่าเดิมแน่
แม้ประโยคเมื่อครู่จะทำให้หมิงเอ๋อร์รู้สึกสำคัญ
ขึ้นมาบ้างก็ตาม
อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าท่านแม่จะไม่เห็นน้องดีกว่า
ตัวเอง
แต่กระนั้น ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจลึกๆ ก็ยังมีอยู่
ดี
ทำไมเขาถึงแพ้ให้กับเจ้าหัวกลมนั่นด้วย
น่าโมโหชะมัด!
ขณะเดียวกัน ตัดภาพมาที่ราชเลขาสวี่ หลังจาก
เกิดเรื่องขึ้น เขาจึงวานให้บ่าวไปแจ้งข่าวให้คนที่
เรือนของเสี่ยวจิ้งคงได้ทราบ
บ่าวของราชเลขาสวี่ไม่รู้ว่าเสี่ยวจิ้งคงพักอยู่ที่ไหน
รู้แค่ว่าทั้งสามชอบมาเล่นที่โรงหมอบ่อยๆ และดู
เหมือนพี่สาวของเสี่ยวจิ้งคงเป็นหมอประจำที่โรง
หมอแห่งนี้
แน่นอนว่าม้าของบ่าวเร็วไม่เท่าม้าของเซวียนผิง
โหว พอวิ่งไปได้ครึ่งทาง ก็เจอเข้ากับเซวียนผิง
โหว
“เอาล่ะ เจ้ากลับไปได้แล้ว” เซวียนผิงโหวเอ่ย
บอกกับบ่าวเบาๆ
บ่าวของตระกูลสวี่พอเห็นหน้าเซวียนผิงโหว
ก่อนจะสังเกตเห็นว่าเด็กที่นั่งกินขนมอยู่ข้างๆ เซ
วียนผิงโหวคือเสี่ยวจิ้งคง ก็ตกใจชนิดที่ว่าถ้าเป็น
ไก่คงออกไข่ไปแล้ว
นี่มันอะไรกันนี่
นี่ นี่ นี่หรือว่า…เป็นรับสั่งของไท่จื่อเฟยที่ให้เซ
วียนผิงโหวดูแลเสี่ยวจิ้งคงอย่างนั้นรึ
บ่าวไม่กล้าคิดลงลึกขนาดว่าเสี่ยวจิ้งคงมีความ
เกี่ยวข้องลับๆ กับเซวียนผิงโหวอย่างแน่นอน
อย่างมากเขาก็แค่มองว่าที่วังคงมีรับสั่งให้เซวียน
ผิงโหวไปช่วยสั่งสอนผู้ปกครองของเสี่ยวจิ้งคง
ทว่า เจ้าเด็กคนนี้ก็กล้าพอตัวนะ
นั่งกินขนมอยู่ข้างๆ เซวียนผิงโหวอย่างสบายใจ
เฉิบได้อย่างไรกัน
ไม่เพียงเท่านั้น เสี่ยวจิ้งคงยังมีนิสัยอีกอย่างที่
ชอบทำหลังกินข้าวเสร็จอีกด้วย
นั่นก็คือยื่นปากเพื่อให้คนเช็ดปากให้
บ่าวของตระกูลสวี่คิดว่าเซวียนผิงโหวจะไม่ยอม
เช็ดปากให้เจ้าตัวเล็กแน่ๆ แต่ผิดคาด เซวียนผิง
โหวหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาเช็ดปาก
ให้เสี่ยวจิ้งคงหน้าตาเฉย
บ่าวคิดในใจ นี่เขาเป็นบ้าหรือตาบอดไปแล้วรึ
เปล่านะ
พอเสี่ยวจิ้งคงทานเสร็จ ก็เรอออกมาพร้อมกับ
แกว่งขาไปมา เป็นภาพที่ดูแล้วน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง
ด้วยความที่เซวียนผิงโหวต้องออกไปประจำการ
และสู้รบเป็นเวลาหลายปี เลยไม่มีเวลาอยู่กับ
ลูกๆ พอมารู้ตัวอีกทีก็พบว่าลูกของเขาทุกคนก็โต
กันหมดแล้ว
คนเราเวลาอยู่ด้วยกันนานเข้า มักจะซึมซับนิสัย
ของอีกฝั่ายไปโดยปริยาย
เสี่ยวจิ้งคงเองก็มีนิสัยบางอย่างที่คล้ายกันกับ
เซียวลิ่วหลัง ทั้งการขมวดคิ้ว และการหัวเราะ
แห้ง
แต่นี่ก็เป็นความเคยชินของเซียวลิ่วหลัง หาใช่
เซียวเหิงไม่
เซียวลิ่วหลังแทบไม่มีกลิ่นอายความเป็นเซียวเหิง
หลงเหลืออยู่แม้แต่นิด
จนเซวียนผิงโหวก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเซียวลิ่วหลัง
คือลูกของเขากับเฉินอวิ๋นเหนียง ไม่ใช่เซียวเหิง
ไม่ใช่ลูกของเขา
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึง
ก้อนกลมๆ แข็งๆ กระทบเข้าที่ร่างของเขา
เจ้าตัวเล็กเอนหัวหลับนี่เอง
เซวียนผิงโหวมุ่งหน้าไปที่กั๋วจื่อเจียน นั่งรอเซียว
ลิ่วหลังเป็นเวลานานสองนาน จนในที่สุด เซียว
ลิ่วหลังเดินออกมา
เซวียนผิงโหวอุ้มร่างหลับปุั๋ยของเจ้าตัวเล็กลงจาก
รถม้า
บทที่ 242 ใช่ลูกเราหรือไม่ (2)
เขาวางแผนมาอย่างดีว่าจะพูดกับเซียวลิ่วหลังว่า
หลานของเจ้าไม่เลวเลย ข้าจะรับเขาเป็นศิษย์ จะ
ได้แทรกแซงศัตรู…. เอ้ย…เอ่อลูกชายเขาได้
ตกลงเซียวลิ่วหลังเป็นลูกชายแท้ๆ หรือจะเป็น
ลูกชายนอกสมรสนั้น สักวันความจริงต้องถูก
เปิดเผย
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าเซียวลิ่วหลังกลับสงสายตา
อาฆาตให้เซวียนผิงโหวหนึ่งทีอย่างไม่พูดพร่ำทำ
เพลง แล้วอุ้มเจ้าตัวเล็กก่อนจะเดินจากไป
ไม่เหลือพื้นที่ไว้ให้เซวียนผิงโหวได้พูดอะไรสักซัก
คำ
ทำเอาเซวียนผิงโหวโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง
“จำไว้นะ ถ้าข้ารู้เมื่อไหร่ว่าเจ้าไม่ใช่ ข้าจะถลก
หนังเจ้า!”
แม้ภายนอกเซวียนผิงโหวจะดูอ่อนโยน แต่ข้างใน
กลับแข็งทื่อ ถ้าเซียวลิ่วหลังเป็นลูกนอกสมรส
ของเขาจริงๆ ถึงเวลาเขาอาจไม่อยากยอมรับก็
เป็นได้!
“เหอะ!”
เซวียนผิงโหวขึ้นรถม้าด้วยความไม่สบอารมณ์
วันต่อมา ทูตจากแคว้นเหลียงแจ้งเลื่อนการ
เจรจาออกไป
เหล่าทูตของแคว้นเจาพากันตกใจ แต่พอนึกถึง
เรื่องที่พระโอรสของอวี้ชินอ๋องถูกองค์ชายเจ็ด
และพระสหายกลั่นแกล้ง ก็พอจะปะติดปะต่อ
เรื่องราวได้บ้างว่าพระองค์คงทรงกริ้วเพราะเรื่อง
นี้แน่ๆ
ทว่าเหล่าทูตดูเหมือนจะมองเรื่องราวผิดไป ที่จริง
อวี้ชินอ๋องรู้นิสัยใจคอของลูกชายตัวเองดี สมควร
แล้วที่จะโดนเด็กคนอื่นเอาคืน
ทีวันนี้อวี้ชินอ๋องเลื่อนการเจรจาออกไป เพราะว่า
เขามาที่โรงหมอกับอวี้ชินอ๋องเฟย
“วางตัวกับนางดีๆ ล่ะ นางช่วยพวกเราเลี้ยงดูลูก
ชายมาตั้งหลายปี…แถมยังช่วยรักษาอาการของห
มิงเอ๋อร์ไว้ด้วย…” อวี้ชินอ๋องเฟยกำชับกับพระ
สวามีของตัวเอง ก่อนที่จะลงจากรถม้า
อวี้ชินอ๋องพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว วางใจเถิดน่า
ข้าไม่ทำอะไรเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ หรอก”
อวี้ชินอ๋องเฟยยังคงไม่ปักใจเชื่อ แล้วเอ่ยเตือนอีก
ครั้ง “แล้วก็อย่าไปชักสีหน้าใส่นางด้วยล่ะ”
“ได้” อวี้ชินอ๋องตอบตกลงอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
“แต่ว่า ข้ามีเรื่องอย่างนึงจะขอเจ้า”
“เรื่องอันใดรึ”
อวี้ชินอ๋องเอ่ยตอบ “หากพวกเราพรวดพราดเข้า
ไปบอกว่าเสี่ยวจิ้งคงเป็นบุตรของเรา เกรงว่าพวก
เขาไม่เชื่อแน่ๆ พวกเราเองก็ไม่ได้มีหลักฐาน
ยืนยันอะไร ให้บอกว่ามาขอรับเลี้ยงแทนน่าจะ
ดีกว่าไหม”
อวี้ชินอ๋องเฟยมองว่าไม่เห็นจะต้องแต่งเรื่องให้
วุ่นวาย
ในเมื่อนางเป็นแม่ของเสี่ยวจิ้งคง ยังจะต้องมี
หลักฐานอันใดอีกรึ เป็นถึงจักรพรรดิแห่งแคว้น
เหลียงไม่มีความจำเป็นจะต้องสร้างเรื่องหลอก
ใครทั้งนั้น
อวี้ชินอ๋องเอ่ยต่อ “เจ้าฟังข้านะ ที่ไม่ใช่แคว้นเหลี
ยงของพวกเรา ความสัมพันธ์ของสองแคว้นก็
ไม่ได้มั่นคงนัก เรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจยิ่งไม่ต้อง
พูดถึงเลย”
คราวนี้ อวี้ชินอ๋องเฟยมองว่าที่พระสวามีพูดมาก็
พอฟังขึ้น เลยลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า
“ก็ได้ ข้าจะฟังท่าน พอกลับไปที่วัง…”
อวี้ชินอ๋องรีบชิงเอ่ย “ข้าจะรีบแจ้งข่าวให้ทราบ
โดยทั่วกันว่านี่คือบุตรชายของพวกเรา จารึกชื่อ
ของเขาไว้ในพงศาวลี! และจะพาเขาไปเข้าเฝั้า
องค์พระเจ้าแผ่นดิน!”
พอได้ยินดังนั้น อวี้ชินอ๋องเฟยก็คลี่ยิ้มออกมา
จากนั้นทั้งสองก็เดินเข้าไปในโรงหมอ
เถ้าแก่รองเคยเจอกับอวี้ชินอ๋องเฟยแล้ว พอเห็น
ว่าครั้งนี้สายตาและท่าทีของนางดูเป็นมิตรมาก
ขึ้น เถ้าแก่รองจึงเดินเข้าไปทักทาย
“มาแล้วหรือขอรับท่านฮูหยิน เอ่อ ส่วนท่านนี้
คือ…”
“สามีข้าเอง” อวี้ชินอ๋องเฟยเอ่ยแนะนำ
เถ้าแก่รองคำนับให้ ก่อนจะชะเง้อมองไปทาง
ด้านหลังของทั้งคู่ แล้วเอ่ยถาม “คุณชายน้อยมิ
ได้มาด้วยหรือขอรับ อาการของเขาเป็นอย่างไร
บ้างแล้ว ดีขึ้นแล้วหรือยังขอรับ”
“ดีขึ้นมากแล้วล่ะ ไม่มีอาการไอแล้ว เขาอยู่ที่
เรือนน่ะ ไม่ได้มาด้วยกันกับพวกเรา ว่าแต่…แม่
นางกู้อยู่ไหม” อวี้ชินอ๋องเฟยถามถึงกู้เจียว
“อยู่ขอรับ นางน่าจะกำลังทำงานอยู่ ทั้งสองท่าน
รออยู่ตรงนี้ก่อนนะขอรับ” เถ้าแก่รองเอ่ยตอบ
กู้เจียวที่เพิ่งจะให้น้ำเกลือกับเจียงสือเสร็จ พอได้
ยินจากเถ้าแก่รองว่ามีฮูหยินมาหา ก็ครุ่นคิดอยู่
นานว่าฮูหยินคนไหนกัน
เถ้าแก่รองเอ่ยต่อ “คนที่มีลูกชายอายุสิบขวบ ที่
ไอหนักมากๆ คนนั้นอย่างไรเล่า นางมากับสามี
ของนาง ข้าเดาว่าคงมาขอบคุณเจ้ากระมัง”
ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้ ก็เลยไม่ได้
เอะใจอะไร
กู้เจียวเองก็นึกว่าพวกเขาจะมาเอ่ยขอบคุณที่ช่วย
รักษาลูกชายพวกเขาไว้ได้เสียอีก
อวี้ชินอ๋องเฟยประสงค์จะคุยกับกู้เจียวเป็นการ
ส่วนตัว กู้เจียวเลยพาพวกเขามานั่งที่สวนหย่อม
พอทั้งสามคนนั่งลงบริเวณข้างๆ สวนดอกไม้
บรรยากาศอันเงียบเชียบชวนอึดอัดก็ถาโถมเข้า
มา
อวี้ชินอ๋องพบเจอคนมานักต่อนัก แม้เขาจะไม่ได้
สนใจรูปลักษณ์หน้าตาของกู้เจียว
แต่ที่เขาสนใจก็คือภาพลักษณ์ของนาง ที่ดูโตกว่า
เด็กรุ่นราวคราวเดียวกับนาง
อวี้ชินอ๋องเฟยเริ่มเปิดประเด็นก่อน “แม่นางกู้
ข้ารู้ว่าเรื่องนี้อาจกะทันหันไปหน่อย แต่ข้า
อยากจะพบเจอกับพ่อแม่ของเจ้า เพื่อเจรจาเรื่อง
เสี่ยวจิ้งคง พวกเราอยากรับเลี้ยงเสี่ยวจิ้งคงไว้
เป็นบุตรบุญธรรมจริงๆ ”
กู้เจียว “เลี้ยงแบบไม่พาตัวไปหรือ”
อวี้ชินอ๋องเฟยอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งพัก แล้วเอ่ยต่อ
“พวกเราจะพาเขาไปอยู่ด้วยน่ะ”
“ไม่ได้” กู้เจียวไม่ถามต่อแม้แต่นิดว่าพวกเขาจะ
พาเสี่ยวจิ้งคงไปอยู่ที่ไหน และเอ่ยปฏิเสธทันควัน
อวี้ชินอ๋องเฟยเริ่มหน้าซีด “แม่นางกู้…”
“เราไม่มีอะไรจะต้องคุยเรื่องนี้แล้ว ข้าไม่มีทาง
มอบเสี่ยวจิ้งคงให้พวกท่านแน่นอน
หากพวกท่านชอบเสี่ยวจิ้งคง แล้วเสี่ยวจิ้งคงชอบ
พวกท่านจริงๆ พวกท่านก็มาเยี่ยมเขาบ่อยๆ สิ”
ใช่แล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเสี่ยวจิ้งคงชอบพวก
เขาหรือไม่
นางไม่มีวันทำให้เสี่ยวจิ้งคงลำบากใจเด็ดขาด
“หากไม่มีอะไรแล้ว เชิญพวกท่านกลับไปเถิด”
กู้เจียวพูดส่งแขก
อวี้ชินอ๋องเริ่มหน้าตึง เขาแทบไม่ได้พูดอะไร
ออกมาเลย จนกระทั่งพอเห็นว่ากู้เจียวกำลังลุก
เดินออกไป เขาถึงจะเริ่มพูด “เจ้า…ไม่คิดจะถาม
กันหน่อยหรือว่าพวกเราเป็นใครมาจากไหน”
“ใครหน้าไหนก็ไม่ได้ทั้งนั้น!” กู้เจียวเอ่ยด้วย
น้ำเสียงเย็นชา
“แม่นางกู้!” อวี้ชินอ๋องเฟยรีบลุกขึ้นยืน อวี้ชิน
อ๋องห้ามยังไงก็ห้ามไม่อยู่ นางเดินเข้าไปใกล้ๆ กู้
เจียว
ก่อนจะเอ่ย “เสี่ยวจิ้งคงเป็นบุตรของพวกเรา!
พวกเราคือพ่อแม่ของเสี่ยวจิ้งคง!”
กู้เจียวหยุดฝีก้าวลง ก่อนจะหันกลับมาค้อนใส่
“พ่อแม่ที่ไหนทิ้งลูกไว้ที่วัดคนเดียว”
อวี้ชินอ๋องเฟยเอ่ยทั้งน้ำตา “ไม่ใช่อย่างนั้นนะ…
แม่นางกู้ฟังข้าอธิบายก่อน…พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะ
ทิ้งเขา…พวกเราเข้าใจผิดว่าเขาตายไปแล้ว…”
“เป็นเช่นนั้นรึ” กู้เจียวหันหน้าไปทางอวี้ชินอ๋อง
กู้เจียวนึกในใจ ท่าทีของฮูหยินดูเหมือนจะไม่ได้
โกหกจริงๆ แต่เหตุใด แววตาและสีหน้าของสามี
นางถึงได้เย็นชาขนาดนั้นล่ะ
อวี้ชินอ๋องมองค้อนกลับ ส่วนอวี้ชินอ๋องเฟยที่อยู่
ข้างๆ กลับเป็นลมล้มลงไป
อวี้ชินอ๋องประคองร่างของไว้ทัน
กู้เจียวคว้าข้อแขนของนางแล้ววัดชีพจร ก่อนจะ
วางมือลง
ไม่เป็นอะไรมาก นางเป็นลมเพราะเครียดเกิน
เหตุจริงๆ ไม่ใช่การแสดง
อวี้ชินอ๋องประคองร่างที่หมดสติของภรรยา ท่าที
ของเขาเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่
อ่อนโยนเหมือนตอนอยู่ต่อหน้าอวี้ชินอ๋องเฟย
“เจ้าต้องการเงินเท่าไหร่ ว่ามา พูดดีๆ ไม่ชอบ
ต้องมีเรื่องกันใช่ไหม แม่หนู เจ้ายังเด็กนัก ไม่รู้จัก
ที่ต่ำที่สูง ถ้าคิดว่าข้าจะวางมือง่ายๆ บอกเลยว่า
เจ้าคิดผิดแล้วล่ะ!”
กู้เจียว “เช่นนั้นท่านก็ลองดูสักตั้งสิ”
อวี้ชินอ๋องถลึงตาใส่กู้เจียว ก่อนจะอุ้มอวี้ชินอ๋อง
เฟยแล้วเดินออกไป
คืนวันนั้น คนสนิทของอวี้ชินอ๋องเดินทางไปที่วัง
หลวง พร้อมกับส่งสาส์นให้ทางวังเรื่องการเจรจา
แคว้นเหลียงจะยอมหลีกทางให้ แต่มีเงื่อนอยู่ข้อ
หนึ่ง นั่นคือ เด็กคนนั้น